Home Blog

The Improvise : ภราดล พรอำนวย ด้นสดดนตรี ชีวิต ธุรกิจ สู่เชียงใหม่แจ๊สเฟสติวัล

0

ปอ-ภราดล พรอำนวย เป็นนักฝัน นักดนตรี และนักเดินทาง เขาเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ในย่านหลังตลาดธานินทร์ ท่ามกลางบรรยากาศของศิลปะและเสียงดนตรี ในวัยหนุ่มเขาเป็นนักแสวงหาที่เดินทางไปศึกษาต่อด้านดนตรีที่สหรัฐอเมริกา โดยทำงานพาร์ทไทม์ ทั้งงานออกแบบ งานช่าง และเล่นดนตรีเลี้ยงชีพเพื่อส่งตัวเองเรียน เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย เขาทำงานเป็นนักดนตรีเต็มตัว และได้สร้าง North Gate แจ๊สบาร์ขึ้นมาจากเศษไม้ตามข้างทาง ผ่านช่วงเวลากว่า 20 ปี ท่วงทำนองบลูส์โน้ตในดนตรีแจ๊สเชียงใหม่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ดึงดูดชาวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยว แม้หลายเรื่องราวจะอยู่ภายใต้โครงสร้างที่วางแผนไว้ แต่ชีวิตของเขาก็ยังคงเคลื่อนไปตามวิถีแห่งการ Improvise

ดนตรี สะพานแห่งการข้ามผ่านเพื่อแสวงหา

ผมไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวนักดนตรี แต่น้าของผมเล่นดนตรีได้ น้าผู้หญิงที่เล่นโฟล์คซอง เล่นเปียโน ผมมองเห็นน้าสาวซ้อมดนตรีที่บ้าน เล่นดนตรีตามโรงแรม แม่พาผมไปทำงานที่โรงแรมก็จะฝากผมไว้กับน้า รอเวลากลับบ้านพร้อมกัน ผมมองเห็นน้าเล่นกีตาร์ก็เลยซื้อฮาร์มอนิกามาหัดเล่น ตอนนั้นอายุ 10 ขวบ เล่นแบบบ้านๆ บ้านอยู่หลังตลาดธานินทร์ เชียงใหม่ แม่เห็นเราชอบเล่นดนตรี ก็ส่งไปเรียนกีตาร์คลาสสิกที่โรงเรียนสอนดนตรียามาฮ่า เรียนดนตรี 7 ปี รู้สึกว่า ชีวิตสงบดี เรียนหนังสือเสร็จก็ซ้อมดนตรี สงบ สบาย ดนตรีก็เพราะ เพลิน อาจารย์มนูญ พลอยประดับ ท่านก็บอก “ดนตรีที่เราเล่นเปลี่ยนแปลงชีวิตได้นะ ดนตรีอาจทำให้คนที่กำลังคิดฆ่าตัวตายเปลี่ยนใจได้ ดนตรีมีพลังวิเศษ”

ตอนนั้นเรายังเล็ก เป็นเด็ก รู้สึกว่า ดนตรีมีอภินิหาร เราทำในสิ่งที่ถูกสอน รักในสิ่งที่เราเล่น เคารพในสิ่งที่เราทำ มันทำให้เราไม่ฝืนโชคชะตา ไม่ว่าดนตรีจะออกมารูปแบบไหน เรารู้สึกว่า เราให้เกียรติเขา สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานวิธีคิด เราเล่นดนตรีตลอด ช่วงหลังเรียนเทคโนสถาปัตย์ระดับ ปวส. (เคยชนะการประกวดวาดรูปและได้ทุนไปทัศนศึกษาที่เเกียวโต ญี่ปุ่น) เมื่อเริ่มเรียนสถาปัตย์ก็สนใจดนตรีมากขึ้น เวลาเรียนเราสนใจในวัฒนธรรมของโลกที่มีหลายรูปแบบซึ่งไม่ได้พูดถึงยุคคลาสสิคอย่างเดียว แต่พูดถึงสถาปัตยกรรมตะวันออก หรือ Middle East , Folk หรือ Traditional folk ความเป็นดนตรีพื้นบ้านทำให้เราได้แรงบันดาลใจ

ผมเรียนดนตรีพื้นบ้าน 2 ปี เป่าขลุ่ย สีซอ สล้อ ดีดซึง สนใจ Ethnic Music (ดนตรีชาติพันธุ์) และ Folk Music (ดนตรีพื้นบ้าน) เพราะมันคือเสียงของอดีต มันคือความงาม ความฝันของเขา มันทำให้เรามองเห็นความฝันของคนรุ่นนึง เป็นความสุขของเขาซึ่งแตกต่างจากความสุขของเรา ยังไงเหรอ? ดนตรีเหล่านี้ อธิบายปรากฏการณ์ หลังจากนั้น ผมก็เรียนดนตรี Jazz เริ่ม Improvis Music

Jazz เป็นวัฒนธรรมที่หลากหลายซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนเข้าไปมีส่วนร่วม ดนตรีตะวันตกผสมผสานกับบลูส์หรือ African musical tradition (ประเพณีดนตรีแอฟริกัน) ดนตรีแอฟริกันเชื่อมโยงกับดนตรีพื้นบ้านทั่วโลก ดนตรีอีสานทั้ง Rhythmic (จังหวะ) Harmony (เสียงประสาน) Melody (ทำนอง) ได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีแอฟริกันค่อนข้างเยอะ ดนตรีมากับคาราวานและถูกส่งต่อ ผมคิดว่า Jazz มีโครงสร้างแบบนั้น

สำหรับผม เล่นดนตรีแจ๊ส ด้วยทัศนะที่… คือ ผมมีพื้นฐานทางดนตรีอยู่ชุดนึง แต่ผมอยากใช้ดนตรีไปกับการเดินทาง จุดหมายของเราก็ไม่คิดจะเล่นดนตรี.. แน่นอนว่า ดนตรีสร้างอาชีพหรือรายได้ แต่อาชีพหรือรายได้จากการเล่นดนตรีตอบโจทย์การเดินทางทั่วโลก เราอยากเห็นโลก เราอยากเข้าใจโลก แต่เราไม่มีเงินมากพอ เราใช้ความสามารถเป็นต้นทุน ผมใช้ดนตรีไปกับการเดินทาง จุดประสงค์เป็นแบบนั้น เราฝึกซ้อมดนตรีแจ๊ส  เปิดหมวก เล่นดนตรี เดินทางไปที่ไหนก็ได้ทั่วโลก แล้วเราก็จะมีชีวิตรอด มีข้าวกิน มีที่นอน แล้วเราก็เห็นโลก เข้าใจโลก เข้าใจว่า ชีวิตเราเกิดมาทำไม เข้าใจชีวิตคนวัฒนธรรมอื่น สิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องในวัฒนธรรมของเรา อาจจะไม่ถูกต้องในอีกวัฒนธรรมนึง คือ เราต้องอยู่ตรงจุดนั้น เราถึงจะเข้าใจ

การเดินสู่ดินแดนดนตรีแจ๊ส

ผมเดินทางไปหาคนหลายคน สมัยก่อน ผมไปหาพี่โซ่ ETC เขาเป็นนักเปียโนแจ๊สที่เก่ง พี่โซ่บอกให้ไปหาอาจารย์ป้อม ดร.ภัทร ชมภูมิ่ง ท่านเรียนจบจาก Whitworth College และ Northern Illinois University สหรัฐอเมริกา สอนวิชา Music Appreciation ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งอาจารย์ป้อมก็สอนดนตรีให้ซ้อมอย่างนั้นซิ เล่นอย่างนี้ซิ อาจารย์ป้อมเปลี่ยนแปลงชีวิตของผม ให้ผมย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ย้ายจากเทคโนไปเรียนต่อปี 3 เล่นดนตรีให้มหาวิทยาลัยตามโครงการช้างเผือก แล้วอาจารย์ก็ทำหนังสือขอทุนให้ผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา 6 เดือน เรียนดนตรีที่สหรัฐอเมริกาก็คิดเอา ฟังเอา เก็บเล็กผสมน้อย อาจารย์ก็ให้การบ้านมาเยอะมากซ้อม 5 ปี ไม่หมด

กลับเมืองไทยก็มาเรียนต่อ เรียนจบก็ซ้อมดนตรี เล่นดนตรี เก็บประสบการณ์เอาตามถนนหนทาง ผมเรียนจบคณะศึกษาศาสตร์ ศิลปศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งดีมาก ผมเรียนสายอาชีพช่างที่เทคโน เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็จะคิดคนละแบบ เรียนมหาวิทยาลัยคิดแบบ Concept มองภาพใหญ่ขึ้น เรียนช่างก็จะคิดในเชิงเทคนิค การจัดการ นอกจากดนตรีแล้วก็จะมีสภาวะแวดล้อมอื่นๆ ที่หลอมรวม เราเป็นนักดนตรีแต่ก็ต้องออกาไนซ์ ทำกิจกรรมให้ได้ เพราะมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง เราใช้ทักษะและต้นทุนความสัมพันธ์ในการจัดการ

ตอนอยู่สหรัฐอเมริกา ผมเป็นเด็ก อยู่ไปสู้ไป อดมื้อกินมื้อ หางานพาร์ทไทม์ ทำงานกรรมกร เป็นช่าง ผมมีรุ่นพี่อยู่นิวยอร์ก (New York)  อยู่ควีนส์ (Queens) ก็หาทำงาน หลังจากนั้นก็ทำงานร้าน tattoo เพราะเราเขียนรูปได้ ทำลายสัก แล้วก็เรียนหนังสือเป็นคลาสเป็นคลาสเรียนครั้งละวัน เรียนในเมือง ทำงาน ซ้อมดนตรี ไปเรียนในเมือง ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นเวลาสั้นๆ แต่เราอยู่ในเมืองของโมเดิร์นแจ๊ส เราก็ได้เข้าไปดูศิลปินใหญ่ เห็นการใช้ชีวิต เห็นวิธีการเรียน วิธีคิด บรรยากาศ เรื่องของประวัติศาสตร์จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเพลง Jazz Standard เราจะมองเห็นจิตวิญญาณ มองเห็นปรัชญา การที่มนุษย์จะพูดถึงอิสรภาพมันทำงานยังไง มันยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ เช่น การที่เราไม่อยู่ในการกำกับของอำนาจ หรือการคืนอำนาจให้ประชาชน

ปรัชญาของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เขาเขียนรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญน่าสนใจก็คือ มันเป็นการทดลอง การที่มนุษย์บอกว่า เราจะทำแบบนี้ เลือกตั้งแบบนี้ ผมว่ามันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ยังเป็นการเดินทาง ซึ่งก็เป็นคำถามอยู่ว่ามันจะเวิร์กมั้ย แนวคิดแบบนี้ไม่ได้ส่งผลต่อแนวคิดทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลถึงแนวคิดทางดนตรี ว่าคุณมีอิสรภาพใน 3-4 คอรัส คุณเล่นอะไรก็ได้ ภายใต้กรอบบางอย่าง วิธีคิดบางอย่าง เพื่อนๆ ก็จะสนับสนุนคุณ เพราะแนวคิดเรื่องเสรีภาพ (Freedom) ศักดิ์ศรี อิสรภาพ เป็นการเปิดพื้นที่ให้เขาสร้างสรรค์ดนตรีในรูปแบบใหม่ๆ มันก็จะสัมพันธ์กับศิลปะกับดนตรีในสหรัฐอเมริกาที่เปิดกว้าง

นั่นหมายความว่า คุณตื่นขึ้นมาคุณมีสำนึกว่า คุณมีอิสรภาพนะ แต่คุณจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ถ้าคุณจะใช้คุณใช้ได้ สิ่งนี้มันผลักดันให้คุณเล่นให้เป็นฟรีแจ๊ส  หรือคุณจะเรียบเรียงให้มันสวยงาม หรือเพื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์เราจะเล่นเพื่อส่งเสียงของความมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ได้ ผมว่าแจ๊สมีความพิเศษตรงนี้ ดนตรีอื่นอาจอธิบายว่า เล่นเพื่อความบันเทิง เพื่อความรัก แต่แจ๊สมีทางออก (Solution) บางอย่างที่เราสามารถเลือกได้ในวินาทีนั้น

เรื่องเหล่านี้เราตกผลึกได้ในภายหลัง แต่จะตกผลึกได้เราก็ต้องมีวัตถุดิบจึงสามารถมองย้อนกลับไป ทำไมผู้คนทั่วโลกถึงเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าใคร ไม่จำเป็นต้องมีเลือดสีน้ำเงิน ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ “เนเน่-นิลกุล พรหมศร” ก็ประสบความสำเร็จที่สหรัฐอเมริกา มันอธิบายว่า คุณไม่ต้องเป็นลูกเทพ มันมีโอกาสบางอย่างที่เป็นไปได้

นักดนตรีแจ๊ส Keep the Message (บันทึกถ้อยความเพื่อสื่อสารไว้ในดนตรี) มันจึงไม่สูญหาย message พวกนี้สำคัญ ดนตรีพื้นบ้านยังคงเก็บ masseg เอาไว้ คนเล่นเตหน่า เช่น คลีโพ (KLEE BHO) หรือ ชิ สุวิชาน (ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์) ก็จะไม่เหลือ อีกไม่นาน message ก็จะหายไป ส่วน jazz กำลัง Keep message จำนวนมากกว่า เคยได้ยิน ่jazz message album หรือเปล่าครับ เขาบอกว่าเขาเป็นผู้ส่งสารทางดนตรี ตัวสารที่กำลังบอกว่า “เขากำลังอยากมีชีวิตที่ปราศจากความกลัว” มันถึงสำคัญ ดนตรีเป็นคอมมูนิตี้ที่ใหญ่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เราอยู่เพื่อปกป้อง masseg เหล่านี้ มนุษย์ที่เคยเป็นทาส โดนกดขี่ คนดำบอก ฉันจะไม่เป็นทาส แต่ตัวสารที่กำลังสื่อออกมาเกิดขึ้นทุกสังคม เช่น คนไทยใหญ่ โดนกดขี่ก็จะมี Spirit อย่างเช่น เราเป็นคน เราทำงานให้คุณ เราอยากได้รับความยุติธรรม ไม่อยากถูกกังขัง เราต้องการความช่วยเหลือ อยากได้รับการปกป้องสิทธิความเป็นมนุษย์ ลูกหลานอยากได้รับการศึกษา

ความเป็นจริงในโลกดนตรีเมืองไทย

ผมกลับเมืองไทยเพื่อใช้หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา กู้เงินเรียน เรียนจบก็เริ่มใช้หนี้ ทำงานเล่นดนตรีตามบาร์ เริ่มเล่นดนตรีที่ สุดสะแนน เป็นร้านแรก ได้ชั่วโมงละ 100 บาท มีข้าวกิน เล่นดนตรีเปิดหมวกบนถนนคนเดิน มีคนมาจ้างวาดรูปก็วาด อายุ 26 ปี เริ่มทำแจ๊สบาร์เล็กๆ วันเปิดร้านก็ไม่มีเก้าอี้นั่ง บาร์ก็สร้างด้วยเศษไม้ที่เก็บตามข้างถนนมาตอกๆ ประกอบเป็นบาร์สร้างพื้นที่ดนตรีให้เป็นอาชีพ มีรายได้ มีเงินเลี้ยงดูตนเอง เราทำบาร์ครบ 20 ปี ล้มลุกคลุกคลาน สารพัดเรื่องเล่า โดนโกงบ้าง แต่เราก็ด้เล่นดนตรี ได้ซ้อมดนตรี ได้ทำในสิ่งที่เรารัก เดินทางทิ้งบาร์ พบเจอผู้คนทั่วโลก โดนร้องเรียนเรื่องส่งเสียงดัง แต่ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เรารู้ตัวว่าต้องทำให้เป็นระบบ เจอโควิดเข้าไปก็คิดใหม่ทำใหม่ เรียนรู้บัญชี การบริหารจัดการ หลังจากนั้นจึงเริ่มขยายบาร์ ทำออฟฟิศ (Office) ออกแบบ ทำเสื้อผ้า ทำงานกับศิลปิน ดีไซเนอร์ (Designer) ทำโชยุคราฟต์และสาเกคราฟต์

ดนตรีกับการเดินทางมันเป็นการผสมผสาน (Combination) สำหรับผมมันสวยงามมากเพราะเราไมได้เดินทางเพื่อรับมาอย่างเดียว เรามีบางอย่างมอบให้เขาด้วย ช่วงเวลาที่ได้ใช้ ได้พูดคุย สื่อสารทางดนตรีกับผู้คน ณ ที่นั้น นั่นทำให้เราได้แชร์ ได้พบเจอเพื่อน รับฟังเรื่องเล่าซึ่งสร้างแรงบันดาลใจอย่างมากให้กับผู้คนทั่วโลก มีหลายทริปโบกรถจากเชียงใหม่ไปรอบประเทศไทย โบกรถเชียงใหม่ไปอังกฤษ โบกรถเชียงใหม่ไปฝรั่งเศส โบกรถเชียงใหม่ไปอังกฤษ อิตาลี เป็นสิ่งที่พิเศษ เป็นโอกาส ถ้าไม่เป็นนักดนตรีก็คงไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้

เดินทางสู่เชียงใหม่แจ๊สเฟสติวัล

แจ๊สเชียงใหม่ ไม่ต่างจากภาพลักษณ์ดนตรีแจ๊สหลักๆ ของโลก อาจแตกต่างที่จำนวน ส่วนเรื่อง วิธีคิด วิธีเล่น บรรยากาศ เทียบเท่าสหรัฐอเมริกา คุณฟังเพลงที่ North Gate บางรูปแบบ บางวง บางช่วงเวลา บลูส์โน้ตที่ลอสแอนเจลิส (Los Angeles) ฝีมือ วีธีคิด เหมือนกัน เราปลุกปั้นกันมา 20 ปี สร้างคอมมูนิตีขนาดใหญ่ นักดนตรีที่เก่งทั่วโลกก็เข้ามาเล่นที่เชียงใหม่ ยิ่งเราทำเฟสติวัล เราก็มีโอกาสได้เจอนักดนตรีเก่งๆ ระดับบนของโลก แม้ว่าแจ๊สเฟสติวัล เราอยู่ในเมืองเชียงใหม่ซึ่งเขามองว่าเป็นเมืองวัฒนธรรมล้านนา กระทรวงวัฒนธรรมก็จะต้องวัฒนธรรมไทย แต่ดนตรีที่เราเล่นมันเป็นดนตรีตะวันตก เราไม่ได้เป็นดนตรีกระแสหลักอย่าง เช่น POP หรือ Rock  

การเติบโตของดนตรีแจ๊สในเชียงใหม่เราต้องดูนักดนตรีรุ่นก่อนหน้าเรา รุ่นอาจารย์ป้อม ดร.ภัทร ชมภูมิ่ง ,อาจารย์เต๊ะ อิทธินันท์ อินทรนันท์ , ตุ๊ก บราสเซอรี่ หรือ วัชระ เจริญพร คนเหล่านี้วางรากฐานมาก่อน เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ระดับอินเตอร์ มีสนามบินนานาชาติ มีเอ็นจีโอซึ่งเดินทางมาจากต่างชาติจำนวนมาก เดินทางไปจีน ไปฮ่องกง ก็ใกล้ ยิ่งมีแจ๊สบาร์ มีเฟสติวัล เชียงใหม่ก็โตได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่มีโครงสร้างพื้นฐานมันจะยาก เพราะเราปลูกต้นไม้ในพื้นที่ซึ่งไม่มีน้ำ ดนตรีเหมือนปลูกต้นไม้ มีความรู้ มีนักศึกษาซึ่งจะเข้ามารับช่วงต่อ หลายจังหวัดกลายเป็นเมืองมหาวิทยาลัยเพราะไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับซึ่งต้องใช้ระยะเวลา เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีคนมากพอที่จะเสพสิ่งเหล่านี้

ช่วงชีวิตของผมได้ทำในสิ่งรัก เล่นดนตรี ได้เดินทาง ได้ออกแบบ ทำสถาปัตยกรรม ทำสิ่งสร้างสรรค์ให้มีประโยชน์ ทำธุรกิจเหมือนการปลูกต้นไม้แล้วต้องโต นั่นเป็นโจทย์ ถ้าบริหารธุรกิจก็ต้องขยับขยาย มนุษย์เมื่อนึกถึงอนาคตเขาจะต้องการ 2 สิ่ง คือ เวลาและทรัพยากร เมื่อเราทำคอมมูนิตีเรื่องดนตรี เรื่องวัฒนธรรม  แนวคิดต่อไปคือการสร้างศูนย์การเรียนโดยใช้ดนตรี ศิลปะ ให้กับเยาวชนที่เขาขาดโอกาส เราทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ น่าจะเป็นอีกโปรเจกต์ที่ North Gate ทำได้ เราทำแจ๊สบาร์ได้ ทำสังคมได้ เราต้องทำเรื่องการศึกษาให้ได้

ส่วนการเล่นดนตรีของเราเปลี่ยนแปลง เราโตขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ด้านสังคม โตขึ้นมีวุฒิภาวะมากขึ้น เราก็จะใจเย็นและไม่ตัดสินคนอื่นในทันที หรือตัดสินน้อยลง ในขณะที่เรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่กำลังย่ำแย่กับมนุษย์คนหนึ่งเราไม่มีทางรู้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง เราอย่าเพิ่งไปตัดสินเขา บางครั้งความไร้สาระของชีวิตก็ไม่ได้เป็นอะไรที่น่ารังเกียจ เมื่อโตขึ้นก็จะเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นมากขึ้น รักในสิ่งที่เขาเป็น รักในความไร้สาระของชีวิต บ้าบอ เขาอาจจะโกงประเทศอยู่ในโหมดของความโลภแต่ในวันที่เขาล้มป่วยเขาอาจจะคิดได้ว่า สิ่งที่ทำไปทั้งหมดเพื่ออะไร คือเราต้องไม่หยุดในการสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ถอย สอนไป

หน้าที่ของดนตรีคือการทำสิ่งนี้ เหมือนเราเล่นดนตรีอยู่ไฟดับเหลือแค่กลองกับแซกโซโฟนเราเล่นได้ ไม่หวาดกลัว ดนตรีเป็นนามธรรม ดนตรีคือเสียง เกิดขึ้นแล้วก็หายไป แต่มันอาจจะไม่หายนะ หรืออาจจะเข้าไปฝังอยู่ในหัวใจของใคร คือ เวลาที่เราทำในสิ่งที่เป็นนามธรรมมากๆ คุณจะต้องยอมรับในสิ่งที่คุณทำให้ได้ มันก็กลับไปคำถามเดิมๆ ว่า คุณรักในสิ่งที่คุณเล่นมากแค่ไหน ยุคสมัยหนึ่ง ดนตรีที่คนดำหยิบมาเล่น คือ เครื่องดนตรีที่คนขาวเขาทิ้ง โน้ตบางอย่างบิดเบี้ยว เสียหาย แต่เขาก็หาวิธีเล่นให้ได้ภายใต้ข้อจำกัด เราจะมีชีวิตได้อย่างไร คือ เราต้องอิมโพรไวส์ (Improvise) ต้องคิด ต้องสู้

ศศิน เฉลิมลาภ บนทางชีวิตนักจัดการความขัดแย้ง

0

ศศิน เฉลิมลาภ เป็นที่รู้จักในภาพลักษณ์ของอาจารย์ นักวิชาการผู้ผจญป่า เก็บข้อมูลธรณีวิทยาพื้นที่ป่าตะวันตกใต้ทุ่งใหญ่นเรศวร ช่วยชาวบ้านเก็บพยานวิทยาศาสตร์ต่อสู้กระทั่งชนะคดีศาลปกครอง หลังจากนั้น เขาลาออกจากงานอาจารย์มหาวิทยาลัย รับทำงานเป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำงานบริหารความขัดแย้งบนพื้นที่ป่า ขยายพื้นที่โครงการที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาบุกรุกป่าจนสำเร็จ มีชุมชนเข้าร่วมโครงการ 400 หมู่บ้าน ทำงานตรวจสอบ ต่อสู้ คัดค้าน โครงการของรัฐรุกพื้นที่ป่าตามแนวคิดนักอนุรักษ์ ก่อนกลับบ้านตั้งหลักเพื่อคิดวิเคราะห์วางแผนบางอย่างให้กับชีวิตตนเองในช่วงบั้นปลายชีวิต

วัยเยาว์ที่จังหวัดอยุธยา

ผมเป็นเด็กบ้านนอก เกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลาง เป็นลูกข้าราชการ แวดล้อมไปด้วยเพื่อนที่เป็นลูกชาวนา ลูกพ่อค้า เมื่อเรียนจบ ป.4 เข้าเรียนในอำเภอเมืองอยุธยา ก็จะพบเจอกับเพื่อนซึ่งเป็นคนในเมืองเหมือนกัน แต่บรรยากาศของจังหวัดอยุธยาก็มีแต่ทุ่งนา โบราณสถาน ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับภูเขาและทะเลมากกว่า รู้สึกว่า ธรรมชาติมันต้องเป็นอะไรแบบนั้น แม้ว่าบ้านผมจะอยู่ใกล้แม่น้ำ ผมยังรู้สึกธรรมดา เพิ่งจะมองเห็นบรรยากาศแม่น้ำที่สวย ตอนที่กลับมาอยู่บ้าน ตอนที่ผมมีอายุมากขึ้น

ผมสนใจทะเลเพราะบ้านผมไม่มี ผมชอบเที่ยว ชอบมองเห็นมัน ชอบศึกษา ผมเป็นเด็กเรียนดี เป็นไปตามการเปรียบเทียบ ตอนเรียนอยู่อำเภอก็เป็นที่หนึ่ง พอมาเรียนโรงเรียนในเมืองอยุธยาก็ได้ที่ 10 – 20 เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดา เรียนสู้เขาไม่ได้ ความรู้พื้นฐานซึ่งเคยเป็นเด็กเรียนเก่งเมื่อตอนมัธยมไม่มีความหมาย เทียบกับเด็กจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็ไม่ได้เรื่องเลย ผมเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พยายามปรับตัว แล้วเลือกเรียนภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่คนเรียนไม่เยอะมาก มีเวลาอ่านหนังสือ เลือกเรียนวิชาที่ไม่ต้องแข่งกับใครมาก  

หลังจากนั้น ผมเรียนจบปริญญาตรีสอบเรียนต่อปริญญาโท เรียนและทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิต เพราะตอนนั้นอาจารย์สอนสาขาวิชานี้ยังไม่มี คือ ผมไม่ชอบวิศวกรรมศาสตร์ เรียนหนังสือเพื่อสร้างเขื่อนเพื่อทำลายธรรมชาติ แต่การเรียนของผมก็เป็นวิชาทำลายธรรมชาตินะครับ ผมเรียนทำเหมืองแร่ เรียนธรณีวิทยา ความจริงไม่ค่อยชอบ คือ ผมชอบตอนเรียนหนังสือแต่ไม่ชอบตอนที่ใช้วิชาประกอบอาชีพ แต่การเรียนทำให้ผมมีความรู้เพราะผมได้อ่านและเข้าใจคนที่มีความคิดต่างกับเราเยอะๆ ผมมีเพื่อนเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์หมดเลย มีลูกศิษย์เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นพันคน ทุกคนเป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้โกรธเกลียดกัน ทุกวันนี้ยังกินข้าวด้วยกัน พบเจอกัน ผมเรียนสอนหนังสือ 13 ปี หลังจากนั้น จึงออกมาทำงานกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรชวนผมมาทำโครงการที่น่าสนใจ เขามีงบประมาณ มีกรอบการทำงานที่ชัดเจน ตอนแรกเขาขอให้ผมลาออกมาทำงานชั่วคราวเพื่อเป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์ ผมเป็นนักวิชาการอายุสามสิบต้นๆ อิ่มตัวกับการเป็นอาจารย์ ตอนแรกที่ทำงานเป็นอาจารย์ก็คิดจะทำงานเพียงชั่วคราว มีเงินเดือนใช้ ตอนเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ก็มีวิกฤตเศรษฐกิจ เงินเดือนไม่ขึ้น 6 ปี กระทั่งสถานการณ์คลี่คลาย กลุ่มนักศึกษามาชวนทำกิจกรรม ผมรับเป็นที่ปรึกษาชมรม ผู้บริหารเห็นฝีมือก็จะให้ผมเป็นผู้บริหารกองกิจการนักศึกษาซึ่งมันเป็นประโยชน์ ความคิดในเรื่องการเปลี่ยนงานก็เลือนหาย ทำงานต่อมาจนถึงปีที่ 13 ปี

สิ่งที่นักศึกษาขาด คือ คนชวนคิด ถ้าผมเป็นอาจารย์จุฬา ผมไม่ต้องเป็นที่ปรึกษาชมรม เด็กสามารถทำงานต่อได้ มีรุ่นพี่รุ่นน้อง มหาวิทยาลัยรังสิตเพิ่งเริ่ม ผมเป็นนักกิจกรรม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นผู้บริหารกิจกรรมนักศึกษา ปรากฏว่าไม่ค่อยได้ทำ ผมกลายเป็นเหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครอง คนตีกันต้องไปตัดสิน เด็กเอารถมาจอดขวางบ้าน ผับมาตั้งรอบมหาวิทยาลัย ผมก็ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้

นักวิชาการผจญป่าช่วยชาวบ้านสู้คดี

ก่อนมูลนิธิสืบนาคะเสถียรจะเชิญมาเป็นคณะกรรมการ ผมช่วยชาวบ้านในป่า หมู่บ้านคลิตี้ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ผมมีรุ่นพี่ทำงานเป็น NGO ช่วยชาวบ้านซึ่งเขาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เขากำลังต้องการนักวิชาการที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายชาวบ้าน ตอนนั้น พวกเราทะเลาะกันสำนักธรณีวิทยาเหมืองแร่ (กรมทรัพยากรธรณี) ผมเพิ่งจบมาไม่นาน แต่ผมมีลูกศิษย์อยู่คณะวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม ผมพาลูกศิษย์มาช่วยทำแล็บ เก็บตัวอย่างสารตะกั่ว แล้วใช้ข้อมูลเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล หลังจากนั้นศาลมีคำพิพากษาให้ชนะคดีบริเวณพื้นที่มีปัญหาเป็นป่าตะวันตกอยู่ใต้ทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเตรียมประกาศอุทยานลำคลองงู

ตอนทำงานกับชาวบ้าน เราชนะคดี คดีแรกชาวบ้านฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ตะกั่ว (ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยให้กลับมามีค่าสารตะกั่วไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้บริษัทเอกชนและผู้ก่อมลพิษต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย) ได้เงินเท่าไหร่ไม่แน่ใจ ตัดสินกันเป็นร้อยล้านแล้วตั้งเป็นกองทุนฯ ต่อมาบังคับให้กรมควบคุมมลพิษต้องฟื้นฟูลำห้วย เป็นงานที่ผมทำก่อนทำงานกับมูลนิธิ หลังทำงานกับมูลนิธิก็ยังต้องเดินทางไปขึ้นศาลอยู่ตลอด

ตอนนี้เป็นอุทยานแห่งชาติมานานแล้ว ตอนนั้นป่าสงวนมีเหมืองแร่มีอะไรเต็มไปหมด แต่เขามีแผนประกาศเป็นพื้นที่อุทยาน มีการเริ่มต้นที่จะจัดการพื้นที่ใหญ่นอกจาก เป็นพื้นที่ทุ่งใหญ่ – ห้วยขาแข้ง เป็นมรดกโลก ยังมีการขยายผลด้านนอก มีลำคลองงู มีเขื่อนศรีนครินทร์ ที่อยู่ด้านล่างของห้วยขาแข้ง ส่วนที่อยู่ด้านบนที่อุ้มผาง คลองลาน – คลองวังเจ้า กำแพงเพชร ก็อยากจะจัดการพื้นที่ตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม โครงการของมูลนิธิ น่าสนใจและมันเป็นการเริ่มต้นทั้งหมด คนของมูลนิธิที่เขาสำรวจเตรียมทำโครงการเขาคงนึกถึงผมซึ่งเป็นอาจารย์อายุสามสิบต้นๆ แต่งตัวลุยๆ เป็นอาจารย์คณะวิศวะแต่ทำงานช่วยเหลือชาวบ้าน ขับรถโฟร์วีลอยู่ในป่า สนิทสนมกับชาวบ้านที่พาไปเก็บตะกั่ว

มูลนิธิเขาสนใจและมองเห็นว่า อาจารย์ศศิน น่าจะเหมาะสม เขาต้องการคนที่ไม่แก่มาก ไม่หนุ่มมาก ประสานงานกับใครเขาเกรงอกเกรงใจบ้าง เขาก็มาชวน โอกาสแบบนี้มีไม่มาก ที่มีคนบอกว่า มีตังค์ให้ใช้ ตอนนั้นมีงบประมาณ 29 ล้าน ผมก็บอกผมไม่เคยใช้เงินเกิน 2 -3 หมื่นบาท ซึ่งเขามีเงินให้ 29 ล้าน 4 ปี ให้วางแผน มันเป็นเรื่องดีมาก โอกาสแบบนี้ต่อให้เราเป็นอาจารย์อีก 20 ปี เราก็ไม่ได้ทำ แล้วก็มีประโยชน์กับผู้คน เราก็สนใจงานสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว

การทำงานในช่วงแรกโคตรมั่ว เราคิดว่า เราเป็นนักกิจกรรม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม เป็นผู้อำนวยการกิจการนักศึกษา แต่เราไม่เคยทำงานกับองค์กร ผมเป็นอาจารย์ตั้งแต่เรียนจบ ไม่มีการประชุม ไม่มีหัวหน้า เราเคยบริหารงานจริงๆ ก็นิดๆ หน่อยๆ ที่สำนักงานงานกิจการ ไม่ค่อยซีเรียสอะไร พอเอาเข้าจริงต้องอ่านหนังสือเยอะมาก โปรเจกต์เมเนเจอร์ต้องทำอะไรบ้าง ที่สำคัญเวลาเราล็อกเงินจากต่างประเทศจะมีเอกสาร เวลาเขาให้ตังค์เขาให้คุณทำอะไรบ้าง มีแผนอะไร ยังไง มีกรอบการทำงาน ผมต้องมานั่งเขียนแผนใหม่ทั้งหมด เขาให้วางกรอบกว้างๆ เราก็จะได้เรียนรู้ ต้องนั่งอ่านหนังสือ คิดใหม่หมดเลยว่า จะต้องทำอย่างไรบ้าง

เรียนรู้ด้วยการลงมือทำกับมูลนิธิ

มูลนิธิสืบนาคะเสถียรรับคนมาก่อนที่ผมจะเข้าไปทำงาน ใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้ก็ต้องให้ออก ผมพยายามเข้าไปแก้ปัญหา เพราะเราไม่ได้รับเขามาตั้งแต่ต้น เราได้รับงานบริหาร วิ่งประสานงาน ขอทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราทำงานบริหารเริ่มจาก ตำแหน่ง รอง เลขาธิการ พูดกันตามตรง คือ เขาทิ้งกันหมดแล้ว หายเห่อแล้ว แต่เราอยู่ข้างนอก เรารับโปรเจกต์ต่างประเทศมาทำ มีเงิน มีงาน เงินจึงไม่ใช่ปัญหา สามารถทำผลงานอะไรหลายอย่างออกมาได้

พื้นที่ทำงานของผมเป็นพื้นที่ของผู้มีอิทธิพลทำเหมืองแร่ เขายังไว้ชีวิตอยู่ เขาก็ไม่เข้าไปทำงาน เพราะเราทำเขาเจ๊ง ถ้าเป็นเราคงแค้นน่าดู เรื่องเหมืองแร่ผมเป็นพยานปากสำคัญ ตอนนั้นเรารู้สึกว่า เท่ดี ชีวิตจะเป็นอะไร เราเป็นคนหนุ่ม ที่ต้องกล้าหาญ เสียสละ นอกจากทำงานกับมูลนิธิก็ยังทำงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งเขาตั้งขึ้นมาใหม่ เขาต้องการคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ เหมืองแร่ เขาเห็นผมเข้าป่า ออกข่าว ผมเข้าไปเป็นบุคลากรในคณะทำงานชุดนี้ ทำงาน 7 ปี มีเคสคนที่ถูกยิงตายโดยผู้มีอิทธิพลทางสิทธิมนุษยชน ชื่อก็อยู่รอบตัวผม ตอนนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เขาไม่ค่อยมีงานวิชาการวิทยาศาสตร์ เรามีปัญหาเรื่องการสร้างแหล่งน้ำ น้ำท่วม ท่วมถึงไหน เป็นสิ่งที่ผมสนใจ สักพักเขาก็เอามารวมกัน ทำทั้งเหมืองแร่ ชายทะเล แหล่งน้ำ พลังงาน ผมตรวจสอบเคสพวกนี้ 300-400 เคส

พื้นฐานครอบครัวมีตังค์ไม่มาก กำลังพอดี ถ้ารวยผมคงถูกบังคับให้ทำงานเงินเดือนเยอะ ทำงานที่มีความก้าวหน้า ที่สำคัญคือผมเป็นลูกคนเล็ก พี่สาวมีงานทำ พ่อแม่รับข้าราชการ ที่บ้านนิ่งแล้ว ไม่มีหนี้สิน แม้เราจะไม่มีเงินแต่เราก็ไม่มีภาระอะไร ไม่มีภาระที่ต้องช่วยใคร มีแฟนคนนึง แต่ตอนนั้นผมยังเป็นหนุ่ม มันอาจจะเป็นความอยากตั้งแต่วัยเด็ก ผมเป็นคนตัวเล็ก เนิร์ด ใส่แว่น เล่นกีฬาไม่เป็น เราอาจจะอยากมีพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับหรือเปล่า ไม่แน่ใจ เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นประธานเชียร์ ทำกิจกรรมออกค่าย ชีวิตไม่ค่อยทำงานอะไรที่เป็นการทำงานหาเงิน มีแต่งานเผือกๆ งานของมูลนิธิยิ่งเผือกใหญ่เลยเพราะเขามีตังค์ให้ แล้วเราตะลุยเข้าไปช่วยชาวบ้าน ชาวบ้านขัดแย้งกับป่าไม้ แต่ชาวบ้านก็รุกป่าเหลือเกิน เราต้องเป็นคนกลาง

โจทย์ คือ เราต้องไปคุยกับป่าไม้ว่าเขามีช่องทางช่วยยังไง แล้วต้องไปคุยกับชาวบ้านว่า ป่าไม้ไม่มีอะไรดีเลยหรือ? ทำงานด้วยกันได้มั้ย? หาข้อตกลงอะไรได้บ้าง? มูลนิธิสืบนาคะเสถียรมีโมเดลจัดการความขัดแย้ง สมัยก่อนราชการทำเองไม่ได้เพราะมีกฎหมายบังคับ เราจึงมี MOU (บันทึกความเข้าใจ) มีโมเดล เราก็บอกกับป่าไม้ว่า พี่ไม่ต้องจับได้มั้ย คุยกันก่อน คนไหนรุกป่าก็ดึงเขากลับมา ชาวบ้านตั้งกติการ่วมกันได้มั้ย แม้ว่าวันนี้เขายังไม่ได้สิทธิในที่ดิน หรือถ้าอยู่กันไปก่อนชาวบ้านจะเอาที่ดินแค่ไหน เราเป็นคนกลาง พูดกับคนนั้นที พูดกับคนนี้ที ตามที่กฎหมายพอมีช่องทางให้ได้ ขอให้อยู่กันก่อนมั้ยโดยสงบ สันติ เมื่อมีโมเดลก็ทำเอกสารส่งให้ส่วนราชการว่า โมเดลการแก้ปัญหาควรเป็นอย่างนี้ได้มั้ย

สิ่งที่เป็นปัญหาหมักหมมยาวนาน ถูกแก้ไขให้ดีขึ้น เงินหมดก็หาเงินเพิ่ม หลายสิ่งดีขึ้น ชาวบ้านอยู่ดี ป่าไม้ไม่ต้องไปจับชาวบ้าน อยู่ตรงไหนก็สงบสุข ผมเริ่มทำงาน 10 หมู่บ้าน ห้วงเวลา 4 ปีผมทำ 40 หมู่บ้าน แล้วผมก็ได้งบประมาณทำโครงการเพิ่มเป็น 100 หมู่บ้าน แล้วก็เพิ่มอีกเป็น 200-300 หมู่บ้าน รอบผืนป่าตะวันตก  ช่วงที่พีคๆ ผมบริหารงานคนเกือบ 70 คน หลังจากนั้น คนก็ลดลง งบประมาณก็ลดลง

โมเดลจัดการความขัดแย้งเรื่องการบุกรุกป่า

ผ่านระยะเวลามาเกิน 15 ปี งานที่เราทำมีนักการเมือง อธิบดีคนหนึ่ง เปิดโอกาสให้ แล้วถามผมว่า ปัญหานี้ที่ราชการแก้ไม่ได้ ประเทศไทยแก้ไม่ได้ ควรจะทำยังไง เขาถามผมในวันที่เราหน้าตาแก่ขึ้น อายุมากขึ้น คนรู้จักมากขึ้น คนมองเห็นผลงาน มองว่าพื้นที่ซึ่งมูลนิธิคน ชุมชน กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้สามารถร่วมกันทำงานได้ ป่าไม่ถูกขยายพื้นที่ คดีก็ไม่มี แต่คนที่ทำงานมาก่อนเรา แล้วเขาทำไม่สำเร็จก็มี หน่วยงานที่เขาตั้งขึ้นมา เขาก็ไม่อยากให้งานของเราไปทับเขา นั่งทับที่ไว้เยอะมาก วันหนึ่งเมื่อการเมืองฟังเรา ก็ออกกฎหมายใหม่ ผมเป็นกรรมาธิการออกกฎหมายก็ถือว่าปิดจ๊อบ ทำยังไงคน ชุมชน อยู่กับป่าได้กฎหมาย (พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๖๒ ,พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒, พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562) ซึ่งต้องมีกฎหมายลูก ก็มีระเบียบอะไรต่างๆ ผมยังเป็นกรรมการ เพื่อประคองเรื่องนี้ให้มันจบ แต่มันก็ไม่ได้ดังใจทั้งหมด แต่ก็ถือว่าได้ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนอื่นมาทำต่อ

ถ้าไปถามชาวบ้าน เขาก็บอกว่า มูลนิธิกดขี่ชาวบ้าน ช่วยป่าไม้ ชาวบ้านเขาก็ว่าแบบนั้น แต่ก็ดีกว่าสมัยก่อนที่มันไม่มีทางออกเลยซึ่งชาวบ้านก็อยู่กับป่าได้โดยไม่มีความผิด แต่ฝ่ายอนุรักษ์สีเขียวจัดเขาก็ด่าเราว่าเอาแต่ชาวบ้าน มันอยู่ Output Outcome ว่าเราต้องการอะไร ในเป้าหมายของความเป็นนักอนุรักษ์เราต้องการให้ป่ายังอยู่ไม่ถูกทำลายเพิ่ม เราก็สำเร็จ แต่ในความเป็นมนุษย์ ชาวบ้านก็ไม่ควรถูกจับกุม เขาไม่ใช่อาชญากร เขาเกิดมาก็ผิดกฎหมายแล้ว พ่อแม่ ปู่เขารุก เขาโตขึ้นมาก็ทำอยู่แล้ว เราจะทำยังไงให้ทางออกมันเป็นไปได้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยพื้นที่ถูกทำลายก็ขยายตัวขึ้นทุกวัน ป่าไม้ก็จับกุมไมได้ จับไปก็ร้องเรียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ แสวงหาทางออกไม่ได้ มันต้องมีอะไรที่เป็นโครงการ จนกระทั่งออกกฎหมาย ส่วนคนอื่นจะทำอะไรต่อ พัฒนาอะไรต่อ ผมไม่ได้ปกป้องหลักการของกฎหมายที่ทำขึ้นมา คุณจะพัฒนายังไงต่อก็ได้

วันนี้ พื้นที่โครงการ 4,000 ชุมชน ถูกขยายออกไปจากพื้นที่ซึ่งเราเริ่มทำงาน คนนับล้านคนไม่ถูกจับ ส่วนการทำงานจะพัฒนาไปในทางไหนก็แล้วแต่คุณ ผมทำงานกี่ปีลองนึก ตอนผมเข้าทำงาน ผมไม่รู้หรอกว่า ปัญหาเหล่านี้มันมีมายังไง ผมเพิ่งมารู้ทีหลัง จะแก้ปัญหายังไงก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ แต่ฝรั่งบอกว่า learning by doing ทำไปเรียนรู้ไป ลองเสริมศักยภาพให้คนช่วยกันคิด ประชุมร่วมกัน มีโครงการทำงานร่วมกัน ทำยังไงให้ทุกคนอยู่ได้โดยไม่ขยายพื้นที่ ขณะเดียวกันก็มีงบประมาณให้ทำงาน อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ สมัยก่อนผมซื้อ GPS เป็น 1,000 ตัว ยุคสมัยก่อน GPS สำคัญมาก เดี๋ยวนี้ราคาเริ่มถูกลง จากเดิมก็เถียงกันว่าใครอยู่ก่อนอยู่หลัง แผนที่ก็ชี้กันไปแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ มันต้องกำหนดพื้นที่ซึ่งตนเองอยู่บนแผนที่มาตราส่วน 1:50,000

ความรู้อยู่ที่หน่วยงานราชการ ราชการมีความรู้แต่เครื่องมือไม่มี แผนที่ก็ไม่ครบ ผมมีตังค์ ผมซื้อแผนที่แจก อบรมชาวบ้านให้ใช้แผนที่เป็น มีคนกลางเป็นผู้นำชุมชนหรือคนทำงานด้านประชาสังคม เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่สามารถเป็นคนกลางช่วยเราได้ เอามาเรียนรู้ อบรม ประชุม ใครโกรธกันทะเลาะกันก็จัดประชุมใหม่ ตังค์มี เลี้ยงกาแฟได้ กลางคืนผมก็เลี้ยงเหล้าได้อีก เราต้องเอาตัวเราเข้าไปคุย คนนี้คิดอย่างนี้ คนนี้คิดอย่างนี้ อะไรที่มันเป็นตรงกลาง อะไรที่เราตกลงกันได้ ที่ตกลงไม่ได้ก็ไม่ต้องคุย ผมเป็นเจ้าภาพ ผมเลี้ยงข้าว ประเด็นที่เป็นความขัดแย้งเราไม่คุย เราตกลงในประเด็นที่ตกลงกันได้เพราะผมไปคุยมาแล้วทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าจะคุยในประเด็นความขัดแย้งเราก็ต้องคุยนอกรอบหรือเอาไว้วันหลัง คือ มันต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แบบนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่ผมที่ทำแบบนี้ได้ ทีมงานของผมมีอยู่ 5 ทีม อยู่ในผืนป่าซึ่งสามารถทำแบบนี้ได้หมด พวกเขาเริ่มเป็นผู้ใหญ่ เริ่มมองสถานการณ์เหมือนเรา ทำข้อตกลง ทำแผนที่ ตั้งกติกาชุมชน ชุมชนที่ทำได้ก็เริ่มใช้สูตรและขยายไปทั่ว

เมื่อได้ข้อมูล ผมคุยกับอธิบดีที่เปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ อธิบดีเขาไม่รู้หรอกว่า พวกเราทำข้อตกลงกับชุมชนอย่างไร ทำเอ็มโอยูอย่างไร เราต้องเข้าไปอธิบายว่า มีอะไรเกิดขึ้น บางทีหนึ่งปีมีการแต่งตั้งโยกย้าย 2 รอบ งานหนักอยู่ตรงนี้มากกว่า ผมต้องคุยตั้งแต่จิ๊กโก๋ในหมู่บ้าน ลุงคนนึงที่กวนตีนที่สุดในชุมชน หรือแม่บ้าน คือบางครั้งผู้ชายคุยกันรู้เรื่อง แต่แม่บ้านเขาพร้อมจะฟันไร่ เบิกถางที่ดิน เราต้องเข้าครัวคุยกับเขา ผมกำชับลูกน้องว่า ต้องคุยกับเมียเขาด้วย อย่าคุยกับผัวอย่างเดียว

เรื่องทั้งหมด มันเป็นการทำงานระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ขณะเดียวกัน คนที่ไปจับก็เป็นผู้พิทักษ์ป่าไม่ได้เป็นข้าราชการ เขาก็สงสารชาวบ้านแต่ก็ต้องทำตามหน้าที่ เขาเห็นใจชาวบ้าน พอเราเข้าไปเขาก็มีทางออก หัวหน้าก็ไม่อยากจับ เราไปเขาก็มีหลังพิง แต่เราก็ต้องสม่ำเสมอ ผมคุยทุกระดับ ต้องวิ่งเข้าหา ช่วงไหนผมสนิทกับผู้บริหารผมก็ไปได้ ช่วงไหนเขาไม่ชอบเราก็ว่ากันไป ยังไม่นับงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งไม่เกี่ยวกับงานของมูลนิธิอย่างเช่น เขาจะประกาศเป็นพื้นที่อุทยาน แต่ผมบอกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขาจะมีหน่วยท่องเที่ยวในป่า ผมบอกทำลายธรรมชาติเขาก็ไม่ชอบเราอีก งานทั้งหมดอยู่บนความขัดแย้ง เราจึงเป็นนักจัดการความขัดแย้ง

ในบทบาทของนักอนุรักษ์ป่า

ผมก็สร้างความขัดแย้งไว้เยอะ เช่น การคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ตอนทำงานอยู่มูลนิธิผมก็ค้านถนน ค้านเหมืองแร่ในป่า ค้านการทำทางเข้าไปตัด 2 – 3 เส้น  อุโมงค์ผันน้ำทะลุป่า หลายงาน ซึ่งความจริงมันไม่สนุกหรอก มันมีแต่เรื่อง ใครก็ไม่รัก เราต้องตื๊อ ต้องหาช่อง เรียกว่า “เผือก” มันต้องมีคนที่เห็นด้วยกับเรา ทำอะไรก็ได้แต่อย่าไปทะเลาะกับเขามาก อย่าผิดกฎหมาย มันต้องมีคนที่เห็นด้วยกับเรา คนที่เห็นด้วยก็คือคนที่อยู่ข้างสนามมองเห็นสิ่งที่เราทำว่า มันคือคำตอบ เขาจะช่วยคิด อย่างเราคิดไม่ออก เรากินเหล้ากับหัวหน้า เขาก็บอก “พวกมึงทำงานยังไงไม่มีลายลักษณ์อักษร ราชการเขายึดถือลายลักษณ์อักษร”

เราทำ MOU ทำอะไรสักอย่าง เขาก็จะถามอีกว่า ขออนุญาตหรือยัง เพราะเขาเป็นคนรับผิดชอบ ไม่ใช่เรา เขาบอก วิธีการคือ ต้องทำใหม่ ต้องเป็นโปรเจ็กซ์ที่ทำโดยพนักงานเจ้าหน้าที่โดยมึงไม่เกี่ยว ให้ราชการเป็นคนทำ แต่มึงเป็นคนจ่าย เป็นผุ้สนับสนุน ทำโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าพนักงานเขียนโครงการให้อธิบดีเขาไม่ให้ทำหรอก พนักงานเขาก็ทำงานของเขาไป เขาไม่ทำหรอกโครงการอะไรที่มันผิดกฎหมายแบบนี้ มูลนิธิก็ต้องเขียนโครงการ โอ้โลมปฏิโลม หลอกล่อให้เขาอนุมัติโครงการ แต่ในนั้นก็เขียนเอาไว้ว่า ผู้ปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่แต่มูลนิธิเป็นผู้สนับสนุน โดยต้องมีข้อกฎหมาย ผมจะรู้ได้ไง ทางเจ้าหน้าที่เขาก็บอกถ้าทำโครงการในพื้นที่นี้อ้างข้อนี้ พื้นที่นี้ข้อนี้ อันนี้เอามติ ครม.นี้มาช่วย เขียนเป็นแผนผังแล้วก็จับมือเราทำ

แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่อธิบดีไม่ฟังหรอก เดียวฝ่ายกฎหมายก็แย้ง ราชการมีพวกหัวเหมอเยอะ พวกที่พูดแต่ไม่ทำ แต่พวกที่เป็นฝ่ายปฏิบัติก็พูดอะไรไม่ออก เราเป็นคนนอก มีสื่อมวลชน เข้าหานักการเมือง เราก็ทะลายความเป็นไปไม่ได้ไปทีละขั้น มันไม่ง่ายหรอก ผมเริ่มตั้งแต่ปี 2547 ขอกฎหมายปี 2562 ใช้เวลา 15 ปีเต็ม ถ้าผมเลิกไปเป็นอาจารย์มันก็ไม่เกิดเพราะมันไม่ต่อเนื่อง ผมเกาะตั้งแต่ต้น บางครั้งเราไม่มีเงิน ผมใช้เงินจนมูลนิธิจะเจ๊ง เราก็ต้องหาเงินเพื่อแก้ปัญหากันไป เงินเดือนตนเองแทบไม่มี เวลาทำอะไรอย่างต้องเป็นคนบ้าคนนึง พอจะเสร็จก็เอาอีกนิดนึง ทำงาน 10 ปีไม่มีวันหยุดเลย ไม่มีความก้าวหน้า รายได้ก็เท่าเดิม

การทำงานก็มีทั้งพลาดและไม่พลาด แต่ผมอ่านหนังสือเยอะ ตอนแรกไม่รู้เรื่องอะไรเลย ภาษาอังกฤษก็แย่มาก เดียวนี้ภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยดี ผมต้องหาตำราภาษาไทยมาอ่าน ว่าการบริหารโครงการจะต้องทำอะไรเ หนังสือต่างประเทศเขียนเรื่องทฤษฎีความขัดแย้ง เชื่อมั้ยว่า ผมอ่านไม่รู้เรื่อง ผมต้องมานั่งอ่านว่า เขาให้ทำวิทยากรกระบวนการ จัดประชุมเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง สร้างทีมวิทยากรไกล่เกลี่ย เขาเรียนกันที่ไหน ไม่เห็นมีใครเรียน ทั้งประเทศไม่เคยมีเรื่องนี้ ตำราก็ไม่มี แต่ช่วงนั้น มีสถาบันพระปกเกล้าแปลหนังสือไว้ ก็ไม่มีใครอ่าน ผมก็ต้องไปนั่งดู แล้วลูกน้องผมคนใดมันจะอ่าน เริ่มตั้งแต่การแกะทฤษฎี Conflict Management มันทำกันยังไง เป็นลำดับ 1 ,2, 3 ระหว่างนั้นก็ค้านเขื่อน ค้านการทำทางเข้าไปตัด 2 – 3 เส้นบริหารองค์กรที่เขาทิ้งแล้วทั้งหมดไปด้วย กินเวลาของผมไปหนึ่งชีวิต

สำหรับงาน NGO กับการคัดค้านโครงการบางโครงการของรัฐ ตอนแรก ผมไม่นึกว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ ผมนึกว่า มันเป็นการออกค่าย ได้ตังค์ไปช่วยชาวบ้าน จัดการความขัดแย้ง ทำงานเชิงบวก สักพัก พอทำงานตำแหน่ง รองเลขาธิการ, เลขานุการ, ประธานมูลนิธิขาก็บอกว่า เรื่องเชื่อนแม่วงก์มา 2 รอบ ตอนนั้นมีหลายโครงการจ่อคิวเพียบเลย ช่วงนั้นเป็นช่วงรัฐประหารรอบแรก ผมค้านจริงๆ ก็ค้านเฉพาะถนน แต่ช่วงรัฐบาลรัฐประหาร จุลานนท์ เป็นช่วงที่ไม่มีโครงการพัฒนา เป็นช่วงที่ผมทำงานเรื่องการจัดการความขัดแย้งได้เยอะเพราะไม่ต้องมาค้านโน่นค้านนี่

เมื่อมีรัฐบาลเลือกตั้ง ก็มีโครงการเข้ามาอีก พ.ศ.2554 ก็มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม มีโครงการจัดการน้ำ ก็โครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ตอนนั้น น้ำท่วมลาดยาว ผมเอารูปต้นไม้ไปให้ท่าน รอง นายกฯ ดู ท่านก็บอก “งั้นหยุดไว้ก่อน” ทุกอย่างก็หยุดลง บางทีมันก็ง่ายๆ แบบนี้ แต่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์มันหยุดไม่ได้เพราะเป็นโปรเจกต์ใหญ่ เขื่อนแม่วงก์เป็นตัวจัดการน้ำ 1.5 แสนล้าน เมื่อเป็นเรื่องใหญ่ เราก็ต้องทำงานใหญ่ตาม เราไม่รู้หรอก แต่มันเป็นหน้างานมูลนิธิถ้ามันอยู่นอกป่าตะวันตก ผมไม่ค่อยทำอะไรหรอก แต่แม่วงก์อยู่เหนือห้วยขาแข้งนิดเดียว

ตอนนั้นมีโครงการวิจัยเสือ ข้อมูลก็ปรากฏชัดเจนว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งอาหารของเสือ มีกวางมาอยู่ เป็นที่ราบต่ำทีมีอยู่จุดเดียว นอกจากนั้นก็เป็นที่คนอยู่ คือคนในชุมชนนับร้อยชุมชนแย่งที่เสืออยู่หมด ถ้าเอาเขื่อนมาใส่ 10 ปี คนคงล่าทั้งกวางทั้งเสือกินหมด น้ำก็ท่วม เวลาเราคัดค้าน เราก็จะโดนว่าอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยเราเป็นนักอนุรักษ์เราก็ต้องทำ คือหน้างานเราเป็นอย่างนั้น ถ้าให้ผมกลับไปทำอีก… แค่นึกก็สยอง! มันไม่สนุก เพราะคุณไมได้มานั่งถือป้ายประท้วง คุณต้องอ่านหนังสือ อ่านรายงาน เจาะช่องด่ามัน ก่อนประท้วงผมถูกคณะกรรมาธิการเรียกไป ทักโน่น ทักนี้ เรียกไปด่าหลายรอบ โดนเขาไล่ต้อนข้อมูล คือบางทีก็ประชุมกับคนที่เขากำลังจะได้ประโยชน์จากการทำถนนทั้งห้องประชุมแต่เราคนเดียวเข้าไปค้านว่า เสือ สิงห์ ลิง ช้างจะเดือนร้อน

สิ่งที่เรายึดถือคือ เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ถึงคุณทำถนน สิ่งที่คุณคิด คุณหวัง มันไม่ได้อย่างที่คุณคิดหรอก แต่เราไม่มีเวลาอธิบายเรื่องแบบนี้ให้กับทุกคน ทำเขื่อนขึ้นมาเพื่อจะได้น้ำ 5 ตำบล 6 อำเภอ เราเป็นนักวิทยาศาสตร์เราก็พบว่ามันโกหก มันใช้เทคนิคเขียนหลอก มีแต่ผลประโยชน์ที่นักการเมืองจะได้รับ เราทำให้ความจริงมันปรากฏ คือ เราทำงานตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิสืบ ผมอยู่มูลนิธิสืบ คุณสืบ คิดอะไรไว้ผมก็ต้องอ่านหนังสือ เจตนาทำอะไรไว้ก็ต้องทำ ทำหน้าที่เบื้องหน้าของเราให้เต็ม ผมเป็นนักอนุรักษ์มืออาชีพและเขาก็จ่ายเงินเดือนให้ผม ผมทำเต็มที่แต่ก็เดือดร้อนชีวิตเยอะมาก นอนไม่หลับ ผมเลี่ยงที่จะขับรถไปมูลนิธิอันตรายมาก เรามีโจทย์เยอะ แต่เราก็ช่วยคนช่วยชุมชนเยอะ

กลับสู่ถิ่นเกิดที่อยุธยา

เหตุผลของการกลับบ้านก็คงเป็นเพราะเราต้องรับผิดชอบตนเอง ถ้าผมอยู่มูลนิธิอายุของผมก็จะครบ 60 ปี บ้านผมไม่มีเงินทองแต่ก็ไม่มีหนี้สิน ไม่มีรถใหม่ ผมลาออกจากงานอาจารย์ 30 ปี ตอนนี้ ผมยังใช้รถยนต์คันเดิม แต่เราไม่ได้ยากจน มีบ้านอยู่ มีห้องแอร์นอน มีน้ำอุ่นอาบ แต่ไม่มีตังค์ซื้อรถใหม่ ไม่มีความมั่นคงอะไร คือเมื่ออายุครบ 60 ปี มันอนาถ เมื่อไม่มีใครรู้จักเรา ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีอะไรจะเสียสละให้ เสียฟอร์มถึงคุณสืบ นาคาะเสถียร ผมก็เลยบอกว่า ผมพอแล้ว ผมเป็นประธานมูลนิธิ2 รอบ ผมขอไปรับผิดชอบชีวิตตนเอง ไม่อย่างนั้น ผมคงเป็น ภิกขาจาร (ภาษาบาลี แปลว่า การเที่ยวขออาหาร,การเที่ยวบิณฑบาต) ตอนอายุ 60 ปี ถ้ายังทำงานอยู่มูลนิธิตอนนี้ผมคงเดินทางไปค้านเขื่อนวังตะโนด ผมเปิดศูนย์อบรม รับงานวิทยากร เพราะผมไม่มีบำนาญเหมือนคนอื่น เงินเก็บพอมีแต่เอาไว้ลงทุน ตอนนี้ ผมเปิดศูนย์เรียนรู้ที่อยุธยา บนที่ดินซึ่งได้มาจากแม่ แล้วก็เปิดคอร์ส ผมเคยเรียนวิชา การจัดการสิ่งแวดล้อม การบริหารความขัดแย้ง ผมเคยฝึกอบรมหลักสูตรก็เอาความรู้มาเปิด คนมาเรียนก็ 10-20 คน เปิดศูนย์เรียนรู้ก็ไม่ได้เยอะ ผมขยายพื้นที่ทำโฮมสเตย์ซึ่งเป็นกิจการของเมีย

สำหรับการบรรยาย ผมชอบเรื่องความขัดแย้ง เรื่องการจัดการความขัดแย้ง เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มีคนเรียนน้อยเพราะตลาดมันแคบ ถ้าเป็นเรื่องความขัดแย้งมีคนเพียบ เปิดปีละ 2 รอบ หน่วยงานราชการก็ส่งคนมาเรียนเมื่อต้นปี เรื่องวิทยากรกระบวนการ อันนี้ผมถนัด ผมชอบเพราะว่า เป็นการประชุมแบบสร้างสรรค์ การประชุมกับชาวบ้าน อีกเรื่องซึ่งผมมีความรู้มากเพราะได้ทำงานอยู่มูลนิธิคือ การวางแผนยุทธศาสตร์ การวางแผนของหน่วยงาน องค์กร ซึ่งการทำงานเป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์ ผมเป็นคนเขียนแผนยุทธศาสตร์ตอนทำงานอยู่มูลนิธิผมเป็นผู้บริหารเชิงกลยุทธ์ตัวจริง

ผมไม่อยากทำอะไรเพราะสุขภาพไม่ค่อยดีเพราะเมื่อ 7-8 ปีก่อน ผมผ่าตัด เดินที่ราบได้ เดินขึ้นเขาไม่ได้ ตอนนี้ผมไม่ต้องการอะไรมาก ผมเพียงต้องการมีชีวิตรอดอย่างไม่อนาถ ถ้าป่วย เราจะทำอย่างไรที่จะไม่ต้องรับบริจาคเงินมารักษาตนเอง เพราะประกันสังคมของเราหมดแล้ว คือ เราเป็นประธานมูลนิธิพอจะไปเป็นลูกน้องใครอีก เราก็เกรงใจ คือเราเคยเป็นผู้บริหารองค์กร พอจะไปสมัครอะไร ทำงานอะไร มันก็ลำบาก ถ้าเล็กกว่าเราก็ต้องไว้หน้ามูลนิธิเราก็ต้องมีอาชีพอิสระ คือเท่าที่คิดได้ คือ 1.เลี้ยงชีพให้มันไม่ทุเรศนัก 2.การเปิดศูนย์เรียนรู้ซึ่งทำแล้วแต่มันก็ไม่สำเร็จ 3.ทำโฮมสเตย์ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ใครอยากให้ช่วยอะไรเราก็ยินดี

ตอนนี้ ผมช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมอยุธยา ชวนเขามาตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังน้ำท่วม อาศัยพรรคพวกที่ผมทะเลาะด้วยสมัยสร้างเขื่อนให้มาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อยุธยา กรมชลประทาน , สทนช. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) ผมก็ชวนเขาว่า เรื่องนี้ไม่ทะเลาะได้มั้ย ขอมาช่วยอยุธยาหน่อย เขาก็มา เอาคนอยุธยามาจัดประชุม ทำให้คนอยุธยา อีกอย่างก็กำลังคิดว่าจะเปิดบาร์ คือผมชอบให้คนมาคุยกัน เราต้องการพื้นที่พูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตอนนั้นอยากจะกลับไปหัดเล่นดนตรี คือ ไม่อยากเป็นนักดนตรีเก่งๆ แต่อยากจะพูดคุยกับทุกคน ใครอยากเล่นดนตรีผมก็มีเครื่องเสียงวางไว้ มีกีตาร์ห้อยไว้หลายตัว อีกอย่างคือเรื่องประวัติศาสตร์ มานั่งดูเจดีย์ มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ใหม่ ขับรถไปเที่ยวรอบบ้าน เผื่อว่าจะช่วยเรื่องอาชีพ เช่น พาคนไปเที่ยว เปิดเพจอยุธยา เอาหลายสิ่งหลายอย่างมาคิดวิเคราะห์ใหม่เพื่อดูว่า เกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้คน

Jazz Scene : วารินทร์ ถาธัญ กับแจ๊สในสังคมล้านนาร่วมสมัย 

0

เต่า วารินทร์ ถาธัญ เติบโตจากการเล่นดนตรี จบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาต่อมหาวิทยาลัยศิลปากร เอกดนตรีแจ๊ส กระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาโท เริ่มทำงานเป็นอาจารย์พิเศษสอนดนตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง กระทั่งย้ายกลับบ้านเกิดที่เชียงใหม่มาทำธุรกิจร้าน Moment’s Notice Jazz Club และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลดนตรีแจ๊ส Chiang Mai Street Jazz Festival มุมมองเรื่องดนตรีแจ๊สในวัฒนธรรมล้านนาร่วมสมัย ในแต่ละพื้นถิ่นถึงระดับโลก จึงมีความน่าสนใจโดยเฉพาะดนตรีในสังคมของคนฟังเพลงที่มีหลากเชื้อชาติซึ่งเข้ามาพำนักในเมืองเชียงใหม่ สังคมที่เปิดกว้าง ต้องการดนตรีต้นแบบ (Original) หลังจากนี้ อนาคตของแจ๊สจะแป็นอย่างไร สังคมต่างชนชาติซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมร่วมสมัยชมชอบแจ๊สได้แค่ไหน หรือดนตรีแจ๊สในสังคมล้านนาร่วมสมัยจะพัฒนาดนตรีแจ๊สไปในทิศทางใด ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม 

เชียงใหม่ รากฐานดนตรีและการเริ่มต้นของแจ๊ส 

ย้อนกลับไปในวัยเรียน ผมมีเป้าหมายในการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยอยู่ 2 อย่างคืออยากเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์กับเรียนดนตรี เมื่อรู้ตัวว่า อยากเรียนดนตรี  ผมก็ไปเรียนติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเรียนกับอาจารย์ เต๊ะ อิทธินันท์ อินทรนันท์ เป็นปูชนียบุคคลในวงการดนตรี ซึ่งเรียนจบกีตาร์จากเบิร์กลีย์ ตอนนั้น ผมเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พักอยู่หอพักอยู่หลังมหาวิทยาลัยใกล้กับโรงเรียนติวของอาจารย์ เต๊ะ  หลังจากนั้น ก็สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วก็เรียนดนตรีมาตลอด ซึ่งในตอนที่ผมเรียนติว ผมรู้สึกว่า ผมสามารถเข้าใจเนื้อหาการเรียนดนตรีได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนที่เรียนในกลุ่มเดียวกันโดยตลอด จึงค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองน่าจะเหมาะกับการเรียนดนตรี

ก่อนหน้านั้น ผมเล่นดนตรีกับเพื่อนรวมวงประกวดและเล่นตามงานของโรงเรียน เล่นดนตรีก็ไม่ได้เล่นเก่งอะไรมากเพราะโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นโรงเรียนที่เน้นเรื่องการศึกษา เวลาแข่งขันประกวดวงดนตรีก็จะแพ้ 2 วงอยู่ตลอด คือ วงมายด์ (Mild) กับวงหรู (H.R.U.) กระทั่งผมเรียนติวเริ่มรู้สึกว่า ผมสามารถเข้าใจสิ่งนี้ได้เร็วกว่าเพื่อน ซึ่งในเนื้อหาการสอนผมสามารถเข้าใจมันได้ทันที ผมก็สังเกตว่า หรือตัวผมอาจเหมาะกับการเล่นดนตรี ตอนเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนปี 1 เรียนกีตาร์กับอาจารย์กอล์ฟ T-Bone (นครินทร์ ธีระภินันท์ ) 

ผมเรียนกีตาร์มาตลอด เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีจุดเปลี่ยนคือ วิชารวมวง อาจารย์ก็สอนว่า กีตาร์ กลอง เบส ควรจะเล่นอย่างไร มีหน้าที่บทบาทอย่างไร ผมค่อยๆ ซึมซับบทบาทหน้าที่ของแต่ละเครื่องดนตรี กระทั่งผมมาคิดใหม่ว่า ลักษณะนิสัยของผม ชอบซัพพอร์ตคนอื่น ชอบทำให้คนอื่นดูดี เป็นแบ็คอัพให้คนอื่น ปิดทองหลังพระ  อันเป็นลักษณะนิสัยสำคัญของมือเบส ผมจึงตัดสินใจบอกอาจารย์ว่า ผมขอเล่นเบส เมื่อขึ้นปี 2 ผมสอบเทียบ หลังจากนั้น ก็เล่นเบสมาตลอด เมื่อเรียนจบปี 4 อาจารย์ก็ชักชวนให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมจึงมีโอกาสทำงานเป็นอาจารย์พิเศษ แล้วก็เรียนปริญญาโทไปด้วย 

หลังเรียนจบ ผมเรียนปริญญาโท ทำงานเล่นดนตรีที่บาร์แจ๊ส อย่าง Brown Sugar , Saxophone Pub & Restaurant เล่นดนตรีตามโรงแรม เล่นดนตรีแบ็คอัพ (Backup) ให้ศิลปินหลายคน หลังจากนั้นก็รู้สึก อิ่มตัว ผมอยู่กรุงเทพฯ นาน13 ปี เล่นดนตรีเยอะมาก สอนดนตรี ทำเพลง เล่นดนตรีทุกวัน ผมเหนื่อย Burnout เริ่มมีความคิดอยากกลับไปอยู่บ้านที่เชียงใหม่ พ่อแม่อายุมากขึ้นเวลาเจ็บป่วยไข้ก็จะมีเวลาดูแล ผมตัดสินใจกลับบ้าน เพื่อกลับมาทำธุรกิจบาร์แจ๊ส เปิดร้าน Moment’s Notice Jazz Club ส่วนกลุ่มสังคมดนตรีที่กรุงเทพก็ยังติดต่อกันตลอด ช่วงที่อาจารย์หรือเพื่อนๆนักดนตรีมาเที่ยวเชียงใหม่ เราก็มักจะชักชวนทำ Workshop ที่ร้าน เพราะเราอยากให้ดนตรีของเชียงใหม่พัฒนาขึ่น

ดนตรีแจ๊สในสังคมล้านนาร่วมสมัย

บริบทของแจ๊สในแต่ละพื้นที่ แตกต่างกันเยอะมาก มิติด้านการศึกษามีความห่างชั้นกัน แต่ช่องว่างของการศึกษาก็เริ่มน้อยลงเพราะเรามีโซเชียลมีเดีย ซึ่งในยุคสมัยก่อน คนจะเข้าหาความรู้ต้องเดินทางไปเมืองหลวงหรือเมืองนอก แต่ทุกวันนี้ เราหาความรู้จากอินเทอร์เน็ต มือถือเครื่องเดียวสามารถดาวน์โหลดความรู้ได้ ความรู้ที่เป็นของฟรีเราฝึกซ้อมได้ไม่มีวันหมด 

ความแตกต่างคงเป็นเรื่องของสังคม สังคมการศึกษาดนตรีมีคนผลักดัน หากเราอยู่คนเดียวฝึกกีตาร์คนเดียวก็จะไม่มีใครผลักดัน ไม่มีการตัดเกรด แต่หากอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย หากไม่ทำเราก็สอบไม่ผ่าน ความตั้งใจในการซ้อมอาจไม่เท่ากับสถานศึกษา เพราะเขาจะมีกิจกรรมหรือหลายสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการซ้อม หรือเพื่อพัฒนาทักษะการเล่นของนักศึกษา หมือนเราเป็นนักกีฬา ต้องมีโค้ช คนที่ซ้อมดนตรีเองก็มักจะสู้คนที่มีโค้ชหรือเทรนด์เนอร์ไม่ได้ สรุปคือ สังคมและสภาพแวดล้อมทางดนตรีค่อนข้างต่าง แต่การเข้าถึงข้อมูลความรู้แทบจะไม่แตกต่างกัน 

ในมุมมองด้านความสามารถในการเล่นดนตรีเราต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ เหนือกว่า แต่ในเรื่องความหลากหลาย ผมชอบเชียงใหม่มากกว่า คนกรุงเทพฯ เก่งจริงแต่มีพื้นที่แสดงตัวตนน้อยมาก ส่วนใหญ่นักดนตรีที่เก่งก็จะไปเป็นอาจารย์ เป็นแบ็กอัพ ถ้าเล่นดนตรีก็จะแคร์คนดู เพราะเราเล่นในผับ เจ้าของร้านก็จะเสิร์ฟให้กับคนดู คนดูกรุงเทพฯ กับคนดูที่เชียงใหม่ต่างกัน กรุงเทพฯ อาจจะต้องแต่ตัวดีๆ เข้าสังคม จิบไวน์ นักดนตรีจำต้องเล่นเพลย์ลิสเพื่อให้ร้านสามารถอยู่ได้ แต่ก็ยังมีบาร์แจ๊สที่เปิดให้นักดนตรีเล่นแสดงตัวตนออกมาจริงๆอยู่บ้าง

ผลงาน Original ของผมเองก็มีกับวง สิงห์คะนองนา เป็นเพลงแจ๊สเพื่อชีวิต อีกวงชื่อ อินดีดวีนีด (InDeedweNeed) เป็นกีตาร์ทรีโอ้  เล่นเพลงบรรเลง เป็นแจ๊สร็อค  โดยหลังจากย้ายกลับมาอยู่เชียงใหม่ ก็เริ่มทำธุรกิจร้านอาหาร เราเครียดมาก เรื่องการคำนวณต้นทุน การบริหารจัดการธุรกิจ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มอยู่ได้ เราก็อยากจะกลับมาทำเพลง ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด ก็เลยชวนน้องๆ มาทำวง ชื่อ จูจิ Jūji เป็นเพลง ป๊อป ป๊อปแจ๊ส 

ส่วนผู้ฟังเชียงใหม่ เขามีความหลากหลาย ลองสังเกต ชาวต่างชาติที่อยู่ในเชียงใหม่ จะใช้ชีวิตแบบ ง่ายๆ ชิวๆ พร้อมที่จะฟังเพลงต้นฉบับของนักดนตรี คนฟังเพลงซึ่งเป็นชาวต่างชาติมักถามอยู่เสมอว่า คุณมี ออริจินัล (Original) หรือไม่ ฉันอยากฟังเพลงต้นฉบับของคุณ เขาอยากฟังประสบการณ์ใหม่ ประกอบกับเชียงใหม่เป็นพื้นที่ซึ่งคนต่างชาติมาอาศัยอยู่เยอะ กลุ่มคนทำงานเข้ามาทำงานในพื้นที่เชียงใหม่เยอะ จึงมีความหลากหลาย โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า เชียงใหม่เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการสร้างงาน ไม่ใช่เฉพาะนักแต่งเพลง แต่หมายถึงศิลปะแขนงอื่นด้วย ในแง่ของการสร้างสรรค์ผลงาน ผมคิดว่า ผมชอบที่นี่มากกว่า โดยที่คนดูก็พร้อมจะฟัง และมีพื้นที่ให้แสดงผลงานอยู่เยอะพอสมควร

เชียงใหม่ สตรีท แจ๊ส เฟสติวัล 

ผมทำเทศกาลแจ๊สเป็นปีที่ 8 เทศกาลเเจ๊สเติบโตขึ้น คนดูมากขึ้น ศิลปิน วงดนตรีที่คัดเลือกมาร่วมกิจกรรม ค่อนข้างแตกต่างจากเฟสติวัลพื้นที่อื่นซึ่งมีศิลปินแจ๊สเป็นที่รู้จัก เชียงใหม่เราเลือกศิลปินและวงดนตรีที่มีผลงานของตนเอง (Original) ชาวต่างชาติหรือศิลปินที่เราเชิญเข้ามาร่วมกิจกรรมก็ต้องมีแนวคิดในทิศทางเดียวกันกับเทศกาล เราค่อนข้างซีเรียสกับการเลือกวงดนตรีเพื่อจะโฟกัสไปที่ดนตรี ดนตรีแจ๊สมีทั้งที่ฟังง่ายและฟังยาก แก่นแท้ของแจ๊สคืออะไร เราต้องตอบโจทย์ให้ได้ซึ่งมันต้องโฟกัสไปที่ผลงานต้นแบบ (Original) การอิมโพรไวน์เซชั่น ความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นหัวใจหลักของแจ๊ส นั่นทำให้เราแตกต่าง ทำให้เมือง ผู้คน ซึมซับ บรรยากาศและวัฒนธรรมแจ๊ส 

หลายคนอาจจะงงในช่วงแรกเพราะดนตรีแจ๊สสำหรับคนเชียงใหม่มันคือสิ่งใหม่ ตอนแรกก็ยังอาจไม่ชิน แต่เราก็คัดเลือกมาแล้วว่าเขามีฝีมือ เรามีการคัดเลือก แล้วเขาก็ต้องเล่นให้ได้มาตรฐานและน่าสนใจ เราก็มั่นใจว่า เทศกาลแจ๊สเฟสติวัลเชียงใหม่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อาจจะช้าหน่อย แต่เติบโตแน่นอน เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่คนสนใจเข้ามาอยู่ คนมาใช้ชีวิตที่เชียงใหม่มากขึ้นทุกปี แต่ดนตรีแจ๊สมันไม่มีทางแมส มันจะเป็นส่วนน้อยอยู่เสมอถ้าเทียบกับแนวดนตรีอื่น แจ๊สต้องการความละเมียดละไมในการฟัง คือ การที่เราชื่นชมความงามอะไรสักอย่าง การเริ่มต้นเปิดใจรับดนตรีแจ๊สก็เหมือนการชมภาพวาด หรือชมศิลปะแขนงอื่น เราไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้อะไรก่อนถึงจะเสพได้ แต่ถ้าเราสนใจ และมีความรู้มากขึ้น การฟังเพลงหรือการเสพศิลปะในตอนที่เรามีความรู้กับตอนที่เราไม่มีความรู้ ความเข้าใจในความงามก็ย่อมแตกต่างกัน 

สืบสกุล กิจนุกร ในกระแสความเคลื่อนไหวต่อต้านสารพิษในแม่น้ำ พื้นที่ภูมิภาคเอเชีย

0

“จีน แก้ไขปัญหาเหมืองแร่ด้วยการสั่งปิด กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่จึงขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ เช่น พม่า ลาว กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่เติบโตและขยายตัวจนปัจจุบันเหมืองแร่รอบราชอาณาจักรไทยมีมากกว่า 2,500 แห่ง ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก จังหวัดเชียงใหม่ – เชียงราย มีการทำเหมืองแร่หายากก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกอยู่ 2 เหมืองแร่ใหญ่ในรัฐคะฉิ่น เมียนเมาร์มีปัญหาด้านความมั่นคงและสงคราม เราไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายหรือทำสนธิสัญญาใด แต่ประเทศไทยก็มีส่วนรับผิดชอบเพราะเป็นประเทศทางผ่าน มีการนำเข้า-ส่งออกแร่สู่ต่างประเทศ เราทราบเพียงตัวเลขการนำเข้า-ส่งออก จากกรมศุลกากร ยังไม่รวมตัวเลขนำเข้า-ส่งออกแร่โดยผิดกฎหมาย รัฐบาลควรมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ห้ามนำเข้า-ส่งออก แร่ หรือ มีการระบุพิกัดแหล่งที่มา , แสดงข้อมูลบริษัทหรือผู้ประกอบการสินค้าแร่ , ส่วนบริษัทนำเข้า-ส่งออก ก็มีความรับผิดเพราะอยู่ในห่วงโซ่อุปทานสินค้าซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

สืบสกุล กิจนุกร ( SUEBSAKUN KIDNUKORN ) อาจารย์ประจำสาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ประเด็นสารพิษในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย เวลา 13.00 น. 8 มิ.ย.69 ทรงวุฒิ จันธิมา สัมภาษณ์

สารพิษแม่น้ำกกไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีการแบบเดิม

“แม่น้ำกก” มีต้นน้ำบริเวณทิวเขาแดนลาวและทิวเขาผีปันน้ำ ในบริเวณเมืองกก อำเภอเมืองสาด รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ความยาว 285 กิโลเมตร ส่วนที่ไหลอยู่ในประเทศไทยระยะทาง 130 กิโลเมตร เป็นเส้นทางคนสมัยโบราณที่เชื่อมโยงคนท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ กับคนจังหวัดเชียงราย สมัยก่อนไม่มีเส้นทางเดินรถ การเดินทาง การขนส่งสินค้า เช่น ฝิ่น, ไม้ซุง ใช้เส้นทางแม่น้ำกก

ยุคสมัยก่อนฝิ่นถูกกฎหมาย ไม้ซุงสัมปทาน สำนักงานป่าไม้จึงตั้งอยู่ติดแม่น้ำกกเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบไม้ซุง ต่อมาเป็นยุคเฟื่องฟูของการท่องเที่ยว แม่น้ำกก คือ สถานที่ท่องเที่ยว เป็นแม่น้ำสายเศรษฐกิจ เกสต์เฮาส์ ถูกก่อสร้างขึ้นบริเวณริมน้ำกกหลายแห่ง เกิดธุรกิจท่องเที่ยว แพท่องเที่ยว เริ่มตั้งแต่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร บริเวณตรงข้ามโรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คส์สมัยก่อนคือท่าเรือขนาดใหญ่ หลังจากนั้นก็มีโครงการขนาดใหญ่ลงสู่แม่น้ำกก เช่น โครงการสร้างเขื่อนแม่น้ำกก โครงการผันน้ำ กก อิง น่าน โครงการขนส่งถ่านหินจากพม่าสู่พื้นที่จังหวัดลำปาง เป็นช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนไหวคัดค้าน ปัญหาสุดท้ายที่เรากำลังเผชิญ คือ สารพิษในแม่น้ำกกซึ่งเกิดจากเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา

การเกิดสารพิษในแม่น้ำกกเป็นเรื่องใหม่ ยังไม่เคยเกิดขึ้น หากเป็นปัญหาภัยแล้งแย่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร คนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คุยกัน สร้างข้อตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ประเด็นสารพิษในแม่น้ำกก หมดทางแก้ไข เราจะแก้ไขกันยังไง ตะกอนน้ำที่เคยมากับความอุดมสมบูรณ์ ตะกอนแม่น้ำสะสมคุ้งน้ำใดก็จะกลายเป็นที่ดินใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกพืชผักผลไม้ แต่ปัจจุบันตะกอนมากับสารโลหะหนัก เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงเพราะสารพิษเริ่มสะสม กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ตรวจและจัดเก็บข้อมูล ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในการปิดเหมืองแร่ ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่มีแผนในการแก้ไขปัญหา

ตรวจสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

สำหรับการพิสูจน์สารพิษ มันมิใช่การกล่าวอ้างแต่เป็นการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ ซึ่งการตรวจสอบสารพิษในแม่น้ำกก เป็นการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ,กระทรวงสาธารณสุข และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์โดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนแล้วว่า น้ำในแม่น้ำกกมีสารพิษเกินกว่าค่ามาตรฐาน แต่ผลกระทบกับการเกษตร เช่น การทำนาข้าว อาจจะเป็นผลกระทบที่ดูไกลเกินไป แต่ก็จะโทษไม่ได้ว่าค่าสารพิษที่ตรวจพบเกิดจากการใช้สารเคมีในการทำการเกษตรเพียงอย่างเดียว

ในทางวิทยาศาสตร์เป็นที่ชัดเจนและยอมรับแล้วว่ามีสารพิษตกค้างในน้ำในตะกอนแม่น้ำกก แต่ผลกระทบจากการปล่อยน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรทั่วไป ยังถือว่าไกล ส่วนเกษตรอินทรีย์ก็ได้รับผลกระทบเพราะมีสารพิษตกค้างในการทำการเกษตรอินทรีย์ (Organic) เช่น พื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ติดซึ่งเพาะปลูกบนตะกอนดินแม่น้ำกกซึ่งปัจจุบันตรวจพบว่ามีค่าสารพิษเกินมาตรฐาน ส่วนสัตว์น้ำ หรือ ปลา ในแม่น้ำกก แม้จะมีผู้ให้ข้อมูลว่า ปลาในแม่น้ำกกสามารถรับประทานได้ถ้านำเครื่องในออกก่อนปรุงอาหาร แต่ใครจะรับประกันได้ว่าเนื้อปลาแม่น้ำกกจะไม่มีสารพิษตกค้าง

จีน แก้ไขปัญหาเหมืองแร่ด้วยการสั่งปิด กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่จึงขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ เช่น พม่า ลาว กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่เติบโตและขยายตัวจนปัจจุบันเหมืองแร่รอบราชอาณาจักรไทยมีมากกว่า 2,500 แห่ง ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ส่วนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกก จังหวัดเชียงใหม่ – เชียงราย มีการทำเหมืองแร่หายากก่อให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกอยู่ 2 เหมืองแร่ใหญ่ในรัฐคะฉิ่น เมียนมามีปัญหาด้านความมั่นคงและสงคราม เราไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายหรือทำสนธิสัญญาใด แต่ประเทศไทยก็มีส่วนรับผิดชอบเพราะเป็นประเทศทางผ่าน มีการนำเข้า-ส่งออกแร่สู่ต่างประเทศ เราทราบเพียงตัวเลขการนำเข้า-ส่งออก จากกรมศุลกากร ยังไม่รวมตัวเลขนำเข้า-ส่งออกแร่โดยผิดกฎหมาย รัฐบาลควรมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ห้ามนำเข้า-ส่งออก แร่ หรือ มีการระบุพิกัดแหล่งที่มา , แสดงข้อมูลบริษัทหรือผู้ประกอบการสินค้าแร่ , ส่วนบริษัทนำเข้า-ส่งออก ก็มีความรับผิดเพราะอยู่ใน

ห่วงโซ่อุปทานสินค้าซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เราไม่รู้ว่า ลักษณะของเหมืองแร่เป็นอย่างไร เรามองเห็นเพียงภาพถ่ายทางอากาศ ไม่ทราบแน่ชัดว่า ยังมีแร่หายาก ปริมาณมากน้อยเพียงใด แต่คะฉิ่นบอกกับเราว่า ต้องใช้เวลาฟื้นฟูเหมืองแร่เป็นเวลาอย่างน้อย 50 ปี ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เราเสนอคะฉิ่นไม่สนใจ คะฉิ่นคิดว่า มันไม่ใช่ปัญหา ส่วนการแก้ปัญหาโดยใช้ฝายดักตะกอนไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในเชิงวิศวกรรมศาสตร์ ไม่มีผลการศึกษารองรับว่าฝายจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ การแก้ไขปัญหาต้องจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ การบังคับใช้กฎหมาย หรือ การทำข้อตกลง กับพื้นที่แหล่งกำเนิดสารพิษไม่สามารถทำได้เพราะเมียนมาก็มีปัญหาความมั่นคงภายใน

ตอนนี้ เราพยายามรักษากระแสความสนใจของสังคม ให้ประชาชนสนใจในปัญหาอยู่ตลอดเวลา คือ ถ้าเราไม่สนใจประเด็นปัญหาสารพิษในแม่น้ำจะถูกละเลยและไม่ได้รับการแก้ไข โจทย์การทำงานในตอนนี้คือเราต้องทำให้เรื่องสารพิษอยู่ในประเด็นความสนใจของสังคมตลอดเวลา เราคาดหวังกับนักการเมือง เราอยากให้นักการเมืองนำเรื่องสารพิษอภิปรายในรัฐสภา ตอนนี้ก็มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย เขต 6 นำประเด็นสารพิษอภิปรายในรัฐสภา แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใด

ปัจจุบัน ยังไม่มีคำสั่งยุติการนำเข้าแร่จากต่างประเทศ ซึ่งเราไม่ต้องเป็นห่วงเขา ผู้ประกอบการมีทางออกของเขา เหตุผลที่เขาเลือกขนส่งแร่ผ่านประเทศไทยเพราะมันสะดวก ต้นทุนการขนส่งถูกกว่า ถ้าขนส่งผ่านเส้นทางอื่น ต้นทุนการขนส่งแร่จะสูงขึ้น มาตรการห้ามนำเข้าแร่จากต่างประเทศหรือเป็นทางผ่านจะเป็นการสร้างแรงกดดันเพื่อให้เกิดการเจรจา มิเช่นนั้น เขาก็มิได้มองเห็นความสำคัญในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งหากต้องการเปิดด่านเพื่อให้เกิดการซื้อขายหรือขนส่งผ่านประเทศ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามกฎหมายซึ่งกำหนดให้กลุ่มผู้ประกอบการรับซื้อและผู้ประกอบการรับขนส่งแร่ ระบุพิกัดแหล่งกำเนิดแร่ แหล่งรับซื้อแร่ และเพิ่มเติมข้อมูลการรับซื้อว่า รับซื้อแร่จากผู้ประกอบการรายใด

การห้ามนำเข้าหรือการแสดงข้อมูล มิได้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าหรือการสร้างอุปสรรคทางการค้า แต่เป็นมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ลักษณะเดียวกับการนำเข้าข้าวโพดจากรัฐฉานมาจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางในประเทศไทย คือ คุณก็ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของข้าวโพดว่าปลูกจากพิกัดไหน มีการเผาป่าหรือก่อให้เกิดหมอกควันหรือไม่ อย่างไร ใครเป็นผู้รับซื้อและขนส่งเข้าประเทศ ช่วงที่ผ่านมาเราพบว่า มีผู้ประกอบการรับซื้อ ขนส่ง จำนวนมาก แต่ไม่มีการแสดงพิกัดแหล่งที่มาของสินค้าแร่ ซึ่งการทำธุรกิจประเภทนี้เขาไม่ได้ทำธุรกิจแบบตรงไปตรงมา รายชื่อผู้ประกอบการคนไทยก็อาจเป็น “นอมินี” หรือการสวมรายชื่อเพื่อทำธุรกิจ

พุทธธรรมในพุทธปฏิมากรรมของ กิตติศักดิ์ ฝั้นสาย

0

กิตติศักดิ์ ฝั้นสาย (KITTISAK FANSAI) คือศิลปิน ทำงานปฏิมากรรมคู่ขนานกับการศึกษาพุทธธรรม ตามคำสอนพุทธศาสนา เขาจบการศึกษา ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ,ปริญญาโทมหาวิทยาลัยศิลปากร, หลักสูตร สาขาวิชาพุทธศิลปกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้รับรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จากการประกวดโตชิบา “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ซึ่งตลอดระยะเวลาแห่งการศึกษา กิตติศักดิ์ ฝั้นสาย นอกจากจะเรียนรู้ศิลปะเขายังเข้าใจความทุกข์อันมีอยู่ในตัวตน  เขาเฝ้ามอง เรียนรู้ ทำความเข้าใจความทุกข์ซึ่งมีอยู่ในตัวตน

เด็กชายที่เติบโตในหมู่บ้านน้ำเต้า

ตระกูลของผม สืบเชื้อสายชาวไทยใหญ่ อพยพจากประเทศพม่ามาทำงานเครื่องปั้นดินเผาที่ประเทศไทย หมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่เรียกกว่า “หมู่บ้านน้ำต้น” งานเครื่องปั้นดินเผาส่วนใหญ่คือ งานปั้นน้ำต้น ผมเรียนรู้งานปั้นตั้งแต่เด็ก เรียนรู้การปั้นน้ำต้น ปั้นโคมประทีป ชอบเรียนศิลปะ รู้สึกตัวว่าชอบทำงานศิลปะขณะเรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครูมอบการบ้านให้ผมวาดภาพเกี่ยวกับสุภาษิตคำพังเพย ผมรู้สึกประทับใจมากตอนที่ครูเลือกผลงานของผมติดไว้ที่บอร์ดของโรงเรียน ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อาจารย์ก็จะเขียนลงในบันทึกรายงานผู้ปกครองหรือใบเกรดว่า ผมมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ

ผมเรียนหนังสือจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนา เชียงใหม่ หลังเรียนจบ ผมใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมาย ใช้ชีวิตอย่างขาดความสุข น้าของผมชวนมาทำงานปั้นที่หมู่บ้านน้ำต้น อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ผมเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตว่า “ทำไมชีวิตจึงไม่มีความสุข” ตั้งคำถามว่า “ชีวิตของเราชอบทำอะไร” ผมตัดทางเลือกของชีวิตออกทีละหนทาง ผมพบว่า ผมชอบศิลปะ ตอนทำงานปั้นแล้วออกบูธแสดงสินค้าตามสถานที่ต่างๆ ผมจะรู้สึกตื่นเต้นเพราะจะได้พบกับเรื่องราวใหม่ๆ พบกับผู้คน พบกับสล่าล้านนา

การทำงานศิลปะในช่วงแรก เป็นการทำงานเชิงอนุรักษ์ รูปร่างของงานเปลี่ยนแปลงตามความคิด มีลายดอกไม้ มีภาพนูนต่ำนูนสูง ผมเริ่มสงสัยเรื่องราวศิลปะเยอะมาก อยากรู้ว่า “ศิลปะคืออะไร” อาจารย์แปลก จิตเฟื่องฟู ท่านเป็นช่างเขียนลายเส้น ก็ชวนผมไปเรียนพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เชียงใหม่ ผมจึงตัดสินใจสมัครเรียน ตั้งต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ทำงานศิลปะอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิต

การเรียนศิลปะที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อาจารย์จะมอบงานให้ทำ เมื่อทำงานเสร็จอาจารย์ก็จะนำผลงานมาติดบนกระดานแล้ววิพากษ์วิจารณ์ ผมตั้งใจทำงานศิลปะมาก แต่ในขณะเวลาวาดภาพ ผมกลับรู้สึกอึดอัด เกิดความเครียด ผลงานศิลปะที่ออกมาก็จะรู้สึกเครียด แต่เมื่อผมทำงานปั้น จิตใจของผมสงบ ทักษะการปั้นเป็นไปตามความคิด งานปฏิมากรรมช่วงแรกของผมจะมีลักษณะเป็นเจดีย์ คลี่คลายสู่ผลงานกึ่งนามธรรม ผลงาน “บัวสี่เหล่า” เป็นการบอกเล่าเรื่องคนที่มีหลายระดับ เป็นการพยายามดิ้นรนพัฒนาตนเองจนสามารถรู้เรื่องธรรม ได้รับรางวัล พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จากการประกวดโตชิบานำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต

แก่นแท้พุทธศาสนาคือสิ่งที่กระทบอารมณ์ผู้คน 

ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมทำงานหลายอย่าง ทำผลงานส่งประกวด ผมรู้สึกว่า การทำงานส่งประกวดแต่ละครั้ง ทำให้เราเติบโตทางความคิด ทักษะ ผลงานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ผมตัดสินใจศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปากร การเรียนศิลปากรมี 2 วิชา คือ วิชาศิลปะและงานวิจัย ตอนเรียนปริญญาโท มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมทำงานหนัก ทำงานปั้นเพียงอย่างเดียว ผลงานปฏิมากรรมเป็นรูปทรงทารก สิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ภาวะการเสื่อมสลาย ปั้นผลงานชิ้นเล็กๆ แต่ปั้นจำนวนมากและจัดวางไว้ในตำแหน่งอันเหมาะสม เพื่อสื่อสารเรื่องราว ส่วนประกอบชีวิต เซลล์ ก้อนเนื้อ อวัยวะ

ผมพยายามสื่่อสารแก่นแท้ของพุทธศาสตร์เรื่องความไม่เที่ยง ไม่แน่นอน นำเสนอโดยจัดวางปฏิมากรรมในพื้นที่สาธารณะ ผมเคยจัดวางปฏิมากรรมที่วัดพระประถมเจดีย์จึงหวัดนครปฐม เน้นนำเสนอการรู้สภาวะธรรมอันเป็นปกติของมนุษย์ เมื่อผมจัดวางผลงานไว้บริเวณหน้าวัดปฐมเจดีย์ ผู้คนเข้ามาชมผลงาน เข้ามาคุยกับเรา ผมคุยกับหลายคน แต่ละคนมีแนวคิดและความทรงจำอันแตกต่างเมื่อได้ชมผลงานของผม

พุทธศิลปกรรมกระทบอารมณ์ของผู้ชมได้ดี ผู้ชมผลงานศิลปะส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ไม่มีความรู้ทางศิลปะ เป็นคำถามที่ตอบยาก หากถามว่า “อะไรที่ทำให้ผลงานกระทบอารมณ์ของผู้ชม” … อาจเป็นเพราะความพิถีพิถันเพราะคนใกล้ชิดมักจะบอกกับผมเวลาทำงานศิลปะอยู่เสมอว่า พอได้แล้ว หยุดได้แล้ว แต่ความรู้สึกของผมยังไม่พอ ผมยังอยากทำงาน เพราะรู้สึกว่าผมยังสามารถทำงานศิลปะต่อไปได้อีก ปัจจุบัน ผมใช้เวลาทำงานไม่มาก หยิบจับงานไม่กี่ครั้งก็กลายเป็นรูปทรงที่ต้องการ อาจเป็นผลจากการทำงานอย่างหนัก ผลงานของผมมีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ  หลังเรียนจบปริญญาโทมหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเรียนหลักสูตรพุทธศิลปกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อาจารย์ผู้สอนบอกว่า งานพุทธศิลป์เป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว ให้ละความคิดนั้นไว้ แต่ใส่ความคิดของเราลงไปในงานศิลปะแทน

ลดทอน ผ่อนคลาย เรียบง่าย ในปฏิมากรรมพระพุทธรูป

ผลงานชุดปัจจุบัน จะถูกแสดงออกมาในงานที่เป็นโมเดลฟิกเกอร์ กายวิภาค (anatomy) เหมือนกับว่า เราเป็น ผู้รู้ ผู้ดูสภาวะธรรมที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องของจิตใจอารามณ์จะแสดงออกทางกริยา ท่าทาง สีหน้าของผลงานที่ผมกำลังปั้น ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง เมื่อผมปั้นผลงานผมจะมองเห็นความรู้สึกอารมณ์ในงาน มองเป็นเรื่องเรื่องธรรมดาของชีวิต

เดียวนี้ผมรู้สึกถึงอารมณ์ในตนเอง   ทำให้เรามองเห็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ยุคสมัยก่อนผมจะไม่รู้เท่าทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น ผมได้รับอิทธิพลจากคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ โดยเฉพาะคำสอนเรื่องความทุกข์ ความทุกข์เราไม่รู้จักมัน เราไม่รู้ว่าทำไมเราถึงทุกข์ จนถึงขั้นว่า ความทุกข์มีตลอดเวลา จะทุกข์มากหรือทุกข์น้อย ซึ่งเป็นสามัญลักษณะ หรือเรามีความทุกข์อยู่เป็นปกติ

สำหรับผลงาน “พระพุทธรูปลดทอน” ถือเป็นผลงานที่มีลักษณะผ่อนคลาย เรียบง่าย เข้าใจชีวิตมากขึ้น เข้าใจว่าชีวิตต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง งานพระพุทธรูปลดทอนเกิดในช่วงที่ผมศึกษาชั้นปริญญาตรี แต่เวลาที่ผมทำงานคือช่วงเรียนปริญญาโท ได้รับอิทธิพลจาก ศาสตรเมธีนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประติมากรรม)  และอาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์

ปัจจุบัน ผมทำงานปฏิมากรรมเหมือนกำลังเล่นสนุก ผมสามารถทำงานศิลปะได้ต่อเนื่อง เมื่อทำงานเสร็จสิ้นกลับมามองผลงาน มองเห็นอารมณ์ความรู้สึกในผลงานที่กระทบตัวเรา ส่วนขั้นตอนการทำงาน ผมจะมองความคิด ปรุงแต่งในหัว แล้วก็ปั้นมันออกมา หรือสร้างสะเก็ตช์แล้วทำออกมาเป็นผลงาน แล้วจึงผจญภัยกับหน้างานแสดงผลงานจัดแสดงศิลปะอีกครั้ง

ตลอดระยะเวลาการทำผลงานส่งประกวด การประกวดงานปฏิมากรรมเป็นเรื่องยากมาก เก็บรักษายาก เคลื่อนย้ายยาก ดูแลรักษายาก หากพูดถึงเรื่องการดำรงชีพยิ่งหนักกว่าเยอะมากถ้าเปรียบเทียบกับคนทำงานจิตรกรรมหรือภาพพิมพ์ การทำงานเครื่องปั้นดินเผาหรือเซรามิก ต้องเจอกับสารพิษ ควัน ไม่ใช่เรื่อง่ายเลย สำหรับการทำงานปฏิมากรรม เพราะเราไม่สามารถควบคุมกระบวนการทำงานศิลปะให้ได้ผลงานตามที่เราต้องการทั้งหมด กว่าจะได้สีและพื้นผิวของปฏิมากรรมตามความต้องการของเรา เพราะสีและพื้นผิว มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของงานปฏิมากรรม เมื่อสอดแทรกกับรูปทรง ตัวคน กะโหลก เด็ก ทารก ยิ่งก่อให้เกิดอารมณ์ในคนทั่วไปได้ง่าย

ตลอดระยะเวลาช่วงที่ผ่านมา จริตของผมเป็นคนหลงไปกับ ความรัก ความโลภ ความโกรธ เมื่อทำงานพุทธศิลปะซึ่งต้องศึกษาหลักธรรม ทำให้ผมเข้าใจความทุกข์ เข้าใจว่าเหตุแห่งความทุกข์ พระพุทธเจ้าสอนให้เราเป็น ผู้รู้ ผู้ดู เฝ้ามองความรู้สึก นั่นถือเป็นแก่นสารและข้อสรุปของชีวิตผม  

เจริญ มาบุตร ศิลปะเพื่อประโยชน์สาธารณะ

0

เจริญ มาบุตร เป็นศิลปินเมืองพะเยา ปัจจุบัน​รับราชการตำแหน่งจิตกรประจำกรมศิลปากร ยามว่างเลิกงานประจำเขาทำงานเป็นศิลปินนอกหน้าที่อันเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนพะเยา ศิลปะเพื่อการกุศลหลายโครงการบรรลุความสำเร็จด้วยฝืมือของเจริญ มาบุตร  เช่น งานออกแบบเหรียญพระเจ้าพ้นทุกข์​หารายได้เป็นงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์แพทย์ให้กับโรงพบาบาลอำเภอ​แม่ใจและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล งานออกแบบเหรียญ​พระเจ้าตนหลวงร่วมกับอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์(ศิลปิน​แห่งชาติ)​ หารายได้เป็นงบประมาณจำนวนมากจัดซื้อ​อุปกรณ์​ทาง​การแพทย์​และปรับปรุง​อาคาร​ของโรงพยาบาล​ให้กับ​โรงพยาบาล​พะเยา​จนสำเร็จลุล่วงด้วยดี เจริญ มาบุตร นิยามงานศิลปะอันเกิดขึ้นในจังหวัดพะเยา​ ซึ่ง​เป็น​บ้านเกิดของเขาว่า ผลงานศิลปะของเขาคือประโยชน์แห่งสาธารณะ

เริ่มเรียนศิลปะอย่างไร

ผมชอบเรียนศิลปะตั้งแต่วัยเด็กตอนเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านป่าแฝกเหนือ​ ตำบลป่าแฝก อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นก็เริ่มวาดภาพส่งประกวด ได้รับรางวัลอันดับหนึ่งจังหวัดพะเยา ได้เป็นตัวแทนไปประกวดและได้รับรางวัลอันดับสองของภาคเหนือ ตอนนั้นมีความฝันชัดเจนว่าอยากเรียนศิลปะ แต่คุณแม่เป็นห่วงเพราะเรายังเด็กและมองไม่เห็น​ว่าจะ​เป็น​อาชีพ​ที่มั่นคงได้​ เรียกว่ากลัวลูกไส้แห้งอดตาย (หัวเราะ) ผมก็รั้นบอกกับแม่ว่าถ้าไม่ให้เรียนก็จะไม่เรียนหนังสือต่อแล้ว จากนั้นผมเข้าสู่เส้นทางการเรียนศิลปะอย่างจริงจัง เริ่มเรียนศิลปะระดับ ปวช.ที่วิทยาลัย​อาชีวะ​ศึกษา​จังหวัดเชียงราย แล้วไปต่อที่วิทยาลัยเพาะช่างกรุงเทพ​ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลคลองหก

“ผมทำงานศิลปะ​ส่งอาจารย์ทุกชิ้นด้วยความตั้งใจเพราะเมื่อผมนำผลงานส่งอาจารย์แล้วต้องนำผลงานชิ้นนั้นๆไปเสนอขายให้กับแกลเลอรี่เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ตนเอง”

เมื่อมีเวลาว่างผมทำงานศิลปะชิ้นใหญ่ๆส่งประกวด เพื่อรู้จักกับกลุ่มคนซึ่งทำงานศิลปะเหมือนกัน จากนั้นเรียนต่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคัลธัญบุรี เรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม ผมทำงานศิลปะหลายอย่าง วาดภาพ ขายภาพ วาดรูปตามวัดวาอาราม ทำงานเป็นศิลปินอิสระอยู่ประมาณ 4 ปี กรมศิลป์ประกาศรับสมัครข้าราชการตำแหน่งจิตกร ผมสมัครสอบและสอบคัดเลือกได้อันดับหนึ่ง เมื่อ พ.ศ.2544

ศิลปะเบื้องหลังงานราชการ

ปัจจุบันผมรับราชการอยู่กรมศิลป์ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามหน้าที่ หลังเลิกงานก็จะวาดภาพ ทำงานปฏิมากรรม เมื่อครบปีก็จะรวบรวมผลงานศิลปะของตนเองจัดแสดงยังหอศิลป์ และทำงานเขียนหนังสือตำราศิลปะ​สอนวาดภาพ  ส่วนงานรับราชการก็จะทำงานเกี่ยวกับศิลปะสาธารณะ ทำงานราชพิธี เช่น การก่อสร้างพระเมรุมาศ การทำงานในกรมศิลป์ส่งผลต่อมุมมองต่องานศิลปะ เรามีโอกาสมองเห็นงานศิลปะชิ้นใหญ่ การทำงานเป็นศิลปินวาดภาพทำให้เรามองงานศิลปะมิติเดียว แต่การอยู่ในกรมศิลป์มีหลายมิติ เราสามารถมองศิลปะ เป็นมรดกทางวัฒนธรรม​และถือว่าเป็นสินค้าของประเทศ ผลงานศิลปะสามารถทำประโยชน์เชิงการท่องเที่ยว ศิลปะสามารถปรุงแต่งให้เกิดการพัฒนาเป็นลูกโซ่ต่อสังคมได้

การทำงานศิลปะกับกรมศิลป์ กับการทำงานศิลปะสาธารณะที่จังหวัดพะเยามีความแตกต่างกัน การทำงานกับกรมศิลป์ทุกอย่างครบถ้วน ข้าราชการทำงานโดยมีคำสั่งจากเบื้องบน ข้าราชการเป็นผู้ปฏิบัติงาน เรื่องงบประมาณ การประสานงานแทบไม่มีปัญหา แต่งานของกรมศิลป์ส่วนใหญ่เป็นงานเกี่ยวเนื่องกับผู้คนจำนวนมาก เราต้องทำงานตามรูปแบบอันถูกวางกรอบไว้ ต้องสลายความเป็นตัวตนของตนเองให้มากที่สุด เหลือแต่ฝีมือกับองค์ความรู้และสิ่งที่เรามองว่ามันเป็นเรื่องดีงาม

ผมวางแผนสำหรับการเกษียณอายุราชการ วางแผนการใช้ชีวิตตอนอายุมากอยากกลับ​มาอยู่บ้านเกิด ผมเริ่มปรับที่สวนลำไยของตนเองให้กลายเป็นสตูดิโอเพื่อทำงานศิลปะและเตรียม​สถานที่เพื่อสร้างหอศิลป์เพื่อรวบรวมผลงานของตนเองไว้แสดง ต่อมาจังหวัดพะเยาทำโครงการเปิดบ้านศิลปินเมืองพะเยา​ หน่วยงานราชการมาเยี่ยมชมผลงานศิลปะที่บ้าน ผมถูกคัดเลือกให้เป็นศิลปินของจังหวัดพะเยาและได้รับเกียรติ​เปิดบ้าน​ศิลปิน​เมืองพะเยา​เป็นหลังแรก หลังจากนั้นผมทำศาลาสตูดิโอให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กและชุมชน ผมมองว่าคนเรียนศิลปะสามารถทำงานด้านอื่นได้ ศิลปะเกื้อหนุนกับงานด้านอื่น ผมพยายามให้มุมมองกับเด็ก ให้เขาสร้างจินตนาการของตนเอง ผมทำกิจกรรมกับเด็กนักเรียน เวลาผมขายผลงานศิลปะของผมได้ก็มักเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ทำกิจกรรมกับเด็กนักเรียน เลี้ยงข้าว เลี้ยงขนม มอบทุนการศึกษาเป็นประจำทุกปีที่หอศิลป์​ ความคิดของผมเริ่มกลายเป็นประโยชน์สาธารณะมากขึ้น

ผลงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ

หน่วยงานราชการเข้ามาติตต่อ ขอความอนุเคราะห์ทำโครงการวิ่งกุศลเพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ ผมเริ่มออกแบบเสื้อ ออกแบบเหรียญพระเจ้าพ้นทุกข์เพื่อให้คนทั่วไปบูชา เริ่มตั้งแต่วางแผนการตลาด ช่วยผลักดันจนเหรียญพุทธศิลป์​ถูกบูชาจนหมด และได้รับเงินงบประมาณเพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์แจกจ่ายตามโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และ โรงพยาบาลแม่ใจ ส่วนวัดก็ได้รับเงินงบประมาณเพื่อบูรณะหลังคาพระอุโบสถ มันเป็นประโยชน์จากงานศิลปะในวงกว้าง ทำให้คนเข้าถึงงานศิลปะและสามารถช่วยหน่วยงานรัฐได้

จากนั้น ผมได้รับการติดต่อจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดพะเยา​ว่าต้องการความช่วยเหลือเรื่องงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์​ทาง​การแพทย์​และปรับปรุง​อาคารโรงพยาบาล และให้ผมติดต่ออาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์  ผมนำคณะแพทย์เข้าพบกับอาจารย์เฉลิมชัย กลายเป็นที่มาของการสร้างเหรียญพระเจ้าตนหลวงรุ่น 102 ​ปี​ ซึ่งมียอดจองเช่าบูชาได้เงินงบประมาณให้โรงพยาบาลตามเป้าหมาย ส่วนวัดก็รับงบประมาณสำหรับการบูรณะวัด ผมคิดว่ามันเป็นผลประโยชน์จากงานศิลปะ  สำหรับผมถ้าวาดรูปหาเงินอย่างเดียวก็เป็นเพียงประโยชน์ส่วนตน

เมื่อย – ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ เมื่อย – ศิลปิน scrubb บนเส้นทางของคนดนตรีกว่า 26 ปี

0

Scrubb คือวงดนตรีอินดี้ระดับตำนานของเมืองไทย ย้อนกลับไปในอดีต บอลกับเมื่อยเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เริ่มต้นเรียนรู้และทำเพลงใต้ดินออกมาวางขาย แม้กระแสวิจารณ์ผลงานบนอินเทอร์เน็ตในยุคแรกจะไม่ค่อยดีนัก แต่การกลับสู่จุดเริ่มต้นด้วยการแต่งเพลงจากคอร์ดง่ายๆ ผ่านหนังสือเพลง แล้วนำมาสร้างสรรค์เนื้อร้องและทำนองขึ้นใหม่ กลับทำให้ผลงานของ Scrubb มีความน่าสนใจเป็นอย่างมากความเรียบง่ายนั้นส่งผลให้เพลง “ชูบีดูบีดั๊บ” ติดชาร์ตคลื่นวิทยุ Fat Radio หลังจากนั้นก็มีโอกาสส่งเพลง “โรงเลียน” ในกิจกรรมของนิตยสาร a day และได้เซ็นสัญญาเข้าสู่ค่ายเพลงในที่สุด จนกลายมาเป็นตำนานวงดนตรีอินดี้ไทยในปัจจุบัน ด้าน เมื่อย-ธวัชพนธ์ วงศ์บุญศิริ นักร้องนำของวง มองว่าความสำเร็จนี้อาจเป็นเพราะโชคชะตา โดยเขาเปรียบเทียบชีวิตบนเส้นทางดนตรีไว้ว่า “เหมือนกับการซื้อหวย เลขของเราอาจไม่ใช่เลขที่สวยที่สุด แต่เลขนั้นเสือกถูกรางวัลที่หนึ่ง!”

ในบรรยากาศธุรกิจตู้เพลงของครอบครัว

ที่บ้านผม บ้านเราจะเอาตู้เพลงไปตั้งตามร้านอาหารอีสาน แล้วก็จะมีเพลงฮิตตามยุคต่างๆ  มีเพลงไทย เพลงอีสาน เพลงฝรั่งก็จะมีนิดหน่อย ลักษณะก็จะเป็นตู้เพลงแล้วจะมีแผ่นตัด มีหน้าปกเพลง เป็นตู้เพลงที่ตั้งตามร้านอาหารอีสาน ถึงเวลาเราก็แบ่งรายได้กัน มันเป็นสภาพแวดล้อม ผมเจออะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ยุคสมัยนั้น ก็จะเป็นเพลงของพี่เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ เพลงดอกไม้พลาสติก และ พี่ปู พงษ์สิทธิ์  คัมภีร์ อัลบั้มเสือ 11 ตัว คุณพ่อชอบเปิดฟังในรถ ผมก็จะฟังเพลงของคุณพ่อเพราะนั่งอยู่ในรถของเขา เราก็ซึมซับ

มัธยมต้น เป็นยุคที่เราไม่รู้ว่าคลื่นวิทยุมีค่ายเพลงควบคุมอยู่ พอนึกย้อนกลับไป ผมก็เพิ่งนึกได้ว่า มันเป็นคลื่นวิทยุของค่ายอาร์เอส มีดีเจคนหนึ่งซึ่งเปิดเพลงแล้วก็จะมีเสียงขยำกระดาษ ผมจำชื่อเขาไม่ได้ ช่วงที่เรียนชั้น มัธยมต้น ผมจะฟังเพลงของอาร์เอสและแกรมมี่เยอะมากๆ ช่วงนั้น เราก็จะฟัง ลิฟท์ – ออย , ศรราม เทพพิทักษ์ ,เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์, ยูโฟร์, แร็พเตอร์  หลุยส์ จอนนี่,  ค่ายแกรมมี่ก็ นูโว และ มอส ปฏิภาณ  การฟังเพลงก็เป็นไปตามวัยเพราะเราฟังเพลงจากแผ่นที่ซื้อมาใส่ในแผ่นตู้เพลงที่บ้าน แล้วก็ฟังเพลงจากคลื่นวิทยุ อย่าง มิสชันโฟร์โปรเจคต์ ของค่ายอาร์เอส ที่เขาเพิ่งกลับมารวมตัวกัน ผมก็ฟัง ซึ่งเป็นไปตามวัยและเราสามารถหาฟังได้ตามคลื่นวิทยุ

มัธยมปลาย ยุคนั้นเริ่มมีเพลงใต้ดิน ดอนผีบิน และ Rhythm God ยุคสมัยนั้นเพลงใต้ดินจะเป็นเพลงร็อกหรือเมทัล ตอนนั้น ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว อยู่แถว บางนา-ตราด นั่งรถเมล์กลับบ้านกับเพื่อนก็จะลงแถวป้ายรถเมล์กิโล 4 จะมีแผงขายม้วนเทปคาสเซ็ตร้านเล็กๆ จำได้ว่า วันนั้น ผมกับเพื่อน 2 คน มองดูแผงเทป มีม้วนเทปของ Crub กับ Moderndog เราซื้อม้วนเทปคนละม้วนแลกกันฟัง ซึ่งยุคสมัยนั้น เป็นยุคห้องซ้อมดนตรี ผมก็จะไปนั่งมั่วๆ กับเขาในห้องซ้อมดนตรีแถวปากซอยโรงเรียน การที่เราฟังเพลง Moderndog ทำให้เราเริ่มเอนเอียงมาฟังเพลงจากค่ายเบเกอรี่ ,บอย โกสิยพงษ์ , มิสเตอร์ซี (สมเกียรติ อริยชัยพาณิช) , TKO (ทีเคโอ) วงดนตรีที่พี่บอย โกสิยพงษ์ พี่สุกี้ กมล สุโกศล และ พี่สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ อยู่เบื้องหลังก่อนที่ทั้งสามคนจะตั้งค่ายเบเกอรี่มิวสิค แต่ความจริง ผมฟังเพลงมั่วไปหมด ผมฟังเพลง ติ๊ก ชีโร่ , รถไฟดนตรี พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ที่ประทับในมากสุด คือ Crub กับ Moderndog เพื่อนที่เล่นดนตรีในห้องซ้อมก็จะบ้าคลั่งโมเดิร์นด็อก

ผมเริ่มเก็บตังค์ซื้อเทป อยากฟังเพลงภาษาอังกฤษ ก็จะมีนิตยสารบิลบอร์ด (Billboard) นิตยสาร “ไควเอ็ทสตรอม” (Quiet Storm)  เราก็เลือกดูศิลปินคนไหนอยู่ในอันดับต้นๆ ก็เลือกมาฟัง เช่น Michael Jackson และนักดนตรีอีกหลาย เราเลือกฟังเพลงตามชาร์ต เช่น Vanilla Ice , MC Hammer , Nirvana เพลงภาษาอังกฤษเราก็ไม่รู้เนื้อหา ความหมาย แต่เราฟังทำนอง เมโลดี้ ช่วงมัธยมปลาย เราฟังเพลงเบเกอรี่และวงดนตรีใต้ดิน เพลงของ Mr.Pig & Big Moo , วงพราว ,สี่เต่าเธอ ผมก็ฟังนะครับ ช่วงนั้นมีเพลงใต้ดินเกิดขึ้นเยอะมากขึ้น

ตอนนั้น ผมยังไม่เริ่มเล่นกีตาร์เลยนะครับ จะมีก็แต่ไปร้องเพลงในห้องซ้อมกับเพื่อนๆ เราก็ยังเล่นดนตรีไม่เป็นแต่ก็ไปนั่งดูเพื่อนๆ ทุกครั้งที่เพื่อนๆ เล่น จำได้ว่าวันหนึ่งเพื่อนๆ นักร้องในวงห้องซ้อมของเพื่อนๆ เขาไม่มา วันนั้นเราก็เลยได้ร้อง นักร้องคนเก่าก็เลยเหมือนโดนยึดตำแหน่งไปโดยปริยาย ผมเลยเป็นนักร้องแทน แต่ผมก็ยังเล่นดนตรีไม่เป็น ที่โรงเรียนมีงานดนตรี เราก็ขอเล่น มาเริ่มเล่นกีตาร์ก็ช่วงมัธยม 6 คือถ้าเราจำเนื้อร้องเพลงมาร้องอย่างเดียวก็คงจะเหมือนนักร้องคนที่แล้วแน่ ก็เลยฝึกกีตาร์และเริ่มบันทึกเสียง พยายามสร้างความสามารถให้มีอยู่ในตนเองด้วย แล้วผมก็เริ่มแต่งเพลงในช่วงมัธยม 6

นักฟัง นักร้อง นักเล่น นักแต่งเพลง

การที่เราฟังเพลงมาก เวลาเล่นดนตรีเราก็ไม่ได้สนใจว่า สิ่งที่เราร้อง ดนตรีที่เราเล่น จะถูกหรือผิด เครื่องดนตรีที่เราเล่น เราก็ไม่ได้ยินเสียงดนตรีชัดเจนเหมือนยุคสมัยปัจจุบัน ผมคิดว่า มันเป็นยุคที่มั่วๆ เพื่อนๆ แต่ละคนก็สนใจในเครื่องดนตรีที่ตนเองเล่น ไม่มีใครมานั่งมอนิเตอร์ ผมมีหน้าที่ร้องก็ร้อง จะถูกหรือผิดก็ไม่ได้นึกถึง ถ้ามีวีดีโอบันทึกเสียงไว้ก็คงน่าอาย แต่ก็มีแต่ความสนุก ตอนนั้นเพลงที่เราเล่นก็จะเป็นโมเดิร์นด็อก เพราะเป็นวงดนตรีที่เพื่อนๆ ซ้อม แกะเพลง มาเล่นกันในห้องซ้อมกันบ่อย

ผมเริ่มเรียนกีตาร์ ครูสอนดนตรีเขาก็จะสอนเรื่องคอร์ดชุด 2-5-1 เป็นคอร์ดง่าย (Chord Progression) อย่าง G Dm C D มันจะวน แล้วเป็นเพลงต่อเนื่องกัน จำได้ว่าไปเรียนแล้วครูก็สอนให้จับคอร์ดเบื้องต้น แล้วผมก็เอาคอร์ดที่จำได้มาแต่งเป็นเพลง เพลงก็เป็นเพลงมั่วๆ ไม่มีแนวคิดอะไร มีโอกาสก็เปิดให้เพื่อนๆ หรือเล่นดนตรีให้กับน้องๆ ปี 1 ปี 2 ฟังเวลาที่คณะมีกิจกรรม มีโอกาสเล่นเพลงของตนเองอวดเพื่อนๆ คือ เราก็นึกว่าเราเก่ง แต่งเพลงได้ ถ้าผมมีโอกาสคงจะได้เอาเพลงพวกนี้มาทำกับ สุจิปุลิ (sujipuli) เป็นเพลงซื่อๆ ง่ายๆ แต่เป็นเพลงที่ได้ความรู้สึกซื่อๆ มันเป็นเรื่องของวัย เป็นเรื่องบ้าๆ บอๆ ส่วนเมโลดี้ก็เกิดจากคอร์ดที่เราพอจับได้ ถ้าเป็นเมื่อ ก่อนคงอาย แต่พอโตขึ้นมันก็เป็นเรื่องตลกและเป็นความทรงจำดีๆ ของเรา

เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากรก็สนุกเพราะได้รู้จักกับพี่บอล พี่บอลเป็นคนสอนการเล่นดนตรี สอนทุกอย่าง ปี 1 ก็สอนตีกลอง ประกวดดนตรีกับรุ่นพี่ เราเรียนคณะศึกษาศาสตร์ โชคดีที่ไม่เครียดมากเท่ากับคณะอื่นๆ มีเวลาเล่นดนตรี มีเวลาอยู่ในห้องซ้อม มีชมรมดนตรีเล็กๆ ที่พวกแก๊งพี่บอลหาพื้นที่ซ้อมให้กับน้องๆ เราก็เล่น ซ้อม มีโอกาสก็ลงประกวด มันเป็นบรรยากาศแบบนี้ มีคอนเสิร์ตที่เราตั้งใจไปดูให้ครบทุกคอนเสิร์ต

สมัยก่อนอยากทำเพลง ยุคพี่บอลจะเป็นเครื่อง 4 แทร็ก (อุปกรณ์บันทึกเสียงที่แยกเสียงออกเป็น 4 ช่องอิสระพร้อมกัน) พอมาถึงยุคผมเป็นเครื่องบันทึกเสียงดิจิทัล 8 แทร็ก ซึ่งใช้แผ่น Zip ของ Macintosh ความจุ 100 MB เป็นตัวบันทึกข้อมูล  ผมต้องมาฝึกใช้เครื่อง แต่ผมก็เริ่มจากการฝึกหัดจากเครื่องบันทึกเสียงแบบ 4 แทร็กของพี่บอล เริ่มใช้เครื่องบันทึกเสียง เริ่มแต่งเพลง เริ่มบันทึกเสียง เริ่มเป็นเพลง ผมไม่ได้คิดว่าชีวิตจะต้องเป็นอะไร แต่ผมชอบเรื่องพวกนี้ ชอบอัดเสียงเก็บไว้ ตอนเรียนจบ เพื่อนๆ ยังจำได้ก็คืออัดเพลงที่แต่งใส่ม้วนเทปแจกให้เพื่อนๆ ก็สนุกๆ เป็นอารมณ์แบบนี้

ตอนพี่บอลเรียนจบ เรามีชมรมดนตรีที่เราตั้งขึ้นมาตั้งแต่รุ่นพี่บอล เรามีห้องเล็กๆ อยู่ในโรงยิมของมหาวิทยาลัย หากใครอยากได้ทุนไปทำชมรมเขามีโครงการต่อต้านยาเสพติด เราก็ขี้โกงกัน ผมจำได้ว่า โม้ โกหก แล้วก็ได้เงินก้อนไปซื้อแอมป์กีตาร์ ส่วนเพื่อนบ้านของผม อยู่ดีๆ ก็ทิ้งกีตาร์ไว้หน้าบ้าน แล้วผมก็เอากีตาร์ตัวนั้นเก็บไว้ที่ชมรมเพื่อให้ชมรมมีเครื่องดนตรี ชีวิตช่วงนั้น เล่นดนตรี ดูดนตรี ดูคอนเสิร์ต แลกเพลงกันฟัง ตามคลื่นวิทยุก็จะมีไลฟ์คอนเสิร์ตของโอเอซิส เราก็อัดเอาไว้ เก็บไว้ฟัง เก็บไว้แกะเล่น อยู่ในมวลบรรยากาศแบบนี้ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แค่ชอบ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าชีวิตจะต้องทำโน่นทำนี่ ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้

เวลาประกวดวงดนตรีก็ลงประกวดกัน แต่ก็ตกรอบนะครับ ตอนพี่บอลอยู่ในวงเราเข้ารอบได้ที่ 2 ที่ 3 พอพี่บอลเรียนจบก็ตั้งวงกับเพื่อนลงประกวดทุกปี ปีต่อมาเขาก็เปลี่ยนกรรมการ เราลงประกวดก็ตกรอบเหมือนเดิม มันเป็นวัยเด็กที่มีความมั่นใจ หลงตัวเอง บ้าๆ บอๆ แต่ก็ไม่ได้เลิกเล่นดนตรี

การเดินทางสู่การเป็นนักแต่งเพลง

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมใช้ชีวิตค่อนข้างเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่เรื่องของตนเอง เล่นดนตรี ขอตังค์คุณพ่อคุณแม่ซื้อเครื่องดนตรี ยอมกินมาม่าเพื่อจะเก็บเงินไปซื้อเอฟเฟกต์กีตาร์ ใช้เงินเพื่อซื้อของพวกนี้ ถ้าอยากจะไปเที่ยวก็เที่ยวกับเพื่อนๆ ไม่ได้มีจิตสาธารณะอะไรทั้งสิ้น วุ่นวายอยู่กับเรื่องของตนเอง เพราะยุคสมัยที่เรียนอยู่โรงเรียน เราไปโรงเรียนแล้วก็กลับมานอนบ้าน ไม่มีอะไรที่โลดโผน มัธยม 3 ยังนั่งรถโรงเรียนกลับบ้านอยู่เลย ส่วนเพื่อนๆ เขานั่งรถเมล์กันหมด อาจเพราะคุณพ่อคุณแม่กังวลเรื่องความซน ตอนเรียนมัธยมปลาย ก็เริ่มนั่งรถเมล์ เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากรก็ใช้ชีวิตเต็มที่ เพราะเราอยู่ที่จังหวัดนครปฐม กลับบ้านที่กรุงเทพฯ อาทิตย์ละครั้ง สองอาทิตย์ครั้ง เหมือนเด็กที่ไม่เคยได้อิสระพอเติบโตก็ทำทุกอย่างเต็มที่กับเพื่อนๆ เรื่องอะไรที่วัยรุ่นเขาทำกัน เล่นดนตรี ท่องเที่ยว ฯลฯ เราก็ทำแล้วก็ได้รับบทเรียนที่ดีและไม่ดีเต็มไปหมด

สำหรับผมกับพี่บอล มันเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ พี่บอลเขาเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก ตอนประกวด เขาก็เป็นเด็กที่สุดในวงที่เข้าประกวด รุ่นพี่หลายคนก็ว้าวุ่นกับเรื่องดนตรี จำได้ว่าเมื่อผมเรียนจบปริญญาตรีเรารวมกลุ่มกันทำวงใต้ดิน ลงหุ้นกันทำเทปขายเอง หน้าหนึ่งก็เป็นผมกับพี่บอลแล้วตั้งชื่อวง “สครับบ์” อีกหน้าก็เป็นเพื่อนๆ เป็นกลุ่มเดียวกันแต่เป็นอีกวงหนึ่ง ตอนทำเพลงก็มาทำที่บ้านผม เครื่องบันทึกเสียง 8 แทร็ก และยังยืมเครื่องเครื่องดรัมแมชชีนของพี่ฟั่นมาบันทึก ( ฟั่น – โกมล บุญเพียรผล โปรดิวเซอร์รางวัล สีสัน อวอร์ดส์ ครั้งที่ 17 พ.ศ. 2547 ) พี่บอล ทำเพลง เบส กีตาร์ ผมร้อง แล้วก็เอาเทปไปฝากขายตามร้านขายเทป เช่น โดเรมี สยามสแควร์ , ร้านเจ.ยู.พันทิพย์ ,ร้านอร่อยหู ,ร้านน้อมท่าพระจันทร์

เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อนคนอื่นก็เริ่มทำมาหากิน แต่ผมกับพี่บอลก็ทำเพลง ส่งเพลง ฟังเพลง เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะทำเพลงกันเพียงสองคน แต่เมื่อมันเหลือเพียงสองคน เพราะเพื่อนๆ ต่างก็ไปทำมาหากิน รับผิดชอบกิจการของครอบครัว ทำอะไรที่จำเป็นกับการมีชีวิต ซึ่งในช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาปี 3 ปี 4 พี่บอลมีวงดนตรีอยู่วงหนึ่ง เป็นศิลปินฝึกหัดอยู่ที่แกรมมี่มีโอกาสทำเพลงกับจินนี่เร็คคอร์ด ผมมีความสุขเมื่อมองเห็นรุ่นพี่กำลังจะออกเทป มีเพลง แต่สักพักพวกเขาก็แยกย้าย พี่บอลมีเพลงที่เขาทำไว้กับวงแต่เพื่อนๆของเขาแยกย้าย ส่วนพี่บอลเขาลุยต่อ แล้วเขาก็ชวนผมมาทำวง ชื่อวง Eye

ตอนนั้นผมเล่นกีตาร์ เล่นแบบก๊อกๆ แก๊กๆ แต่มันจำเป็น มันต้องไปต่อ ส่วนสมาชิกในวงดนตรี มือกลอง มือเบส เขาเล่นดนตรีเก่ง ส่วนพี่บอลเล่นกีตาร์และร้องนำ ในช่วงปี 2000  Genie Records ทำอัลบั้มรวมศิลปินหน้าใหม่ เช่น พลพล , Saturday Seiko, Paradox ชื่อ อัลบั้ม Intro 2000 เพื่อต้อนรับการเข้าสู่ปี 2000 ในปลายปีเดียวกัน พวกเราทำอัลบั้มใต้ดิน ชื่อว่า Scrubb – soundaboutl  ทำอัลบั้มออกมา 500 ม้วน ทำเอง ฝากขาย ส่งตามคลื่นวิทยุ โคตรมัน! เพราะเราทำโดยไม่ได้คิดอะไร

ทดลองบทเพลง ทดลองความรู้สึกในตัวตน  

ตอนพี่บอลทำเพลง ผมก็เป็นแฟนเพลงของเขา ยุคสมัยก่อนตอนอยู่มหาวิทยาลัย ก็มีเด็กกิจกรรม เอาซาวด์อะเบาต์ทึกเสียงวงดนตรีของเขาไว้ เวลาเขาชวนไปไหนเราก็ไป นักร้องคนเดิมชอบแต่งเพลงภาษาอังกฤษ บางเพลงเขาก็ทดลองให้ผมลองแต่งเป็นเพลงภาษาไทย ก็มั่วไปเรื่อยๆ ตอนนั้น ไม่ได้คิด แม้แต่ตอนที่พี่บอลชวนไปทำวง Eye ก็ไม่ได้สนใจอะไร รู้เพียงว่า ออกเทป ดีจัง แล้วเราก็ตกลง แต่เมื่อถึงกระบวนการ มันเป็นก้อนเพลงเดโมของพี่บอล สิ่งที่เราได้เรียนรู้ คือ เฮ้ย! ถ้าเราทำแล้วมันไม่ใช่อะไรจากเราเลย ในความรู้สึก มันเป็นอะไรที่ไม่ดีเลย

พี่บอลมีความสุขเพราะเป็นเพลงที่เขาแต่ง ส่วนตัวผม มันเหมือนการเล่นละครนิดนึง ก่อนออกเทปก็ดีใจ แต่พอทำไปแล้วมีความรู้สึกว่า ถ้าทำแล้วมันเป็นแบบนี้ เราไม่ทำดีกว่า เหมือนเราได้ทดลองความรู้สึกซึ่งในส่วนตัวผมไม่ได้ภูมิใจกับผลงาน เราเป็นเหมือนจิ๊กซอว์เพื่อให้ครบองค์ประกอบ เพื่อผลงานจะได้ปล่อยออกไป มันเป็นความรู้สึกที่ผลักดันให้ผมอยากทำเพลงใต้ดิน อยากทำเพลงที่เราแต่งเอง

ตอนนั้น เราชอบโยคีเพลยบอย หน้าปกเป็นรูป “นมหนาม” ผมก็เปิดหนังสือเพลงเอาคอร์ดเขามาเล่น แล้วก็แต่งเนื้อร้อง สร้างเมโลดี้ขึ้นมาใหม่ อัลบั้มใต้ดินชุดแรก คอร์ดเพลงบางเพลงเป็นคอร์ดเพลงของพี่โป้ โยคีเพลย์บอย ส่วนเนื้อเพลงกับเมโลดี้ ถูกแต่งขึ้นมาใหม่ เราไม่คิดอะไรมาก เราชอบ เราอยากมีเพลงแบบนี้ มีโอกาสก็ทำเพลงใต้ดินขาย เพลงที่เอาคอร์ดของ พี่โป้ โยคีเพลย์บอย ชื่อเพลงว่า “ชูบีดูบีดั๊บ” ถ้านักดนตรีฟังจะรู้เลยว่า เฮ้ย! นิมันคอร์ดเค้าเลย แค่ทำให้จังหวะเร็วขึ้น แต่งเนื้อ สร้างเมโลดี้ขึ้นใหม่

เราสนุกสนานกับเรื่องเหล่านี้ ชอบใครก็หาคอร์ดเพลงของเขามาแล้วก็แต่งเนื้อร้อง  เพราะผมไม่ได้เรียนดนตรี และไม่รู้เลยว่า การแต่งเพลงที่ถูกต้องมันเป็นยังไง ลอกเลียนแบบ เฮ้ย! เพลงนี้เพราะ  เราก็เอาคอร์ดเขามา ฝึกแต่ง ทำโน่นทำนี่ เป็นช่วงเวลาแบบนั้น เพื่อจะได้มีเพลงของตนเอง แต่ผมก็จำความรู้สึกไม่ได้แล้วว่า ทำไมถึงอยากแต่งเพลงของตนเอง มันไม่ใช่ความรู้สึกแต่งเพลงแล้วออกเทป แต่เป็นความรู้สึกอยากทำ อยากแต่ง เมื่อมีเพลงแล้วเราก็รู้สึกดีกับมัน หลังจากนั้น เมื่อจะทำเพลงใต้ดิน เราเริ่มรู้สึกว่า มันไม่ได้ ถ้าจะเอาแค่ทำเพลงให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็เกรงใจเรา เขาก็จะไม่คอมเม้นต์ที่มันโหดร้าย เพื่อนก็บอกดีๆ เพราะๆ หลังจากนั้น ก็คุยกับพี่บอลว่า แบบนี้ก็ … ตัดสินใจลองทำขาย แม่ง!

สมัยก่อนมีเว็บไซต์พันทิพย์ เราก็โพสต์ “ผมทำเทปลองฟังดู” บางเว็บไซต์ก็มีให้ฝากไฟล์ MP3 แต่เมื่อเข้าไปสนามจริงก็โดนด่าเละเทะ ก็เลยรู้ว่า เฮ้ย สิ่งที่เราทำมันต่ำกว่ามาตรฐาน ความเชื่อที่ว่า เพลงเราเพราะ พออยู่ในสาธารณะก็สะใจเลย ยังจำได้ สมัยก่อนมีเว็บไทยอันเดอร์กราวด์ (Thaiunderground.com เว็บไซต์ชุมชนดนตรีอิสระช่วงต้นทศวรรษ 2000) เป็นคอมมูนิตี้เกี่ยวกับเพลง ตอนนั้น ผมถูกคอมเม้นต์ด่าจากเว็บนี้ เพลงอะไร ร้องอะไร โดนด่าเละเทะ แต่ก็ไม่สนใจ ถามว่าโกรธมั้ย? ก็โกรธ เฮ้ย! นิมันเพลงกู แต่เราอยากรู้เองไง อยากรู้ว่า ความเห็นของคนที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเราเป็นยังไง อย่างน้อยมันก็สะท้อนว่า เราต้องปรับปรุงอะไรหลายสิ่ง หลังจากนั้น ก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ

ส่วนโปรเจกต์ อาย (eye)”  คงเพราะผมไม่มีส่วนร่วมกับมัน เราต้องกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ค่ายเห็นว่าเหมาะสม เมื่อทำแล้วเต็มไปด้วยความรู้สึกแบบนี้เราไม่ทำดีกว่า ซึ่งเราก็คิดว่า เราทำขายใต้ดินเองดีกว่า ทำปีละครั้ง ซึ่งในช่วงนั้นมี V Fm ที่ตอนหลังเปลี่ยนเป็น แฟตเรดิโอ (FAT Radio 104.5 MHz)  เขาก็เริ่มเอาเพลงนั้นเพลงนี้มาเปิด ผมก็ฟังตลอด จำได้ว่า วันหนึ่งพี่เต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) จัดรายการแล้วก็จำได้ว่า เขาเอาเพลงของวงดนตรีมาเปิดชื่อวงว่า อิเล็กโทรโซนิค ซึ่งเป็นวงของดาโน่ ดนัย ธงสินธุศักดิ์ ซึ่งสมัยก่อนเขาอยู่ genie records เป็นโปรดิวเซอร์ Retrospect , Sweet Mullet และอีกหลายวง ซึ่งพี่เต็ดบอกว่าได้เทปมาจากวงโดเรมี จึงอยากมาเปิดให้ทุกคนฟัง

เป็นจุดหนึ่งที่เราคิดว่า เฮ้ย! เดี๋ยวเราทำเพลงใต้ดินแล้วเอาไปฝากร้านโดเรมี เดี๋ยวพี่เต็ดเขาก็คงเอามาเปิด คือ คิดแบบง่ายๆ เดียวเขาก็คงเอาเทปมาเปิดได้เหมือนกันมั้ง ทำให้เราอยากเอาเทปไปฝากขายตามร้านต่างๆ แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้เป็นขนาดนั้น เขาก็ไม่ได้ไปร้านขายเทปทุกวัน แล้วเราก็ไม่ได้เป็นเพลงที่น่าสนใจขนาดนั้น ผมก็เลยเอาเพลงไปส่งให้ที่แฟตเรดิโอด้วยตนเอง จำได้ว่าวันที่ไปถึง ผมขึ้นไปรออยู่นาน 2-3 ชั่วโมง เพราะพี่เต็ดเขาประชุม ตอนแรก รปภ. เขาให้ฝากไว้ แต่เราเป็นเด็กคิดว่า ถ้าเราฝากแล้วไม่ถึงทำไง คือ อยากส่งให้ถึงมือ เราก็สบายใจ คิดแบบเด็กๆ

วันหนึ่งที่แฟตเรดิโอ “เฮ้ยยย…เจ๋งว่ะ!”

ประชุมเสร็จพี่เต็ดก็บอก “อ้าว! มาส่งเดโมเหรอ”  แล้วพี่เต็ดก็ให้ผมคุยกับพี่จ๋อง (จ๋อง-พงศ์นรินทร์ อุลิศ) พี่จ๋องก็บอก “ไหนมีเพลงอะไรมาให้ฟัง” เขาก็นั่งฟังในห้อง ฟังเพลงที่ 1. เพลงที่ 2. เพลงที่ 3. ชื่อเพลง “ชูบีดูบีดั๊บ” พี่จ๋องบอกเพลงนี้น่าสนใจ แล้วเขาเอาก็เอาเพลงเดินไปเปิดในรายการวิทยุทันทีเลย ด้วยความเป็นเด็ก เราก็ตกใจ ตอนนั้น เราส่งฮอตเวฟ (Hotwave) ด้วยนะ ส่งรายการวิทยุทุกที่ แต่มีแฟตเรดิโอที่เปิดให้ แล้วเขาก็เปิดออกอากาศ ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ยยย…เจ๋งว่ะ! หลังจากนั้นก็ไฟลุก เรารอฟังเพลงที่ส่งไปตามสถานีวิทยุต่างๆ ตอนนั้น เพลงของเราขึ้นชาร์ตแฟตเรดิโออันดับสิบกว่าๆ เหมือนได้กำลังใจจากผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส เพราะตอนนั้น เราเป็นเด็กไม่รู้จักใครเลย

หลังจากนั้นก็มีงานแฟตเฟสติวัล (Fat Festival) ก็ขอเขาเล่น แล้วก็อ้างโน่นนี่ เพลงผมอยู่ในชาร์ต ผมขอเล่นด้วย อะไรแบบนี้ เขาก็ให้เราเล่น แต่สมมุติวงปกติเริ่มเล่นช่วงบ่ายโมง เขามีเวลาให้เล่นช่วงเที่ยงวัน แล้วรายชื่อก็ไม่มีอยู่ในโปสเตอร์งานด้วย ตอนที่เล่นก็ไม่มีคนดู มีแต่นักดนตรี เล่นเสร็จก็ขอขายแผ่น พอเขาให้เราก็ไปหาแผ่นเปล่ามานั่งไรต์ไปขายกัน สนุกดีครับ เป็นยุคคาบเกี่ยวกับ a day ซึ่งก็มีโปรเจกต์อะเดย์เร็คคอร์ด ซึ่งเขาก็เลือกเรา แต่พอถึงเวลาก็เหมือนเดิม พอ a day มีงานเราก็ไปขอเขาเล่น ตอนเล่นก็ไม่รู้หรอกว่า เล่นดีหรือไม่ดี มีเวลาเท่าไหร่ก็เล่นเท่านั้น

เพลงของสครับบ์ เป็นเพลงที่เล่นด้วยคอร์ดง่ายๆ เล่นง่ายๆ แต่เพลงจะถูกทำให้ยากขึ้นด้วยพี่บอล บางทีก็ถามพี่บอลว่า มันเป็นคอร์ดอะไร พี่บอลเขาก็อธิบายว่า บางคอร์ดมันธรรมดาเปลี่ยนเป็นแบบนี้มันจะได้ไม่โหล ถ้าเป็นตัวเดโมคอร์ดกีตาร์ในเพลงจะเป็นคอร์ดง่ายๆ สิ่งที่ทำให้มันดีขึ้นก็เป็นเพราะพี่บอลกับพี่ฟั้น ครับ ซึ่งพอเป็นงานสตูดิโอ ผมก็จะจับคอร์ดพวกนั้นไม่ได้แล้วเพราะมันเกินความสามารถของเราไปแล้ว ทุกสิ่งมันเริ่มจากคอร์ดง่ายๆ คอร์ดที่ผมยังไม่รู้ว่า มันเป็นคอร์ดอะไรด้วยซ้ำ แต่เวลาเราจับคอร์ดเราจะรู้ว่า เฮ้ย! เสียงแบบนี้มันก็ได้วะ หลังจากนั้นพี่บอลกับพี่ฟั้นก็จะเข้ามาฟังเดโมแล้วก็จะมาแกะ มันเป็นแบบนี้นะ หรือที่ถูกต้องมันต้องเป็นโน้ตแบบนี้นะ บางทีมีโน้ตที่มันไม่ใช่ เขาก็จะบอกว่า อันนี้ไม่ได้นะ ซึ่งก็ต้องขอบคุณพี่บอลกับพี่ฟั้นที่ทำให้เพลงมันกลายเป็นคอร์ดที่สามารถสื่อสารได้

กลิ่นอาย ลายมือและตัวตนบนงานเพลง

มองกลับไปในตอนที่อยู่ในค่ายเพลง ในแต่ละช่วงเวลา เขาเชื่อใจและไม่เข้ามากวนในกระบวนการทำงานของเราเลย เราสะสมตัวตนของเราไปเรื่อยๆ เพลงก็ให้เรารวบรวมเอง ผมคิดว่า พอเราแต่งเป็นเพลง ช่วงหลังแม้จะมีคนมาช่วยแต่ง แต่เราก็ยังกำหนดทิศทางกันเอง มันมีกลิ่น มีลายมือ หรือมีอะไรบางอย่างที่เป็นเราโดยไม่รู้ตัว แต่ความนิยมตามยุคสมัย ผมคิดว่า วงผมโชคดี โชคดีที่วงดนตรีในผับเอาเพลงของเราไปเล่น บางเพลงไม่ติดชาร์ตแต่มันก็อยู่ในผับ เล่นแล้วคนก็สนุกกัน วันหนึ่งเจ้าของผับก็จ้างผมไปเล่น ผมคิดว่ามันอยู่ในรูปแบบนี้ครับ เราเดินทางมาเรื่อยๆ ได้คัฟเวอร์เพลงของ พี่จิ๊ก ประภาส ชลศรานนท์  “เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ”

ล่าสุด ผมได้ไปเล่นต่างประเทศเพราะมีน้องคนหนึ่งเป็นแฟนเพลงเรา เขาเอาเพลงของเราไปแต่งเป็นนิยายโพสต์ในอินเทอร์เน็ต คนนิยม สำนักพิมพ์ขอซื้อไปพิมพ์ ค่ายหนังไปเห็นก็ทำเป็นซีรีส์ (เพราะเราคู่กัน 2gether The Series) เพลงก็อยู่ในซีรีส์ ซีรีส์ก็ได้สตรีมมิ่งเผยแพร่ออกไปต่างประเทศ เราก็เลยได้ไปเล่นที่ประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่น สครับบ์ไม่ใช่วงดนตรีที่เก่ง แต่เป็นเรื่องของโชคชะตาจริงๆ สิ่งดีๆ ก็คือ เรามีพี่บอลคอยดูแลความเรียบร้อย เป็นคนหาน้องๆ มาเล่นกับวง ควรเล่นยังไงให้ถูกต้อง บางเพลงจังหวะ 120 บางที่เราก็เพิ่มเป็น 122 เพิ่มความเร็วให้จังหวะมันสนุกขึ้น ต้องยกความดีความชอบให้พี่บอล บางทีก็เตือนเรื่องการร้อง ต้องร้องแบบนี้นะ คำนี้เพี้ยนนะ เพื่อการแสดงของเราจะได้สื่อสารกับคนฟัง

เมื่อสครับบ์อายุมากขึ้น หลายครั้งที่เราเล่นงานแต่งงาน ผับ องค์กร ก็มีน้องสมัยเรียนมัธยมซึ่งเราเคยไปเล่นตามโรงเรียน เมื่อเขาเติบโตและเป็นส่วนหนึ่งในการจัดปาร์ตี้ เขาก็บอก “หนูก็เลยจิ้มพี่มาเล่น” บางครั้งก็บอกว่า ผมจีบแฟนด้วยเพลงพี่เลยครับ เราจึงมีโอกาสเล่นในงานแต่งงานของเขาเฉยเลย บางครั้งในงานแต่งงานเจ้าบ่าวกยังไม่รู้จักวงดนตรีของเราด้วยซ้ำ แต่เจ้าสาวชอบเพลงของเรา เจ้าบ่าวอยากเอาสครับบ์ไปเซอร์ไพรส์ หรืองานเฟสติวัล สมัยแฟนเพลงบางคนเป็นเด็กน้อย เมื่อเติบโตเขาเป็นผู้จัดงานเฟสติวัล เขาก็ชวนเราไปเล่น มันเต็มไปด้วยบรรยากาศแบบนี้ เราโชคดีที่เขายังซัปฟอร์ตเราอยู่ และเมื่อวันหนึ่งเขามีจังหวะที่เหมาะสม จ้างเราไปเล่น ชวนเราไปเล่น แฟนเพลงหลายคนก็กลายเป็นเพื่อนเรา กลายเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ

ย้อนกลับไปในช่วงที่สครับบ์เริ่มมีรายได้คงเป็นช่วงคัฟเวอร์เพลง “เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ” มันเป็นช่วงที่เราเปิดใจ เพราะยุคสมัยก่อน เราก็จะต้อง ร้องเอง เล่นเอง แต่งเอง ทุกอย่างต้องเป็นแบบที่เราคิด แต่เมื่อลองหมดทุกอย่างแล้ว เราก็พบกับข้อจำกัด วันหนึ่งเมื่อเราได้โอกาสในโปรเจ็กต์นิตยสาร a day ชวนวงดนตรีหลายวงมาคัฟเวอร์เพลงของพี่จิก หลายวงดนตรีเลือกเพลงฮิตไปหมดแล้ว เหลือเพียง ฺB side และเพลง “เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ” เพลงของเฉลียงซึ่งคนยังไม่ค่อยรู้จัก หลังโปรเจ็กต์นิตยสาร a day สครับบ์ก็มีงานมากขึ้น ค่อยๆ เติบโต แล้วอยู่ดีๆ เพลง “ใกล้” ไปเล่นที่ไหนคนก็มีความสุขกับมัน แล้วก็มีเพลงอื่น เช่น  “เข้ากันดี” ที่พี่กอล์ฟ Superbaker ช่วยแต่ง เพลง “เก็บไว้กับเธอ” พี่บอย ตรัย ภูมิรัตน์ ช่วยแต่ง ผมรู้สึกโชคดีที่ได้ฝีมือจากคนเก่งมาช่วยแต่งเพลง  

ผมเข้าใจแล้วว่า การทำให้วงดนตรีขับเคลื่อนไปได้เราควรจะทำตัวยังไง เราควรพูดจายังไง เพราะในช่วงที่ผ่านมา เรามีช่วงเวลาที่หลงตัวเอง พูดจาบ้าๆ บอๆ ใส่คนรอบข้าง ช่วงเวลาหมดหวังกับตนเอง แต่งเพลงไม่ได้ ช่วงเวลาที่โทษตนเอง ช่วงเวลาที่เราเข้าใจว่าเราไม่ได้เดินทางมาไกล โดยความสามารถ ความดื้อที่จะทำ แต่มันเป็นเรื่อง โชคชะตา จังหวะ เวลา มาเกี่ยวข้อง

26 ปี บนเส้นทางดนตรีกับสครับบ์

สครับบ์เดินทางมาถึงปีที่ 26 มันมีเรื่องความสัมพันธ์ มีความเห็นอกเห็นใจ นอกจากความสัมพันธ์ในแง่ของนายจ้างลูกจ้าง ยังมีความสัมพันธ์ในแง่ของความเป็นเพื่อน ความมีน้ำใจต่อกันและกัน ซึ่งแต่ละคนที่ทำงานกัน เราไม่ได้มองเขาเป็นลูกจ้าง พูดให้ง่ายก็คือ เราพยายามทำให้เขารักเรา ด้วยการปฏิบัติตัวดี ช่วยเหลือกันและกันในโอกาสที่เหมาะสม ซึ่งมันก็มีช่วงเวลาที่ผมเป็นคนที่แย่ หรือช่วงเวลาที่เป็นคนสมองโบ๋ คิดอะไรก็ไม่เป็น ตัดสินใจอะไรไม่ได้ ช่วงเวลาที่หลงตนเองก็คิดโน่นคิดนี่ เก่งเหลือเกิน ด่าคนนั้นคนนี้ หรือพูดจาแย่มากๆ ใส่คนที่สนับสนุนเรา สุดท้ายเรื่องเหล่านี้ก็ผ่านไป เราก็ได้เรียนรู้ เสียใจ ดีใจ

ผมรู้สึกว่า ความสนุกไม่ใช่แค่การเล่นดนตรี ได้ตังค์แล้วไปชอปปิ้ง ผมรู้สึกว่า มีความสุขเพราะเรามองเห็นพี่น้องเพื่อนร่วมงาน เราเดินทางไปแลกเงินกับนายจ้างในงานต่างๆ เวลาเรามองกัน มันไม่ใช่แค่การทำงานแล้วรับเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการปรับตัว มันทำให้ความสัมพันธ์เราดี ส่วนการเล่นดนตรีจะเล่นผิดเล่นถูกมันก็เป็นอีกเรื่องนึง ผมรู้สึกว่าคนดูรับได้ ยิ้มกัน มองกัน ไม่ได้สักแต่ว่า เล่นให้ถูก เล่นให้เก่งที่สุด อย่างที่เล่น Orcrestra ผมบอกน้องๆ ว่า ถ้าใครเล่นผิดก็หันมาหัวเราะกันนะ ไม่ต้องมาจับผิดกัน คือการเล่นดนตรีถูกหรือผิดสำคัญ แต่ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เรื่องสำคัญคือ เวลาผิด เราซัปพอร์ตกัน หัวเราะกัน เพราะสุดท้ายแล้วดนตรีมันเป็นเรื่องของอารมณ์

ถ้าเราทำให้คนรอบตัวมีอารมณ์ร่วมกับเรา เช่น เขารู้สึกดีกับเรา เขามองเราแล้วไม่คิดมาก เขาจะเศร้าอะไรไม่รู้ แต่เมื่อมาฟังดนตรี เขามาสนุกกัน ส่งพลังให้กัน ร้องเพลงด้วยกัน มีความสุขด้วยกัน  มันเป็นจุดที่เรารู้สึกว่า เราก็น่าจะได้ไปต่อนะ  ทุกวันนี้ก็ไม่ได้คิดว่า อนาคตจะเป็นยังไง เราคิดเพียงว่า วันนี้ผมจะเตรียมตัวให้ดีที่สุด คือ เล่นดนตรีโดยไม่เมา เล่นดนตรีอย่างมีสติ เล่นแล้วก็รู้ว่า เราต้องเล่นอะไร คนดูรู้สึกยังไง มองตาคนดู ถ้าเราเล่นดนตรีครั้งล่าสุดแล้วสนุกมันก็เป็นคำตอบว่าเราน่าจะได้ไปต่อ น้องๆ ในนั้น อาจเป็นแฟนเพลง อาจเป็นลูกค้า อาจเป็นคนที่จ้างเราไปเล่น ผมคิดเพียงแค่นี้ สมัยก่อนคิดเยอะแล้วก็เสียเวลา ตอนนี้ก็ดูแลตัวเองให้ดี เล่นดนตรี ทำยังไงก็ได้ให้การเล่นดนตรีทุกครั้งมันสนุก

น้องๆ รุ่นใหม่ที่หัดทำเพลง เวลาทำเพลงก็หาเวลาเล่นดนตรีให้คนจริงๆ ลองฟัง เรื่องของอีโก้เดียวเขาก็เรียนรู้เอง ถ้าเราพูดมากเดียวเขาอาจจะคิดว่า “มึงจะไปรู้อะไร” เด็ก Gen Z และ Gen Alpha ไม่เหมือนกับยุคของผมที่ยังพอจะซึมซับในสิ่งที่ผู้ใหญ่สอนได้ แต่ Gen Z เขาไม่ฟัง ผมคิดว่า ไม่ว่าใครที่ทำดนตรี ลองโพสต์สตรีมมิ่ง (Streaming) หาค่ายเพลง ถ้าไม่หาค่ายก็หาวิธีลงทะเบียน Spotify หรือ Apple Music ซึ่งมันมีวิธีเยอะแยะ ฝากเพลงกับ Believe ค่ายเรื่องดูแลสตรีมมิ่ง หาเวลาแล้วไปเล่นดนตรี  ถ้าแต่งเพลงแล้วไปเล่น เล่นแล้วคนสนุก นี่ก็คือคำตอบ ถ้าเล่นแล้วสนุกกันเอง มึงจะฝืนไปต่อก็เรื่องของมึง หรือจะปรับให้มันสนุกก็เรื่องของมึง

ผมรู้สึกว่า วงดนตรีแต่ละวงอาจจะแชร์ประสบการณ์กันไม่ได้ทุกมุม อย่างผมมีสมาชิก 2 คน เล่นดนตรีกันก็ทะเลาะกันชิบหาย บางช่วงเวลาก็ไม่คุยกัน บางช่วงเวลาก็งอนกัน สุดท้ายเราก็รู้แล้วว่า จุดที่เราทำได้และทำไม่ได้มันไม่เหมือนกัน เรารู้ว่า เราต้องพึ่งพากัน สุดท้ายทำยังไงก็ได้ให้น้องๆ รักผม 2 คน แต่ผม 2 คนก็ต้องเข้าใจกันด้วยในสิ่งที่เราเป็น ส่วนระหว่างทาง แต่ละวงต้องเรียนรู้กันเอง ส่วนการพัฒนา มันไม่มีวิธีอื่น นอกจากการแต่งเพลงของตนเอง แล้วเอาเพลงตนเองไปเล่น จัดอีเว้นต์จากวงดนตรีที่เริ่มใหม่อาจจะมีคนมาดู 10 คน 20 คน มีเฟสติวัลก็ลองไปขอเขาเล่น ร้านไหนที่ดูใจดีก็ลองไปขอเขาเล่น แต่พยายามเน้นไปที่เพลงของตนเอง ถ้าต้องคัฟเวอร์ก็ไม่ผิดในช่วงแรก

ผมมักจะบอกน้องๆ ว่า ณ เวลาที่เราคัฟเวอร์เพลงของใครก็ตาม แม้เราจะเล่นเพลงคนอื่นได้ดีที่สุดในโลก เหมือนที่สุดในโลก แต่ไม่มีประโยชน์เมื่อเทียบกับการเล่นเพลงของตนเอง เล่นเพลงกระจอกๆ ที่เราแต่งขึ้นเอง เมื่อทำไปเรื่อยๆ ใช้สมาธิจดจ่อกับการทำเพลงของตนอง แล้วก็โพสต์ ดูคอมเม้นท์ หาที่เล่น ไม่ว่าจะ 5 คนหรือ 10 คน สมาชิกในวงดนตรีจะรู้สึกได้ว่า เพลงที่เราเล่น ณ วินาทีนั้น มัน โอเคหรือเปล่า ถ้าอยากได้คอมเม้นท์ เราก็ต้องเปิดใจรับคำแนะนำหรือการวิพากษ์วิจารณ์จากเขา (Feedback) ถ้าจะทำเพลงของตนเองไว้ฟังเองก็เล่นในห้องซ้อมอย่างมีความสุข ไม่ต้องไปลง YouTube หรือ หาที่เล่น แต่ถ้าอยากเป็นวงดนตรีที่ค่อยๆ เดินทาง ก็ต้องหาที่เล่น ค่อยๆ มอนิเตอร์ตนเองจากการเล่นสด มีสมาธิ ถ้าเดินทางมาในเส้นทางนี้ มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่จะไปถึงขั้นไหน? ผมรู้สึกว่า สภาพแวดล้อม ดวงชะตา สำคัญ

ผมคิดว่าชีวิตจริงมันเหมือนการแทงหวย เวลาซื้อเราอาจจะไม่ได้เลขที่สวยที่สุด แต่เมื่อถึงเวลา เลขของเราเสือกถูกรางวัล มันอาจไม่ใช่เลขตองอย่าง 777 แต่เป็นเลขอื่นที่ทำให้เราถูกรางวัลที่ 1 ผมรู้สึกว่าชีวิตมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ : เปลี่ยนประเทศไทยด้วยเกษตรอินทรีย์

0

“ประเทศไทยถูกโจมตีเพราะหน่วยงานรัฐบาลรับรองมาตรฐานแบบไม่เคร่งครัด ทำให้ขาดการยอมรับจากต่างประเทศ ปี 2563 เราประสบความสำเร็จในการยกระดับออแกนิกไทยแลนด์ให้เป็นที่รับรู้ในระดับโลก ผู้มีใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์สามารถส่งสินค้าสู่เอเชียและอเมริกา แต่ก็มีความท้าทายเรื่องการสร้างการรับรู้ เพราะวัฒนธรรมการบริโภคของชาวต่างชาติ มีความเชื่อมั่นในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในประเทศของตัวเอง มากกว่ามาตรฐานจากประเทศคู่ค้า”

ดร.อนุรักษ์เรืองรอบ อนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน, อนุกรรมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบมีส่วนร่วมแบบครบห่วงโซ่ของกระทรวงพาณิชย์, รองประธานคณะกรรมการบริหารสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย, นายกสมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทย (TSATA) จบการศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจบปริญญาเอกบริหารธุรกิจ (DBA) Asian Institute of Technology – AIT ช่วง 8 ปีที่ผ่านมาเขามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเกษตรทำให้เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยการนำแนวคิดการสร้างเครือข่ายโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งจากศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศวะสีขณะทำงานร่วมกับ“มูลนิธิสัมมาชีพ” ใช้สร้างเครือข่าย PGS หรือเกษตรกรรมแบบมีส่วนร่วมโดยมีเป้าหมาย 8,000 ตำบลทั่วประเทศสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์มีวางจำหน่ายเกือบทุกหนแห่งและกำลังจะเปิด Organic Hub หรือศูนย์กลางการค้าขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ทุกภาคทั่วประเทศ

สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นใช้สารเคมีในการเกษตรประเทศไทย

สารเคมีทางการเกษตรเข้าประเทศไทยพร้อมกับการปฏิวัติเขียว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สารเคมีถูกแนะนำให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรมากกว่า 50 ปี ในขณะที่ประเทศต่างๆในสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา มีตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีจึงกำหนดเป้าหมายให้ประเทศของเขาจะต้องมีอาหารปลอดภัย ปลอดสารเคมี มีอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบอินทรีย์รับประทานทั่วประเทศ โดยสหภาพยุโรปเริ่มปรับเปลี่ยนเข้าสู่กระบวนการเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นจริง หลังจากรณรงค์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี สำหรับประเทศไทยเพิ่งตระหนักรู้ถึงพิษภัยสารเคมีอย่างจริงจัง เริ่มสนใจเกษตรอินทรีย์ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และผู้บริโภคเริ่มใส่ใจในสินค้าเกษตรอินทรีย์จริงๆเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เอง

ยุคสมัยก่อน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา การบริโภค การค้าขายสินค้าเกษตรไม่ต้องมีมาตรฐานรับรอง แต่เมื่อมีการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ทำให้เกิดกระบวนการสร้างกำแพงทางการค้า สหรัฐอเมริกาสร้าง USDA (U.S. Department of Agriculture) หรือตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของสหรัฐอเมริกาเพื่อเป็นกำแพงให้การนำเข้าอาหารจากต่างประเทศได้ยากขึ้น กระบวนการตรวจสอบก็เข้มข้น ประเทศแคนาดาสร้างตรารับรองมตราฐาน COR (Canada Organic Regime) ญี่ปุ่นสร้างตรารับรอง JAS (Japan. Agricultural Standards) ระดับโลก สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติสร้างมาตรฐานรับรอง IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) แต่เบื้องหลังเราก็พบว่า ประเทศผู้จำหน่ายสารเคมีให้กับประเทศไทยก็คือประเทศที่พยายามกีดกันสินค้าจากประเทศไทยโดยอ้างว่าสินค้าเกษตรของประเทศไทยมีสารเคมีปนเปื้อน

เมื่อมีกำแพงสกัดกั้นการนำเข้าสินค้า การจะส่งออกสินค้าให้สหรัฐอเมริกาก็ต้องได้รับการรับรอง USDA ต้องมีหน่วยงานรับรองต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลกว่าจะได้ตรารับรอง  เมื่อแต่ละประเทศตั้งกำแพงของตัวเอง จึงเดือดร้อนผู้ส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ที่จะต้องเสียงบประมาณจำนวนมากเพื่อจะได้เข้าสู่ระบบการรับรองสามารถนำสินค้าเข้าตลาดต่างประเทศได้ แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ตลาดต่างประเทศเป็นตลาดใหญ่มีแรงดึงดูดในเชิงมูลค่า มูลค่าการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์สหรัฐอเมริกา 24.8 พันล้านเหรียญ เติบโตปีละ 15.8 % ครัวเรือนอเมริกันเมื่อออกนอกบ้านสามารถหาผลผลิตเกษตรอินทรีย์ได้ถึง 82 %  แปลว่าเค้ากีดกันจนบ้านเมืองเขาสะอาดครับ สินค้ามีการปนเปื้อนน้อยมาก

ความตระหนักรู้เรื่องการผู้บริโภคของพลเมืองอเมริกันหรือสหภาพยุโรปมีมากกว่าคนไทย  ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรประเทศไทยยอมจ่ายเพื่อเข้าสู่กระบวนการรับรองเกษตรอินทรีย์ของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราจะรับรองแปลง USDA ราคาไม่ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี แปลงใหญ่ๆอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 300,000 บาท  ถ้าเป็นโรงงานผลิตอาหารแปรรูปอาจต้องเสียค่าใช้จ่าย 300,000 ถึง 500,000 บาท ถึงจะได้รับการรับรอง

โครงสร้างสังคมเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย

ประเทศไทยมีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกจำนวนมาก สาเหตุเกิดจากการส่งเสริมการใช้เคมีเกษตรโดยหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ใช้สารเคมีโดยมีแนวความคิด สร้างการรับรู้ว่า (perception) สารเคมีไม่มีอันตรายร้ายแรง หรือใช้สารเคมีแล้วปลอดภัย ซึ่งในความจริงเป็นจริง สารเคมีสังเคราะห์ในการเกษตรจำนวนมากสามารถตกค้างในดินอย่างน้อย 3 ปี เมื่อใช้สารเคมีในการปลูกผัก สารเคมีจะปนเปื้อนในระบบอาหาร เมื่อเรารับประทานทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ แต่การสร้างการรับรู้เรื่อง “การใช้สารเคมีปลอดภัย” ทำให้ประเทศไทยอยู่ในวัฒนธรรมการใช้สารเคมีเกษตรอย่างเข้มข้น ความนิยมในการใช้สารเคมีของเกษตรกรก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ 

คนไทยเพิ่งผู้ตระหนักรู้เรื่องพิษภัยของสารเคมี เมื่อ 10 ปีก่อน จึงมีการรวมกลุ่มรณณงค์เรื่องเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันเกษตรอินทรีย์กลายเป็นเทรนด์หรือกระแสที่แรงมาก ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว ผู้บริโภคสามารถหาสินค้าเกษตรอินทรีย์ในห้างสรรพสินค้า เช่น (Tops Market) ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต (Makro) แม็คโคร (Lotus) โลตัส และเกษตรอินทรีย์เชิงอุตสาหกรรมในประเทศไทยเริ่มก่อรูปร่าง เราพบสินค้าเกษตรอินทรีย์แปรรูป เช่น น้ำตาลออร์แกนิค ข้าวแปรรูปออร์แกนิค ยางพาราออร์แกนิคเพื่อผลิตของเล่นเด็ก ฯลฯ กำลังเป็นที่สนใจ หากเราจะทำความเข้าใจโครงสร้างการผลิตเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย สามารถแบ่ง Segment เป็น 4 กลุ่ม

กลุ่ม 1. เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะคือ มีพื้นที่ทำการเกษตรจำนวนน้อย ผลผลิตมีจำนวนน้อย การบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ทำยากมาก แต่มีการนำผักผลไม้อินทรีย์แลกเปลี่ยนในตลาดจริงใจ ท็อปซุ๊ปเปอร์มาร์เก็ต หรือตลาดชุมชน ทำให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในชุมชนตลาดเติบโต

กลุ่ม 3. ผู้ผลิตเพื่อการส่งออก มีลักษณะคือ ถ้าจะส่งสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ต้องมีใบรับรองเกษตรอินทรีย์ของแต่ละประเทศ ผู้ผลิตเพื่อส่งออกจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานให้เป็นสากล

กลุ่ม 2. กลุ่มเกษตรเชิงพาณิชย์ มีลักษณะคือ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรุ่นหนุ่มสาว (Young Smart Farmer) คนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านทำเกษตรกรรมมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีการจัดทำฐานข้อมูล ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการผลิต มีการบริการจัดการสินค้าสู่ตลาดผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ กระบวนการนี้จำเป็นต้องใช้ใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เพราะการวางสินค้าจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หน่วนงานของรัฐ จำเป็นต้องมีใบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 

กลุ่ม 4. อุตสาหกรรมเกษตรอินทรีย์  มีลักษณะคือ เป็นผู้ประกอบธุรกิจส่งออก ประเทศไทยส่งออกข้าว ส่งออกแป้ง น้ำตาล เป็นสินค้าวัตถุดิบ เป็นต้น สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ตลาดต่างประเทศใช้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในการกีดกันการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ มีการพูดถึงเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เรื่องการปลดปล่อยก๊าซ กดดันในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกให้ปรับตัวตาม อุตสาหกรรมของประเทศไทยถ้าไม่ปรับตัวเข้าสู่กระบวนการการพัฒนาที่ยั่งยืนจะมีปัญหามากกับการแข่งขันในตลาดโลก

ใบรับรองเกษตรอินทรีย์สัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงเกษตรกรรมไทย

เกษตรกรประเทศไทย ไม่มีความจำเป็นต้องทำข้อตกลงกับต่างประเทศ หากเป็นการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการค้าขายภายในประเทศ IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) ซึ่งเป็นสหพันธ์นานาชาติว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรเกษตรอินทรีย์ระดับโลก บอกว่า การค้าขายสินค้าเกษตรภายในประเทศ ไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองเกษตรอินทรีย์สากล เพราะกระบวนการเพื่อให้ได้รับการรับรองมีค่าใช้จ่ายสูง แต่สามารถใช้กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วมได้ เรียกว่า PGS  (Participatory Guarantee System) หรือ กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม ซึ่งออกแบบโดย IFOAM ได้ถูกนำไปปรับใช้ในการปรับเปลี่ยนสู่เกษตรอินทรีย์ จำนวนกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ผมเชื่อว่าในอนาคตการค้าระหว่างประเทศ ระหว่างเครือข่าย PGS ระดับประเทศจะเกิดขึ้นได้ง่ายมาก เพราะเราใช้หลักการเดียวกันในกระบวนการผลิต

สำหรับใบรับรอง ออร์แกนิคไทยแลนด์ (Organic Thailand) ช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีจุดอ่อน ประเทศไทยถูกโจมตีเพราะหน่วยงานรัฐบาลรับรองมาตรฐานแบบไม่เคร่งครัด ทำให้ขาดการยอมรับจากต่างประเทศ ปี 2563 เราประสบความสำเร็จในการยกระดับออแกนิกไทยแลนด์ให้เป็นที่รับรู้ในระดับโลก ตอนนี้ผู้มีใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์สามารถส่งสินค้าสู่เอเชียและอเมริกา แต่ก็มีความท้าทายเรื่องการสร้างการรับรู้ เพราะวัฒนธรรมการบริโภคของชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่นในมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในประเทศของตัวเอง มากกว่ามาตรฐานจากประเทศคู่ค้า

จุดอ่อน อีกประการคือออร์แกนิคไทยแลนด์เป็นกลไกการรับรองจากรัฐบาล ที่ดินซึ่งเพาะปลูกโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ หน่วยงานรัฐไม่สามารถรับรองให้ได้ ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรซึ่งมีเอกสารสิทธิ์ 58 % ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 42 % เพราะฉะนั้น นโยบาย กฎหมาย ความช่วยเหลือของรัฐ ช่วยเกษตรกรได้เพียงประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ ด้านงบประมาณในการสนับสนุนกระบวนการรับรองออร์แกนิคไทยแลนด์ก็มีอย่างจำกัด ฉะนั้น  กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS  คือกระบวนการที่ชุมชนรวมกลุ่มกันแล้วเกิดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถทำหน้าเสมือนเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของบริษัท ที่สามารถตรวจและรับรองแปลงได้ กระบวนการของ PGS ซึ่งประเทศไทยนำมาใช้เมื่อสิบปีก่อนค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เกษตรอินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็ว

ก่อนที่ผมจะทำงานในฐานะ รองประธานสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย ผมทำงานกับมูลนิธิสัมมาชีพ คำว่า “สัมมาชีพ” เป็นคำของศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์ประเวศ วะสี ท่านบอกว่า เราควรจะต้องสร้างชุมชนสัมมาชีพให้เกิดขึ้นทั้ง 8,000 ตำบล ทั่วประเทศ การประกอบการคือ “อาชีวะ” เป็นอาชีพที่มีสัมมา หรืออาชีพที่ถูกต้องสุจริต ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม และมีรายได้มากกว่ารายจ่าย เพราะฉะนั้น เราต้องปรับเปลี่ยนจากการทำมาหากินเพียงอย่างเดียว ต้องทำมาค้าขายด้วย  มูลนิธิได้ดำเนินโครงการ “หนึ่งตำบลหนึ่งบริษัทสัมมาชีพ” ช่วงเวลานั้น ผมลงพื้นที่ร่วมกับบริษัทเอกชน เช่น บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ทียูเอฟ , กลุ่มธุรกิจมิตรผล ผมพบปะเกษตรกรผู้ทำเกษตรอินทรีย์จำนวนมาก และพบว่าพวกเขาไม่มีตลาดรองรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ ไม่มีมาตรฐาน ไม่รู้ว่าใครจะซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ของพวกเขา

พัฒนาเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ PGS ประเทศไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

ห่วงโซ่อุปทาน ( Supply Chain) หรือกระบวนการจัดการการผลิตเพื่อทำให้เกิดสินค้าหรือบริการของสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยบอบบางมาก ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรสารเคมีเข้มแข็งมาก พวกเราเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาจัดการห่วงโซ่อุปทาน ผมเริ่มตรงนี้ ผมพยายามสร้างความร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรภาคการผลิต รวมกลุ่มกันสร้างมาตรฐานสินค้า สร้างฐานข้อมูล สร้างกลไกในการรับรอง สร้างกลไกในการจัดจำหน่าย บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ประเทศไทยโดยในส่วนของการรับรองมาตรฐานนั้นได้มีการนำแนวคิดการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS  มาใช้ หลังจากประเมินแล้วว่าการรับรองโดยรัฐบาล การรับรองโดยบุคคลที่ 3 ตลอดจนการรับรองแบบมีส่วนร่วมที่มีการดำเนินการอยู่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ การจัดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด

ผมเริ่มผลักดันเกษตรอินทรีย์โดยตั้งเป้าหมาย 8,000 ตำบล เป็นพื้นฐานการพัฒนาระบบ ตามแนวทางของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ผมไม่มีงบประมาณสนับสนุนเกษตรกร และยังไม่มีศักยภาพพอในการลงไปเริ่มต้นที่ระดับตำบล ผมจึงใช้พื้นที่ระดับจังหวัดเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาเกษตรกร แล้วค่อยลงระดับอำเภอ และระดับตำบล โดยพัฒนาเกษตรกรเข้าสู่กระบวนการอบรมเพื่อเป็นผู้ตรวจแปลง กระบวนการกลั่นกรองแปลง และเข้าสู่กระบวนการรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์ SDGsPGS โดยมีสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ผมตัดสินใจเขียนหนังสือ และออกแบบการอบรม หลักสูตรผู้ตรวจแปลง ปัจจุบันหนังสือมีชื่อว่า คู่มือพัฒนามาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม SDGsPGS เป็นตำราอบรมเกษตรกรให้สามารถตรวจแปลง และดำเนินการขั้นตอนต่างๆได้  ผมต้องขอบคุณ คุณเอกพงศ์ มุสิกะเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กปว.) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ที่ช่วยพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ให้พวกเราได้ใช้งาน เป็นการจัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ให้กับประเทศไทย

ผมสอนให้เกษตรกรไทยรู้ว่า SDGsPGS คืออะไร อบรมการตรวจแปลง อบรมผู้ตรวจแปลง กระบวนการรับรองเป็นอย่างไร มีการจัดทำข้อมูลให้สมบูรณ์ มีกระบวนการจัดการประชุมรับรองระดับจังหวัด มีการประชุมรับรองแล้วออกหนังสือรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์ให้ทันที มีการเชื่อมโยงกับตลาด มีกลไกทางการตลาด เป็นกลไกวิสาหกิจเพื่อสังคม เช่น จังหวัดพะเยามีการจดทะเบียนบริษัทออร์แกนิกพะเยาวิสาหกิจเพื่อสังคม มีเป้าหมายในการทำธุรกิจเกษตรอินทรีย์กับสมาชิก SDGsPGS แล้วสามารถสร้างกำไร แล้วนำกำไรไม่น้อยกว่า 70%  มาพัฒนาต่อ ส่วนอีก 30%  เป็นเงินปันผล ปัจจุบันเกิดกระบวนการตรวจแปลง รับรองแปลง มีผู้ตรวจแปลงที่ผ่านการอบรมจำนวนกว่า 6,500 คน มีแปลงเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 2,400 แปลง แปลงระยะปรับเปลี่ยนประมาณ 9,000 แปลง แปลงที่รอการรับรองประมาณ 3,000 แปลง และกำลังขยายตัวในแต่ละจังหวัดอย่างรวดเร็ว ทำให้ตอนนี้เรามีห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่มาก

Organic Hub ศูนย์กลางสินค้าเกษตรอินทรีย์

ปัจจุบัน มีการตั้งคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ตั้งคณะอนุกรรมขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนโดยมีท่านอลงกรณ์ พลบุตร ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน และมีผม ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ เป็นคณะอนุกรรมการ มีการวางกรอบคณะทำงานโดยแบ่งเกษตรกรรมยั่งยืนเป็น 5 กลุ่ม  กลุ่ม 1. เกษตรอินทรีย์, กลุ่ม 2.เกษตรผสมผสาน, กลุ่ม 3.เกษตรทฤษฎีใหม่, กลุ่ม 4. วนเกษตร, กลุ่ม 5.เกษตรธรรมชาติ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร มีแนวคิดว่า ควรนำ PGS ซึ่งมีอยู่หลากหลายค่ายในประเทศไทยมาจัดกลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน ทำงานขับเคลื่อน ขยายผลทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองแห่งเกษตรอินทรีย์

พ.ศ.2564 เราจึงตั้งสภาเกษตรอินทรีย์ พี จี เอส แห่งประเทศไทย  รวมเครือข่าย PGS หลายเครือข่าย ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผลักดันให้ PGS เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนา ผม ดร.อนุรักษ์ เรืองรอบ ดำรงตำแหน่งเป็นรองประะธานสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทย  โดยเป้าหมายสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สื่อสารสร้างการรับรู้เรื่อง PGS ทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ เพื่อให้สังคมรับรู้ความสำคัญของ PGS และเป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย

กระทรวงเกษตร โดยท่านอลงกรณ์ พลบุตร พยายามผลักดันให้เกิดกลไกคณะกรรมการบริหารเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 7,255 ตำบล และให้โจทย์กับสภาเกษตรอินทรีย์พีจีเอสแห่งประเทศไทยว่า ทำอย่างไรที่จะนำ PGS ไปช่วยรับรองเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ทุกตำบล ถ้าทำงานร่วมกัน มีการจัดเก็บข้อมูล มีการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ตั้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ก็จะช่วยขยายพื้นที่และมีการรับรองแปลงเกษตรอินทรีย์ได้ทั่วประเทศ และศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ (Organic Hub ) ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นใน เดือน มีนาคม 2566 ที่ตลาดโรงเกลือท้ายเกาะ บนพื้นที่จำนวน 13 ไร่ จะกลายเป็นตลาดค้าปลีก ค้าส่ง สินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นแห่งแรกของเอเชีย โดยเปิดโอกาสให้กับสมาชิกสมาคมการค้าเกษตรกรรมยั่งยืนไทย ได้สิทธิพิเศษไม่ต้องจ่ายค่าเช่าพื้นที่คูหาในตลาด 2 ปี ผมคิดว่า เวลา 2 ปี มากพอสำหรับการพิสูจน์ตนเองของพี่น้องเครือข่ายเกษตรอินทรีย์

สำหรับการตรวจสอบสินค้าในตลาดเกษตรอินทรีย์ ด้วยตลาดเกษตรอินทรีย์เป็นระบบสมาชิก สินค้าที่จะวางขายในตลาด ต้องเป็นสินค้าจากแปลงที่ได้รับรองมาตรฐาน สินค้าต้องมีการตรวจสอบ สินค้าต้องได้รับการรับรอง แต่ก็ต้องยอมรับว่า สินค้ามีโอกาสปนเปื้อนสารเคมีได้ในกระบวนการผลิตและการจัดการ โดยเราจะมีกระบวนการสุ่มตรวจและพัฒนาต่อไป ซึ่งกว่าเราจะพัฒนาเกษตรอินทรีย์มาถึงจุดนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี ซึ่งปี 2566 เป็นห้วงเวลาสำคัญของการขับเคลื่อน สร้างความเปลี่ยนแปลง ยกระดับเกษตรอินทรีย์เชิงพานิชย์ เกษตรอินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม แปรรูปสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่า เรากำลังผลักดันให้เกิดมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แปรรูป

สำหรับการขนส่งสินค้า หรือ โลจิสติกส์ ต้องเหมาะสมกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น การสร้างห้องเย็นเพื่อเก็บสินค้า ใช้เวลาเดินทางขนส่งข้ามคืนเพื่อมิให้สินค้าเสียหายจากอากาศร้อน นอกจากนั้น เรายังมีแผนขยายตลาดสู่ภูมิภาคเพราะการซื้อขายสินค้าต้องมีการแลกเปลี่ยน อย่างเช่น เกษตรกรเดินทางมาส่งสินค้าที่ตลาดเกษตรอินทรีย์ปทุมธานี ตอนเดินทางกลับก็รับสินค้าอาหารทะเลไปส่งยังตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ภูมิภาคได้เป็นต้น กระบวนนี้จะก่อให้เกิดการค้าขายภายในกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างมหาศาล

ด้านการขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ด้วยเครือข่าย SDGsPGS กำหนดไว้ 6 ประเด็น คือ 1)การขยายพื้นที่การรับรองเกษตรอินทรีย์ , 2)การจัดการผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดย SE จังหวัด , 3)การพัฒนาผู้ตรวจแปลง,  4)การถอดบทเรียน และการวิจัยพัฒนา, 5)การบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ,6) การสื่อสารสร้างการรับรู้สู่สาธารณะ

ข้อคิดสุดท้าย การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์หากคิดจะทำต้องทำทันที เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอดของคนไทย การเกษตรที่ใช้สารเคมีควรมีการควบคุมและควรลดพื้นที่การผลิตลงเรื่อยๆ อีกอย่างตอนนี้สารเคมีก็มีราคาแพงมาก ส่วนผู้บริโภคก็สนใจในอาหารที่ปลอดภัย นอกจากนั้น ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์มีเยอะมาก เกษตรกรที่สนใจทำเกษตรอินทรีย์สามารถเข้าร่วมเครือข่าย เปลี่ยนแปลงตนเอง สามารถเปลี่ยนแปลงจากเกษตรสารเคมีสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ได้ทันที

อนุชิต คำน้อย และการสื่อสารศิลปะบนโลกโซเชียล

0

“คิ้วต่ำ” คือตัวการ์ตูนที่โลดเล่นอยู่บนโลกโซเชียล เติบโตมาพร้อมกับแอพพลิเคชัน Facebook ตัวการ์ตูนรูปร่างแปลกเขียนลงบนกระดาษลูกฟูกสีน้ำตาลหน้าเดียว มีถ้อยความบรรยายไม่ถึง 2 บรรทัด แต่กลับเป็นการสื่อสารที่ให้กำลังใจผู้อ่าน นั่นทำให้หลายคนรู้จัก “คิ้วต่ำ” มากขึ้น แฟนเพจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งติดอันดับ 1 ใน 10 ของ Facebook ที่มีผู้กดไลค์มากที่สุดของประเทศไทย นั่นทำให้ชีวิตของ อนุชิต คำน้อย ผู้สร้างเพจ “คิ้วต่ำ” เปลี่ยนจากพนักงานบริษัทให้กลายเป็นนักสื่อสารศิลปะ เป็นนักเขียน เป็นผู้บรรยาย เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัย เป็นคนมีชื่อเสียงในเวลาต่อมา

ค้นตัวตนคนทำงานศิลปะบนโซเชียล

บ้านเกิดผมอยู่สุโขทัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม เรียนอยู่โรงเรียนทุ่งเสลี่ยมชุนูปถัมภ์ถึงชั้น ม.6 ก็อยากเรียนศิลปะ ยุคสมัยนั้นมหาวิทยาลัยที่สอนศิลปะมีเรียนที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ผมสอบได้ที่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะสถาปัตย์

ยุคสมัยก่อน ไม่มีโซเชียล ผมจึงเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ พ่อแม่เป็นชาวนา ทำงานรับจ้าง ชอบอ่านหนังสือ ชอบอ่านหนังสือการ์ตูน “ขายหัวเราะ” นิตยสารคู่สร้างคู่สม มีเวลาว่างผมก็จะอ่านหนังสือ เมื่อเริ่มอ่านก็เริ่มเขียน เพราะผมอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนมัธยมโรงเรียนทุ่งสเลี่ยมชุนูปถัมภ์ เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ผมไม่สนใจในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แต่ก็ประคับประคองการเรียนไปเรื่อยๆ อาจารย์สังเกตเห็นว่า ผมถนัดศิลปะจึงแนะนำให้ผมเรียนศิลปะ ตั้งแต่นั้นจึงเริ่มทำงานศิลปะ งานวาด งานเขียน

ตอนแรกผมเป็นตัวแทนประกวด จัดบอร์ด พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็เหมือนการรวมคนวาดรูปเก่งมาอยู่ด้วยกัน จากคนที่เคยวาดรูปสวยที่สุดในห้อง ผมก็พบว่ามีคนที่วาดรูปเก่งกว่าผม ตอนนั้นเริ่มจดบันทึก วาดรูปเล่นในสมุด ตอนนั้น มีช่วงที่วาดรูปเยอะสุดคือ ปี 4 ตอนช่วงใกล้จบ เริ่มมีการสเก็ต มีการจดบันทึก แต่ที่มหาวิทยาลัยมีคนวาดรูปสวยกว่าผม ผมก็เลยซ่อนภาพวาดไว้ในสมุดบันทึก วันหนึ่งมีพรรคพวกเปิดเล่น มองเห็นการ์ตูนที่ผมวาด หลังจากนั้นก็เรียนจบทำงานกราฟฟิก

ตอนนั้นจะเปิดเพจ Facebook แต่เริ่มต้นที่การประกวด นิตยสาร aday เริ่มมีการประกวด ถ้าใครชนะก็จะได้คอลัมนิสต์มีคอลัมของตนเอง 1 ปี รายได้เดือนละ 2 พัน ผมเป็นเด็กจากต่างจังหวัด เรียนจบใหม่ ไม่มีบ้าน เสียค่าใช้จ่ายเยอะมาก ผมก็อยากส่งประกวด แต่งานเขียนในช่วงมหาวิทยลัยเน้นเรื่องของความคิด งานกราฟฟิกมีน้อย ผลงานก็เลยมีไม่มาก เพื่อนก็แนะนำให้ส่งงานที่จดบันทึกในสมุด เพราะตลกดี ยุคนั้นการส่งประกวดต้องทำเป็นพอร์ตโฟลิโอส่งอีเมลจริงจัง ด้วยความที่ผมทำงานประจำ ก็เลยไม่มีเวลา แทนที่จะสมัครทางเว็บไซต์ ผมก็เอารูปที่ผมสมัครแข่งขันลงในเพจ Facebook แต่ปรากฏว่า เพจของผมกลายเป็นกระแส

วิธีคิดแบบคิ้วต่ำ ไม่มีกระบวนการในตอนแรก มันเป็นประสบการณ์ของเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ เพราะยุคก่อนไม่มีสื่อโซเชียล เวลาจะต่อยอดทำอะไร ผมต้องใช้จินตนาการเป็นหลัก อ่านการ์ตูนอ่านนิยาย อ่านนิตยสารคู่สร้างคู่สม กระบวนการเป็นการจินตนาการ คิดภาพตาม ยุคสมัยนั้น ไม่มีอะไรแก้เบื่อในเวลาที่ต้องรออะไรบางอย่าง มันก็ทำให้ผมเป็นคนช่างสังเกต ผมไปส่งแม่ที่ร้านทำผม ผมก็จะนั่งดูนั่นนี่ ผมเป็นคนช่างสังเกต สิ่งที่พบเห็นก็กลายเป็นวัตถุดิบของผมอย่างไม่รู้ตัว สมัยก่อนไม่เคยจดเลย แต่การเป็นคนช่างสังเกต พอผมได้คิดคำหรือคิดรูป ตัวอย่างที่ผมเห็นตอนเด็กมันก็จะโผล่จะผุดขึ้นมา แต่ด้วยการที่ผมเป็นเด็กมหาวิทยาลัยมันจึงเป็นเรื่องของการออกแบบ ผมจะรู้ว่า เอาไอเดียออกมาเป็นรูปต้องสื่อสารอย่างไร วิธีการเอาไอเดียมาแปลเป็นรูปต้องทำอย่างไร ต้องสื่อสารอย่างไร

ถ้าเป็นมุมมองผม จะย่นย่อให้เด็กเข้าใจ อย่างแรก ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกอย่างรวดเร็ว เขาเล่นมือถือ เขาจ้องไม่เกิน 2 วินาที ถ้าไม่สนใจก็จะปัดผ่าน คือเราต้องฮุก หรือหยุดเพื่อให้เขาฟัง เอาเรื่องที่เขาสนใจมาปรับ เหมือนผมจะพูดถึงบทเรียนอะไรสักอย่างหนึ่ง ผมก็ยกตัวอย่าง นักร้องยุคผมมาเล่าเด็กก็จะไม่เข้าใจ แต่ถ้าเป็นนักร้องยุคเขา เขาก็จะเข้าใจ การใช้ศัพท์ การใช้รูปภาพที่อยู่ในเทรนด์ แล้วต้องเป็นเทรนด์ในช่วงนั้น เพราะเทรนด์มันมีมาก เทรนด์มหาวิทยาลัยอีกแบบหนึ่ง มัธยมอีกแบบหนึ่ง การใช้คำ ใช้เทรนด์ จะทำให้เด็กเกิดความอยากรู้มากขึ้น

การ์ตูนในยุคเปลี่ยนเทคโนโลยีสื่อสาร 

ยุคนั้น เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ผมเริ่มสังเกตเห็นว่า โฆษณาในมือถือมีจำนวนมาก มันเป็นยุคของการผลัดเปลี่ยน คิ้วต่ำจากที่เคยอ่านคำคม ก็กลายเป็นกระแสขึ้น ยุคแรก เมื่อเพจกลายเป็นที่รู้จัก มีคำโฆษณา (Tie-in) มีการโฆษณาสินค้า มีคนติดต่อให้วาดภาพ เขียนคำ เพื่อโปรโมทสินค้าออนไลน์ แต่ยุคแรกผมยังปฏิเสธ เพราะรู้สึกว่า ผมเป็นศิลปิน ไม่อยากเอาอะไรมาทำลายตัวตน เป็นช่วงหนึ่งที่ผมต่อต้าน อีกสักพักหนึ่งผมก็รู้สึกว่า มันเริ่มมีเพจมากขึ้น หลายคนเริ่มปรับวิธีการขายของ ช่วงแรกเป็นสินค้าทั่วไป โฆษณา Tie-in  ติด Hashtag ยุคต่อมาเริ่มมีงานเขียน เริ่มทำหนังสือ เป็นวิทยากร  เป็นอาจารย์พิเศษ

ตอนแรกที่ทำงานรายได้ยังมีไม่มากเพราะมีเพียงแฟนเพจ แต่เมื่อมีการจัดอันดับการกดไลค์  ตอนนั้น ยังไม่มีติ๊กตอก ผมก็ยังเป็นเพจที่มีคนกดไลค์  1 ใน 10 ผมเริ่มมีรายได้มากขึ้น ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ทำเพจคิ้วต่ำเป็นเวลา 10 กว่าปี ทำงานหนังสือ งานบรรยาย ก็มาออกแบบ ฯลฯ

หนังสือคิ้วต่ำ วงการเขียนหนังสือมีคนรู้จักผมในนามคิ้วต่ำ ผมทำหนังสือ 10 กว่าเล่ม ช่วงแรก ทำหนังสือออกมาจำนวนมาก ช่วงหลังวงการสื่อสิ่งพิมพ์ชะลอตัว ผมก็ลดการทำหนังสือลงมา หลังจากนั้น ผมก็เริ่มมีพอดแคสต์ (Podcast) มีรายการสัมภาษณ์ สุดท้ายแล้วเราก็ต้องปรับตัวตามยุค คือถ้าเขาไม่อ่านหนังสือ เราก็นั่งคุยให้เขาฟัง สำนักพิมพ์ นักเขียน นักวาด ก็มีการปรับตัวกับการตลาด เพื่อให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น สุดท้ายมันก็เป็นเพียง การปรับเลี่ยนแพลตฟอร์มและปรับวิธีการเล่าเรื่อง 

สำหรับงานบรรยาย ช่วงแรกผมไม่กล้าบรรยาย แต่ผมเป็นเด็กกิจกรรมการพูดไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือผมจะเอาความรู้อะไรไปบรรยายให้เขาฟัง ตอนนั้นก็ยังคิดจะพูดอะไรให้เขาฟัง และ เขาจะได้อะไรไปจากผมบ้าง เขาจะเสียเวลามานั่งฟังเขาทำไม ผมไม่ได้เรียนจบปริญญาโท หรือ เอก ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ยิ่งใหญ่มีเพียงยอดไลค์ Facebook เท่านั้นเอง เมื่อผ่านงานลูกค้าก็ชวนทำคอร์สบรรยาย

หลักสูตรการบรรยายของผมสามารถช่วยคนได้ คนฟังสามารถเอาไปใช้งานได้จริง ผมเริ่มมั่นใจที่จะพูด ไปบรรยายตามสถานที่ต่างๆ บรรยายช่วงแรกเป็นเรื่อง แรงบันดาลใจ อยากให้คิ้วต่ำให้มุมมองแรงบันดาลใจต่างๆ แล้วผู้คนก็จะคิดว่า คิ้วต่ำเป็นคนแก่ เป็นนักปรัชญา เมื่อเปลี่ยนยุคก็จะเป็น Content หน่วยงานหรือลูกค้า เริ่มสนใจเรื่องกระบวนการคิดคืออะไร ทำอย่างไรให้สร้างสรรค์ คิดแคปชั่น  คิดคำ วาดรูปง่ายๆ ได้อย่างไร หัวข้อเริ่มสร้างสรรค์ หลายคนอยากเอากระบวนวิธีการคิดแบบนี้สร้างผลงานของตนเอง

“คิ้วต่ำ” การ์ตูนเปลี่ยนชีวิต

ช่วงที่เริ่มทำงาน ผมอายุ 22 ปี แสงส่องมาที่ผม มีชื่อเสียง ออกหนังสือ เกือบลืมตัว รู้สึกว่าเดินทางไปไหนก็มีแต่คนอวยพร ชื่นชม ผมเกือบเป็นคนนิสัยไม่ดี เกือบเป็นคนเรื่องมาก แต่ผมก็ปรับตัวทัน เริ่มมีผลงานอื่นๆ ผมไม่ใช่หนึ่งเดียวในโลกที่เขาจะชื่นชม เมื่อผมอายุมากขึ้น มีคนคาดหวังว่า คิ้วต่ำต้องเป็นคนที่มีความสุขตลอดเวลา ต้องให้คำคม มีมุมมองในชีวิต ทั้งที่ความจริงผมก็คือนักเขียน ผมก็คือนักทำงานที่หาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ ความเครียดก็มี ปัญหาชีวิตก็มี ความสูญเสียก็มี ผมเอาคิ้วต่ำที่เป็นโลกสวยมาครอบงำผมซึ่งเป็นคนปกติ ซึ่งผมก็ต้องแบ่งส่วนชีวิต ถ้าผมอยู่กับเพื่อนผมไม่ใช่คิ้วต่ำ ผมไม่ได้เก่งกว่าใคร ไม่มีหน้าที่สอนใคร เมื่อเกิดสมดุล ผมก็สามารถอยู่กับคิ้วต่ำได้ ช่วงหลังผมอยู่ให้สนุก ความผิดหวังความทุกข์ก็มีเป็นปกติ ปัจจุบันผมต่อสู้กับ แพลตฟอร์ม (Platform) มีแพลตฟอร์มเกิดขึ้น ผมไม่ได้สู้แค่ติ๊กตอก แต่ผมก็ต้องทำคอนเทนต์ เรื่อยๆ

การหาแรงบันดาลใจในการทำงาน ผมสังเกตคน ผมชอบฟัง เป็นคนที่ไม่ชอบตัดสินใคร เมื่อผมไม่ตัดสินใคร ผู้คนก็มักจะเข้ามาเล่าเรื่องให้ผมฟัง ผมก็จะมองเห็นมุมมองของปัญหาของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น แล้วผมก็รู้สึกว่า คนนี้ยิ้มอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเขาอย่างไร ผมอยู่กับเขาเพียงปัจจุบันขณะ ความทุกข์มันเกิดขึ้นตลอดชีวิต เพียงแค่ผมต้องมีพลังที่จะรับมือกับมัน ผมก็เลยสนิทกับความทุกข์ ผมต้องเปิดใจรับฟังคำปรึกษาจากคนอื่นๆ บางทีคนทีสอนผมอาจเป็นเด็กกว่าผมก็ได้

งานของผมเป็นงานคอมเมอร์เชียล คือการสื่อสาร ต้องพยายามปรับตัว ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าว่า ต้องการให้ชีวิตแบบไหน ชีวิตที่ดีของผมคือแบบไหน มีเงินพอช่วยเหลือพ่อแม่ยามเดือดร้อน เกี่ยวกับสุขภาพต้องช่วยเขาได้ ผมต้องปรับตัวยอมรับ บางครั้งผมล้มได้ตลอด เพราะก่อนหน้าโควิดชีวิตของผมดีมาก ลงตัวมาก มีคอนโดมีเนียม มีเงินเก็บ แต่พวกเราก็ล้มได้เหมือนกัน เราก็แค่วางแผนชีวิต ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย ต้องมั่นใจก่อนว่า ผลงานศิลปะของเราต้องไม่ตาย ไม่ว่าจะเป็นงานวาด งานเขียน เหมือนคิ้วต่ำ ต้องปรับตัวได้ เราไปได้มากแค่ไหนในแพลตฟอร์ม ลองหาทางเลือกอื่นๆ เพราะจะคาดหวังรายได้จากคิ้วต่ำอยู่ตลอดคงไม่ได้ ผมสามารถปรับเป็นนักออกแบบ นักคิดคำ ผมต้องเอาทักษะของผมไปต่อยอดหาเงิน ที่สำคัญ ต้องเรียนรู้ ต้องรักษา (heal)  ให้เร็วที่สุด  บางทีปัญหามันเกิดเร็ว บางปัญหาช้าไม่ได้ ต้องออกมาต่อสู้ชีวิตและไม่ดูถูกตนเอง เราต้องสนุกกับมัน เพราะเกิดชาติหน้าผมก็คงบอกไม่ได้แล้วว่า ผมคือคนทำเพจคิ้วต่ำ

คาแรกเตอร์การ์ตูนสร้างอาชีพ

ความจริงคิ้วต่ำทำคนเดียว บางทีตารางหลุด ลืมคิว ลืมวัน คือคนเกิดมาแล้วไม่ต้องเก่งทุกอย่าง การมีผู้ช่วยจะทำให้งานของเราราบรื่น ทีมงานก็คือ พี่ น้อง เพื่อน ที่มาช่วยกันทำงาน ผมวาดลงกระดาษ แสกนภาพลงในคอมพิวเตอร์ ช่วงหลัง ผมปรับกระบวนการทำงาน เริ่มทำบล็อกเกอร์ ใช้ภาพจริง วาดการ์ตูนเข้าไป แต่สิ่งที่ยังทำไม่ได้คือภาพเคลื่อนไหว อาจด้วยงบประมาณน้อย สร้างผลงานเพียงคนเดียว ไม่มีทีมงานขนาดใหญ่ แต่ความจริงแล้วงานภาพเคลื่อนไหวเป็นงานที่ตลาดต้องการ ยุคนี้ นักเขียนการ์ตูน เป็นที่รู้จักมากขึ้นเพราะมีโซเชียลมีเดีย

ในแง่ของการดำรงชีพ ศิลปินสามารถนำคาแรกเตอร์ไปทำอย่างอื่นได้ เช่น ทำตัวการ์ตูน อาร์ตทอย ตัวการ์ตูนต่างๆ  สามารถทำให้การ์ตูนกลายเป็นธุรกิจได้ หลายคนทำอาร์ตทอย (Art Toy) ก็มีรายได้ มันอยู่ที่เราจะปรับตัวไปทางไหน ขายงานของเราไปในทิศทางไหน สามารทำเป็นอาชีพ หรืองานอดิเรก เหมือนวาดรูปแก้เบื่อแล้วเราก็ได้เงิน แต่การแข่งขันสูง อีกอย่างก็คือ เมืองไทยไม่ได้ให้คุณค่ากับผลงานศิลปะมากมายขนาดนั้น

สำหรับเป้าหมายในต่างประเทศ ผมไม่มีคนที่จะสนับสนุนให้ผมเป็นที่รู้จักถึงต่างประเทศได้ ช่วงหลังก็ออกบูทหนังสือในต่างประทศ คือวาดรูปทั้งปีเพื่อจัดงานในห้างสรรพสินค้า ในคาเฟ่ เพื่อขายงาน ผมรู้สึกว่าผมอยากทำ ตัวอย่างช่วงปีที่แล้วก็มีการจัดงานที่ไอคอนสยาม มีศิลปินหลายคนมาร่วมกัน ผมก็ได้ขายงานให้กับชาวต่างชาติ เขาก็บอกผมว่า ชอบตัวอ้วน ส่วนงานอื่นก็มีที่นิวยอร์ค น้องๆ พาไปแนะนำที่นิทรรศกาลในนิวยอร์ค ซึ่งถ้าทำจริงต้องจริงจัง แต่ตอนนั้นงานของผมคาบเกี่ยว อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ศิลปิน Artist คนสร้างเนื้อหา Creator

สำหรับผม เป็นนักสื่อสารศิลปะ (Commercial Art) สิ่งที่ทำให้ผมทำงานได้เป็นสิบกว่าปี คือความสม่ำเสมอ ทั้งเนื้อหา วิธีการต่างๆ คิ้วต่ำไม่ได้เป็นเพียงรูปวาด แต่เป็นเหมือนสังคมเล็กๆ การวาดภาพเมื่อผมขี้เกียจผมไม่ทำก็ได้ แต่เมื่อรู้ว่า มีคนรออ่านของผมอยู่ บางครั้งผมบรรยายตามสถานที่ต่างๆ ผมจะเจอแฟนเพจ เขาก็บอกว่า เขาเป็นมะเร็งระยะ 2-3 ขอบคุณที่ผมทำคำคมอะไรมาให้อ่านทุกเช้า บางคนเลิกกับแฟน มีปัญหาชีวิต เขาก็จะขอบคุณผม ซึ่งทำให้ผมรู้ว่า งานเขียนของผมไม่ใช่เพียงคอนเทนต์ที่ได้เพียงยอดไลค์ แต่มีผลกับความรู้สึกของคน ทำให้ผมรู้สึกว่า ต้องทำไปเรื่อยๆ ต่อให้ผมทำไปแล้วไม่ได้เงิน คิ้วต่ำก็ต้องทำไปเรื่อยๆ

กลุ่มเป้าหมาย ของผมส่วนใหญ่ค่อนข้างมีอายุ บางคนมีลูก มีครอบครัว หรืออยู่ในวัยเกษียณ บางทีผมบรรยายมหาวิทยาลัยนักศึกษาก็จะเข้ามาบอกว่า แม่หนูชอบพี่มาก เป็นเรื่องของผู้สูงวัย แพลตฟอร์มมันจะเคลื่อนในอินสตราแกรม ติ๊กตอก ผมจะเห็นการขับเคลื่อน

ตอนแรกที่วาดคิ้วต่ำคือ หัวเถิก รูปที่วาดแรกๆ มีเป้าหมายเพื่อการส่งประกวด เป็นความคิดง่ายๆ บางทีมาจากความไม่ตั้งใจ ไม่ได้มีการวางแผนให้มีคนกดไลค์อะไรเลย รูปแรกๆ ก็ไม่ได้มีสไตล์แบบคิ้วต่ำแบบนี้ รูปแรกๆ เป็นเหมือนงานสเก็ตทั่วไป วาดคน วาดมือ วาดสัตว์ประหลาด ลงในสมุดแล้วใส่คำคมลงไป ให้เข้ากับรูปนั้น ความรู้สึกแรกดีมากๆ เพราะไม่มีความกดดันอะไรเลย ไม่มียอดไลค์ ไม่มีคนเห็น วาดผิดวาดถูกก็ได้ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดตอนที่ไม่มีคนเห็นมัน หลังจากเข้าสู่กระบวนการที่ต้องรับงาน ต้องมีคนเห็น หากพูดแบบโลกสวยก็คือต้องรับผิดชอบต่อสังคม งานที่ผมทำส่งผลต่อคนอื่น คือบางทีผมเขียนคำหยาบหนึ่งคำ ผมอาจรู้สึกสนุก แสบ แต่มันเป็นการชักนำสังคม ผมก็เลยเลือกที่จะใช้คำเชยๆ เพ้อเจ้อ โลกสวย แต่ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับหลายคน คอนเทนต์ต้องคิดมากขึ้น เพราะเป็นดาบสองคม ผมเคยเขียนถึงคนสูบบุหรี่ว่าไม่ดี แต่ก็มีคนมาคอมเม้นท์ว่า คนดูคิ้วต่ำหลายคนก็สูบบุหรี่ 

อีก 5 ปี ผมอยากให้คิ้วต่ำสงบขึ้น ฉะนั้น มุมมองของคนอายุ 40 ปี ต้องมีประโยชน์ต่อคนที่อายุต่ำกว่า มันต้องเป็นอีกมิติหนึ่ง คิ้วต่ำจะจับต้องได้มากขึ้น ต้องเป็นอีกมิติหนึ่งในตัวงาน มิติการเล่าเรื่องอาจจะลึกซึ้งขึ้น มีมุมมองมากขึ้น คิ้วต่ำในโลกโซเชียลมีเดีย ในอนาคตก็ไม่รู้ว่า จะมีแพลตฟอร์มอะไรใหม่ อย่างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตี๊กตอกเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมมากในโซเชียล ผมก็ทำในติ๊กตอก แต่สุดท้ายคนดูเขาต้องการอะไรที่เคลื่อนไหว ตลก เอ็นเตอร์เทน ซึ่งในช่วงหนึ่งผมพยายามฝืน ผมต้องเต้น ผมต้องทำ แต่ผมก็รู้สึกว่า ผมวิ่งตามจนลืมคาแรกเตอร์หรือตัวตนผม ต้องดูว่ารูปแบบใหม่จะมาแบบไหน ผมก็อยากจะสร้างคาแรกเตอร์ให้มากขึ้น ผมพยายามสร้างคาแรกเตอร์ที่เป็นจักรวาลขึ้นมา

อีก 5 ปี อยากเห็นคิ้วต่ำเป็นอย่างไร

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับงานศิลปะของเด็ก คือคนรอบข้าง ให้มูลค่ากับงานศิลปะแค่ไหน บางครั้ง หลายครั้งผมไปบรรยายตามมหาวิทยาลัย หรือสถาบันต่างๆ ผมจะพบว่าเด็กหลายคนฝีมือดีมาก พอถามว่า จบแล้วจะทำงานสายไหนต่อ ส่วนมากก็ยังไม่มั่นในฝีมือในผลงาน ผมได้แต่บอกว่า รูปหนึ่งคุณสามารถดันให้คุณขายรูปเป็นหมื่นเป็นแสนได้เลย อาจเป็นเรื่องมุมมองของคนรอบข้างที่จะต้องให้ความมั่นใจกับเขา แค่ทำให้เขารู้สึกว่างานเขามีค่าก็พอแค่ทำให้คนรู้สึกว่า เขาทำงานได้บ่อยๆ ผมเห็นคนทำงานศิลปะ มีทักษะ ทำหลายสิ่งได้ ต่อยอดได้

อินเทอร์เน็ตมีคำตอบ ลองค้นหาว่า ศิลปะทำอะไรได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นอาร์ตทอยแกะไม้ได้ ทำคาแรกเตอร์เป็นไม้แล้วหาวิธีนำเสนอ หรือทำเป็นเสื้อผ้าได้หรือไม่ เป็นหมวก หรือเป็นสินค้าชนิดอื่นๆ คือคนทำงานศิลปะต้องค้นหาให้ได้ว่า ผลงานของเราพัฒนาเป็นแบบไหนได้บ้าง ซึ่งมีศิลปะเยอะมากทั่วโลก แต่เราจะไปเส้นทางไหนได้บ้าง เข้าออนไลน์วางเส้นทางไว้ สุดท้ายก็จะสะดุดตรงที่ถ้าไม่ถูกยอมรับก็จะถอย ถ้าเราสามารถข้ามจุดนั้น เราต้องดื้อ ดื้อที่จะพางานที่เราสร้างไปให้ได้ ต้องค้นหาครับ เราอย่าไปยึดติดว่า ออกแบบศิลปะต้องทำแค่การ์ตูน วาดรูปต้องปริ้นขาย ต้องทำสติ๊กเกอร์ไลน์

สำหรับผม ครอบครัวไม่เข้าใจ ไม่รู้จักคิ้วต่ำ ช่วงแรกที่เลือกเรียนศิลปะ พ่อบอกว่า ไปทำงานข้าราชการก่อนได้มั้ย ทำงานเป็นพนักงานบริษัทเอกชนมีเงินเดือนสูงๆ พ่อกลัวลูกลำบากเป็นศิลปินยากจน หรือตอนเรียนมหาวิทยาลัย ตายายถามว่าเรียนอะไร ผมบอกว่าออกแบบ ออกแบบเสื้อ สบู่ คือสิ่งที่ผมเรียนอยู่ พ่อผมเคยสอนว่า เลือกสิ่งที่ผมอยากเรียน เพราะวันหนึ่งเมื่อไม่ประสบความสำเร็จ จะได้ไม่ต้องโทษใคร หลังจากนั้น เราก็จะสนุกกับการเลือกของตนเอง คือเราต้องยอมรับว่า บางครั้งเราต้องต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกยอมรับ เราต้องยอมรับว่า เราเปลี่ยนความคิดผู้คนไม่ได้ เขาเข้าใจได้เท่าที่เขาจะเข้าใจ ตอนนั้น ผมโฆษณา Tie-in สินค้าเข้าได้เงินมาจำนวนมาก ซื้อตู้เย็น ทีวี ซื้อทองคำ ยายก็สงสัยว่า หลานชายไปทำอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า ผมก็บอกผมเป็นดารา ออกทีวี

บางครั้งผมเดินทางไปนำเสนอตัวการ์ตูน ก็มีคนถาม มีคนบั่นทอนกำลังใจ คิ้วต่ำคืออะไร ไม่สวย ช่วงแรกก็น้อยใจที่ไม่มีใครรู้จัก ถูกเขี่ยทิ้ง ไม่ถูกเลือก ความจริงแล้ว ทุกคนไม่ต้องอินทุกอย่างบนโลก ทุกคนบนโลกไม่ต้องรู้จัก ไม่ต้องรัก ไม่ต้องชื่นชมเรา เราแค่ดูว่า ถ้าเส้นทางนั้นเป็นการตัดสินเราเพื่อทำให้เราพัฒนาตัวเอง เราก็พัฒนา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการทำงาน

ตอนเด็ก ผมก็อยากเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ถ้าเป็นตอนนี้ อายุ  35 ปี ตอนนี้ อาจเป็นช่วงชีวิตที่ต้องการความสงบในชีวิต ไม่ถึงขั้นออกบวช ผมไม่ได้ตั้งเป้าอะไรยิ่งใหญ่ ตั้งเป้าหมายใกล้ๆ เช่น ทำขวดน้ำ พอมาถึงจุดหนึ่งของชีวิต การมีบางอย่าง มันเป็นทุกข์ ผมมีทุกอย่าง แต่ผมก็มีหนี้สินที่เป็นทุกข์ หรือ กระทั่งข้าวของที่สะสมไว้ในห้อง เมื่อผมสูญเสียคนในครอบครัวของผม ก็มีคนมาเก็บของในห้อง ผมมองเห็นสัจธรรม เริ่มปล่อยวางหลายอย่างเยอะขึ้น ชีวิตธรรมดามากขึ้น

เส้นทางนักร้องคำเมือง “วิฑูรย์ ใจพรหม”

0

“กระบวนการทำผลงานเพลงมีหลายขั้นตอน เริ่มจากปรึกษาค้นหาเรื่องราว คัดกรองเลือกบทเพลง เมื่อทำเพลงเสร็จเป็นอัลบั้ม ก็ต้องนำเสนอเรื่องราวด้วยมุกตลกขบขันเพื่อใช้ในการแสดงสด บนเวทีการแสดงเราต้องสร้างตัวละครใหม่ เรื่องราวใหม่ เอาความจริงในชีวิตมาเล่าเป็นเพลงภาษาคำเมือง เล่าด้วยมุมมองตลกขบขัน แต่สิ่งสำคัญคือต้อง อนุรักษ์ รณรงค์ ส่งเสริม ภาษาคำเมืองล้านนา ใช่ว่าเพียงตลกขบขันเพียงอย่างเดียว”

“วิฑูรย์ ใจพรหม” คือ นักร้องนักแต่งเพลงภาษาท้องถิ่นภาคเหนือ (คำเมือง) ของประเทศไทย ประสบความสำเร็จในอาชีพนักร้อง นักแต่งเพลง ตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกชื่อ “ท้าพิสูจน์” บทเพลง “น้ำเปลี่ยนนิสัย” ที่เขาเป็นผู้ประพันธ์ โด่งดังในภาคเหนือ หลังจากนั้นจึงมีผลงานเพลงอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนกว่า 19 อัลบั้ม ผลงานเพลงมากกว่า 400 เพลง อะไรเป็นแรงบันดาลใจหรือเงื่อนไขให้ วิฑูรย์ ใจพรหม ประสบความสำเร็จและอยู่ในวงการเพลงยาวนานกว่า 30 ปี หน้าตาหล่อเหลา นิสัยเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ความสามารถด้านการขับร้อง ประพันธ์เพลง หรือ วิธีการเล่าเรื่องวิถีชีวิตคนเมืองล้านนาที่แฝงด้วยความตลกขบขัน

ความจริงอันขบขันในผลงานเพลง

บ้านเกิดผมอยู่จังหวัดลำพูน ครอบครัวพ่อแม่ประกอบอาชีพทำไร่ทำสวน ผมย้ายถิ่นฐานเร่ร่อนทำมาหากินไปในสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่ยังเด็ก ผมมองเห็นวิถีชีวิตคนภาคเหนือ ฟังเรื่องเล่าในสังคมคนเมือง นิทานปรัมปรา สภาพแวดล้อมแบบคนเมือเหนือล้านนา หล่อหลอมให้ผมนำสิ่งรอบตัวมาเล่าเป็นเพลง ผมชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็ก เมื่อเริ่มเป็นหนุ่มก็ประกวดร้องเพลงตามงานวัด เวทีการประกวดร้องเพลงเวทีใหญ่ในบ้านเรายุคสมัยนั้นยังไม่มี แต่ในเวทีงานวัดผมได้รับรางวัลอยู่เสมอในการประกวด ของรางวัลก็เช่น สบู่ แป้ง ยาสีฟัน

นั่นเป็นวิถีชีวิตของคนหนุ่มสาวภาคเหนือในยุคสมัยก่อน ผมเริ่มเข้าวงการบันเทิง ทำงานเป็นนักร้องเพราะนิสัยที่รักความสนุกสนาน ทำงานเป็นกองเชียร์รำวงชาวบ้าน คือเวลามีงานบุญผ้าป่าจากกรุงเทพฯ ก็จะมีสาวรำวงส่วนผมทำหน้าที่เป็นคนเชียร์ เมื่ออายุครบ 15 ปี ผมทำงานเป็นนักร้องห้องอาหาร เมื่ออายุครบ 20 ปี สมัครทำงานเป็นนักร้องวงดนตรีคณะ “รุกขชาติ” จังหวัดเชียงราย

ผมร้องตามห้องอาหาร ตามผับ ตามบาร์ ร้องเพลงได้ทุกแนว ทั้ง ลูกทุ่ง สตริง เพื่อชีวิต ครึ่งชีวิตของการทำงานใช้ไปกับการร้องเพลง วันหนึ่งตอนผมทำงานเป็นนักร้องห้องอาหาร คุณขวัญใจ สุริยัน (ประสิทธิ์ จินาจันทร์) นักจัดรายการวิทยุและนักแต่งเพลงคำเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ แนะนำให้ผมรู้จัก ป๋าสีนวล นพดล ( เจ้าของธุรกิจสื่อ เกี่ยวกับคลื่นวิทยุ ผลิตรายการ และจัดงานคอนเสิร์ต เจ้าของ บริษัท เอส.เอ็น.โปรโมชั่น ) หลังจากนั้นจึงเริ่มสร้างผลงานเพลงคำเมืองชุดแรกชื่อ “ท้าพิสูจน์” ผมแต่งเพลงแรกคือ “น้ำเปลี่ยนนิสัย” หลังจากนั้นจึงทำงานเพลงออกมาเรื่อยๆ ปัจจุบันมีผลงานเพลงคำเมือง 19 ชุด นอกจากนั้นก็มีอัลบั้มพิเศษอีกจำนวนหลายชุด รวมบทเพลงภาษาคำเมืองล้านนาทั้งหมดมากกว่า 400 เพลง  

เปลี่ยนแปลงการนำเสนอเพลงด้วยภาษา

ยุคสมัยก่อน คนฟังไม่เห็นคุณค่าของเพลงภาษาคำเมือง การทำเพลงภาษาคำเมืองจึงเป็นเรื่องยากที่จะได้รับความนิยมในวงกว้าง เราพยายามนำเสนอบทเพลงคำเมืองจากเรื่องราววิถีชีวิตคนภาคเหนือ เพื่อทำให้เกิดการมีส่วนร่วม เมื่อนำเรื่องราว เรื่องเล่า ตำนาน ล้านนา มาแต่งเป็นบทเพลง เราก็ต้องหาวิธีนำเสนอภาษาคำเมืองให้อยู่ในบทเพลงเพื่อให้เป็นที่นิยมในสังคม กรรมวิธีการผลิตเพลงคำเมืองค่อนข้างยุ่งยาก เริ่มจากการหาเรื่องราวมาเขียนเป็นเพลง คัดกรอง ปรับเปลี่ยนแก้ไข ทำให้ผลงานเพลงชุดแรก “ท้าพิสูจน์” ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เริ่มหันมาฟังเพลงภาษาคำเมืองมากขึ้น

สิ่งสำคัญอันเป็นหัวใจของการทำเพลงภาษาคำเมืองคือ อนุรักษ์ รณรงค์ ส่งเสริม ภาษาคำเมืองล้านนา ด้วยการหยิบเอาเรื่องราวในสังคมมาเล่าในเพลง เช่นเรื่องราวของ ผัวขี้เหล้า เมียเล่นการพนัน เมียขี้บ่น เรานำเสนอผลงานเพลงด้วยการสร้างตัวละคร (Character) สร้างบทสนทนาสอดแทรกความตลกขบขันแต่ให้แง่คิด หรืออาจเป็นบทเพลงตลกวิชาการให้ความรู้  ลักษณะการทำเพลงแบบนี้ทำให้บทเพลงภาษาคำเมืองของภาคเหนือเป็นที่รู้จักถึงคนภาคกลาง ตัวอย่างเช่น เพลงข้าวใหม่ปลามัน เพลงเมียถามมือถือ เพลงลูกกวนตัวผัวกวนใจ

ทิศทางเพลงภาษาคำเมืองในอนาคต

การนำเสนอบทเพลงของนักร้องแต่ละคน แตกต่างแล้วแต่มุมมอง สำหรับผมการนำเสนอบทเพลงภาษาคำเมืองต้องมองกระแสสังคม ยุคสมัยก่อนเป็นยุคผูกขาด ผู้คนฟังเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง เปลี่ยนเป็นยุคเพลงลูกทุ่ง เพลงสตริง ช่วงหลัง เพลงคำเมืองก็ถูกสอดแทรก ปัจจุบันคำเมืองถูกนำเสนอผ่านดนตรีแร็พ (Rap) เพราะการนำเสนอเพลงภาษาคำเมืองต้องตามกระแส เราต้องตั้งคำถาม ทำไมคนสมัยก่อนเขาฟังเพลงแบบนั้น คนยุคสมัยนี้ฟังเพลงแบบไหน เราต้องมีภาษาคำเมืองสอดแทรกไว้ในเพลงตามแต่ความชอบ นักร้องบางคนเน้นนำเสนอภาษาให้สนุกสนาน บางคนใช้ภาษาอันไพเราะมีความหวานในงานเพลง ตัวอย่างผมก็เคยทำเพลงแร็พ เช่น เพลงคนยอง เพลงประเทศกูก็มี เพลงเขียดจี่ เพลงเห็ดถอบ

เมื่อมีผลงานเป็นอัลบั้ม สิ่งสำคัญคือการสร้างความบันเทิงบนเวทีการแสดง (Entertain) การทำงานบันเทิงเราไม่ได้เป็นนักร้องเพียงอย่างเดียว เราต้องแสดงบทบาทบนเวที เราต้องหาเรื่องราวมาเล่า เราต้องศึกษา ต้องดู ต้องอ่าน เวลาไปงานวัดเจอคำกลอนก็จดเอาไว้ เจอคำคมทาง Facebook ก็จดเอาไว้ การนำเสนอผลงานเพลงบนเวทีเราต้องสร้างเรื่องราวใหม่ ต้องค้นหาเรื่องราวใหม่ เพื่อนำมาสร้างความบันเทิงให้คนดู เวลาอยู่หน้าเวทีคนพูดอะไร เราสามารถนำมาเป็นเรื่องราวมุกตลก พูดเล่น แซวคนดู ทำให้คนดูมีส่วนร่วมในการแสดง แต่อย่าทำให้คนดูเสียหาย มุ่งให้เกิดความสนุกสนานบนเวที

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการนำเสนอบทเพลงภาษาคำเมืองอยู่ตลอดเวลา ยุคสมัยนี้ คงเป็นยุคของปู่จ๋าน ลองไมค์ ที่ใช้ความเป็น Rapper สร้างความร่วมสมัยในผลงานเพลงภาษาคำเมือง ก่อให้เกิดความหมายของคำในเพลงที่ดี เป็นเพลงแร็พที่จริง แรง มีความเป็นเพื่อชีวิต สิ่งสำคัญคือการประยุกต์ให้เกิดความร่วมสมัยในงานเพลง