HomeMusicSoul - JazzWork-Life Balance: โลกใบที่สองของ จอย สนาธร รัตนภูมิภิญโญ

Work-Life Balance: โลกใบที่สองของ จอย สนาธร รัตนภูมิภิญโญ

จอย สนาธร รัตนภูมิภิญโญ คือมือเบสของวงร็อกอินดี้มีชื่อว่าวง The Octopuss* เธอมีพื้นฐานการเล่นเปียโนตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นเริ่มหัดเล่นกีตาร์เบส นอกจากเป็นนักดนตรีมีผลงานแล้วเธอยังประสบความสำเร็จในอาชีพแพทย์ ปัจจุบัน หมอจอย หรือ พญ.สนาธร รัตนภูมิภิญโญ เป็นแพทย์ศัลยกรรมควบคู่ไปกับการทำธุรกิจร้านอาหาร The Mellowship ร้านอาหารดนตรีแจ๊สและบลูส์ ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ เป็นแพทย์หญิงที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมดนตรี “เชียงใหม่แจ๊สเฟสติวัล”ชีวิตของเธอน่าสนใจ มิใช่เพียงเพราะเล่นดนตรี แต่เธอเป็นนักบริหารจัดการชีวิต 

ชีวิตคุณหมอที่สนุกกับดนตรี 

จอยเรียนเปียโนตอนเด็กๆ คุณแม่ให้ไปเรียน เรียนตั้งแต่ชั้นประถมแล้วก็เลิกเรียนตอน ม.1 เมื่อเรียน ม.ปลายก็เริ่มเรียนกีตาร์เบส พอถึงช่ววงเอ็นทรานซ์ก็หยุดเรียน ช่วงเรียนคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ฝั่งเมืองเก่าซึ่งมีร้าน Jazz Happens Bar  เมื่อก่อนตอนเป็นวัยรุ่นก็ฟังเพลงร็อกทั่วไปแต่ช่วงหลังหันมาฟังเพลง ดิสโก้ (Disco) ฟังก์ (Funk) เอซิดแจ๊ส (acid jazz) ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยก็จะมีเทศกาลแจ๊สในกรุงเทพฯ หรือ หัวหิน ช่วงปี 2-3 เพื่อนก็จะชวนไปร้าน Jazz Happens Bar, Brown sugar เพื่อนที่เรียนหมอด้วยกัน เขามีเพื่อนอีกคนเป็นมือกีตาร์เบสศิลปากรแจ๊ส เขาก็ชวนไปดู เราก็ตามเขาไปด้วย เราก็เลยชอบดูดนตรี คือมันสนุกฮะ จอยเลยชอบไปดูเทศกาลแจ๊สอยู่ตลอด

ส่วนอาจารย์สอนเบส (ดามพ์ บูรณะภิรมณ์) ก็เปิดเพลงแจ๊สให้ฟัง อย่าง Incognito (band) ฟังแล้วก็สนุก ตอนเรียนก็ใจดี ถ้าเรามีเพลงอะไรที่ชอบก็เอาไปให้อาจารย์แกะ ตอนนั้น เทคโนโลยีไม่ทันสมัย ไม่มี YouTube ที่มีคนสอนแกะเพลง ตอนเรียนดนตรีอาจารย์สอนพื้นฐาน สอนแกะเพลง แล้วก็มีเพลงที่ชอบอาจารย์ก็จะแกะเพลงให้เรา แต่ก็โดดเรียนบ่อยๆ เพราะบางที่ใกล้จะสอบก็จะหยุดเรียนดนตรีไปอ่านหนังสือ ตอนเอ็นทรานซ์ก็หยุดเรียน แต่ช่วงที่มีสอบ บางครั้งก็จะเอาหนังสือไปนั่งอ่านในโรงเรียนสอนดนตรี ดูอาจารย์สอนคนอื่น

ตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็จะมีการแสดงดนตรีปีละ 2 ครั้ง เรามีเบส เอาเบสไปซ้อมกับเพื่อน จะเล่นวงกับเพื่อนก็ต่อเมื่อมีงานเล่นดนตรีที่คณะ ช่วงที่จอยเล่นดนตรีเยอะคือตอนที่เรียนจบแล้วตอนที่ทำงานใช้ทุน เป็นช่วงที่มีเวลาว่าง ไม่ต้องมีสอน หรือทำงานส่งอาจารย์ เราทำงานดูแลคนไข้ไปเช้าเย็นกลับก็จะมีเวลาซ้อมเบสเยอะขึ้นหน่อย ช่วงนั้นเราทำวงดนตรีอินดี้แล้วก็ส่ง Fat Radio, Fungjai Chart ตอนนี้ก็ยังมีงานเล่นดนตรีอยู่ 3 – 4 เดือน มีงานเล่นครั้งนึง สำหรับ การทำวงดนตรี ค่อนข้างลำบากมากเพราะจอยใช้ทุน 3 ปี ทำวงดนตรีตอนเรียนจบแพทย์ปี 2 หลังจากนั้นก็เรียนต่อเฉพาะทาง

โลกใบที่สองของนักศึกษาแพทย์

การเรียนต่อแพทย์เฉพาะทาง เรียนค่อนข้างหนัก เป็นเรื่องที่ไม่ควรให้คนอื่นรู้ว่า เรามีกิจกรรมอื่นนอกจากการเรียนที่คณะแพทย์ เพราะจะทำให้เราดูเป็นหมอที่ดูไม่ดี ถ้าอาจารย์ถามว่า ไปเล่นดนตรีบ่อยมั้ย จอยก็ต้องตอบว่า ไม่เล่น (หัวเราะ) เพราะยุคสมัยก่อนไม่มีคนทำแบบนี้ แต่ปัจจุบันมีคนทำสื่อช่องทางโซเชียลมีเดีย ทำแอปพลิเคชัน สื่อ TikTok ทำให้เป็นที่ยอมรับ ถ้าย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เขาไม่ยอมรับเรื่อง Work-Life Balance

เราเป็นวงดนตรีอินดี้ นานทีจะมีงานเล่นครั้งนึง เดือนมีสักครั้ง เช่นใครมีการจัดงานอินดี้ ปกติรุ่นพี่ก็จะชวน เช่น ร้านนี้มีงานอยากเล่นคัฟเวอร์มั้ย บางครั้งก็บอกว่า เขาจัดวงนี้มาเล่นกับวงนี้ มาเล่นมั้ย มันเป็นการแสดง 3 เดือนครั้ง แต่จอยมีงานเล่นแค่ 2 เดือนครั้ง มันไม่ได้เยอะแยะอะไร เลยไม่กระทบตารางงานการเรียนเฉพาะทาง เราก็จะพอรู้ภาพร่างแล้วว่าเป็นอย่างไร แล้วต้องเตรียมตัวยังไง ตอนเริ่มทำงานเป็นหมอ เวรก็จะเยอะ พอเติบโตขึ้นเวรก็จะลดลง ฉะนั้น เวลาเล่นดนตรีตัวก็ต้องเช็กดูว่า งานดนตรีของเราอยู่ในช่วงไหน ตรงวันที่อยู่เวรมั้ย ตรงกับเวรผ่าตัดหรือเปล่า  

ถ้าเกิดมีเวรผ่าตัด แล้วมีเล่นดนตรี 2-3 ทุ่ม จอยไปเล่นไม่ทันจอยก็ซวย ถ้าเกิดวันไหนอยู่เวรก็แลกเวรกับเพื่อน ถ้ามีเวรผ่าตัดต้องปฏิเสธเพราะคาดเดายาก ต้องดูด้วยว่าเป็นเคสแบบไหน ถ้าเป็นเคสไม่ยาก 6 โมงเย็นก็น่าจะเสร็จ 4 ทุ่มเราไปเล่นดนตรีได้ แต่ถ้าอาจารย์ลงตารางเป็นมหากาพย์ผ่าตัดยาว 10 ชั่วโมง เราก็ไปเล่นไม่ได้ อันนี้ก็ต้องปฏิเสธ แต่เราเป็นคนโชคดีเพราะเวลาได้งานมาก็จะไม่ตรงกับเวร หรือไม่ตรงกับเวรผ่าตัด ส่วนใหญ่ก็ได้เล่นดนตรีตลอด แต่ด้วยเรารู้สึกว่าเราเป็นภาระ เราก็ต้องมีมือเบสสำรอง  

สำหรับจอย ดนตรีเป็นงานอดิเรก ถ้าย้อนคิดดู ช่วงที่เรียนหนัก ถ้าไม่ได้เล่นดนตรี จอยก็อาจจะไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ มันทำให้เรามีแต่ความทรงจำดีๆ ในช่วงเวลานั้น แต่เราก็เหนื่อย อดหลับอดนอนเพื่อซ้อมดนตรี (หัวเราะ) แต่พอเราไปเที่ยวเล่น สนุกกับเพื่อน ก็เป็นสีสันชีวิตที่มันสนุกดี เรียนก็เหนื่อยอยู่แล้วแต่ก็ยังต้องเหนื่อยเพิ่ม แบ่งเวลามาซ้อมดนตรี ถามว่าคุ้มมั้ย ตอบว่าคุ้ม เพราะหากไม่มีดนตรีชีวิตก็อาจจะไม่สนุกก็ได้

ในดนตรีของวง The Octopuss 

สำหรับจอย ดนตรีหรือศิลปะอาจเป็นเรื่องของปัจเจกชน เราชอบแบบนี้ คนอื่นชอบแบบนี้ คนส่วนมากชอบแบบนี้ เราเอาอะไรมาตัดสินว่า ดนตรีดีพอหรือไม่ ดนตรีนี้ขายได้หรือขายไม่ได้ ถ้าพูดถึงเรื่องการค้า จอยไม่เคยมีกำไรกับการทำดนตรี (หัวเราะ) The Octopuss* ไปเล่นที่ไต้หวัน ค่าจ้างเอาไปกินชาบูคืนเดียวก็หมด คือเราอยากไปเล่นดนตรี แต่ถามว่า ดนตรีหรือศิลปินที่มีชื่อเสียง เขาสร้างกันยังไง มีสูตรสำเร็จหรือไม่ น่าจะมี แต่เราไม่รู้ ประเด็นก็คือ อะไรก็ตามที่ขายได้ต้องเป็นอะไรที่หลายคนยอมรับ ถ้าเราไม่ใช่คนส่วนมาก เราก็ต้องทำใจ ทุกวันนี้อยู่ไปเพราะชอบ ถ้าจะทำดนตรีให้ขายได้ก็ต้องทำใจว่า อาจจะไม่ใช่ดนตรีที่ตนเองชอบ แต่เป็นดนตรีที่คนส่วนมากชอบ หรือเป็นสิ่งที่ตลาดเพลงชอบ

สำหรับภาพที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลก็เป็นปกติของจอยเพราะเรานอนวันละ 5 ชั่วโมง ไม่ได้รู้สึกว่าเหนื่อยหรืออะไรเพราะมันเป็นปกติชีวิตของเรา คือสิ่งที่ส่วนมาชอบ อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ เอาอะไรมาตัดสิน อย่างตอนที่ถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อประชาสัมพันธ์คลีนิก แล้วก็มีคนล้อว่า ดูนอนน้อย โทรม ทุกคนที่คลีนิคดูคลิปนี้แล้วก็ไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร คือบางคนเขาติดภาพว่า หมอคลีนิกต้องแต่งหน้าเยอะๆ ดูสวย ดูจัดเต็ม

ปัจจุบันโลกศัลยกรรมอยู่นอกเหนือการควบคุม เมื่อ 20 ปีก่อน เวลาคนจะทำศัลยกรรม อย่าทำให้คนรู้ แต่ปัจจุบัน มีคนมาหาจอยเพื่อจะให้ทำจมูกโด่งๆ เพื่อให้รู้ว่า ทำศัลยกรรมมา แล้วเราก็สงสัยว่า แล้วจะทำอย่างนั้นทำไม่ คือเราเข้าใจคนที่อยากปรับปรุงบุคลิกภาพ แต่ทำไมเราต้องทำให้มันดูไม่เป็นธรรมชาติด้วย แล้วอีกอย่าง คนจะคุ้นเคยกับโซเชียลมีเดี่ย คาดหวังว่า หมอจะต้องเลิศมาก ตัวจะต้องทำจมูก ทำตาสองชั้น จะต้องสวยมาก มันถูกยกระดับเจนเรามองว่า มันเยอะเกินไป อย่างอาจารย์ของจอยซึ่งเป็นหมอศัลยกรรมเขาก็จะเป็นแบบอนุรักษ์นิยม  คือไม่ต้องทำอะไรเยอะ ไม่ต้องแต่งหน้าเยอะ

หมอจอยกับเชียงใหม่แจ๊สเฟสติวัล

จอยเริ่มทำร้านอาหารตอนที่อินเทิร์น ตอนเป็นหมอใช้ทุน ความจริงไม่ควร แต่ในช่วงวัยยี่สิบกว่าๆ มันมีไอเดียอะไรเยอะมาก พออายุสามสิบกว่า ก็คิดว่า เราไม่น่าจะทำอะไรเยอะแยะเลย แต่เราชอบไปร้านอาหาร ชอบดูดนตรี ไปดูดนตรีที่หัวหิน ก็อยากมีร้านเป็นของตนเอง ช่วงเรียนจบใหม่ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ บางคนเลือกเลือกที่จะเรียน บางคนเลือกที่จะไม่เรียน จอยก็มีอยู่ช่วงนึงที่คิดว่า จะไม่เรียนต่อ คิดว่าจะช่วยคุณพ่อคุณแม่ทำงานที่บ้านเพราะตอนนั้นครอบครัวทำโรงแรม ibis Styles Chiang Mai แล้วจอยก็ชอบไปเที่ยวเชียงใหม่มาก มีช่วงที่หลินปิงดังๆ ก็ไปบ่อยมาก  

ตอนคุณพ่อทำโรงแรมก็มีพื้นที่ตึกใหม่ด้านล่างว่างอยู่ ก็คิดว่าจะทำอะไรดี เราชอบไปเที่ยวนอร์ทเกตก็ได้รับแรงบันดาลใจอย่างมาก อยากทำร้านเป็นของตนเอง ตอนนั้นเรียนจบใหม่ๆ ก็เริ่มท้อ แต่คุณพ่อคุณแม่อยากให้เรียนเฉพาะทาง ส่วนพี่ที่ทำงานโรงพยาบาลก็ถาม หมอทำร้านหรือ เดียวผมไปอยู่ให้ พอย้ายมาอยู่เชียงใหม่ทำได้ปีกว่าๆ ก็เป็นห่วงลูกเมีย คิดถึงบ้าน หลังจากนั้น จอยก็เปลี่ยนผู้จัดการคนอื่นเข้ามาดูแลแทน

สำหรับดนตรีแจ๊ส ตอนเป็นนักศึกษา จอยก็ไม่รู้ว่าแจ๊สคืออะไร แล้วจอยก็ไปดูเทศกาลดนตรี มันเปิดกว้างทำให้เรารู้สึกว่า ชอบและสนุกมาก เทศกาลดนตรีของเชียงใหม่ จอยว่ามันเข้าถึงง่าย ก็คือ ใครก็สามารถร่วมสนุกได้ ทั้ง นักท่องเที่ยว วงดนตรีที่ชวนเข้ามาเล่นก็เป็นระดับเทพ ล่าสุดผู้จัดกิจกรรมก็เริ่มออดิชันนักดนตรีรุ่นใหม่เข้ามาร่วมกิจกรรม เมื่อมีพื้นที่ให้เล่นดนตรีแจ๊สมากขึ้น ก็จะเกิดแรงบันดาลใจ เกิดความสนใจ เป็นคอมมูนิตีที่ใหญ่ขึ้น คือ คนเราได้รับแรงบันดาลใจจากการที่เอาตัวไปชมเพื่อรับประสบการณ์ด้วยตนเอง

การค้นพบสิ่งที่ชอบของหมอจอย 

เราเป็นคนอะไรก็ได้ กินอะไรก็อร่อย ใครบอกให้ทำอะไรก็ทำ พี่สาวของจอยเป็นหมอ พี่ก็บอกให้ไปสอบหมอ  จอยก็ไปสอบหมอ แล้วก็สอบได้ แต่ตอนเป็นวัยรุ่น เราควรเอาตัวไปอยู่และสัมผัสกับศาสตร์ความรู้ต่างๆ ให้หลากหลายมากที่สุด เพื่อค้นหาว่า ตัวเราชอบอะไร ถ้าถามว่าย้อนเวลาไปจอยจะเป็นหมอมั้ย ก็ตอบว่า เป็นหมอ แต่ถ้าจอยได้รู้จักดนตรีเร็วกว่านี้ จอยอาจจะมีชีวิตที่เปลี่ยนไป อาจจะตั้งใจเล่นดนตรีมากกว่านี้

ถ้าเด็กๆ อยากทดลองอะไรเล่นอะไร ก็ไปเรียน ไปเล่น จะได้รู้ว่าตนเองชอบจริงมั้ย ถ้าเราอายุมากขึ้นแล้วต้องพยายามทำสิ่งเหล่านี้ เราต้องพยายามมากกว่าตอนที่เราเป็นเด็กอีกหลายเท่า เพราะความเป็นผู้ใหญ่จะมีบางสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ เราต้องทำงาน ต้องหาเงิน มีเจ้านายมาทวงงานเราด้วย คือบางสิ่งบางอย่างเราทำได้เพียงบางช่วงเวลาของชีวิต เมื่อผ่านเวลานั้นไปแล้ว เราจะเอากลับเอาคืนมาไม่ได้

RELATED ARTICLES

Most Popular

Recent Comments