แนวคิดสำคัญในดนตรีแจ๊สสามารถกล่าวได้ว่า เป็นการเปิดประตูมิติให้ดนตรีแจ๊สก้าวไปสู่โลกแห่งเสียงประสานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว วิธีการสร้างสรรค์ในบริบทต่าง ๆ ทางดนตรีตลอดจนวิธีการจัดการเสียงประสานหรือการดำเนินคอร์ดเหล่านี้ จึงมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอิมโพรไวส์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่เหล่านักดนตรีแจ๊สทุกคนมีความกระหายมุ่งศึกษาและให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ เพื่อสร้างสรรค์แนวทำนองให้สอดคล้องไปกับบริบทในเพลง แต่หากพิจารณามุมมองด้านเสียงประสานหรือการดำเนินคอร์ด มักพบว่ามีการใช้พาหนะ ดั้งเดิมอยู่บ่อยครั้งสำหรับการขับเคลื่อนมิติเสียง การสร้างสรรค์แนวคิดระบบเสียงประสานของตนเองขึ้นมาอย่างเป็นระบบกระทั่งประสบความสำเร็จได้นั้น ก็เป็นเรื่องท้าทายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการอิมโพรไวส์
ใช่ครับ !! ผมกำลังพูดถึงระบบเสียงประสานเขย่าโลกดนตรีแจ๊สมาจนทุกวันนี้ “Coltrane Changes” จากประสบการณ์ของผมได้มีโอกาสศึกษาระบบเสียงประสานนี้มากยิ่งขึ้นตอนเรียนระดับปริญญาโท โดยได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับวิเคราะห์และเปรียบเทียบการอิมโพรไวส์ของ Pat Metheny และ Mike Stern ในเพลง Giant Steps ประพันธ์โดย John Coltrane จัดทำไปเมื่อปี พ.ศ. 2555 การศึกษาครั้งนั้นทำให้ได้คลังความรู้มามากโข สาระทั้งหมดผมได้สรุปประเด็นสำคัญรวมถึงปรับระดับภาษาให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เพื่อให้บุคคลทั่วไปที่พอจะมีพื้นฐานทางดนตรีมาบ้างสามารถทำความเข้าใจได้ตามแนวทางบทความนี้ ทั้งนี้ผมพิจารณาแล้วว่าคุณค่าจากการศึกษาค้นคว้าครั้งนั้นไม่ควรปรากฏองค์ความรู้แต่ในวิทยานิพนธ์เท่านั้น หากมีโอกาสก็สมควรนำความรู้ที่ได้มาเผยแพร่ต่อไป
ก่อนเข้าเนื้อหาสาระขอสร้างความเข้าใจกันก่อนว่าสำหรับ Ep.11 ผมใช้ชื่อเรียกระบบนี้ว่า Coltrane Changes เท่านั้นเพื่อป้องกันความสับสน เนื่องจากหนังสือ/ตำราหรือแหล่งความรู้อื่นอาจเรียกชื่อต่างกันออกไปได้ เช่น Coltrane Matrix, Coltrane Harmony, Coltrane Substitutions ฯลฯ บริบทโดยรวมทั้งมีทิศทางเดียวกันคือกล่าวถึงแนวคิดสำคัญที่ John Coltrane ได้สร้างสรรค์ขึ้น นอกจากนี้แม้แต่หนังสือ Modern Jazz ที่ผมจัดทำขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2565 ก็แอบเรียกระบบนี้แฝงไปด้วยนัยสำคัญทางแนวคิดว่า “ขั้นคู่ 3 สมมาตรสัมพันธ์” ก็กล่าวถึงแนวคิดระบบนี้เช่นเดียวกัน
John Coltrane นักแซ็กโซโฟน นักแต่งเพลง ได้สร้างปรากฏพลิกโลกของดนตรีแจ๊สด้วยระบบเสียงประสานที่มีการย้ายศูนย์กลางเสียงอย่างรวดเร็ว ศาสตร์แห่งการขับเคลื่อนมิติเสียงนี้ได้ประทับรอยเท้าอันยิ่งใหญ่ให้กับ John Coltrane ผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับโลกใบนี้ได้รับรู้ว่าดนตรีแจ๊สก้าวไปสู่ดาวดวงใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เสียงประสานหรือการดำเนินคอร์ดเป็นพาหนะสำคัญถูกร้อยเรียงอย่างเป็นระบบ เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงเข้ากับศูนย์กลางเสียงอันแปรเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว ผลงานอัลบั้ม Giant Steps ของ John Coltrane บันทึกเสียงปี ค.ศ. 1959 สังกัดค่าย Atlantic ได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญให้กับ Coltrane Changes ระบบแนวคิดด้านเสียงประสานหรือการดำเนินคอร์ดถูกสร้างสรรค์ขึ้นทั้งเพลง Giant Steps หรือเพลง Countdown ล้วนถูกขับเคลื่อนให้ศูนย์กลางเสียงมีการแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เสมือนเป็นเพลงที่คอยกวักมือเรียกให้เหล่านักดนตรีแจ๊สได้เดินเข้ามาลิ้มรสความหรรษานี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินคอร์ด ii-V7-I หรือบางคนอาจเรียกว่า 2-5-1 (สามารถใช้สัญลักษณ์ได้หลายรูปแบบ สำหรับ Ep.11 นี้จะใช้เป็น ii-V7-I) มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนมิติเสียงให้กับเพลงแจ๊สมาตรฐาน การดำเนินคอร์ดนี้เป็นหนึ่งในพาหนะยอดนิยมมักถูกสอดแทรกอยู่บ่อยครั้งในเพลงแจ๊สลีลา Bebop เพื่อเป็นกลไกทำหน้าที่เชื่อมโยงศูนย์กลางเสียงไปตามบริบทที่เกิดขึ้นในเพลง อาจมีพื้นที่อาณาเขตหลายห้องหรือเพียงห้องเดียวหรือมากกว่า/น้อยกว่านี้ก็ขึ้นอยู่กับบริบทในเพลง ทั้งนี้เพื่อให้การอธิบายสาระเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีความกระชับสำหรับประเด็นนี้ ผมพิจารณาให้พาหนะการดำเนินคอร์ด ii-V7-I เป็นภาพใหญ่สุดและสามารถทอนออกเป็นภาพย่อยกลายเป็นการดำเนินคอร์ด ii-V7 หรือ V7-I ได้ด้วยเช่นกัน กล่าวคือผมจะพิจารณาเป็นเครือญาติเดียวกัน จากที่กล่าวมาตามตัวอย่างที่ 1 แสดงแนวคิดการดำเนินคอร์ด ii-V7-I ห้องที่ 1-4 การดำเนินคอร์ด ii-V7 ห้องที่ 5-6 และการดำเนินคอร์ด V7-I ห้องที่ 7-8 ที่สัมพันธ์กันกับบันไดเสียง C และ D เมเจอร์
สองบรรทัดบน การดำเนินคอร์ด Dm7-G7-Cmaj7 สัมพันธ์กับบันไดเสียง C เมเจอร์
สองบรรทัดล่าง การดำเนินคอร์ด Em7-A7-Dmaj7 สัมพันธ์กับบันไดเสียง D เมเจอร์
หมายเหตุ การดำเนินคอร์ด ii-V7-I แทนด้วยกรอบเหลี่ยม ①
การดำเนินคอร์ด ii-V7 แทนด้วยกรอบเหลี่ยม ②
การดำเนินคอร์ด V7-I แทนด้วยกรอบเหลี่ยม ➂
ตัวอย่างที่ 1 การดำเนินคอร์ด ii-V7-I, ii-V7 และ V7-I สัมพันธ์กับบันไดเสียง C และ D เมเจอร์

การดำเนินคอร์ด ii-V7-I (รวมถึง ii-V7 และ V7-I) เป็นพาหนะยอดนิยมสำหรับเป็นตัวขับเคลื่อนมิติเสียงให้กับลีลา Bebop อย่างแพร่หลาย ผมได้นำแนวทำนองหลักและการดำเนินคอร์ดเพลง Moose The Mooche รวมถึงเพลง Confirmation ประพันธ์โดย Charlie Parker นักแซ็กโซโฟน นักแต่งเพลงคนสำคัญของดนตรีแจ๊สลีลา Bebop มาแสดงตามตัวอย่างที่ 2-3 ให้เห็นเป็นตัวอย่างการดำเนินคอร์ดข้างต้นที่ถูกนำมาเป็นพาหนะสอดแทรกไปกับเพลง เนื่องจากการพิจารณาสามารถใช้แนวทางได้หลากหลายและเพื่อให้สะดวกไม่เยิ่นเย้อต่อการอธิบายประเด็นนี้ ผมจะนำกรอบแนวคิดจากตัวอย่างที่ 1 มาเป็นพื้นฐานเชื่อมโยงกันเท่านั้น สำหรับกรณีนี้การดำเนินคอร์ดช่วงไหนของตัวอย่างที่ 2-3 หากมีความแตกต่างออกไปจะไม่ถูกนำมาพิจารณา ซึ่งตัวอย่างที่ 2-3 การดำเนินคอร์ด ii-V7-I แทนด้วยกรอบเหลี่ยม ① การดำเนินคอร์ด ii-V7 แทนด้วยกรอบเหลี่ยม ② และการดำเนินคอร์ด V7-I แทนด้วยกรอบเหลี่ยม ➂
ตัวอย่างที่ 2 แนวทำนองหลักและการดำเนินคอร์ดเพลง Moose The Mooche

เพลง Moose The Mooche
ตัวอย่างที่ 3 แนวทำนองหลักและการดำเนินคอร์ดเพลง Confirmation

เพลง Confirmation
หากพิจารณาภาพรวมทั้งสองเพลงข้างต้นเป็นดนตรีแจ๊สลีลา Bebop สามารถตั้งข้อสังเกตได้มากมาย โดยผมจะให้ข้อสังเกตพื้นฐานอยู่ 3 อย่างเพื่อให้เข้าใจได้โดยง่าย ดังนี้ 1) โดยมากดนตรีแจ๊สลีลา Bebop มักมีอัตราความเร็วค่อนข้างรวดเร็ว 2) การดำเนินคอร์ดมักมีการเคลื่อนที่ค่อนข้างรวดเร็วจากบริบท ii-V7-I และภายใน 1 ห้องอาจประกอบด้วยคอร์ดมากกว่า 1 คอร์ด 3) แนวทำนองมักมีการเคลื่อนที่ค่อนข้างรวดเร็วทั้งแนวทำนองหลักและการอิมโพรไวส์ ผมต้องบอกไว้ก่อนว่านี่เป็นข้อสังเกตเบื้องต้นเพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปเข้าใจภาพรวมและให้สะดวกต่อการอธิบายประเด็นนี้เท่านั้น
ยังมีรายละเอียดอื่นอีกมากที่บ่งบอกถึงบริบทดนตรีแจ๊สลีลา Bebop ครับ (พิจารณาร่วมกับการรับฟังเพลง Moose The Mooche และ Confirmation ประกอบ)
การดำเนินคอร์ด ii-V7-I เป็นพาหนะยอดนิยมถูกนำมาเป็นพื้นฐานสำคัญให้กับการสร้างสรรค์ Coltrane Changes ด้วยเช่นกัน สำหรับทำหน้าที่สนับสนุนและเชื่อมโยงกับศูนย์กลางเสียงต่าง ๆ ให้เคลื่อนที่ไปตามบริบทในเพลง โดยศูนย์กลางเสียงเหล่านี้มีการเคลื่อนที่แบบวงจรสมมาตร กล่าวคือมีการเคลื่อนที่ระยะห่างเท่ากัน ลักษณะการย้ายศูนย์กลางเสียงแบบวงจรสมมาตรของ Coltrane Changes มีลักษณะดังนี้
1) การย้ายศูนย์กลางเสียงวงจรคู่ 3 ไมเนอร์ (Cycles of Minor Thirds)
2) การย้ายศูนย์กลางเสียงวงจรคู่ 3 เมเจอร์ (Cycles of Major Thirds)
การย้ายศูนย์กลางเสียงวงจรคู่ 3 ไมเนอร์ หากเริ่มด้วยศูนย์กลางเสียงจากบันไดเสียง C เมเจอร์เคลื่อนที่ขึ้นหรือลงทั้งหมดเป็นวงจรคู่ 3 ไมเนอร์เท่า ๆ กันแบบสมมาตรจะพบว่าการย้ายศูนย์กลางเสียงลักษณะนี้จำนวน 4 ครั้งจะกลับมายังศูนย์กลางเสียงตอนเริ่มต้นเสมอไม่ว่าจะเคลื่อนที่ขึ้นหรือลง ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกและเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้สำหรับ Ep.11 บางกรณีผมพิจารณาใช้โน้ตพ้องเสียง (Enharmonic Notes) สำหรับการอธิบายสาระศูนย์กลางเสียงต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้น (พิจารณาร่วมกับส่วนสีเทาจากรูปทางซ้ายมือตัวอย่างที่ 4)
เคลื่อนที่ขึ้น เริ่มจากศูนย์กลางเสียงบันไดเสียง C เมเจอร์ (เคลื่อนที่ขึ้น 4 ครั้งเท่า ๆ กันจะครบรอบกลับมายังศูนย์กลางเสียงแรก)
C → Eb → Gb → A → C
เคลื่อนที่ลง เริ่มจากศูนย์กลางเสียงบันไดเสียง C เมเจอร์ (เคลื่อนที่ลง 4 ครั้งเท่า ๆ กันจะครบรอบกลับมายังศูนย์กลางเสียงแรก)
C → A → Gb → Eb → C
ขณะที่การย้ายศูนย์กลางเสียงวงจรคู่ 3 เมเจอร์ หากศูนย์กลางเสียงเคลื่อนที่เท่า ๆ กันจำนวน 3 ครั้งไม่ว่าจะขึ้นหรือลงทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่องทั้งหมด ผลลัพธ์จะกลับมายังศูนย์กลางเสียงตอนเริ่มต้นอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น หากเริ่มด้วยศูนย์กลางเสียงจากบันไดเสียง C เมเจอร์เคลื่อนที่ตามแนวทางข้างต้น สามารถพิจารณาความสัมพันธ์ในการย้ายศูนย์กลางเสียงด้วยส่วนสีเทาด้านขวามือตามตัวอย่างที่ 4 ประกอบ
เคลื่อนที่ขึ้น เริ่มจากศูนย์กลางเสียงบันไดเสียง C เมเจอร์ (เคลื่อนที่ขึ้น 3 ครั้งเท่า ๆ กันจะครบรอบกลับมายังศูนย์กลางเสียงแรก)
C → E → Ab → C
เคลื่อนที่ลง เริ่มจากศูนย์กลางเสียงบันไดเสียง C เมเจอร์ (เคลื่อนที่ลง 3 ครั้งเท่า ๆ กันจะครบรอบกลับมายังศูนย์กลางเสียงแรก)
C → Ab → E → C
แนวคิดจากตัวอย่างที่ 4 ทั้งการย้ายศูนย์กลางเสียงแบบวงจรคู่ 3 ไมเนอร์และวงจรคู่ 3 เมเจอร์ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างการย้ายศูนย์กลางเสียง ทั้งสองแนวทางมีความเชื่อมโยงกับระยะคู่ 3 ที่เป็นแกนหลักสำคัญในการทำความเข้าใจหลักการจัดวางและแปรผันศูนย์กลางเสียงของ Coltrane Changes อย่างไรก็ตาม การสร้างสรรค์นำแนวคิดเหล่านี้มาใช้อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินไปจนครบรอบวงเสมอไป เนื่องจากการย้ายศูนย์กลางเสียงอาจดำเนินไปเพียงบางส่วนของวงจร หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางและลำดับศูนย์กลางเสียงตามบริบทที่เกิดขึ้นในเพลง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์และจัดวางโครงสร้างของ John Coltrane ในแต่ละเพลงเป็นสำคัญ แม้ว่าการย้ายศูนย์กลางเสียงจะแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างจะพบว่ามีความเชื่อมโยงกับระยะคู่ 3 เป็นแกนหลักสำคัญที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางการวิเคราะห์และอธิบาย Coltrane Changes
ตัวอย่างที่ 4 การเคลื่อนที่ศูนย์กลางเสียงวงจรคู่ 3 ไมเนอร์ (ซ้ายมือ) และวงจรคู่ 3 เมเจอร์ (ขวามือ)

พาหนะยอดนิยมสำหรับ Coltrane Changes เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การย้ายศูนย์กลางเสียงต่าง ๆ อาศัยบริการจากการดำเนินคอร์ด ii-V7-I เช่นเดียวกับดนตรีแจ๊สลีลา Bebop ที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้น แต่ศูนย์กลางเสียงมีการใช้แนวคิดตามตัวอย่างที่ 4 เป็นแกนหลักให้กับการย้ายศูนย์กลางเสียงวงจรคู่ 3 ไมเนอร์รวมถึงวงจรคู่ 3 เมเจอร์ ตัวอย่างที่ 5 ผมแสดงการย้ายศูนย์กลางเสียงวงจรคู่ 3 ไมเนอร์จากเพลง Central Park West ประพันธ์โดย John Coltrane จากอัลบั้ม Coltrane’s Sound สังกัดค่าย Atlantic บันทึกเสียงปี ค.ศ. 1960 ส่วนที่นำมาแสดงเป็นช่วงแนวทำนองหลักห้องที่ 1-10 ภาพรวมเป็นการดำเนินคอร์ด ii-V7-I (แทนด้วยกรอบเหลี่ยม ① ) สำหรับเป็นพาหนะในการย้ายศูนย์กลางเสียง โดยผมใช้โทนสีเข้ามาเป็นตัวช่วยประกอบการอธิบายในส่วนของศูนย์กลางเสียงตามตัวอย่าง 5-6 ดังนี้
สีฟ้า = บันไดเสียง B เมเจอร์ สีเขียว = บันไดเสียง D เมเจอร์
สีม่วง = บันไดเสียง Ab เมเจอร์ สีส้ม = บันไดเสียง F เมเจอร์
ตัวอย่างที่ 5 แนวทำนองหลักและการดำเนินคอร์ดเพลง Central Park West

เพลง Central Park West
ตัวอย่างที่ 5 บรรทัดบนแสดงห้องที่ 1-4 ย้ายศูนย์กลางเสียงระยะคู่ 3 ไมเนอร์ เริ่มจากบันไดเสียง B เมเจอร์ย้ายศูนย์กลางเสียงขึ้นคู่ 3 ไมเนอร์ไปยัง D เมเจอร์ และย้ายศูนย์กลางเสียงลงระยะคู่ 3 ไมเนอร์ตรงช่วงบันไดเสียง Ab เมเจอร์ไปยัง F เมเจอร์ ดังนั้นภาพรวมใช้แกนหลักให้กับการย้ายศูนย์กลางเสียงระยะคู่ 3 ไมเนอร์ทั้งย้ายขึ้นและลง เมื่อพิจารณาภาพรวมของการเคลื่อนที่ในช่วงดังกล่าวจะเห็นได้ว่าศูนย์กลางเสียงที่ปรากฏมีความสัมพันธ์กับแนวคิดวงจรคู่ 3 ไมเนอร์ ทั้งในทิศทางการเคลื่อนที่ขึ้นและลง กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงศูนย์กลางเสียงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ทิศทาง แต่มีความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างสามารถอธิบายได้ด้วยระยะห่างระหว่างศูนย์กลางเสียงตามวงจรคู่ 3ไมเนอร์ ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในการวิเคราะห์ Coltrane Changes
ส่วนบรรทัดกลางไปจนถึงบรรทัดล่างสุด ห้องที่ 5-8 เริ่มย้ายศูนย์กลางเสียงจากบันไดเสียง B เมเจอร์ไปยัง D เมเจอร์และย้ายกลับลงมายังบันไดเสียง B เมเจอร์อีกครั้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเสียงที่ใช้ในการดำเนินแนวทำนองหลักช่วงท้ายเพลงตามที่แสดงตรงบรรทัดล่างสุด ลักษณะการเคลื่อนที่ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การย้ายศูนย์กลางเสียงในเพลงไม่จำเป็นต้องดำเนินไปตามวงจรจนครบทุกตำแหน่งเสมอไป สามารถเลือกใช้เพียงบางส่วนของวงจรเพื่อให้สอดคล้องกับการจัดวางโครงสร้างที่สอดคล้องกับแนวทำนองเพลง
ดังนั้นเมื่อพิจารณาการย้ายศูนย์กลางเสียงในเพลง Central Park West โดยรวมจึงกล่าวได้ว่าเพลงนี้มีความสัมพันธ์กับแนวคิดวงจรคู่ 3 ไมเนอร์ ทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางเสียง แม้ว่าการเคลื่อนที่จะไม่ได้ดำเนินไปจนครบรอบวงจรทั้งหมดก็ตาม ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณาความสัมพันธ์ของระยะคู่ 3 ไมเนอร์ที่ปรากฏในแต่ละช่วง มากกว่าการกำหนดว่าศูนย์กลางเสียงต้องเคลื่อนที่ตามลำดับของวงจรอย่างครบถ้วนเสมอไป ซึ่งการย้ายศูนย์กลางเสียงเหล่านี้อาศัยการดำเนินคอร์ด ii-V7-I เป็นพาหนะหลัก จากที่ผมกล่าวมาแนวคิดดังกล่าวช่วยให้สามารถอธิบายลักษณะการย้ายศูนย์กลางเสียงในเพลง รวมถึงแสดงให้เห็นความยืดหยุ่นและการประยุกต์นำมาใช้สร้างสรรค์ของ John Coltrane
ทั้งนี้ผมได้สรุปความสัมพันธ์ระหว่างการย้ายศูนย์กลางเสียงในเพลง Central Park West กับรูปวงจรคู่ 3 ไมเนอร์ โดยนำมาแสดงไว้ในตัวอย่างที่ 6 เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างแกนหลักแนวคิดสำคัญกับการนำไปใช้จริงในเพลง ส่วนที่แสดงด้วยสีเทาในรูปวงจรเป็นส่วนที่ใช้แสดงลำดับและทิศทางการเคลื่อนที่ของศูนย์กลางเสียงเชื่อมโยงกับบันไดเสียงเมเจอร์ ได้แก่ B (สีฟ้า) D (สีเขียว) F (สีส้ม) และ Ab (สีม่วง) เมเจอร์
ตัวอย่างที่ 6 แสดงศูนย์กลางเสียงเพลง Central Park West เทียบกับวงจรคู่ 3 ไมเนอร์

เพลง Giant Steps เป็นอีกตัวอย่างที่มีแนวคิด Coltrane Changes อย่างเป็นระบบถูกนำมาเชื่อมโยงเข้ากับแกนหลักแนวคิดย้ายศูนย์กลางเสียงวงจรคู่ 3 เมเจอร์ พาหนะสำคัญเป็นตัวเชื่อมโยงศูนย์กลางเสียงเหล่านี้คือ การดำเนินคอร์ด ii-V7-I (แทนด้วยกรอบเหลี่ยม ① ) และ V7-I (แทนด้วยกรอบเหลี่ยม ➂ ) ภาพรวมประกอบด้วยศูนย์กลางเสียงจาก 3 บันไดเสียงคือ B, G และ Eb เมเจอร์ ผมจะแสดงศูนย์กลางเสียงเหล่านี้ด้วยโทนสีต่าง ๆ ร่วมกับตัวอย่างที่ 7 เพื่อให้สังเกตภาพรวมได้สะดวกขึ้นดังนี้
สีฟ้า = บันไดเสียง B เมเจอร์ สีเขียว = บันไดเสียง G เมเจอร์ สีม่วง = บันไดเสียง Eb เมเจอร์
ตัวอย่างที่ 7 แนวทำนองหลักและการดำเนินคอร์ดเพลง Giant Steps

เพลง Giant Steps
การวิเคราะห์การย้ายศูนย์กลางเสียงในเพลง Giant Steps ผมจะนำเสนอจากการไล่เรียงลำดับตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามตัวอย่างที่ 7 เพื่อให้เห็นพัฒนาการของการเคลื่อนที่ระหว่างศูนย์กลางเสียง ตลอดจนความสัมพันธ์ของการดำเนินคอร์ดที่เชื่อมโยงศูนย์กลางเสียงเข้าด้วยกัน โดยผมแบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 บรรทัดตามลำดับ เพื่อให้สามารถพิจารณารายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงศูนย์กลางเสียงในแต่ละช่วง
บรรทัดที่ 1 ห้องที่ 1-4 เริ่มย้ายศูนย์กลางเสียงลงคู่ 3 เมเจอร์จากบันไดเสียง B เมเจอร์ไปยัง G เมเจอร์และ Eb เมเจอร์ จากนั้นย้ายศูนย์กลางเสียงขึ้นคู่ 3 เมเจอร์ไปยัง G เมเจอร์ ลำดับดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการใช้ความสัมพันธ์ของศูนย์กลางเสียงตามระยะคู่ 3 เมเจอร์ทั้งในทิศทางลงและขึ้น
บรรทัดที่ 2 ห้องที่ 5-8 เริ่มย้ายศูนย์กลางเสียงลงคู่ 3 เมเจอร์จากบันไดเสียง G เมเจอร์ไปยัง Eb เมเจอร์มุ่งไปสู่ B เมเจอร์ และย้ายศูนย์กลางเสียงขึ้นคู่ 3 เมเจอร์กลับมายัง Eb เมเจอร์ตรงช่วงท้าย การเคลื่อนที่ตามลำดับศูนย์กลางเสียงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า มีระยะการเคลื่อนที่ทิศทางเดียวกับช่วง 4 ห้องแรกที่ผ่านมาเพียงแต่เริ่มจากศูนย์กลางเสียงต่างกัน
บรรทัดที่ 3 ห้องที่ 9-12 เริ่มย้ายศูนย์กลางเสียงขึ้นคู่ 3 เมเจอร์จากบันไดเสียง Eb เมเจอร์ไปยัง G เมเจอร์และ B เมเจอร์ ลักษณะการเคลื่อนที่ในช่วงนี้แสดงให้เห็นถึงการดำเนินไปในทิศทางขึ้นคู่ 3 เมเจอร์อย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนที่ของศูนย์กลางเสียงช่วงนี้สร้างความแตกต่างออกไปจากบรรทัดที่ 1-2 ซึ่งมีการเคลื่อนที่ลงตรงช่วงแรกและช่วงท้ายเคลื่อนที่ขึ้น
บรรทัดที่ 4 ห้องที่ 13-16 เริ่มย้ายศูนย์กลางเสียงขึ้นคู่ 3 เมเจอร์จากบันไดเสียง B เมเจอร์ไปยัง Eb เมเจอร์ และย้ายศูนย์กลางเสียงลงคู่ 3 เมเจอร์กลับมายัง B เมเจอร์อีกครั้ง การเคลื่อนที่ช่วงท้ายนี้แสดงถึงการใช้ความสัมพันธ์ของศูนย์กลางเสียงคู่ 3 เมเจอร์เริ่มจากทิศทางขึ้นและลง
เมื่อพิจารณาการย้ายศูนย์กลางเสียงตลอดทั้ง 4 บรรทัด จะเห็นได้ว่า Giant Steps มีการใช้ศูนย์กลางเสียงหลักบันไดเสียง B, G และ Eb เมเจอร์ มีความสัมพันธ์กันตามวงจรคู่ 3 เมเจอร์อย่างเป็นระบบ การเคลื่อนที่ระหว่างศูนย์กลางเสียงเหล่านี้ปรากฏทั้งในทิศทางขึ้นหรือลง อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนทิศทางและกลับมายังศูนย์กลางเสียงที่เคยปรากฏก่อนหน้าในบางช่วง ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าแนวคิด Coltrane Changes ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเคลื่อนที่ตามลำดับวงจรคู่ 3เมเจอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางเสียงเหล่านั้นมาจัดวางและเชื่อมโยงผ่านพาหนะสำคัญนั่นคือ การดำเนินคอร์ดทั้งแบบ ii-V7-I และ V7-I เพื่อสร้างความต่อเนื่องและเป็นเอกลักษณ์ให้กับเพลงนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลำดับการเคลื่อนที่ของศูนย์กลางเสียงภายในเพลงจะพบว่า John Coltrane มีการปรับเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของศูนย์กลางเสียง ทั้งลักษณะการเคลื่อนที่ขึ้นและลง รวมถึงการย้อนกลับไปยังศูนย์กลางเสียงที่เคยปรากฏก่อนหน้า ดังนั้นแม้ว่าเพลงจะไม่ได้ดำเนินการย้ายศูนย์กลางเสียงตามลำดับวงจรในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงแสดงให้เห็นถึงการใช้วงจรคู่ 3 เมเจอร์เป็นแกนหลักสำคัญ สำหรับการจัดวางความสัมพันธ์ของศูนย์กลางเสียงตลอดทั้งเพลง
ผมได้สรุปความสัมพันธ์ของศูนย์กลางเสียงคู่ 3 เมเจอร์ในเพลง Giant steps นำมาเทียบเข้ากับรูปวงจรคู่ 3 เมเจอร์ตามตัวอย่างที่ 8 เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงเข้ากับแกนหลักแนวคิดสำคัญที่เกดขึ้นจริงในเพลง โดยตรงส่วนสีเทาตามรูปวงจรแสดงลำดับและทิศทางการเคลื่อนที่ของศูนย์กลางเสียงเชื่อมโยงกับบันไดเสียงเมเจอร์ ได้แก่ B (สีฟ้า) G (สีเขียว) และ Eb (สีม่วง) ศูนย์กลางเสียงเหล่านี้สามารถย้ายไปมาถึงกันได้ตามความเชื่อมโยงภายในวงจรทั้งขึ้นหรือลง
ตัวอย่างที่ 8 แสดงศูนย์กลางเสียงเพลง Giant Steps เทียบกับวงจรคู่ 3 เมเจอร์

จากการย้ายศูนย์กลางเสียงทั้งเพลง Central Park West และ Giant Steps ของ John Coltrane แสดงให้เห็นถึงแนวคิดการย้ายศูนย์กลางเสียงที่มีความสัมพันธ์กับวงจรคู่ 3 เป็นแกนหลักสำคัญให้กับโครงสร้างของ Coltrane Changes โดยเพลง Central Park West แสดงให้เห็นการย้ายศูนย์กลางเสียงหลักเชื่อมโยงกับบันไดเสียงเมเจอร์ 4 บันไดเสียง ได้แก่ B, D, F และ Ab สะท้อนความสัมพันธ์กันตามวงจรคู่ 3 ไมเนอร์ ขณะที่เพลง Giant Steps แสดงให้เห็นการย้ายศูนย์กลางเสียงหลักเชื่อมโยงกับบันไดเสียงเมเจอร์จำนวน 3 บันไดเสียง ได้แก่ B, G และ Eb โดยมีความสัมพันธ์กันตามวงจรคู่ 3 เมเจอร์อย่างครบถ้วน
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเพลงเหล่านี้จะเห็นได้ว่า John Coltrane นำความสัมพันธ์จากระยะคู่ 3 มาใช้เป็นแกนหลักสำหรับการจัดวางเชิงโครงสร้างและเชื่อมโยงศูนย์กลางเสียงเข้าด้วยกันในทิศทางขึ้นหรือลงระยะคู่ 3 โดยสามารถเลือกใช้ได้ทั้งวงจรคู่ 3 ไมเนอร์และวงจรคู่ 3 เมเจอร์เป็นแกนหลัก เชื่อมโยงการย้ายศูนย์กลางเสียงเหล่านี้เข้ากับการดำเนินคอร์ดแบบ ii-V7-I หรือ V7-I ที่มีบทบาทสำคัญเสมือน “พาหนะยอดนิยม” นำพาการดำเนินศูนย์กลางเสียงเหล่านี้ไปยังสถานที่ต่าง ๆ กล่าวได้ว่าพาหนะนี้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานพบเจอได้บ่อยครั้งในดนตรีแจ๊สหลากหลายลีลา เช่น ลีลา Bebop จากตัวอย่างเพลง Moose The Mooche รวมถึง Confirmation ข้างต้น ผมสามารถกล่าวได้ว่า John Coltrane นำพาหนะยอดนิยมจากลีลา Bebop นำไปสู่การขับเคลื่อนให้กับ “วงจรสมมาตร” ที่เขากำลังทดลองหรือศึกษาอยู่ในช่วงเวลานั้นอย่างเป็นรูปธรรม
การย้ายศูนย์กลางเสียงของ Coltrane Changes แม้ว่ามีแนวคิดจากวงจรสมมาตร แต่ก็สามารถสร้างสรรค์ให้แต่ละเพลง ไม่จำเป็นต้องดำเนินไปตามลำดับของวงจรอย่างต่อเนื่องหรือครบทุกขั้นตอนเสมอไป สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางและเลือกลำดับการย้ายศูนย์กลางเสียงให้สอดคล้องกับแนวทางการสร้างสรรค์ ดังนั้นวงจรคู่ 3 ทั้งแบบไมเนอร์และเมเจอร์เป็นแกนหลักในการทำความเข้าใจ วิเคราะห์ และอธิบายความสัมพันธ์ของการย้ายศูนย์กลางเสียงใน Coltrane Changes ได้อย่างเป็นระบบ สะท้อนนัยสำคัญเชิงกรอบแนวคิดการสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ให้กับ John Coltrane ก่อนจบ Ep. 11 ผมสรุปสาระประเด็นและลักษณะเฉพาะทั้งสองเพลงตามแนวคิด Coltrane Changes ไว้ตามตารางที่ 1 ครับ
ตารางที่ 1 สรุปเพลง Central Park West และ Giant Steps ตามแนวคิด Coltrane Changes

สรุปสาระ Ep.11
1) พาหนะยอดนิยมเป็นการอาศัยการดำเนินคอร์ด ii-V7-I โดยเป็นภาพใหญ่สุดสามารถทอนออกเป็นภาพย่อย ii-V7 หรือ V7-I ที่ยังคงมีความเชื่อมโยงกันอยู่
2) พานะยอดนิยมเป็นตัวขับเคลื่อนมิติเสียงให้กับลีลา Bebop ถูกนำมาเชื่อมโยงให้กับมิติเสียงแบบวงจรสมมารตรและนำไปสู่ Coltrane Changes ในที่สุด
3) วงจรสมมาตรของ Coltrane Changes เป็นการใช้แกนหลัก จากระยะการเคลื่อนที่ศูนย์กลางเสียงขึ้นหรือลงตามวงจรคู่ 3 ไมเนอร์และวงจรคู่ 3 เมเจอร์
4) การสร้างสรรค์วงจรคู่ 3 ไมเนอร์จากเพลง Central Park West และวงจรคู่ 3 เมเจอร์จากเพลง Giant Steps สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงกับวงจรสมมาตรที่มีระยะคู่ 3
แหล่งอ้างอิง :
วิทยานิพนธ์ : วิเคราะห์และเปรียบเทียบการอิมโพรไวส์ของ Pat Metheny และ Mike Stern ในเพลง Giant Steps ประพันธ์โดย John Coltrane จัดทำเมื่อปี พ.ศ. 2555 โดย เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร
ดุษฎีนิพนธ์ : John Coltrane’s Music of 1960 Through 1967: Jazz Improvisation As Composition จัดทำขึ้นปี ค.ศ. 1983 โดย Lewis Porter
บทความวิชาการเรื่อง “Coltrane Changes” เผยแพร่ในวารสารดนตรีรังสิต ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2558 โดย เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร
หนังสือ Modern Jazz จัดทำขึ้นปี พ.ศ. 2565 โดย เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร
หนังสือ The Jazz Style of John Coltrane จัดทำขึ้นปี ค.ศ. 1980 โดย David Baker
หนังสือ John Coltrane Plays Giant Steps จัดทำขึ้นปี ค.ศ. 1996 โดย David Demsey
หนังสือ Jazz: From Its Origins to the Present จัดทำขึ้นปี ค.ศ. 1993 โดย Lewis Porter, Micheal Ullman และ Edward Hazell
หนังสือ The Jazz Theory Book จัดทำขึ้นปี ค.ศ. 1995 โดย Mark Levine
หนังสือ John Coltrane Plays Coltrane Changes จัดทำขึ้นปี ค.ศ. 2003 โดย Masaya Yamaguchi
หนังสือ Giant Steps: A Player’s Guide to Coltrane’s Harmony for All Instruments จัดทำขึ้นปี ค.ศ. 1991 โดย Walt Weiskopf และ Ramon Ricker
