เต่า วารินทร์ ถาธัญ เติบโตจากการเล่นดนตรี จบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาต่อมหาวิทยาลัยศิลปากร เอกดนตรีแจ๊ส กระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาโท เริ่มทำงานเป็นอาจารย์พิเศษสอนดนตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นนักดนตรี นักแต่งเพลง กระทั่งย้ายกลับบ้านเกิดที่เชียงใหม่มาทำธุรกิจร้าน Moment’s Notice Jazz Club และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลดนตรีแจ๊ส Chiang Mai Street Jazz Festival มุมมองเรื่องดนตรีแจ๊สในวัฒนธรรมล้านนาร่วมสมัย ในแต่ละพื้นถิ่นถึงระดับโลก จึงมีความน่าสนใจโดยเฉพาะดนตรีในสังคมของคนฟังเพลงที่มีหลากเชื้อชาติซึ่งเข้ามาพำนักในเมืองเชียงใหม่ สังคมที่เปิดกว้าง ต้องการดนตรีต้นแบบ (Original) หลังจากนี้ อนาคตของแจ๊สจะแป็นอย่างไร สังคมต่างชนชาติซึ่งอยู่ในวัฒนธรรมร่วมสมัยชมชอบแจ๊สได้แค่ไหน หรือดนตรีแจ๊สในสังคมล้านนาร่วมสมัยจะพัฒนาดนตรีแจ๊สไปในทิศทางใด ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม
เชียงใหม่ รากฐานดนตรีและการเริ่มต้นของแจ๊ส
ย้อนกลับไปในวัยเรียน ผมมีเป้าหมายในการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยอยู่ 2 อย่างคืออยากเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์กับเรียนดนตรี เมื่อรู้ตัวว่า อยากเรียนดนตรี ผมก็ไปเรียนติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเรียนกับอาจารย์ เต๊ะ อิทธินันท์ อินทรนันท์ เป็นปูชนียบุคคลในวงการดนตรี ซึ่งเรียนจบกีตาร์จากเบิร์กลีย์ ตอนนั้น ผมเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พักอยู่หอพักอยู่หลังมหาวิทยาลัยใกล้กับโรงเรียนติวของอาจารย์ เต๊ะ หลังจากนั้น ก็สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร แล้วก็เรียนดนตรีมาตลอด ซึ่งในตอนที่ผมเรียนติว ผมรู้สึกว่า ผมสามารถเข้าใจเนื้อหาการเรียนดนตรีได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนที่เรียนในกลุ่มเดียวกันโดยตลอด จึงค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองน่าจะเหมาะกับการเรียนดนตรี
ก่อนหน้านั้น ผมเล่นดนตรีกับเพื่อนรวมวงประกวดและเล่นตามงานของโรงเรียน เล่นดนตรีก็ไม่ได้เล่นเก่งอะไรมากเพราะโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นโรงเรียนที่เน้นเรื่องการศึกษา เวลาแข่งขันประกวดวงดนตรีก็จะแพ้ 2 วงอยู่ตลอด คือ วงมายด์ (Mild) กับวงหรู (H.R.U.) กระทั่งผมเรียนติวเริ่มรู้สึกว่า ผมสามารถเข้าใจสิ่งนี้ได้เร็วกว่าเพื่อน ซึ่งในเนื้อหาการสอนผมสามารถเข้าใจมันได้ทันที ผมก็สังเกตว่า หรือตัวผมอาจเหมาะกับการเล่นดนตรี ตอนเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร ตอนปี 1 เรียนกีตาร์กับอาจารย์กอล์ฟ T-Bone (นครินทร์ ธีระภินันท์ )
ผมเรียนกีตาร์มาตลอด เมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีจุดเปลี่ยนคือ วิชารวมวง อาจารย์ก็สอนว่า กีตาร์ กลอง เบส ควรจะเล่นอย่างไร มีหน้าที่บทบาทอย่างไร ผมค่อยๆ ซึมซับบทบาทหน้าที่ของแต่ละเครื่องดนตรี กระทั่งผมมาคิดใหม่ว่า ลักษณะนิสัยของผม ชอบซัพพอร์ตคนอื่น ชอบทำให้คนอื่นดูดี เป็นแบ็คอัพให้คนอื่น ปิดทองหลังพระ อันเป็นลักษณะนิสัยสำคัญของมือเบส ผมจึงตัดสินใจบอกอาจารย์ว่า ผมขอเล่นเบส เมื่อขึ้นปี 2 ผมสอบเทียบ หลังจากนั้น ก็เล่นเบสมาตลอด เมื่อเรียนจบปี 4 อาจารย์ก็ชักชวนให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมจึงมีโอกาสทำงานเป็นอาจารย์พิเศษ แล้วก็เรียนปริญญาโทไปด้วย
หลังเรียนจบ ผมเรียนปริญญาโท ทำงานเล่นดนตรีที่บาร์แจ๊ส อย่าง Brown Sugar , Saxophone Pub & Restaurant เล่นดนตรีตามโรงแรม เล่นดนตรีแบ็คอัพ (Backup) ให้ศิลปินหลายคน หลังจากนั้นก็รู้สึก อิ่มตัว ผมอยู่กรุงเทพฯ นาน13 ปี เล่นดนตรีเยอะมาก สอนดนตรี ทำเพลง เล่นดนตรีทุกวัน ผมเหนื่อย Burnout เริ่มมีความคิดอยากกลับไปอยู่บ้านที่เชียงใหม่ พ่อแม่อายุมากขึ้นเวลาเจ็บป่วยไข้ก็จะมีเวลาดูแล ผมตัดสินใจกลับบ้าน เพื่อกลับมาทำธุรกิจบาร์แจ๊ส เปิดร้าน Moment’s Notice Jazz Club ส่วนกลุ่มสังคมดนตรีที่กรุงเทพก็ยังติดต่อกันตลอด ช่วงที่อาจารย์หรือเพื่อนๆนักดนตรีมาเที่ยวเชียงใหม่ เราก็มักจะชักชวนทำ Workshop ที่ร้าน เพราะเราอยากให้ดนตรีของเชียงใหม่พัฒนาขึ่น
ดนตรีแจ๊สในสังคมล้านนาร่วมสมัย
บริบทของแจ๊สในแต่ละพื้นที่ แตกต่างกันเยอะมาก มิติด้านการศึกษามีความห่างชั้นกัน แต่ช่องว่างของการศึกษาก็เริ่มน้อยลงเพราะเรามีโซเชียลมีเดีย ซึ่งในยุคสมัยก่อน คนจะเข้าหาความรู้ต้องเดินทางไปเมืองหลวงหรือเมืองนอก แต่ทุกวันนี้ เราหาความรู้จากอินเทอร์เน็ต มือถือเครื่องเดียวสามารถดาวน์โหลดความรู้ได้ ความรู้ที่เป็นของฟรีเราฝึกซ้อมได้ไม่มีวันหมด
ความแตกต่างคงเป็นเรื่องของสังคม สังคมการศึกษาดนตรีมีคนผลักดัน หากเราอยู่คนเดียวฝึกกีตาร์คนเดียวก็จะไม่มีใครผลักดัน ไม่มีการตัดเกรด แต่หากอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย หากไม่ทำเราก็สอบไม่ผ่าน ความตั้งใจในการซ้อมอาจไม่เท่ากับสถานศึกษา เพราะเขาจะมีกิจกรรมหรือหลายสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการซ้อม หรือเพื่อพัฒนาทักษะการเล่นของนักศึกษา หมือนเราเป็นนักกีฬา ต้องมีโค้ช คนที่ซ้อมดนตรีเองก็มักจะสู้คนที่มีโค้ชหรือเทรนด์เนอร์ไม่ได้ สรุปคือ สังคมและสภาพแวดล้อมทางดนตรีค่อนข้างต่าง แต่การเข้าถึงข้อมูลความรู้แทบจะไม่แตกต่างกัน
ในมุมมองด้านความสามารถในการเล่นดนตรีเราต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ เหนือกว่า แต่ในเรื่องความหลากหลาย ผมชอบเชียงใหม่มากกว่า คนกรุงเทพฯ เก่งจริงแต่มีพื้นที่แสดงตัวตนน้อยมาก ส่วนใหญ่นักดนตรีที่เก่งก็จะไปเป็นอาจารย์ เป็นแบ็กอัพ ถ้าเล่นดนตรีก็จะแคร์คนดู เพราะเราเล่นในผับ เจ้าของร้านก็จะเสิร์ฟให้กับคนดู คนดูกรุงเทพฯ กับคนดูที่เชียงใหม่ต่างกัน กรุงเทพฯ อาจจะต้องแต่ตัวดีๆ เข้าสังคม จิบไวน์ นักดนตรีจำต้องเล่นเพลย์ลิสเพื่อให้ร้านสามารถอยู่ได้ แต่ก็ยังมีบาร์แจ๊สที่เปิดให้นักดนตรีเล่นแสดงตัวตนออกมาจริงๆอยู่บ้าง
ผลงาน Original ของผมเองก็มีกับวง สิงห์คะนองนา เป็นเพลงแจ๊สเพื่อชีวิต อีกวงชื่อ อินดีดวีนีด (InDeedweNeed) เป็นกีตาร์ทรีโอ้ เล่นเพลงบรรเลง เป็นแจ๊สร็อค โดยหลังจากย้ายกลับมาอยู่เชียงใหม่ ก็เริ่มทำธุรกิจร้านอาหาร เราเครียดมาก เรื่องการคำนวณต้นทุน การบริหารจัดการธุรกิจ แต่เมื่อธุรกิจเริ่มอยู่ได้ เราก็อยากจะกลับมาทำเพลง ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด ก็เลยชวนน้องๆ มาทำวง ชื่อ จูจิ Jūji เป็นเพลง ป๊อป ป๊อปแจ๊ส
ส่วนผู้ฟังเชียงใหม่ เขามีความหลากหลาย ลองสังเกต ชาวต่างชาติที่อยู่ในเชียงใหม่ จะใช้ชีวิตแบบ ง่ายๆ ชิวๆ พร้อมที่จะฟังเพลงต้นฉบับของนักดนตรี คนฟังเพลงซึ่งเป็นชาวต่างชาติมักถามอยู่เสมอว่า คุณมี ออริจินัล (Original) หรือไม่ ฉันอยากฟังเพลงต้นฉบับของคุณ เขาอยากฟังประสบการณ์ใหม่ ประกอบกับเชียงใหม่เป็นพื้นที่ซึ่งคนต่างชาติมาอาศัยอยู่เยอะ กลุ่มคนทำงานเข้ามาทำงานในพื้นที่เชียงใหม่เยอะ จึงมีความหลากหลาย โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า เชียงใหม่เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการสร้างงาน ไม่ใช่เฉพาะนักแต่งเพลง แต่หมายถึงศิลปะแขนงอื่นด้วย ในแง่ของการสร้างสรรค์ผลงาน ผมคิดว่า ผมชอบที่นี่มากกว่า โดยที่คนดูก็พร้อมจะฟัง และมีพื้นที่ให้แสดงผลงานอยู่เยอะพอสมควร
เชียงใหม่ สตรีท แจ๊ส เฟสติวัล
ผมทำเทศกาลแจ๊สเป็นปีที่ 8 เทศกาลเเจ๊สเติบโตขึ้น คนดูมากขึ้น ศิลปิน วงดนตรีที่คัดเลือกมาร่วมกิจกรรม ค่อนข้างแตกต่างจากเฟสติวัลพื้นที่อื่นซึ่งมีศิลปินแจ๊สเป็นที่รู้จัก เชียงใหม่เราเลือกศิลปินและวงดนตรีที่มีผลงานของตนเอง (Original) ชาวต่างชาติหรือศิลปินที่เราเชิญเข้ามาร่วมกิจกรรมก็ต้องมีแนวคิดในทิศทางเดียวกันกับเทศกาล เราค่อนข้างซีเรียสกับการเลือกวงดนตรีเพื่อจะโฟกัสไปที่ดนตรี ดนตรีแจ๊สมีทั้งที่ฟังง่ายและฟังยาก แก่นแท้ของแจ๊สคืออะไร เราต้องตอบโจทย์ให้ได้ซึ่งมันต้องโฟกัสไปที่ผลงานต้นแบบ (Original) การอิมโพรไวน์เซชั่น ความคิดสร้างสรรค์ อันเป็นหัวใจหลักของแจ๊ส นั่นทำให้เราแตกต่าง ทำให้เมือง ผู้คน ซึมซับ บรรยากาศและวัฒนธรรมแจ๊ส
หลายคนอาจจะงงในช่วงแรกเพราะดนตรีแจ๊สสำหรับคนเชียงใหม่มันคือสิ่งใหม่ ตอนแรกก็ยังอาจไม่ชิน แต่เราก็คัดเลือกมาแล้วว่าเขามีฝีมือ เรามีการคัดเลือก แล้วเขาก็ต้องเล่นให้ได้มาตรฐานและน่าสนใจ เราก็มั่นใจว่า เทศกาลแจ๊สเฟสติวัลเชียงใหม่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อาจจะช้าหน่อย แต่เติบโตแน่นอน เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่คนสนใจเข้ามาอยู่ คนมาใช้ชีวิตที่เชียงใหม่มากขึ้นทุกปี แต่ดนตรีแจ๊สมันไม่มีทางแมส มันจะเป็นส่วนน้อยอยู่เสมอถ้าเทียบกับแนวดนตรีอื่น แจ๊สต้องการความละเมียดละไมในการฟัง คือ การที่เราชื่นชมความงามอะไรสักอย่าง การเริ่มต้นเปิดใจรับดนตรีแจ๊สก็เหมือนการชมภาพวาด หรือชมศิลปะแขนงอื่น เราไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้อะไรก่อนถึงจะเสพได้ แต่ถ้าเราสนใจ และมีความรู้มากขึ้น การฟังเพลงหรือการเสพศิลปะในตอนที่เรามีความรู้กับตอนที่เราไม่มีความรู้ ความเข้าใจในความงามก็ย่อมแตกต่างกัน






