ศศิน เฉลิมลาภ เป็นที่รู้จักในภาพลักษณ์ของอาจารย์ นักวิชาการผู้ผจญป่า เก็บข้อมูลธรณีวิทยาพื้นที่ป่าตะวันตกใต้ทุ่งใหญ่นเรศวร ช่วยชาวบ้านเก็บพยานวิทยาศาสตร์ต่อสู้กระทั่งชนะคดีศาลปกครอง หลังจากนั้น เขาลาออกจากงานอาจารย์มหาวิทยาลัย รับทำงานเป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำงานบริหารความขัดแย้งบนพื้นที่ป่า ขยายพื้นที่โครงการที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาบุกรุกป่าจนสำเร็จ มีชุมชนเข้าร่วมโครงการ 400 หมู่บ้าน ทำงานตรวจสอบ ต่อสู้ คัดค้าน โครงการของรัฐรุกพื้นที่ป่าตามแนวคิดนักอนุรักษ์ ก่อนกลับบ้านตั้งหลักเพื่อคิดวิเคราะห์วางแผนบางอย่างให้กับชีวิตตนเองในช่วงบั้นปลายชีวิต
วัยเยาว์ที่จังหวัดอยุธยา
ผมเป็นเด็กบ้านนอก เกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลาง เป็นลูกข้าราชการ แวดล้อมไปด้วยเพื่อนที่เป็นลูกชาวนา ลูกพ่อค้า เมื่อเรียนจบ ป.4 เข้าเรียนในอำเภอเมืองอยุธยา ก็จะพบเจอกับเพื่อนซึ่งเป็นคนในเมืองเหมือนกัน แต่บรรยากาศของจังหวัดอยุธยาก็มีแต่ทุ่งนา โบราณสถาน ผมรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับภูเขาและทะเลมากกว่า รู้สึกว่า ธรรมชาติมันต้องเป็นอะไรแบบนั้น แม้ว่าบ้านผมจะอยู่ใกล้แม่น้ำ ผมยังรู้สึกธรรมดา เพิ่งจะมองเห็นบรรยากาศแม่น้ำที่สวย ตอนที่กลับมาอยู่บ้าน ตอนที่ผมมีอายุมากขึ้น
ผมสนใจทะเลเพราะบ้านผมไม่มี ผมชอบเที่ยว ชอบมองเห็นมัน ชอบศึกษา ผมเป็นเด็กเรียนดี เป็นไปตามการเปรียบเทียบ ตอนเรียนอยู่อำเภอก็เป็นที่หนึ่ง พอมาเรียนโรงเรียนในเมืองอยุธยาก็ได้ที่ 10 – 20 เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดา เรียนสู้เขาไม่ได้ ความรู้พื้นฐานซึ่งเคยเป็นเด็กเรียนเก่งเมื่อตอนมัธยมไม่มีความหมาย เทียบกับเด็กจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็ไม่ได้เรื่องเลย ผมเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พยายามปรับตัว แล้วเลือกเรียนภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะที่คนเรียนไม่เยอะมาก มีเวลาอ่านหนังสือ เลือกเรียนวิชาที่ไม่ต้องแข่งกับใครมาก
หลังจากนั้น ผมเรียนจบปริญญาตรีสอบเรียนต่อปริญญาโท เรียนและทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยรังสิต เพราะตอนนั้นอาจารย์สอนสาขาวิชานี้ยังไม่มี คือ ผมไม่ชอบวิศวกรรมศาสตร์ เรียนหนังสือเพื่อสร้างเขื่อนเพื่อทำลายธรรมชาติ แต่การเรียนของผมก็เป็นวิชาทำลายธรรมชาตินะครับ ผมเรียนทำเหมืองแร่ เรียนธรณีวิทยา ความจริงไม่ค่อยชอบ คือ ผมชอบตอนเรียนหนังสือแต่ไม่ชอบตอนที่ใช้วิชาประกอบอาชีพ แต่การเรียนทำให้ผมมีความรู้เพราะผมได้อ่านและเข้าใจคนที่มีความคิดต่างกับเราเยอะๆ ผมมีเพื่อนเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์หมดเลย มีลูกศิษย์เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นพันคน ทุกคนเป็นมนุษย์ด้วยกัน ไม่ได้โกรธเกลียดกัน ทุกวันนี้ยังกินข้าวด้วยกัน พบเจอกัน ผมเรียนสอนหนังสือ 13 ปี หลังจากนั้น จึงออกมาทำงานกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรชวนผมมาทำโครงการที่น่าสนใจ เขามีงบประมาณ มีกรอบการทำงานที่ชัดเจน ตอนแรกเขาขอให้ผมลาออกมาทำงานชั่วคราวเพื่อเป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์ ผมเป็นนักวิชาการอายุสามสิบต้นๆ อิ่มตัวกับการเป็นอาจารย์ ตอนแรกที่ทำงานเป็นอาจารย์ก็คิดจะทำงานเพียงชั่วคราว มีเงินเดือนใช้ ตอนเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ก็มีวิกฤตเศรษฐกิจ เงินเดือนไม่ขึ้น 6 ปี กระทั่งสถานการณ์คลี่คลาย กลุ่มนักศึกษามาชวนทำกิจกรรม ผมรับเป็นที่ปรึกษาชมรม ผู้บริหารเห็นฝีมือก็จะให้ผมเป็นผู้บริหารกองกิจการนักศึกษาซึ่งมันเป็นประโยชน์ ความคิดในเรื่องการเปลี่ยนงานก็เลือนหาย ทำงานต่อมาจนถึงปีที่ 13 ปี
สิ่งที่นักศึกษาขาด คือ คนชวนคิด ถ้าผมเป็นอาจารย์จุฬา ผมไม่ต้องเป็นที่ปรึกษาชมรม เด็กสามารถทำงานต่อได้ มีรุ่นพี่รุ่นน้อง มหาวิทยาลัยรังสิตเพิ่งเริ่ม ผมเป็นนักกิจกรรม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นผู้บริหารกิจกรรมนักศึกษา ปรากฏว่าไม่ค่อยได้ทำ ผมกลายเป็นเหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครอง คนตีกันต้องไปตัดสิน เด็กเอารถมาจอดขวางบ้าน ผับมาตั้งรอบมหาวิทยาลัย ผมก็ต้องแก้ปัญหาเหล่านี้
นักวิชาการผจญป่าช่วยชาวบ้านสู้คดี
ก่อนมูลนิธิสืบนาคะเสถียรจะเชิญมาเป็นคณะกรรมการ ผมช่วยชาวบ้านในป่า หมู่บ้านคลิตี้ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ผมมีรุ่นพี่ทำงานเป็น NGO ช่วยชาวบ้านซึ่งเขาทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เขากำลังต้องการนักวิชาการที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายชาวบ้าน ตอนนั้น พวกเราทะเลาะกันสำนักธรณีวิทยาเหมืองแร่ (กรมทรัพยากรธรณี) ผมเพิ่งจบมาไม่นาน แต่ผมมีลูกศิษย์อยู่คณะวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม ผมพาลูกศิษย์มาช่วยทำแล็บ เก็บตัวอย่างสารตะกั่ว แล้วใช้ข้อมูลเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล หลังจากนั้นศาลมีคำพิพากษาให้ชนะคดีบริเวณพื้นที่มีปัญหาเป็นป่าตะวันตกอยู่ใต้ทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเตรียมประกาศอุทยานลำคลองงู
ตอนทำงานกับชาวบ้าน เราชนะคดี คดีแรกชาวบ้านฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ตะกั่ว (ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ดำเนินการฟื้นฟูลำห้วยให้กลับมามีค่าสารตะกั่วไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้บริษัทเอกชนและผู้ก่อมลพิษต้องร่วมรับผิดชอบชดใช้ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย) ได้เงินเท่าไหร่ไม่แน่ใจ ตัดสินกันเป็นร้อยล้านแล้วตั้งเป็นกองทุนฯ ต่อมาบังคับให้กรมควบคุมมลพิษต้องฟื้นฟูลำห้วย เป็นงานที่ผมทำก่อนทำงานกับมูลนิธิ หลังทำงานกับมูลนิธิก็ยังต้องเดินทางไปขึ้นศาลอยู่ตลอด
ตอนนี้เป็นอุทยานแห่งชาติมานานแล้ว ตอนนั้นป่าสงวนมีเหมืองแร่มีอะไรเต็มไปหมด แต่เขามีแผนประกาศเป็นพื้นที่อุทยาน มีการเริ่มต้นที่จะจัดการพื้นที่ใหญ่นอกจาก เป็นพื้นที่ทุ่งใหญ่ – ห้วยขาแข้ง เป็นมรดกโลก ยังมีการขยายผลด้านนอก มีลำคลองงู มีเขื่อนศรีนครินทร์ ที่อยู่ด้านล่างของห้วยขาแข้ง ส่วนที่อยู่ด้านบนที่อุ้มผาง คลองลาน – คลองวังเจ้า กำแพงเพชร ก็อยากจะจัดการพื้นที่ตามระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วม โครงการของมูลนิธิ น่าสนใจและมันเป็นการเริ่มต้นทั้งหมด คนของมูลนิธิที่เขาสำรวจเตรียมทำโครงการเขาคงนึกถึงผมซึ่งเป็นอาจารย์อายุสามสิบต้นๆ แต่งตัวลุยๆ เป็นอาจารย์คณะวิศวะแต่ทำงานช่วยเหลือชาวบ้าน ขับรถโฟร์วีลอยู่ในป่า สนิทสนมกับชาวบ้านที่พาไปเก็บตะกั่ว
มูลนิธิเขาสนใจและมองเห็นว่า อาจารย์ศศิน น่าจะเหมาะสม เขาต้องการคนที่ไม่แก่มาก ไม่หนุ่มมาก ประสานงานกับใครเขาเกรงอกเกรงใจบ้าง เขาก็มาชวน โอกาสแบบนี้มีไม่มาก ที่มีคนบอกว่า มีตังค์ให้ใช้ ตอนนั้นมีงบประมาณ 29 ล้าน ผมก็บอกผมไม่เคยใช้เงินเกิน 2 -3 หมื่นบาท ซึ่งเขามีเงินให้ 29 ล้าน 4 ปี ให้วางแผน มันเป็นเรื่องดีมาก โอกาสแบบนี้ต่อให้เราเป็นอาจารย์อีก 20 ปี เราก็ไม่ได้ทำ แล้วก็มีประโยชน์กับผู้คน เราก็สนใจงานสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว
การทำงานในช่วงแรกโคตรมั่ว เราคิดว่า เราเป็นนักกิจกรรม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม เป็นผู้อำนวยการกิจการนักศึกษา แต่เราไม่เคยทำงานกับองค์กร ผมเป็นอาจารย์ตั้งแต่เรียนจบ ไม่มีการประชุม ไม่มีหัวหน้า เราเคยบริหารงานจริงๆ ก็นิดๆ หน่อยๆ ที่สำนักงานงานกิจการ ไม่ค่อยซีเรียสอะไร พอเอาเข้าจริงต้องอ่านหนังสือเยอะมาก โปรเจกต์เมเนเจอร์ต้องทำอะไรบ้าง ที่สำคัญเวลาเราล็อกเงินจากต่างประเทศจะมีเอกสาร เวลาเขาให้ตังค์เขาให้คุณทำอะไรบ้าง มีแผนอะไร ยังไง มีกรอบการทำงาน ผมต้องมานั่งเขียนแผนใหม่ทั้งหมด เขาให้วางกรอบกว้างๆ เราก็จะได้เรียนรู้ ต้องนั่งอ่านหนังสือ คิดใหม่หมดเลยว่า จะต้องทำอย่างไรบ้าง
เรียนรู้ด้วยการลงมือทำกับมูลนิธิ
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรรับคนมาก่อนที่ผมจะเข้าไปทำงาน ใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้ก็ต้องให้ออก ผมพยายามเข้าไปแก้ปัญหา เพราะเราไม่ได้รับเขามาตั้งแต่ต้น เราได้รับงานบริหาร วิ่งประสานงาน ขอทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราทำงานบริหารเริ่มจาก ตำแหน่ง รอง เลขาธิการ พูดกันตามตรง คือ เขาทิ้งกันหมดแล้ว หายเห่อแล้ว แต่เราอยู่ข้างนอก เรารับโปรเจกต์ต่างประเทศมาทำ มีเงิน มีงาน เงินจึงไม่ใช่ปัญหา สามารถทำผลงานอะไรหลายอย่างออกมาได้
พื้นที่ทำงานของผมเป็นพื้นที่ของผู้มีอิทธิพลทำเหมืองแร่ เขายังไว้ชีวิตอยู่ เขาก็ไม่เข้าไปทำงาน เพราะเราทำเขาเจ๊ง ถ้าเป็นเราคงแค้นน่าดู เรื่องเหมืองแร่ผมเป็นพยานปากสำคัญ ตอนนั้นเรารู้สึกว่า เท่ดี ชีวิตจะเป็นอะไร เราเป็นคนหนุ่ม ที่ต้องกล้าหาญ เสียสละ นอกจากทำงานกับมูลนิธิก็ยังทำงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งเขาตั้งขึ้นมาใหม่ เขาต้องการคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับมลพิษ เหมืองแร่ เขาเห็นผมเข้าป่า ออกข่าว ผมเข้าไปเป็นบุคลากรในคณะทำงานชุดนี้ ทำงาน 7 ปี มีเคสคนที่ถูกยิงตายโดยผู้มีอิทธิพลทางสิทธิมนุษยชน ชื่อก็อยู่รอบตัวผม ตอนนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เขาไม่ค่อยมีงานวิชาการวิทยาศาสตร์ เรามีปัญหาเรื่องการสร้างแหล่งน้ำ น้ำท่วม ท่วมถึงไหน เป็นสิ่งที่ผมสนใจ สักพักเขาก็เอามารวมกัน ทำทั้งเหมืองแร่ ชายทะเล แหล่งน้ำ พลังงาน ผมตรวจสอบเคสพวกนี้ 300-400 เคส
พื้นฐานครอบครัวมีตังค์ไม่มาก กำลังพอดี ถ้ารวยผมคงถูกบังคับให้ทำงานเงินเดือนเยอะ ทำงานที่มีความก้าวหน้า ที่สำคัญคือผมเป็นลูกคนเล็ก พี่สาวมีงานทำ พ่อแม่รับข้าราชการ ที่บ้านนิ่งแล้ว ไม่มีหนี้สิน แม้เราจะไม่มีเงินแต่เราก็ไม่มีภาระอะไร ไม่มีภาระที่ต้องช่วยใคร มีแฟนคนนึง แต่ตอนนั้นผมยังเป็นหนุ่ม มันอาจจะเป็นความอยากตั้งแต่วัยเด็ก ผมเป็นคนตัวเล็ก เนิร์ด ใส่แว่น เล่นกีฬาไม่เป็น เราอาจจะอยากมีพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับหรือเปล่า ไม่แน่ใจ เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นประธานเชียร์ ทำกิจกรรมออกค่าย ชีวิตไม่ค่อยทำงานอะไรที่เป็นการทำงานหาเงิน มีแต่งานเผือกๆ งานของมูลนิธิยิ่งเผือกใหญ่เลยเพราะเขามีตังค์ให้ แล้วเราตะลุยเข้าไปช่วยชาวบ้าน ชาวบ้านขัดแย้งกับป่าไม้ แต่ชาวบ้านก็รุกป่าเหลือเกิน เราต้องเป็นคนกลาง
โจทย์ คือ เราต้องไปคุยกับป่าไม้ว่าเขามีช่องทางช่วยยังไง แล้วต้องไปคุยกับชาวบ้านว่า ป่าไม้ไม่มีอะไรดีเลยหรือ? ทำงานด้วยกันได้มั้ย? หาข้อตกลงอะไรได้บ้าง? มูลนิธิสืบนาคะเสถียรมีโมเดลจัดการความขัดแย้ง สมัยก่อนราชการทำเองไม่ได้เพราะมีกฎหมายบังคับ เราจึงมี MOU (บันทึกความเข้าใจ) มีโมเดล เราก็บอกกับป่าไม้ว่า พี่ไม่ต้องจับได้มั้ย คุยกันก่อน คนไหนรุกป่าก็ดึงเขากลับมา ชาวบ้านตั้งกติการ่วมกันได้มั้ย แม้ว่าวันนี้เขายังไม่ได้สิทธิในที่ดิน หรือถ้าอยู่กันไปก่อนชาวบ้านจะเอาที่ดินแค่ไหน เราเป็นคนกลาง พูดกับคนนั้นที พูดกับคนนี้ที ตามที่กฎหมายพอมีช่องทางให้ได้ ขอให้อยู่กันก่อนมั้ยโดยสงบ สันติ เมื่อมีโมเดลก็ทำเอกสารส่งให้ส่วนราชการว่า โมเดลการแก้ปัญหาควรเป็นอย่างนี้ได้มั้ย
สิ่งที่เป็นปัญหาหมักหมมยาวนาน ถูกแก้ไขให้ดีขึ้น เงินหมดก็หาเงินเพิ่ม หลายสิ่งดีขึ้น ชาวบ้านอยู่ดี ป่าไม้ไม่ต้องไปจับชาวบ้าน อยู่ตรงไหนก็สงบสุข ผมเริ่มทำงาน 10 หมู่บ้าน ห้วงเวลา 4 ปีผมทำ 40 หมู่บ้าน แล้วผมก็ได้งบประมาณทำโครงการเพิ่มเป็น 100 หมู่บ้าน แล้วก็เพิ่มอีกเป็น 200-300 หมู่บ้าน รอบผืนป่าตะวันตก ช่วงที่พีคๆ ผมบริหารงานคนเกือบ 70 คน หลังจากนั้น คนก็ลดลง งบประมาณก็ลดลง
โมเดลจัดการความขัดแย้งเรื่องการบุกรุกป่า
ผ่านระยะเวลามาเกิน 15 ปี งานที่เราทำมีนักการเมือง อธิบดีคนหนึ่ง เปิดโอกาสให้ แล้วถามผมว่า ปัญหานี้ที่ราชการแก้ไม่ได้ ประเทศไทยแก้ไม่ได้ ควรจะทำยังไง เขาถามผมในวันที่เราหน้าตาแก่ขึ้น อายุมากขึ้น คนรู้จักมากขึ้น คนมองเห็นผลงาน มองว่าพื้นที่ซึ่งมูลนิธิคน ชุมชน กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้สามารถร่วมกันทำงานได้ ป่าไม่ถูกขยายพื้นที่ คดีก็ไม่มี แต่คนที่ทำงานมาก่อนเรา แล้วเขาทำไม่สำเร็จก็มี หน่วยงานที่เขาตั้งขึ้นมา เขาก็ไม่อยากให้งานของเราไปทับเขา นั่งทับที่ไว้เยอะมาก วันหนึ่งเมื่อการเมืองฟังเรา ก็ออกกฎหมายใหม่ ผมเป็นกรรมาธิการออกกฎหมายก็ถือว่าปิดจ๊อบ ทำยังไงคน ชุมชน อยู่กับป่าได้กฎหมาย (พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ.๒๕๖๒ ,พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๒, พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562) ซึ่งต้องมีกฎหมายลูก ก็มีระเบียบอะไรต่างๆ ผมยังเป็นกรรมการ เพื่อประคองเรื่องนี้ให้มันจบ แต่มันก็ไม่ได้ดังใจทั้งหมด แต่ก็ถือว่าได้ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนอื่นมาทำต่อ
ถ้าไปถามชาวบ้าน เขาก็บอกว่า มูลนิธิกดขี่ชาวบ้าน ช่วยป่าไม้ ชาวบ้านเขาก็ว่าแบบนั้น แต่ก็ดีกว่าสมัยก่อนที่มันไม่มีทางออกเลยซึ่งชาวบ้านก็อยู่กับป่าได้โดยไม่มีความผิด แต่ฝ่ายอนุรักษ์สีเขียวจัดเขาก็ด่าเราว่าเอาแต่ชาวบ้าน มันอยู่ Output Outcome ว่าเราต้องการอะไร ในเป้าหมายของความเป็นนักอนุรักษ์เราต้องการให้ป่ายังอยู่ไม่ถูกทำลายเพิ่ม เราก็สำเร็จ แต่ในความเป็นมนุษย์ ชาวบ้านก็ไม่ควรถูกจับกุม เขาไม่ใช่อาชญากร เขาเกิดมาก็ผิดกฎหมายแล้ว พ่อแม่ ปู่เขารุก เขาโตขึ้นมาก็ทำอยู่แล้ว เราจะทำยังไงให้ทางออกมันเป็นไปได้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยพื้นที่ถูกทำลายก็ขยายตัวขึ้นทุกวัน ป่าไม้ก็จับกุมไมได้ จับไปก็ร้องเรียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ แสวงหาทางออกไม่ได้ มันต้องมีอะไรที่เป็นโครงการ จนกระทั่งออกกฎหมาย ส่วนคนอื่นจะทำอะไรต่อ พัฒนาอะไรต่อ ผมไม่ได้ปกป้องหลักการของกฎหมายที่ทำขึ้นมา คุณจะพัฒนายังไงต่อก็ได้
วันนี้ พื้นที่โครงการ 4,000 ชุมชน ถูกขยายออกไปจากพื้นที่ซึ่งเราเริ่มทำงาน คนนับล้านคนไม่ถูกจับ ส่วนการทำงานจะพัฒนาไปในทางไหนก็แล้วแต่คุณ ผมทำงานกี่ปีลองนึก ตอนผมเข้าทำงาน ผมไม่รู้หรอกว่า ปัญหาเหล่านี้มันมีมายังไง ผมเพิ่งมารู้ทีหลัง จะแก้ปัญหายังไงก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ แต่ฝรั่งบอกว่า learning by doing ทำไปเรียนรู้ไป ลองเสริมศักยภาพให้คนช่วยกันคิด ประชุมร่วมกัน มีโครงการทำงานร่วมกัน ทำยังไงให้ทุกคนอยู่ได้โดยไม่ขยายพื้นที่ ขณะเดียวกันก็มีงบประมาณให้ทำงาน อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ สมัยก่อนผมซื้อ GPS เป็น 1,000 ตัว ยุคสมัยก่อน GPS สำคัญมาก เดี๋ยวนี้ราคาเริ่มถูกลง จากเดิมก็เถียงกันว่าใครอยู่ก่อนอยู่หลัง แผนที่ก็ชี้กันไปแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ มันต้องกำหนดพื้นที่ซึ่งตนเองอยู่บนแผนที่มาตราส่วน 1:50,000
ความรู้อยู่ที่หน่วยงานราชการ ราชการมีความรู้แต่เครื่องมือไม่มี แผนที่ก็ไม่ครบ ผมมีตังค์ ผมซื้อแผนที่แจก อบรมชาวบ้านให้ใช้แผนที่เป็น มีคนกลางเป็นผู้นำชุมชนหรือคนทำงานด้านประชาสังคม เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่สามารถเป็นคนกลางช่วยเราได้ เอามาเรียนรู้ อบรม ประชุม ใครโกรธกันทะเลาะกันก็จัดประชุมใหม่ ตังค์มี เลี้ยงกาแฟได้ กลางคืนผมก็เลี้ยงเหล้าได้อีก เราต้องเอาตัวเราเข้าไปคุย คนนี้คิดอย่างนี้ คนนี้คิดอย่างนี้ อะไรที่มันเป็นตรงกลาง อะไรที่เราตกลงกันได้ ที่ตกลงไม่ได้ก็ไม่ต้องคุย ผมเป็นเจ้าภาพ ผมเลี้ยงข้าว ประเด็นที่เป็นความขัดแย้งเราไม่คุย เราตกลงในประเด็นที่ตกลงกันได้เพราะผมไปคุยมาแล้วทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าจะคุยในประเด็นความขัดแย้งเราก็ต้องคุยนอกรอบหรือเอาไว้วันหลัง คือ มันต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แบบนี้ ซึ่งไม่ใช่แค่ผมที่ทำแบบนี้ได้ ทีมงานของผมมีอยู่ 5 ทีม อยู่ในผืนป่าซึ่งสามารถทำแบบนี้ได้หมด พวกเขาเริ่มเป็นผู้ใหญ่ เริ่มมองสถานการณ์เหมือนเรา ทำข้อตกลง ทำแผนที่ ตั้งกติกาชุมชน ชุมชนที่ทำได้ก็เริ่มใช้สูตรและขยายไปทั่ว
เมื่อได้ข้อมูล ผมคุยกับอธิบดีที่เปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ อธิบดีเขาไม่รู้หรอกว่า พวกเราทำข้อตกลงกับชุมชนอย่างไร ทำเอ็มโอยูอย่างไร เราต้องเข้าไปอธิบายว่า มีอะไรเกิดขึ้น บางทีหนึ่งปีมีการแต่งตั้งโยกย้าย 2 รอบ งานหนักอยู่ตรงนี้มากกว่า ผมต้องคุยตั้งแต่จิ๊กโก๋ในหมู่บ้าน ลุงคนนึงที่กวนตีนที่สุดในชุมชน หรือแม่บ้าน คือบางครั้งผู้ชายคุยกันรู้เรื่อง แต่แม่บ้านเขาพร้อมจะฟันไร่ เบิกถางที่ดิน เราต้องเข้าครัวคุยกับเขา ผมกำชับลูกน้องว่า ต้องคุยกับเมียเขาด้วย อย่าคุยกับผัวอย่างเดียว
เรื่องทั้งหมด มันเป็นการทำงานระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ขณะเดียวกัน คนที่ไปจับก็เป็นผู้พิทักษ์ป่าไม่ได้เป็นข้าราชการ เขาก็สงสารชาวบ้านแต่ก็ต้องทำตามหน้าที่ เขาเห็นใจชาวบ้าน พอเราเข้าไปเขาก็มีทางออก หัวหน้าก็ไม่อยากจับ เราไปเขาก็มีหลังพิง แต่เราก็ต้องสม่ำเสมอ ผมคุยทุกระดับ ต้องวิ่งเข้าหา ช่วงไหนผมสนิทกับผู้บริหารผมก็ไปได้ ช่วงไหนเขาไม่ชอบเราก็ว่ากันไป ยังไม่นับงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งไม่เกี่ยวกับงานของมูลนิธิอย่างเช่น เขาจะประกาศเป็นพื้นที่อุทยาน แต่ผมบอกเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเขาจะมีหน่วยท่องเที่ยวในป่า ผมบอกทำลายธรรมชาติเขาก็ไม่ชอบเราอีก งานทั้งหมดอยู่บนความขัดแย้ง เราจึงเป็นนักจัดการความขัดแย้ง
ในบทบาทของนักอนุรักษ์ป่า
ผมก็สร้างความขัดแย้งไว้เยอะ เช่น การคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ตอนทำงานอยู่มูลนิธิผมก็ค้านถนน ค้านเหมืองแร่ในป่า ค้านการทำทางเข้าไปตัด 2 – 3 เส้น อุโมงค์ผันน้ำทะลุป่า หลายงาน ซึ่งความจริงมันไม่สนุกหรอก มันมีแต่เรื่อง ใครก็ไม่รัก เราต้องตื๊อ ต้องหาช่อง เรียกว่า “เผือก” มันต้องมีคนที่เห็นด้วยกับเรา ทำอะไรก็ได้แต่อย่าไปทะเลาะกับเขามาก อย่าผิดกฎหมาย มันต้องมีคนที่เห็นด้วยกับเรา คนที่เห็นด้วยก็คือคนที่อยู่ข้างสนามมองเห็นสิ่งที่เราทำว่า มันคือคำตอบ เขาจะช่วยคิด อย่างเราคิดไม่ออก เรากินเหล้ากับหัวหน้า เขาก็บอก “พวกมึงทำงานยังไงไม่มีลายลักษณ์อักษร ราชการเขายึดถือลายลักษณ์อักษร”
เราทำ MOU ทำอะไรสักอย่าง เขาก็จะถามอีกว่า ขออนุญาตหรือยัง เพราะเขาเป็นคนรับผิดชอบ ไม่ใช่เรา เขาบอก วิธีการคือ ต้องทำใหม่ ต้องเป็นโปรเจ็กซ์ที่ทำโดยพนักงานเจ้าหน้าที่โดยมึงไม่เกี่ยว ให้ราชการเป็นคนทำ แต่มึงเป็นคนจ่าย เป็นผุ้สนับสนุน ทำโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ถ้าพนักงานเขียนโครงการให้อธิบดีเขาไม่ให้ทำหรอก พนักงานเขาก็ทำงานของเขาไป เขาไม่ทำหรอกโครงการอะไรที่มันผิดกฎหมายแบบนี้ มูลนิธิก็ต้องเขียนโครงการ โอ้โลมปฏิโลม หลอกล่อให้เขาอนุมัติโครงการ แต่ในนั้นก็เขียนเอาไว้ว่า ผู้ปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่แต่มูลนิธิเป็นผู้สนับสนุน โดยต้องมีข้อกฎหมาย ผมจะรู้ได้ไง ทางเจ้าหน้าที่เขาก็บอกถ้าทำโครงการในพื้นที่นี้อ้างข้อนี้ พื้นที่นี้ข้อนี้ อันนี้เอามติ ครม.นี้มาช่วย เขียนเป็นแผนผังแล้วก็จับมือเราทำ
แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่อธิบดีไม่ฟังหรอก เดียวฝ่ายกฎหมายก็แย้ง ราชการมีพวกหัวเหมอเยอะ พวกที่พูดแต่ไม่ทำ แต่พวกที่เป็นฝ่ายปฏิบัติก็พูดอะไรไม่ออก เราเป็นคนนอก มีสื่อมวลชน เข้าหานักการเมือง เราก็ทะลายความเป็นไปไม่ได้ไปทีละขั้น มันไม่ง่ายหรอก ผมเริ่มตั้งแต่ปี 2547 ขอกฎหมายปี 2562 ใช้เวลา 15 ปีเต็ม ถ้าผมเลิกไปเป็นอาจารย์มันก็ไม่เกิดเพราะมันไม่ต่อเนื่อง ผมเกาะตั้งแต่ต้น บางครั้งเราไม่มีเงิน ผมใช้เงินจนมูลนิธิจะเจ๊ง เราก็ต้องหาเงินเพื่อแก้ปัญหากันไป เงินเดือนตนเองแทบไม่มี เวลาทำอะไรอย่างต้องเป็นคนบ้าคนนึง พอจะเสร็จก็เอาอีกนิดนึง ทำงาน 10 ปีไม่มีวันหยุดเลย ไม่มีความก้าวหน้า รายได้ก็เท่าเดิม
การทำงานก็มีทั้งพลาดและไม่พลาด แต่ผมอ่านหนังสือเยอะ ตอนแรกไม่รู้เรื่องอะไรเลย ภาษาอังกฤษก็แย่มาก เดียวนี้ภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยดี ผมต้องหาตำราภาษาไทยมาอ่าน ว่าการบริหารโครงการจะต้องทำอะไรเ หนังสือต่างประเทศเขียนเรื่องทฤษฎีความขัดแย้ง เชื่อมั้ยว่า ผมอ่านไม่รู้เรื่อง ผมต้องมานั่งอ่านว่า เขาให้ทำวิทยากรกระบวนการ จัดประชุมเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง สร้างทีมวิทยากรไกล่เกลี่ย เขาเรียนกันที่ไหน ไม่เห็นมีใครเรียน ทั้งประเทศไม่เคยมีเรื่องนี้ ตำราก็ไม่มี แต่ช่วงนั้น มีสถาบันพระปกเกล้าแปลหนังสือไว้ ก็ไม่มีใครอ่าน ผมก็ต้องไปนั่งดู แล้วลูกน้องผมคนใดมันจะอ่าน เริ่มตั้งแต่การแกะทฤษฎี Conflict Management มันทำกันยังไง เป็นลำดับ 1 ,2, 3 ระหว่างนั้นก็ค้านเขื่อน ค้านการทำทางเข้าไปตัด 2 – 3 เส้นบริหารองค์กรที่เขาทิ้งแล้วทั้งหมดไปด้วย กินเวลาของผมไปหนึ่งชีวิต
สำหรับงาน NGO กับการคัดค้านโครงการบางโครงการของรัฐ ตอนแรก ผมไม่นึกว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ ผมนึกว่า มันเป็นการออกค่าย ได้ตังค์ไปช่วยชาวบ้าน จัดการความขัดแย้ง ทำงานเชิงบวก สักพัก พอทำงานตำแหน่ง รองเลขาธิการ, เลขานุการ, ประธานมูลนิธิขาก็บอกว่า เรื่องเชื่อนแม่วงก์มา 2 รอบ ตอนนั้นมีหลายโครงการจ่อคิวเพียบเลย ช่วงนั้นเป็นช่วงรัฐประหารรอบแรก ผมค้านจริงๆ ก็ค้านเฉพาะถนน แต่ช่วงรัฐบาลรัฐประหาร จุลานนท์ เป็นช่วงที่ไม่มีโครงการพัฒนา เป็นช่วงที่ผมทำงานเรื่องการจัดการความขัดแย้งได้เยอะเพราะไม่ต้องมาค้านโน่นค้านนี่
เมื่อมีรัฐบาลเลือกตั้ง ก็มีโครงการเข้ามาอีก พ.ศ.2554 ก็มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม มีโครงการจัดการน้ำ ก็โครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ตอนนั้น น้ำท่วมลาดยาว ผมเอารูปต้นไม้ไปให้ท่าน รอง นายกฯ ดู ท่านก็บอก “งั้นหยุดไว้ก่อน” ทุกอย่างก็หยุดลง บางทีมันก็ง่ายๆ แบบนี้ แต่ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์มันหยุดไม่ได้เพราะเป็นโปรเจกต์ใหญ่ เขื่อนแม่วงก์เป็นตัวจัดการน้ำ 1.5 แสนล้าน เมื่อเป็นเรื่องใหญ่ เราก็ต้องทำงานใหญ่ตาม เราไม่รู้หรอก แต่มันเป็นหน้างานมูลนิธิถ้ามันอยู่นอกป่าตะวันตก ผมไม่ค่อยทำอะไรหรอก แต่แม่วงก์อยู่เหนือห้วยขาแข้งนิดเดียว
ตอนนั้นมีโครงการวิจัยเสือ ข้อมูลก็ปรากฏชัดเจนว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งอาหารของเสือ มีกวางมาอยู่ เป็นที่ราบต่ำทีมีอยู่จุดเดียว นอกจากนั้นก็เป็นที่คนอยู่ คือคนในชุมชนนับร้อยชุมชนแย่งที่เสืออยู่หมด ถ้าเอาเขื่อนมาใส่ 10 ปี คนคงล่าทั้งกวางทั้งเสือกินหมด น้ำก็ท่วม เวลาเราคัดค้าน เราก็จะโดนว่าอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยเราเป็นนักอนุรักษ์เราก็ต้องทำ คือหน้างานเราเป็นอย่างนั้น ถ้าให้ผมกลับไปทำอีก… แค่นึกก็สยอง! มันไม่สนุก เพราะคุณไมได้มานั่งถือป้ายประท้วง คุณต้องอ่านหนังสือ อ่านรายงาน เจาะช่องด่ามัน ก่อนประท้วงผมถูกคณะกรรมาธิการเรียกไป ทักโน่น ทักนี้ เรียกไปด่าหลายรอบ โดนเขาไล่ต้อนข้อมูล คือบางทีก็ประชุมกับคนที่เขากำลังจะได้ประโยชน์จากการทำถนนทั้งห้องประชุมแต่เราคนเดียวเข้าไปค้านว่า เสือ สิงห์ ลิง ช้างจะเดือนร้อน
สิ่งที่เรายึดถือคือ เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ถึงคุณทำถนน สิ่งที่คุณคิด คุณหวัง มันไม่ได้อย่างที่คุณคิดหรอก แต่เราไม่มีเวลาอธิบายเรื่องแบบนี้ให้กับทุกคน ทำเขื่อนขึ้นมาเพื่อจะได้น้ำ 5 ตำบล 6 อำเภอ เราเป็นนักวิทยาศาสตร์เราก็พบว่ามันโกหก มันใช้เทคนิคเขียนหลอก มีแต่ผลประโยชน์ที่นักการเมืองจะได้รับ เราทำให้ความจริงมันปรากฏ คือ เราทำงานตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิสืบ ผมอยู่มูลนิธิสืบ คุณสืบ คิดอะไรไว้ผมก็ต้องอ่านหนังสือ เจตนาทำอะไรไว้ก็ต้องทำ ทำหน้าที่เบื้องหน้าของเราให้เต็ม ผมเป็นนักอนุรักษ์มืออาชีพและเขาก็จ่ายเงินเดือนให้ผม ผมทำเต็มที่แต่ก็เดือดร้อนชีวิตเยอะมาก นอนไม่หลับ ผมเลี่ยงที่จะขับรถไปมูลนิธิอันตรายมาก เรามีโจทย์เยอะ แต่เราก็ช่วยคนช่วยชุมชนเยอะ
กลับสู่ถิ่นเกิดที่อยุธยา
เหตุผลของการกลับบ้านก็คงเป็นเพราะเราต้องรับผิดชอบตนเอง ถ้าผมอยู่มูลนิธิอายุของผมก็จะครบ 60 ปี บ้านผมไม่มีเงินทองแต่ก็ไม่มีหนี้สิน ไม่มีรถใหม่ ผมลาออกจากงานอาจารย์ 30 ปี ตอนนี้ ผมยังใช้รถยนต์คันเดิม แต่เราไม่ได้ยากจน มีบ้านอยู่ มีห้องแอร์นอน มีน้ำอุ่นอาบ แต่ไม่มีตังค์ซื้อรถใหม่ ไม่มีความมั่นคงอะไร คือเมื่ออายุครบ 60 ปี มันอนาถ เมื่อไม่มีใครรู้จักเรา ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีอะไรจะเสียสละให้ เสียฟอร์มถึงคุณสืบ นาคาะเสถียร ผมก็เลยบอกว่า ผมพอแล้ว ผมเป็นประธานมูลนิธิ2 รอบ ผมขอไปรับผิดชอบชีวิตตนเอง ไม่อย่างนั้น ผมคงเป็น ภิกขาจาร (ภาษาบาลี แปลว่า การเที่ยวขออาหาร,การเที่ยวบิณฑบาต) ตอนอายุ 60 ปี ถ้ายังทำงานอยู่มูลนิธิตอนนี้ผมคงเดินทางไปค้านเขื่อนวังตะโนด ผมเปิดศูนย์อบรม รับงานวิทยากร เพราะผมไม่มีบำนาญเหมือนคนอื่น เงินเก็บพอมีแต่เอาไว้ลงทุน ตอนนี้ ผมเปิดศูนย์เรียนรู้ที่อยุธยา บนที่ดินซึ่งได้มาจากแม่ แล้วก็เปิดคอร์ส ผมเคยเรียนวิชา การจัดการสิ่งแวดล้อม การบริหารความขัดแย้ง ผมเคยฝึกอบรมหลักสูตรก็เอาความรู้มาเปิด คนมาเรียนก็ 10-20 คน เปิดศูนย์เรียนรู้ก็ไม่ได้เยอะ ผมขยายพื้นที่ทำโฮมสเตย์ซึ่งเป็นกิจการของเมีย
สำหรับการบรรยาย ผมชอบเรื่องความขัดแย้ง เรื่องการจัดการความขัดแย้ง เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มีคนเรียนน้อยเพราะตลาดมันแคบ ถ้าเป็นเรื่องความขัดแย้งมีคนเพียบ เปิดปีละ 2 รอบ หน่วยงานราชการก็ส่งคนมาเรียนเมื่อต้นปี เรื่องวิทยากรกระบวนการ อันนี้ผมถนัด ผมชอบเพราะว่า เป็นการประชุมแบบสร้างสรรค์ การประชุมกับชาวบ้าน อีกเรื่องซึ่งผมมีความรู้มากเพราะได้ทำงานอยู่มูลนิธิคือ การวางแผนยุทธศาสตร์ การวางแผนของหน่วยงาน องค์กร ซึ่งการทำงานเป็นโปรเจกต์เมเนเจอร์ ผมเป็นคนเขียนแผนยุทธศาสตร์ตอนทำงานอยู่มูลนิธิผมเป็นผู้บริหารเชิงกลยุทธ์ตัวจริง
ผมไม่อยากทำอะไรเพราะสุขภาพไม่ค่อยดีเพราะเมื่อ 7-8 ปีก่อน ผมผ่าตัด เดินที่ราบได้ เดินขึ้นเขาไม่ได้ ตอนนี้ผมไม่ต้องการอะไรมาก ผมเพียงต้องการมีชีวิตรอดอย่างไม่อนาถ ถ้าป่วย เราจะทำอย่างไรที่จะไม่ต้องรับบริจาคเงินมารักษาตนเอง เพราะประกันสังคมของเราหมดแล้ว คือ เราเป็นประธานมูลนิธิพอจะไปเป็นลูกน้องใครอีก เราก็เกรงใจ คือเราเคยเป็นผู้บริหารองค์กร พอจะไปสมัครอะไร ทำงานอะไร มันก็ลำบาก ถ้าเล็กกว่าเราก็ต้องไว้หน้ามูลนิธิเราก็ต้องมีอาชีพอิสระ คือเท่าที่คิดได้ คือ 1.เลี้ยงชีพให้มันไม่ทุเรศนัก 2.การเปิดศูนย์เรียนรู้ซึ่งทำแล้วแต่มันก็ไม่สำเร็จ 3.ทำโฮมสเตย์ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ใครอยากให้ช่วยอะไรเราก็ยินดี
ตอนนี้ ผมช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมอยุธยา ชวนเขามาตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังน้ำท่วม อาศัยพรรคพวกที่ผมทะเลาะด้วยสมัยสร้างเขื่อนให้มาช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมที่อยุธยา กรมชลประทาน , สทนช. (สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ) ผมก็ชวนเขาว่า เรื่องนี้ไม่ทะเลาะได้มั้ย ขอมาช่วยอยุธยาหน่อย เขาก็มา เอาคนอยุธยามาจัดประชุม ทำให้คนอยุธยา อีกอย่างก็กำลังคิดว่าจะเปิดบาร์ คือผมชอบให้คนมาคุยกัน เราต้องการพื้นที่พูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตอนนั้นอยากจะกลับไปหัดเล่นดนตรี คือ ไม่อยากเป็นนักดนตรีเก่งๆ แต่อยากจะพูดคุยกับทุกคน ใครอยากเล่นดนตรีผมก็มีเครื่องเสียงวางไว้ มีกีตาร์ห้อยไว้หลายตัว อีกอย่างคือเรื่องประวัติศาสตร์ มานั่งดูเจดีย์ มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ใหม่ ขับรถไปเที่ยวรอบบ้าน เผื่อว่าจะช่วยเรื่องอาชีพ เช่น พาคนไปเที่ยว เปิดเพจอยุธยา เอาหลายสิ่งหลายอย่างมาคิดวิเคราะห์ใหม่เพื่อดูว่า เกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้คน






