ปอ-ภราดล พรอำนวย เป็นนักฝัน นักดนตรี และนักเดินทาง เขาเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ในย่านหลังตลาดธานินทร์ ท่ามกลางบรรยากาศของศิลปะและเสียงดนตรี ในวัยหนุ่มเขาเป็นนักแสวงหาที่เดินทางไปศึกษาต่อด้านดนตรีที่สหรัฐอเมริกา โดยทำงานพาร์ทไทม์ ทั้งงานออกแบบ งานช่าง และเล่นดนตรีเลี้ยงชีพเพื่อส่งตัวเองเรียน เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย เขาทำงานเป็นนักดนตรีเต็มตัว และได้สร้าง North Gate แจ๊สบาร์ขึ้นมาจากเศษไม้ตามข้างทาง ผ่านช่วงเวลากว่า 20 ปี ท่วงทำนองบลูส์โน้ตในดนตรีแจ๊สเชียงใหม่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ดึงดูดชาวต่างชาติให้เดินทางมาท่องเที่ยว แม้หลายเรื่องราวจะอยู่ภายใต้โครงสร้างที่วางแผนไว้ แต่ชีวิตของเขาก็ยังคงเคลื่อนไปตามวิถีแห่งการ Improvise

ดนตรี สะพานแห่งการข้ามผ่านเพื่อแสวงหา

ผมไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวนักดนตรี แต่น้าของผมเล่นดนตรีได้ น้าผู้หญิงที่เล่นโฟล์คซอง เล่นเปียโน ผมมองเห็นน้าสาวซ้อมดนตรีที่บ้าน เล่นดนตรีตามโรงแรม แม่พาผมไปทำงานที่โรงแรมก็จะฝากผมไว้กับน้า รอเวลากลับบ้านพร้อมกัน ผมมองเห็นน้าเล่นกีตาร์ก็เลยซื้อฮาร์มอนิกามาหัดเล่น ตอนนั้นอายุ 10 ขวบ เล่นแบบบ้านๆ บ้านอยู่หลังตลาดธานินทร์ เชียงใหม่ แม่เห็นเราชอบเล่นดนตรี ก็ส่งไปเรียนกีตาร์คลาสสิกที่โรงเรียนสอนดนตรียามาฮ่า เรียนดนตรี 7 ปี รู้สึกว่า ชีวิตสงบดี เรียนหนังสือเสร็จก็ซ้อมดนตรี สงบ สบาย ดนตรีก็เพราะ เพลิน อาจารย์มนูญ พลอยประดับ ท่านก็บอก “ดนตรีที่เราเล่นเปลี่ยนแปลงชีวิตได้นะ ดนตรีอาจทำให้คนที่กำลังคิดฆ่าตัวตายเปลี่ยนใจได้ ดนตรีมีพลังวิเศษ”

ตอนนั้นเรายังเล็ก เป็นเด็ก รู้สึกว่า ดนตรีมีอภินิหาร เราทำในสิ่งที่ถูกสอน รักในสิ่งที่เราเล่น เคารพในสิ่งที่เราทำ มันทำให้เราไม่ฝืนโชคชะตา ไม่ว่าดนตรีจะออกมารูปแบบไหน เรารู้สึกว่า เราให้เกียรติเขา สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานวิธีคิด เราเล่นดนตรีตลอด ช่วงหลังเรียนเทคโนสถาปัตย์ระดับ ปวส. (เคยชนะการประกวดวาดรูปและได้ทุนไปทัศนศึกษาที่เเกียวโต ญี่ปุ่น) เมื่อเริ่มเรียนสถาปัตย์ก็สนใจดนตรีมากขึ้น เวลาเรียนเราสนใจในวัฒนธรรมของโลกที่มีหลายรูปแบบซึ่งไม่ได้พูดถึงยุคคลาสสิคอย่างเดียว แต่พูดถึงสถาปัตยกรรมตะวันออก หรือ Middle East , Folk หรือ Traditional folk ความเป็นดนตรีพื้นบ้านทำให้เราได้แรงบันดาลใจ

ผมเรียนดนตรีพื้นบ้าน 2 ปี เป่าขลุ่ย สีซอ สล้อ ดีดซึง สนใจ Ethnic Music (ดนตรีชาติพันธุ์) และ Folk Music (ดนตรีพื้นบ้าน) เพราะมันคือเสียงของอดีต มันคือความงาม ความฝันของเขา มันทำให้เรามองเห็นความฝันของคนรุ่นนึง เป็นความสุขของเขาซึ่งแตกต่างจากความสุขของเรา ยังไงเหรอ? ดนตรีเหล่านี้ อธิบายปรากฏการณ์ หลังจากนั้น ผมก็เรียนดนตรี Jazz เริ่ม Improvis Music

Jazz เป็นวัฒนธรรมที่หลากหลายซึ่งเปิดพื้นที่ให้คนเข้าไปมีส่วนร่วม ดนตรีตะวันตกผสมผสานกับบลูส์หรือ African musical tradition (ประเพณีดนตรีแอฟริกัน) ดนตรีแอฟริกันเชื่อมโยงกับดนตรีพื้นบ้านทั่วโลก ดนตรีอีสานทั้ง Rhythmic (จังหวะ) Harmony (เสียงประสาน) Melody (ทำนอง) ได้รับแรงบันดาลใจจากดนตรีแอฟริกันค่อนข้างเยอะ ดนตรีมากับคาราวานและถูกส่งต่อ ผมคิดว่า Jazz มีโครงสร้างแบบนั้น

สำหรับผม เล่นดนตรีแจ๊ส ด้วยทัศนะที่… คือ ผมมีพื้นฐานทางดนตรีอยู่ชุดนึง แต่ผมอยากใช้ดนตรีไปกับการเดินทาง จุดหมายของเราก็ไม่คิดจะเล่นดนตรี.. แน่นอนว่า ดนตรีสร้างอาชีพหรือรายได้ แต่อาชีพหรือรายได้จากการเล่นดนตรีตอบโจทย์การเดินทางทั่วโลก เราอยากเห็นโลก เราอยากเข้าใจโลก แต่เราไม่มีเงินมากพอ เราใช้ความสามารถเป็นต้นทุน ผมใช้ดนตรีไปกับการเดินทาง จุดประสงค์เป็นแบบนั้น เราฝึกซ้อมดนตรีแจ๊ส  เปิดหมวก เล่นดนตรี เดินทางไปที่ไหนก็ได้ทั่วโลก แล้วเราก็จะมีชีวิตรอด มีข้าวกิน มีที่นอน แล้วเราก็เห็นโลก เข้าใจโลก เข้าใจว่า ชีวิตเราเกิดมาทำไม เข้าใจชีวิตคนวัฒนธรรมอื่น สิ่งที่เราคิดว่าถูกต้องในวัฒนธรรมของเรา อาจจะไม่ถูกต้องในอีกวัฒนธรรมนึง คือ เราต้องอยู่ตรงจุดนั้น เราถึงจะเข้าใจ

การเดินสู่ดินแดนดนตรีแจ๊ส

ผมเดินทางไปหาคนหลายคน สมัยก่อน ผมไปหาพี่โซ่ ETC เขาเป็นนักเปียโนแจ๊สที่เก่ง พี่โซ่บอกให้ไปหาอาจารย์ป้อม ดร.ภัทร ชมภูมิ่ง ท่านเรียนจบจาก Whitworth College และ Northern Illinois University สหรัฐอเมริกา สอนวิชา Music Appreciation ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งอาจารย์ป้อมก็สอนดนตรีให้ซ้อมอย่างนั้นซิ เล่นอย่างนี้ซิ อาจารย์ป้อมเปลี่ยนแปลงชีวิตของผม ให้ผมย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ย้ายจากเทคโนไปเรียนต่อปี 3 เล่นดนตรีให้มหาวิทยาลัยตามโครงการช้างเผือก แล้วอาจารย์ก็ทำหนังสือขอทุนให้ผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา 6 เดือน เรียนดนตรีที่สหรัฐอเมริกาก็คิดเอา ฟังเอา เก็บเล็กผสมน้อย อาจารย์ก็ให้การบ้านมาเยอะมากซ้อม 5 ปี ไม่หมด

กลับเมืองไทยก็มาเรียนต่อ เรียนจบก็ซ้อมดนตรี เล่นดนตรี เก็บประสบการณ์เอาตามถนนหนทาง ผมเรียนจบคณะศึกษาศาสตร์ ศิลปศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งดีมาก ผมเรียนสายอาชีพช่างที่เทคโน เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็จะคิดคนละแบบ เรียนมหาวิทยาลัยคิดแบบ Concept มองภาพใหญ่ขึ้น เรียนช่างก็จะคิดในเชิงเทคนิค การจัดการ นอกจากดนตรีแล้วก็จะมีสภาวะแวดล้อมอื่นๆ ที่หลอมรวม เราเป็นนักดนตรีแต่ก็ต้องออกาไนซ์ ทำกิจกรรมให้ได้ เพราะมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง เราใช้ทักษะและต้นทุนความสัมพันธ์ในการจัดการ

ตอนอยู่สหรัฐอเมริกา ผมเป็นเด็ก อยู่ไปสู้ไป อดมื้อกินมื้อ หางานพาร์ทไทม์ ทำงานกรรมกร เป็นช่าง ผมมีรุ่นพี่อยู่นิวยอร์ก (New York)  อยู่ควีนส์ (Queens) ก็หาทำงาน หลังจากนั้นก็ทำงานร้าน tattoo เพราะเราเขียนรูปได้ ทำลายสัก แล้วก็เรียนหนังสือเป็นคลาสเป็นคลาสเรียนครั้งละวัน เรียนในเมือง ทำงาน ซ้อมดนตรี ไปเรียนในเมือง ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ เป็นเวลาสั้นๆ แต่เราอยู่ในเมืองของโมเดิร์นแจ๊ส เราก็ได้เข้าไปดูศิลปินใหญ่ เห็นการใช้ชีวิต เห็นวิธีการเรียน วิธีคิด บรรยากาศ เรื่องของประวัติศาสตร์จะเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเพลง Jazz Standard เราจะมองเห็นจิตวิญญาณ มองเห็นปรัชญา การที่มนุษย์จะพูดถึงอิสรภาพมันทำงานยังไง มันยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ เช่น การที่เราไม่อยู่ในการกำกับของอำนาจ หรือการคืนอำนาจให้ประชาชน

ปรัชญาของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เขาเขียนรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญน่าสนใจก็คือ มันเป็นการทดลอง การที่มนุษย์บอกว่า เราจะทำแบบนี้ เลือกตั้งแบบนี้ ผมว่ามันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ยังเป็นการเดินทาง ซึ่งก็เป็นคำถามอยู่ว่ามันจะเวิร์กมั้ย แนวคิดแบบนี้ไม่ได้ส่งผลต่อแนวคิดทางสังคมเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลถึงแนวคิดทางดนตรี ว่าคุณมีอิสรภาพใน 3-4 คอรัส คุณเล่นอะไรก็ได้ ภายใต้กรอบบางอย่าง วิธีคิดบางอย่าง เพื่อนๆ ก็จะสนับสนุนคุณ เพราะแนวคิดเรื่องเสรีภาพ (Freedom) ศักดิ์ศรี อิสรภาพ เป็นการเปิดพื้นที่ให้เขาสร้างสรรค์ดนตรีในรูปแบบใหม่ๆ มันก็จะสัมพันธ์กับศิลปะกับดนตรีในสหรัฐอเมริกาที่เปิดกว้าง

นั่นหมายความว่า คุณตื่นขึ้นมาคุณมีสำนึกว่า คุณมีอิสรภาพนะ แต่คุณจะใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ ถ้าคุณจะใช้คุณใช้ได้ สิ่งนี้มันผลักดันให้คุณเล่นให้เป็นฟรีแจ๊ส  หรือคุณจะเรียบเรียงให้มันสวยงาม หรือเพื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์เราจะเล่นเพื่อส่งเสียงของความมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ได้ ผมว่าแจ๊สมีความพิเศษตรงนี้ ดนตรีอื่นอาจอธิบายว่า เล่นเพื่อความบันเทิง เพื่อความรัก แต่แจ๊สมีทางออก (Solution) บางอย่างที่เราสามารถเลือกได้ในวินาทีนั้น

เรื่องเหล่านี้เราตกผลึกได้ในภายหลัง แต่จะตกผลึกได้เราก็ต้องมีวัตถุดิบจึงสามารถมองย้อนกลับไป ทำไมผู้คนทั่วโลกถึงเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าใคร ไม่จำเป็นต้องมีเลือดสีน้ำเงิน ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ “เนเน่-นิลกุล พรหมศร” ก็ประสบความสำเร็จที่สหรัฐอเมริกา มันอธิบายว่า คุณไม่ต้องเป็นลูกเทพ มันมีโอกาสบางอย่างที่เป็นไปได้

นักดนตรีแจ๊ส Keep the Message (บันทึกถ้อยความเพื่อสื่อสารไว้ในดนตรี) มันจึงไม่สูญหาย message พวกนี้สำคัญ ดนตรีพื้นบ้านยังคงเก็บ masseg เอาไว้ คนเล่นเตหน่า เช่น คลีโพ (KLEE BHO) หรือ ชิ สุวิชาน (ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์) ก็จะไม่เหลือ อีกไม่นาน message ก็จะหายไป ส่วน jazz กำลัง Keep message จำนวนมากกว่า เคยได้ยิน ่jazz message album หรือเปล่าครับ เขาบอกว่าเขาเป็นผู้ส่งสารทางดนตรี ตัวสารที่กำลังบอกว่า “เขากำลังอยากมีชีวิตที่ปราศจากความกลัว” มันถึงสำคัญ ดนตรีเป็นคอมมูนิตี้ที่ใหญ่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เราอยู่เพื่อปกป้อง masseg เหล่านี้ มนุษย์ที่เคยเป็นทาส โดนกดขี่ คนดำบอก ฉันจะไม่เป็นทาส แต่ตัวสารที่กำลังสื่อออกมาเกิดขึ้นทุกสังคม เช่น คนไทยใหญ่ โดนกดขี่ก็จะมี Spirit อย่างเช่น เราเป็นคน เราทำงานให้คุณ เราอยากได้รับความยุติธรรม ไม่อยากถูกกังขัง เราต้องการความช่วยเหลือ อยากได้รับการปกป้องสิทธิความเป็นมนุษย์ ลูกหลานอยากได้รับการศึกษา

ความเป็นจริงในโลกดนตรีเมืองไทย

ผมกลับเมืองไทยเพื่อใช้หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา กู้เงินเรียน เรียนจบก็เริ่มใช้หนี้ ทำงานเล่นดนตรีตามบาร์ เริ่มเล่นดนตรีที่ สุดสะแนน เป็นร้านแรก ได้ชั่วโมงละ 100 บาท มีข้าวกิน เล่นดนตรีเปิดหมวกบนถนนคนเดิน มีคนมาจ้างวาดรูปก็วาด อายุ 26 ปี เริ่มทำแจ๊สบาร์เล็กๆ วันเปิดร้านก็ไม่มีเก้าอี้นั่ง บาร์ก็สร้างด้วยเศษไม้ที่เก็บตามข้างถนนมาตอกๆ ประกอบเป็นบาร์สร้างพื้นที่ดนตรีให้เป็นอาชีพ มีรายได้ มีเงินเลี้ยงดูตนเอง เราทำบาร์ครบ 20 ปี ล้มลุกคลุกคลาน สารพัดเรื่องเล่า โดนโกงบ้าง แต่เราก็ด้เล่นดนตรี ได้ซ้อมดนตรี ได้ทำในสิ่งที่เรารัก เดินทางทิ้งบาร์ พบเจอผู้คนทั่วโลก โดนร้องเรียนเรื่องส่งเสียงดัง แต่ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เรารู้ตัวว่าต้องทำให้เป็นระบบ เจอโควิดเข้าไปก็คิดใหม่ทำใหม่ เรียนรู้บัญชี การบริหารจัดการ หลังจากนั้นจึงเริ่มขยายบาร์ ทำออฟฟิศ (Office) ออกแบบ ทำเสื้อผ้า ทำงานกับศิลปิน ดีไซเนอร์ (Designer) ทำโชยุคราฟต์และสาเกคราฟต์

ดนตรีกับการเดินทางมันเป็นการผสมผสาน (Combination) สำหรับผมมันสวยงามมากเพราะเราไมได้เดินทางเพื่อรับมาอย่างเดียว เรามีบางอย่างมอบให้เขาด้วย ช่วงเวลาที่ได้ใช้ ได้พูดคุย สื่อสารทางดนตรีกับผู้คน ณ ที่นั้น นั่นทำให้เราได้แชร์ ได้พบเจอเพื่อน รับฟังเรื่องเล่าซึ่งสร้างแรงบันดาลใจอย่างมากให้กับผู้คนทั่วโลก มีหลายทริปโบกรถจากเชียงใหม่ไปรอบประเทศไทย โบกรถเชียงใหม่ไปอังกฤษ โบกรถเชียงใหม่ไปฝรั่งเศส โบกรถเชียงใหม่ไปอังกฤษ อิตาลี เป็นสิ่งที่พิเศษ เป็นโอกาส ถ้าไม่เป็นนักดนตรีก็คงไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้

เดินทางสู่เชียงใหม่แจ๊สเฟสติวัล

แจ๊สเชียงใหม่ ไม่ต่างจากภาพลักษณ์ดนตรีแจ๊สหลักๆ ของโลก อาจแตกต่างที่จำนวน ส่วนเรื่อง วิธีคิด วิธีเล่น บรรยากาศ เทียบเท่าสหรัฐอเมริกา คุณฟังเพลงที่ North Gate บางรูปแบบ บางวง บางช่วงเวลา บลูส์โน้ตที่ลอสแอนเจลิส (Los Angeles) ฝีมือ วีธีคิด เหมือนกัน เราปลุกปั้นกันมา 20 ปี สร้างคอมมูนิตีขนาดใหญ่ นักดนตรีที่เก่งทั่วโลกก็เข้ามาเล่นที่เชียงใหม่ ยิ่งเราทำเฟสติวัล เราก็มีโอกาสได้เจอนักดนตรีเก่งๆ ระดับบนของโลก แม้ว่าแจ๊สเฟสติวัล เราอยู่ในเมืองเชียงใหม่ซึ่งเขามองว่าเป็นเมืองวัฒนธรรมล้านนา กระทรวงวัฒนธรรมก็จะต้องวัฒนธรรมไทย แต่ดนตรีที่เราเล่นมันเป็นดนตรีตะวันตก เราไม่ได้เป็นดนตรีกระแสหลักอย่าง เช่น POP หรือ Rock  

การเติบโตของดนตรีแจ๊สในเชียงใหม่เราต้องดูนักดนตรีรุ่นก่อนหน้าเรา รุ่นอาจารย์ป้อม ดร.ภัทร ชมภูมิ่ง ,อาจารย์เต๊ะ อิทธินันท์ อินทรนันท์ , ตุ๊ก บราสเซอรี่ หรือ วัชระ เจริญพร คนเหล่านี้วางรากฐานมาก่อน เชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ระดับอินเตอร์ มีสนามบินนานาชาติ มีเอ็นจีโอซึ่งเดินทางมาจากต่างชาติจำนวนมาก เดินทางไปจีน ไปฮ่องกง ก็ใกล้ ยิ่งมีแจ๊สบาร์ มีเฟสติวัล เชียงใหม่ก็โตได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าไม่มีโครงสร้างพื้นฐานมันจะยาก เพราะเราปลูกต้นไม้ในพื้นที่ซึ่งไม่มีน้ำ ดนตรีเหมือนปลูกต้นไม้ มีความรู้ มีนักศึกษาซึ่งจะเข้ามารับช่วงต่อ หลายจังหวัดกลายเป็นเมืองมหาวิทยาลัยเพราะไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับซึ่งต้องใช้ระยะเวลา เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีคนมากพอที่จะเสพสิ่งเหล่านี้

ช่วงชีวิตของผมได้ทำในสิ่งรัก เล่นดนตรี ได้เดินทาง ได้ออกแบบ ทำสถาปัตยกรรม ทำสิ่งสร้างสรรค์ให้มีประโยชน์ ทำธุรกิจเหมือนการปลูกต้นไม้แล้วต้องโต นั่นเป็นโจทย์ ถ้าบริหารธุรกิจก็ต้องขยับขยาย มนุษย์เมื่อนึกถึงอนาคตเขาจะต้องการ 2 สิ่ง คือ เวลาและทรัพยากร เมื่อเราทำคอมมูนิตีเรื่องดนตรี เรื่องวัฒนธรรม  แนวคิดต่อไปคือการสร้างศูนย์การเรียนโดยใช้ดนตรี ศิลปะ ให้กับเยาวชนที่เขาขาดโอกาส เราทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ น่าจะเป็นอีกโปรเจกต์ที่ North Gate ทำได้ เราทำแจ๊สบาร์ได้ ทำสังคมได้ เราต้องทำเรื่องการศึกษาให้ได้

ส่วนการเล่นดนตรีของเราเปลี่ยนแปลง เราโตขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ด้านสังคม โตขึ้นมีวุฒิภาวะมากขึ้น เราก็จะใจเย็นและไม่ตัดสินคนอื่นในทันที หรือตัดสินน้อยลง ในขณะที่เรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่กำลังย่ำแย่กับมนุษย์คนหนึ่งเราไม่มีทางรู้ว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง เราอย่าเพิ่งไปตัดสินเขา บางครั้งความไร้สาระของชีวิตก็ไม่ได้เป็นอะไรที่น่ารังเกียจ เมื่อโตขึ้นก็จะเรียนรู้ที่จะรักคนอื่นมากขึ้น รักในสิ่งที่เขาเป็น รักในความไร้สาระของชีวิต บ้าบอ เขาอาจจะโกงประเทศอยู่ในโหมดของความโลภแต่ในวันที่เขาล้มป่วยเขาอาจจะคิดได้ว่า สิ่งที่ทำไปทั้งหมดเพื่ออะไร คือเราต้องไม่หยุดในการสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ถอย สอนไป

หน้าที่ของดนตรีคือการทำสิ่งนี้ เหมือนเราเล่นดนตรีอยู่ไฟดับเหลือแค่กลองกับแซกโซโฟนเราเล่นได้ ไม่หวาดกลัว ดนตรีเป็นนามธรรม ดนตรีคือเสียง เกิดขึ้นแล้วก็หายไป แต่มันอาจจะไม่หายนะ หรืออาจจะเข้าไปฝังอยู่ในหัวใจของใคร คือ เวลาที่เราทำในสิ่งที่เป็นนามธรรมมากๆ คุณจะต้องยอมรับในสิ่งที่คุณทำให้ได้ มันก็กลับไปคำถามเดิมๆ ว่า คุณรักในสิ่งที่คุณเล่นมากแค่ไหน ยุคสมัยหนึ่ง ดนตรีที่คนดำหยิบมาเล่น คือ เครื่องดนตรีที่คนขาวเขาทิ้ง โน้ตบางอย่างบิดเบี้ยว เสียหาย แต่เขาก็หาวิธีเล่นให้ได้ภายใต้ข้อจำกัด เราจะมีชีวิตได้อย่างไร คือ เราต้องอิมโพรไวส์ (Improvise) ต้องคิด ต้องสู้