Home Blog Page 6

แชมป์ ชินพัฒน์ หงส์อัมพร ภาษาดนตรีที่มีความรู้สึก

0

“เวลาเล่นกีตาร์อย่าคิดหรือจินตนาการว่าเราเป็นศิลปินคนอื่น เพราะสำเนียงหรือการเล่นจะเหมือนคนอื่น เวลาเล่นกีตาร์ผมจะนึกอยู่เสมอว่า ผมเป็นคนเล่น ผมจะเล่นอย่างไร เมื่อเล่นได้สักระยะก็จะรู้ว่าแนวทางการเล่นของเราเป็นอย่างไร นั่นรวมถึงการออกแบบเสียงหรือซาวด์กีตาร์ ซึ่งนักดนตรีแต่ละคนจะมีเสียงอยู่ในความคิด เสียงที่เขาอยากได้ยิน เสียงกีตาร์ของศิลปินแต่ละคนไม่เหมือนกัน” แชมป์ ชินพัฒน์ หงส์อัมพร

ชินพัฒน์ หงส์อัมพร หรือ แชมป์ คือมือกีตาร์ของวงดนตรี Crescendo วงดนตรีของไทยซึ่งหลายบทเพลงเป็นที่นิยมของนักฟังเพลง เขาเรียนดนตรีตั้งแต่วัยเด็ก เริ่มทำงานเป็นนักดนตรีอาชีพตั้งแต่วัยเรียน เริ่มทำงานกับศิลปินที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น บอย โกสิยพงษ์ ขณะเรียนมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทำเพลงเป็นอัลบั้มของตนเองในชื่อวง Crescendo เล่นแบ็คอัพดนตรีให้กับศิลปินนักร้อง แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข แม้ว่า ชินพัฒน์ หงส์อัมพร ไม่ใช่นักแต่งเพลง แต่เขาคือคนทำดนตรีที่สร้าง Lick & Riff หรือวลีในภาษาดนตรีที่เต็มไปด้วยความรู้สึก เสียงกีตาร์ของเขามีเสน่ห์และถูกบันทึกลงในบทเพลงของศิลปินไทย เขาทำให้กีตาร์ Fender ส่งเสียงก้องอยู่ในความรู้สึกของนักฟังเพลงคนไทยหลายคน

ลูกชายที่ถูกปลูกฝังดนตรีไว้ในหัวใจ

คุณพ่อของผมชื่อว่าสมชัย หงส์อัมพร ทำงานเป็นครูสอนดนตรีในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ คุณพ่อผมเรียนจบศิลปะเป็นครูสอนศิลปะ แต่ช่วงเวลานั้นโรงเรียนขาดแคลนครูสอนดนตรี ผู้บริหารโรงเรียนจึงส่งคุณพ่อเข้าอบรมดนตรีกับสถาบันสอนดนตรียามาฮ่า หลังจบการอบรมคุณพ่อก็สอนดนตรีให้กับเด็กๆ เวลาว่างก็รับงานเล่นดนตรี คุณพ่อของผมมีพื้นฐานด้านการเล่นดนตรี สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้แทบทุกชิ้น คุณพ่อชอบเล่นคีย์บอร์ด ตอนผมเป็นเด็ก ผมนั่งฟังเพลงที่วงดนตรีของคุณพ่อเล่น ผมไม่ถูกใจคีย์บอร์ดแต่ชอบเสียงกีตาร์มากกว่า มองเห็นมือกีตาร์เล่นกีตาร์แล้วรู้สึกชอบ ผมชอบเสียงของกีตาร์ ชอบวิธีการเล่นกีตาร์ อยากเล่นกีตาร์ให้ได้เสียงแบบเดียวกับที่นักดนตรีเล่น ผมจึงเริ่มหัดเล่นกีตาร์โปร่งของคุณพ่อ

คุณพ่อสอนดนตรีให้กับผมตั้งแต่เด็ก สอนพื้นฐานด้านบันไดเสียง สอนท่องตัวโน้ตบนสายกีตาร์ทุกเส้น หลังจากนั้นให้ตารางคอร์ดกีตาร์ให้ผมลองหัดจับคอร์ดกีตาร์ คุณพ่อสอนผมเล่นเพลงง่ายๆ ให้ตำราพื้นฐานการเล่นกีตาร์กับผมเล่มหนึ่งของ อาจารย์อมร แม้นเมืองแมน เป็นตำราพื้นฐานการเล่นกีตาร์ ผมเล่นกีตาร์ตามตำรา โดยมีคุณพ่อสอนอ่านโน้ต บันทัด 5 เส้น ตัวดำ ตัวขาว มีค่าเท่าใด ผมเข้าใจดนตรีจากการสอนของคุณพ่อ พื้นฐานด้านทฤษฎีดนตรีผมจึงรู้มาตั้งแต่เด็ก หลังจากนั้นผมก็ศึกษาดนตรีด้วยตนเอง ยุคสมัยก่อนมีหนังสือเพลง The Guitar ผมก็หัดเล่นตามหนังสือ เมื่อมีเวลาผมก็เดินทางจากเพชรบูรณ์เข้ากรุงเทพเพื่อซื้อวีดีโอสอนเล่นกีตาร์เพื่อศึกษา ช่วงมัธยมปลายผมเรียนกีตาร์คลาสสิคกับอาจารย์สุรัตน์ อมราภรณ์พิสุทธิ์ ก่อนจะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) คณะศึกษาศาสตร์ เอกดุริยางคศาสตร์สากล กีตาร์คลาสสิค

ช่วงปี 3 ของการเรียนมหาวิทยาลัย ผมเปลี่ยนจากการเรียนกีตาร์คลาสสิค เป็นเรียนกีตาร์ Jazz เพราะผมมีพื้นฐานด้านการเล่นกีตาร์ไฟฟ้าอยู่แล้ว เวลากลางคืนผมทำงานเล่นดนตรี วันหนึ่งมหาวิทยาลัยจัดประกวดวงดนตรี กรรมการตัดสินท่านหนึ่งคือ “นอ” หรือ นรเทพ มาแสง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งวง Crescendo หลังจบการประกวด วงดนตรีของผมประกวดได้อันดับที่ 1 หลังจากนั้น นรเทพ มาแสง ชวนผมทำงานเล่นดนตรีแบ็คอัพให้กับศิลปิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ บอย โกสิยพงษ์ ทำอัลบั้ม Million Ways to Love ผมจึงมีโอกาสทำงานเล่นดนตรีเป็นแบ็คอัพและทัวส์คอนเสิร์ตกับ บอย โกสิยพงษ์ ทีมแบ็คอัพประกอบด้วย นรเทพ มาแสง , เอกพงศ์ เชิดธรรม ต่อมาพวกเราก็ร่วมกันก่อตั้งวง Crescendo ผมลาออกจากงานนักดนตรีกลางคืน ทำงานเพลงอย่างจริงจังและเซ็นสัญญากับ Bakery Music หลังจากนั้นผมทำงานกับ บอย โกสิยพงษ์ เกือบตลอด ทำเพลงให้กับศิลปิน ทำเพลงโฆษณา เล่นแบ็คอัพคอนเสิร์ตให้กับศิลปิน บันทึกเสียงกีตาร์ให้กับศิลปิน

ผมเล่นแบ็คอัพให้ แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข บันทึกเสียงกีตาร์ให้กับศิลปินหลายคน เช่น ตู่ ภพธร สุนทรญาณกิจ , ลิปตา (Lipta) , นิวจิ๋ว , เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ,พลพล ฯลฯ การทำงานกับศิลปินที่มีชื่อเสียงต้องเตรียมตัวให้ดี มีการซ้อม เพื่อให้การเล่นกีตาร์มีมาตรฐาน ส่วนสุขภาพร่างกายก็พร้อมจะทำงานได้ตลอดเวลา ประการที่สำคัญคือต้องเป็นนักฟังเพลง ต้องหาสิ่งใหม่ฟัง สิ่งใหม่อาจไม่ใช่เพลงใหม่ อาจเป็นเพลงเก่ายุค 70 แต่เป็นเพลงที่เราไม่เคยฟังมาก่อน หรือเป็นศิลปินหน้าใหม่ อะไรก็ตามที่เราไม่เคยฟัง เพื่อให้เสียงเหล่านั้นอยู่ในคลังความจำของเรา เมื่อถึงเวลาทำงานเราก็สามารถนำสิ่งที่เราเคยฟังมาปรับใช้ในการทำงาน

ดนตรีไร้ความหมายแต่เต็มไปด้วยความรู้สึก

ผมไม่เคยแต่งเพลงแต่เป็นคนทำดนตรี ผมมีพื้นฐานจากการเรียนดนตรี การฝึกแกะเพลงหรือการศึกษาวิธีการเล่นกีตาร์ในเพลง ฝึกสร้าง Lick สร้าง Riff สะสมจนกลายเป็นสไตล์การเล่นของตนเอง เวลาคิดจะสร้างวลีทางดนตรี (Melody) พวกเรามักจะได้รับอิทธิพลจากเสียงเพลงที่เราฟัง วิธีการทำดนตรี ผมแบ่งเพลงออกเป็น 2 ประเภท บทเพลงประเภทแรกคือ บทเพลงสำหรับการโชว์ เป็นการสร้างสรรค์ผสมผสานทักษะการเล่นดนตรี ใช้เทคนิคทางดนตรี สร้างสัดส่วนของดนตรี พวกเราไม่คำนึงว่าผู้ฟังจะจดจำเนื้อหาได้หรือไม่ จดจำทำนองได้หรือไม่ หรือติดหูคนฟังหรือไม่ เป้าหมายของพวกเราคือการนำเสนอสิ่งที่พวกเราอยากทำ เนื้อเพลงอาจเป็น Riff Guitar ที่ฟังค่อนข้างยาก หรือมีการใช้สเกลโหมดแปลกๆ เป็นการนำเสนอความสร้างสรรค์ ความสดใหม่ทางดนตรี บทเพลงประเภทที่ 2 คือ บทเพลงที่พวกเราสร้างสรรค์เพื่อให้อยู่ในความทรงจำของผู้ฟัง เป็นบทเพลงแต่งขึ้นสำหรับผู้ฟังจำนวนมาก เป็นบทเพลงฟังง่าย ฟังแล้วติดหู พื้นฐานการทำเพลงต้องมีลักษณะที่ฟังแล้วเกิดความไพเราะ รื่นหู ขั้นตอนการทำดนตรีเกิดจากบันไดเสียง เมเจอร์สเกล (Major scale) หรือไมเนอร์สเกล (Minor Scale) ลักษณะการเล่นไม่มีความแปลกต่าง ไม่มีความซับซ้อน

สำหรับอารมณ์หรือความรู้สึกในบทเพลง ผมคิดว่า คนแต่งเพลงกับคนฟังเพลงคงจะรู้สึกคล้ายกัน ภายในความรู้สึกอาจไม่เหมือนกันทุกประการ แต่เป็นอารมณ์เดียวกัน แต่บางครั้งความรู้สึกของคนฟังก็แตกต่างกัน เวลาที่ผมทำเพลงโดยใช้บันไดเสียงแปลกๆ ไม่คุ้นหู นักดนตรีฟังแล้วอาจจะรู้สึกทึ่ง รู้สึกถึงความแปลกใหม่ แต่ในบทเพลงเดียวกันเมื่อเปิดให้คนมีอายุมากกว่า 60 ปีฟัง เขาอาจไม่เข้าใจอารมณ์ที่เราต้องการสื่อสาร ฉะนั้น อารมณ์ของบทเพลงไม่ได้ขึ้นอยู่กับศิลปินผู้ประพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับผู้ฟังด้วย

ส่วนพื้นฐานความรู้ด้านดนตรี อาจไม่เกี่ยวข้องกับการแต่งเพลง นักแต่งเพลงบางคนไม่มีความรู้ในทฤษฎีทางดนตรี แต่สามารถแต่งเพลงได้ดี ผู้คนชื่นชอบเพลงของเขา แต่การที่เรามีความรู้ทางทฤษฎีดนตรีมากก็ทำให้เราสามารถทำอะไรได้มาก ทุกคนมีโน้ตดนตรี โด เร มี ฟา ซอล ลา ที แต่คนไม่พื้นฐานความรู้ทางดนตรีอาจสามารถกำหนดทิศทางของตัวโน้ตได้ถูกใจคนฟังได้ดีกว่าคนที่รู้ทฤษฎีดนตรี คนมีพื้นฐานทางดนตรีสามารถจัดเรียงตัวโน้ตเพื่อให้เข้าลักษณะดนตรีที่ถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน แต่คนไม่มีพื้นฐานทางดนตรีใช้เพียงหูฟัง แต่งเพลงโดยไม่คำนึงถึงทฤษฎี แต่คนฟังชอบเพลงของเขา เราไม่สามารถรับประกันได้ว่า เพลงที่แต่งถูกต้องตามทฤษฎีทุกประการจะประสบความสำเร็จ ธรรมชาติของดนตรีก็เป็นแบบนี้

ฝึกซ้อมดนตรีเพื่อมาตรฐานการทำดนตรี

Crescendo แต่งเพลงชุดแรก ด้วยการเดินทางไปยังบ้านของ บอย โกสิยพงษ์ เล่นกีตาร์โปร่งให้ บอย โกสิยพงษ์ ฟังแล้วทำเมโลดี้ ผมนั่งเล่น มีการปรับเปลี่ยนโน้ตบางตัวในบทเพลง สร้างเมโลดี้หรือวลีในภาษาดนตรีแล้วจึงเขียนเนื้อเพลง เพลงแรกคือ “แค่เพียงเขาไม่เคย” หลังจากนั้นผมร่วมงานกับพี่บอย มาตลอด มีโอกาสบันทึกเสียง เล่นคอนเสิร์ต บอย โกสิยพงษ์ เป็นคนใจดี ให้โอกาสผมทุกอย่าง

การเล่นดนตรีให้ประสบความสำเร็จ นอกจากเล่นดนตรีคือเรื่องนิสัย ระเบียบวินัย การรักษาเวลา การรักษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นเรื่องสำคัญมาก ต่อให้เราเล่นกีตาร์เก่งขนาดไหน แต่เมื่อไม่มีคนชักนำเรา ไม่มีคนที่เรารู้จักในวงการ เราก็คงไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถ สิ่งสำคัญคือ เราสามารถต่อยอดการทำงานได้หรือไม่ มันเป็นตัวชี้วัดการทำงาน การทำงานครั้งแรกเขาประทับใจหรือไม่ ถ้าประทับใจเราก็จะมีงานอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นเราต้องพัฒนาความสามารถของตนเองอยู่ตลอด รักษามาตรฐานการเล่น ยืนระยะการเล่นดนตรีให้ได้ต่อเนื่อง

ศิลปินที่เป็นแบบอย่างการทำงานของผมคือ ชาตรี คงสุวรรณ และ ป๊อบ The Sun ผมเคยทำงานกับ ชาตรี คงสุวรรณ ตอนทำรายการ AF ตอนนั้นเขาทำงานตำแหน่ง Music Director เขาทำงานเก่งมาก แต่งเพลงเก่ง แต่งเพลงดังมากมาย ตอนนี้เขาอายุหกสิบกว่าปีแต่ทักษะการเล่นดนตรียังดีเหมือนเดิม การจะยืนระยะการทำงานได้แบบนี้ต้องมีวินัยในการฝึกซ้อมเป็นอย่างมาก ซ้อมอยู่ตลอดเวลาจึงจะรักษามาตรฐานการเล่นไว้ได้ ผมต้องเป็นแบบนี้ เป็นนักดนตรีต้องซ้อมดนตรี ถ้าผมไม่ได้ซ้อมดนตรีการเล่นของผมจะติดขัด ถ้าซ้อมอย่างต่อเนื่องการเล่นกีตาร์จะราบรื่น ทุกอย่างคล่องตัว ถึงแม้เราเล่นกีตาร์ Lick หรือ Riff แบบเดิม แต่ลักษณะการเล่นจะมีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น จังหวะดีขึ้น

ส่วน ป๊อบ The Sun เป็นศิลปินที่ผมชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันเขายังสามารถรักษามาตรฐานการเล่นได้ตลอดเวลา เพลงของ The Sun เล่นยาก การเล่นเพลงยากอย่างต่อเนื่องจะต้องซ้อมอย่างหนัก ป๊อบเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า “มันมีทางเดียวที่จะเล่นกีตาร์ให้เก่ง” ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้ ชาตรี คงสุวรรณ และ ป๊อบ The Sun อยู่ในวงการดนตรีได้ยาวนานก็เพราะความสามารถ ผมเล่นดนตรีมานานกว่า 20 ก็คงเป็นเพราะความสามารถ

สอนดนตรีในสิ่งที่นักเรียนดนตรีต้องการ

ผมไม่คิดว่าตนเองรอบรู้ทุกด้านของดนตรี การเป็นนักดนตรีต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ส่วนการสอนดนตรีก็ไม่จำเป็นต้องรอบรู้ทุกด้านของดนตรี การสอนมีหลายระดับ เราสอนคนมีความรู้น้อยกว่าเรา ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ตนเองเรียนรู้ดนตรีครบทุกเรื่องแล้วถึงเริ่มสอนดนตรี ใครก็สอนดนตรีได้ แต่ต้องดูผู้เรียน ดูว่าเราสอนใคร ถ้าสอนเด็ก เราต้องสอนดนตรีระดับไหนถึงเหมาะสม ผมเริ่มสอนดนตรีตอนผมเรียนมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันผมก็หาความรู้ทางดนตรีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ผมสอนพื้นฐานทางดนตรีเบื้องต้น สอนเด็กเล่นกีตาร์ สอนบทเรียนการไล่นิ้ว สอนการไล่สเกล สอนการเล่นเพลง นักเรียนดนตรีมีหลายระดับ ลูกศิษย์บางคนอยากรู้เรื่อง Improvisation ก็จะพูดถึงเรื่องแนวคิด ซึ่งมีความแตกต่างกัน แนวคิดการ improvisation ก็จะเป็นแนวคิดในเรื่องที่เรากำลังเรียน เช่น Improvisation 12 บาร์บลูส์ใช้สเกลไหนบ้าง ใช้โหมดอะไรบ้าง อิมโพไวส์อย่างไร ซึ่งจะมีหลักการทางดนตรีที่เชื่อมโยงถึงเรื่องทฤษฎีทางดนตรี เรียนรู้โครงสร้างคอร์ด ต้องรู้ว่าเล่นอยู่บนคอร์ดอะไร คีย์อะไร ทางเดินคอร์ดใช้บันไดเสียงใด องค์ประกอบคอร์ดใช้โน้ตตัวใดบ้าง ใช้โน้ตตัวใดแล้วเกิดความกลมกลืนหรือไม่กลมกลืนในดนตรี

ผมสอนดนตรีออนไลน์ การเรียนการสอนไม่มีการกำหนดเนื้อหาการเรียน เพราะนักเรียนดนตรีออนไลน์แต่ละคนมีพื้นฐานทางดนตรีไม่เท่ากัน บางคนเล่นสเกลไม่แข็งแรง เราต้องย้อนกลับไปเริ่มสอนกันใหม่ เริ่มตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างมือซ้ายกับมือขวา ตอนเริ่มเรียนเราก็จะคุยกับนักเรียนว่า ชอบการเล่นแบบใด ถ้านักเรียนอยากเล่นบลูส์ก็สอนเนื้อหากีตาร์บลูส์ (Blues) อยากเล่นฟังก์ (Funk) ก็สอนเนื้อหาที่เป็นฟังก์ ผมมีแนวทางการสอนที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนแต่ละคน ถ้านักเรียนชอบเหมือนกัน มีทิศทางการเรียนเหมือนกัน ก็สามารถใช้รูปแบบการสอนเหมือนกันได้

ส่วนประสบการณ์การทางดนตรี การเล่นบนเวที การควบคุมการเล่นดนตรีบนเวที ตอนผมเป็นเด็ก ผมก็ควบคุมการเล่นบนเวทีไม่ได้ โดยเฉพาะความตื่นเต้น เด็กต้องเล่นดนตรีบนเวทีต่างๆ ยิ่งมีประสบการณ์การเล่นบนเวทีมากก็จะมีความได้เปรียบ สิ่งที่เราสามารถควบคุมการเล่นบนเวทีได้ก็คือต้องซ้อมให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด อาจจะต้องลองเล่นหลายเวที ลองเล่นบนเวทีใหญ่ให้เกิดความเคยชิน การเล่นบนเวที นักดนตรีต้องเตรียมตัวให้ดี เราต้องเล่นกีตาร์อย่างไม่ผิดเพี้ยน ต้องซ้อมดนตรีให้ดีกว่าการเล่นบนเวที เพราะหากเพิ่งเริ่มเล่นบนเวทีมาตรฐานการเล่นของเราจะลดลง นอกจากนั้น ต้องดูแลรักษาอุปกรณ์ดนตรี ขณะที่เล่นดนตรีอยู่ที่บ้านหรือห้องซ้อม การปรับเสียงกีตาร์ดีมาก แต่เมื่อขึ้นเล่นบนเวทีเสียงแตกของกีตาร์กลายเป็นเสียงรบกวนที่ฟังไม่รู้เรื่อง เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และแก้ไขปัญหา ผมบอกนักเรียนไม่ได้หรอก ว่าการเล่นบนเวทีเราต้องเจอปัญหาอะไรบ้าง แต่ปัญหาที่เราเจอจะกลายเป็นประสบการณ์ให้เราเรียนรู้แล้วแก้ไข

วิถีแห่งการสร้างตัวตนในเสียงดนตรี

การสร้างสรรค์ดนตรีมีหลายรูปแบบ บางครั้งฟังเพลงแล้วก็นึกท่อนโซโลกีตาร์ออก บางทีตั้งใจนั่งแต่งเมโลดี้ บางครั้งแต่งเพลงคนเดียวมาจากที่บ้าน หรือบางทีแต่งเพลงในห้องซ้อมร่วมกับสมาชิกวง ส่วนการแต่ง Lick Riff หรือท่อนโซโล่กีตาร์ มีข้อคิดคือ นักดนตรีต้องอยู่กับเพลง ฟังเพลงแล้วคิดว่าเราอยากเล่นอย่างไร บางครั้งผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เรานั่งฟังเพลงไปเรื่อยๆ แล้วเล่นกีตาร์ตามแบบที่เราชอบ ส่วนการเล่นกีตาร์ให้มีสำเนียงเฉพาะตน เล่นกีตาร์ให้คนจดจำ ผมคิดว่าเมื่อเราเล่นกีตาร์ถึงจุดหนึ่ง มันจะเกิดลักษณะเฉพาะในการเล่น เหมือนพ่อครัวที่ปรุงอาหารซึ่งจะมีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ สำเนียงการเล่นกีตาร์ก็เช่นกัน

ส่วนการพัฒนาการเล่นกีตาร์ เกิดจากการฝึกหัดเล่นตามเทคนิคในการเล่นเพลงหรือการแกะเพลง แต่เราจะลอกเลียนรูปแบบการเล่นทั้งหมดไม่ได้ เวลาเล่นกีตาร์อย่าคิดหรือจินตนาการว่าเราเป็นศิลปินคนอื่น เพราะสำเนียงหรือการเล่นจะเหมือนคนอื่น เวลาเล่นกีตาร์ผมจะนึกอยู่เสมอว่า ผมเป็นคนเล่น ผมจะเล่นอย่างไร เมื่อเล่นได้สักระยะก็จะรู้ว่าแนวทางการเล่นของเราเป็นอย่างไร นั่นรวมถึงการออกแบบเสียงหรือซาวด์กีตาร์ ซึ่งนักดนตรีแต่ละคนจะมีเสียงอยู่ในความคิด เสียงที่เขาอยากได้ยิน เสียงกีตาร์ของศิลปินแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมก็มีเสียงกีตาร์ในความทรงจำที่ผมอยากได้ยิน ผมเล่นกีตาร์ตัวไหน อุปกรณ์แบบไหน ผมจะปรับเสียงที่ผมอยากได้ยิน สิ่งเหล่านี้น่าจะก่อให้เกิดความเป็นตัวตน แต่เราต้องมีหลักก่อนว่า เราอยากได้ยินเสียงกีตาร์แบบไหน เล่นกีตาร์อย่างไรให้เป็นตัวเรา สำหรับผมกีตาร์ Fender ปิ๊กอัพ single coil บอดี้ Stratocaster ตอบสนองเสียงที่ผมต้องการได้มากที่สุด

ผมเชื่อใน Tone Wood หากคุณไม่เชื่อให้ทำทดลอง โดยใช้กีตาร์ที่มีไม้ชนิดเดียวกัน เช่น บอดี้เอลเดอร์ คอเมเปิล ฟิงเกอร์บอร์ดโรสวู๊ด ซึ่งมีกีตาร์ตั้งแต่ราคาหลักพันบาทถึงแสนบาท นำมาทดลองเปรียบเทียบโดยถอด Pickup หรืออุปกรณ์รับสัญญาณเสียงของกีตาร์ไฟฟ้าแล้วนำ Pickup ของกีตาร์ Fender Custom Shop ใส่ในกีตาร์แล้วตั้งค่าอุปกรณ์ให้เหมือนกันทุกประการ คุณจะรู้ว่า ไม้แต่ละชิ้นให้เสียงแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร เกรดไม้มีจริงหรือไม่ ทำไมราคาของไม้จึงมีความแตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ทุกคนต้องทดลองทำเอง

ส่วนเอฟเฟคกีตาร์ ผมเคยใช้มัลติเอฟเฟค ( Multi-effect ) แต่ผมยังเลือกใช้เอฟเฟคก้อน (Stompbox) เพราะการเล่นมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า เวลาเราลดเสียงกีตาร์แล้วเหยียบมัลติเอฟเฟค เปรียบเทียบกับเวลาที่เราลดเสียงกีตาร์แล้วเหยียบเอฟเฟคก้อน เสียงเบาหรือเสียงดังในน้ำหนักการดีดกีตาร์ เอฟเฟคก้อนจะให้ความรู้สึกที่ผมชอบมากกว่า โดยเฉพาะเอฟเฟคเสียงแตก ( Overdrive ) หรือเสียงรีเวิร์บ (Reverb) เอฟเฟคก้อนเสียงดีกว่า หากนำอุปกรณ์เปรียบเทียบกันเราจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง ประการสำคัญคือผมไม่ชอบการตั้งค่าที่มีความยุ่งยากซับซ้อน ส่วนตู้แอมป์ผมเลือกใช้ Cab Sim หรือ Cabinet Simulator ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของเอฟเฟคขนาดพกพาที่ถูกพัฒนาขึ้นมาแทนตู้แอมป์ มีขนาดเล็กและสะดวกในการใช้งาน

Fender สื่ออารมณ์ได้ดีที่สุด

ผมสัมผัสกีตาร์ Fender ครั้งแรกตอนเรียนชั้นมัธยมปลาย รุ่นพี่ที่โรงเรียนใช้ Fender American Standard ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลที่ผมเล่นกีตาร์อย่างจริงจัง ผมซื้อกีตาร์ของตนเองคือรุ่น Fender American Hot Rod เป็นกีตาร์ที่ใช้บันทึกเสียงตอนทำเพลงกับวง Crescendo ใช้เล่นดนตรีแบ็คอัพทัวส์คอนเสิร์ตให้กับ บอย โกสิยพงษ์ ผมก็ใช้ Fender มาตลอด ปัจจุบัน ผมใช้ Fender Michael Landau 1968 relic เพราะผมชื่นชอบศิลปิน Michael Landau ชอบวิธีการเล่น ชอบเสียง ชอบซาวด์กีตาร์ของเขา

การตัดสินใจซื้อกีตาร์เป็นเรื่องความชอบ เราถูกใจกีตาร์ ถูกใจศิลปิน สำหรับเสียงของ Fender ผมมองว่ากีตาร์รุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็ให้เสียงได้ตามแบบที่เราต้องการ เพราะเทคโนโลยีการผลิตกีตาร์ในปัจจุบัน สามารถผลิตกีตาร์ที่มีลักษณะต่างกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องวัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนการผลิต ปัจจุบัน ผู้ผลิตกีตาร์สามารถผลิตกีตาร์ให้เสียงได้ตามแบบที่ผู้เล่นต้องการ ผู้ผลิตกีตาร์สามารถสร้างกีตาร์ vintage กำหนดขนาดคอกีตาร์ เพื่อให้ได้อารมณ์การเล่นแบบ vintage สำหรับกีตาร์เก่าราคาสูง ผมคิดว่าเป็นคุณค่าทางจิตใจ เหมือนการสะสมพระเครื่องในเมืองไทย เมื่อเกิดการสะสม มูลค่ากีตาร์เก่าเสียงดีก็จะราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ

อัตตาและตัวตนที่เลือนหายในดนตรีอันทรงเสน่ห์ของ นอ นรเทพ มาแสง

0

“ผมคิดอยู่เสมอว่า เล่นยังไงก็ได้ให้คนจดจำเราได้ ไม่คิดว่า ในบทเพลงเราควรเล่นให้เหมาะสมอย่างไร นั่นเป็นกลโกงในการเล่นเบสภายใต้สภาวะความเหมาะสม ณ ขณะนั้น โดยไม่มีความผิดเพี้ยนในทางทฤษฎีดนตรี เราเล่นดนตรี pop แต่ก็พยายามนำเสนอสิ่งที่เราได้รับแรงบัลดาลใจ แต่ปัจจุบันหลายสิ่งเปลี่ยนแปลง เมื่อผมทำดนตรี บางทีลืมไปเลยว่าตนเองต้องเล่นเบส”

นรเทพ มาแสง คือมือเบสที่มีประสบการณ์มากที่สุดคนหนึ่งในวงการดนตรีไทย เขาเติบโตจากดนตรีคลาสสิคมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เรียนเอกวิโอล่า (Viola) และดับเบิลเบส (Double bass) แต่สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลายประเภท ทั้งเครื่องดนตรีไทย เครื่องดนตรีสากล เป็นที่รู้จักในวงการดนตรีเพราะการประกวด ประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะมือเบสของวง “พอส” ค่ายเบอเกอรี่มิวสิค สไตล์การเล่นเบสของ นรเทพ มาแสง เรียบง่ายแต่มีอัตตาและตัวตนสูงมากในวัยหนุ่ม แต่เเมื่อผ่านระยะเวลาการทำงานในวงการดนตรี 35 ปี อัตตาและตัวตนของเขาเลือนเหลือเพียงสไตล์ดนตรีที่่มีเสน่ห์

“ร็อคสตาร์” กับความฝันในวัยเด็ก

ผมเกิดโรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ ย้ายครอบครัวมาอยู่บ้านของคุณยายซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาในตัวเมืองจังหวัดนนทบุรี ผมเล่นดนตรีกับเด็กนักเรียน ทั้งเป่าขลุ่ย อังกะลุง เมื่อเรียนมัธยมก็อยากเป็นศิลปิน เมื่อมีคนถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร? คำถามก็มักผุดขึ้นในสมอง ผมไม่รู้สึกว่าตนเองอยากประกอบอาชีพอื่นนอกจากการเล่นดนตรี ในหัวสมองของผมมีเพียงภาพของศิลปิน เช่น เล็กคาราบาว ,หรั่งร็อคเคสตร้า ผมอยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่แบบนั้น อยากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไว้ผมยาว ถือกีตาร์ไฟฟ้า ไม่อยากเป็นผู้ใหญ่ที่สวมเครื่องแบบข้าราชการ เครื่องแบบตำรวจ เครื่องแบบหมอ หรือพนักงานดับเพลิง

ผมหัดเล่นกีตาร์ตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เริ่มทำวงดนตรีกับเพื่อน ตอนเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ช่วงมัธยมปลาย ผมอยากเรียนดนตรีแต่มีทางเลือกไม่มากนัก ผมกังวลเรื่องการสอบ ผมเรียนพิเศษเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เรียนดนตรีคลาสสิค เรียนทฤษฎีดนตรี ผมรู้สึกว่า ถ้าผมสอบเข้าเรียนดนตรีในมหาวิทยาลัยไม่ได้ ผมต้องเรียนคณะอื่น ต้องประกอบอาชีพอื่น กระทั่งมีข่าวการรับสมัครบุคคลดีเด่นด้านดนตรีเพื่อเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย เป็นการสอบที่มีคู่แข่งขันน้อยกว่า ผมก็ทำกิจกรรมหลายอย่างจนสามารถเข้าเรียนดนตรีในระดับมหาวิทยาลัย

ผมเรียนดนตรีคลาสสิค เล่นวิโอล่า (Viola) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร การเรียนดนตรีคลาสสิคเหมือนเราเปิดโลก รุ่นพี่หลายคนในมหาวิทยาลัยคือแรงบัลดาลใจ เช่น ธีรภัค มณีโชติ (เต็น) สไมล์บัฟฟาโล่ , ฆ้อง มงคล วงโยคีเพลย์บอย มหาวิทยาลัยมีคนเล่นดนตรีเก่งหลายคน ผมเรียนรู้ดนตรี Jazz ดนตรีคลาสสิค ทำกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัย สอบเข้าวง Thai Youth Orchestra : TYO มุ่งมั่นกับการเล่นดนตรีคลาสสิค

ขณะนั้น ผมมองเห็นรุ่นพี่เล่นดับเบิลเบส (Double bass) เขาเล่นดนตรีอยู่ในโรงแรม ผมรู้สึกว่า ดับเบิลเบสเป็นสิ่งแปลกใหม่ ผมจึงเปลี่ยนจากการเรียนเอวิโอล่า (Viola) เป็นเรียนดับเบิลเบส (Double Bass) ตอนนั้น ความฝันเรื่องการเป็นศิลปินออกเทปเริ่มเลือนลาง ผมมองโลกแห่งความเป็นจริงแล้วพบว่า มีทางเลือกมากมายในสายอาชีพดนตรี ความฝันเรื่องการเป็นร็อคสตาร์กลายเป็นความฝันแบบเด็กๆ กระทั่งทำวง “พอส” ก็เกิดเป็นความฮึกเหิมอีกครั้ง

“พอส” จุดประกายความฝันสู่การเป็นศิลปิน

“พอส” มีจุดเริ่มต้นจากการประกวดดนตรี ผมทำวงดนตรีประกวดเข้ารอบ การประกวดมีกิจกรรมเข้าแคมป์ที่จังหวัดกาญจนบุรี เอ (พลกฤษณ์ วิริยานุภาพ มือกีตาร์) กับผม เราเข้ารอบการประกวด ทำให้รู้จักกับ โจ้ (อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำ) หลังจากนั้น ช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 4 ผมต้องทำโปรเจ็กซ์งานดนตรีส่งอาจารย์ ผมจึงขอให้ บอส (นิรุจ เดชบุญ มือกลอง) ช่วยตีกลอง ตอนนั้น พวกเรารู้จักกันแต่ยังไม่ได้รวมตัวกันเป็นวง”พอส” เมื่อนิตยสารบันเทิงคดีของพี่มาโนช พุฒตาล ชวนเราไปทำกิจกรรมที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ผมก็ชวนเพื่อนทำเพลงเพื่อแสดงบนเวที ระหว่างการแสดง สุกี้ (กมล สุโกศล แคลปป์ ผู้บริหารค่ายเพลงเบเกอรี่มิวสิค) ดูพวกเราเล่นดนตรีและชวนพวกเราออกเทป

ผมเกือบลืมความฝันการเป็นศิลปิน เมื่อทำวง “พอส” ความฮึกเหิมก็กลับคืนมา พวกเราเพิ่งเรียนจบดนตรี มีประสบการณ์จากการเล่นดนตรีแจ๊ส มีประสบการกับการเล่นดนตรีกับนักดนตรีซึ่งมีความสามารถหลายคน ทำให้สไตล์การเล่นดนตรีแปลกต่าง ในยุคดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ ผมก็ใช้เทคนิคการเล่นเบสหลายอย่างเพื่อได้เสียงที่แปลกหู งานดนตรีของผมมีหลากหลายมาก ผมเล่นดนตรีกับวงพอส เล่นดนตรีแจ๊สกับรุ่นพี่ รับงานเล่นดนตรีตามโรงแรม โปรดิวเซอร์ดนตรีก็เรียกผมเข้าห้องอัดเพื่อบันทึกเสียงเบส ยุคสมัยก่อน คนเรียนจบดนตรีมีน้อยมาก วิชาความรู้ด้านดนตรีคือสิ่งหายาก ผมเพิ่งเรียบจบดนตรี เล่นดนตรีได้หลากหลายแนวดนตรี สามารถบันทึกเสียงได้อย่างรวดเร็ว ผมจึงถูกหลายคนเรียกใช้บ่อยๆ

Evo&Nova ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดที่ 2 ของวงพอส ขาดทุน ค่ายเพลงเบเกอรี่มิวสิคจ้างผมเป็นเทรนเนอร์ศิลปิน ทำ Project H, Nadia, มาเรียม B5 เมื่อ Project H จะทำอัลบั้ม นักดนตรี นักแต่งเพลง ก็รวมตัวกัน เช่น บอย (ตรัย ภูมิรัตน), โตน (จักรธร ขจรไชยกูล) โซฟาร์ , pop ,สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ฯลฯ ช่วงเย็นผมกับโจ้ก็จะทบทวนงานโดยนำเพลงมาทำไลน์ประสานเสียงร้อง ตรวจสอบเนื้อร้องและทำนอง เบเกอร์รี่มิวสิคมีวัฒนธรรมรวมอัลบั้ม เช่น เบเกอรี่เลิฟ นำเพลงที่ประสบความสำเร็จของศิลปินในค่ายมาขับร้องและทำดนตรีใหม่หรือเรียกว่า Orange ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ขายดี ผมกับโจ้อยากทำอัลบั้มเหมือนเบเกอรี่เลิฟ คุยกับหลายคนในค่ายเพลง กระทั่งได้ ธีร์ ไชยเดช เป็นโปรดิวเซอร์ การทำอัลบั้มเบเกอรี่เลิฟเป็นการทำงานอีกรูปแบบที่ไม่ใช่แบบวงดนตรี เป็นการทำงานโปรดิวซ์แต่ผลงานลงตัวมาก ผู้คนชอบเสียงร้อง ชอบรูปแบบการร้องเพลงของโจ้

โจ้ (อัมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์) เป็นคนเก่งได้รับรางวัลหลายเวทีประกวด ในวงการดนตรีมีนักร้องที่มีความสามารถหลายคนที่มีชื่อเสียงและยังไม่มีชื่อเสียง สำหรับผมโจ้ทำให้วงพอสอยู่ในจุดสูงสุด โจ้ เป็นตำนานในวงการดนตรีไทย ยากมากหากจะมีใครพยายามทำเหมือนโจ้ เมื่อเขาจากโลกนี้ไปแล้ว ใครจะทำต่อ? ก็คือคนที่ร้องเพลงให้กับวงพอส นักร้องที่ร้องเพลงไม่บิดเบือนจากอารมณ์ของเพลงมากเกินไป นำพาวงพอสไปในทิศทางเดิม ไม่เป็นเร้กเก้หรือสกา แต่วง “พอส” จะเป็น “พอส” แบบดั่งเดิมไม่ได้หรอก แม้แต่ตัวผมเอง ณ เวลานั้นกับเวลานี้ ก็ไม่เหมือนเดิม การเล่นดนตรี มุมมอง ความคิด เติบโตเป็นคนละคน

นักดนตรีที่ดีเริ่มจากการเป็นนักฟังเพลงที่ดี

ผมชอบ Nathan Harrell East เขาเล่นดนตรีได้หลากหลาย เล่นดนตรีกับ Joe Satriani, Eric Clapton ,Fourplay ผมอยากทำแบบ Nathan Harrell East เพื่อพิสูจน์ตัวเอง ผมเล่นดนตรีเบสอคูสติกให้กับ “ธีร์ ไชยเดช” ผมเล่นดนตรีเร้กเก้ให้กับวง “ทีโบน” ผมเล่นดนตรีบลูส์ให้ “ชัย บลูส์” ผมเล่นดนตรีฮิปฮอปให้กับ “โจอี้บอย” ตอนนี้เล่นดนตรีให้ Yamin ผมรู้สึกว่า ผมได้เล่นดนตรีกับนักดนตรีซึ่งเป็นที่สุดของแต่ละแนวดนตรี ผมภูมิใจที่สามารถยืนอยู่กับพวกเขาได้ ถ้าเราเล่นดนตรีถูกใจนักดนตรีคนหนึ่ง เรามีโอกาสทำงานกับเขา มีโอกาสจะถูกทาบทามให้เล่นดนตรีกับนักดนตรีคนอื่น สิ่งสำคัญคือระเบียบวินัย ผมมีวินัยในการทำงานค่อนข้างดี ผมพยายามรักษาเวลา ไม่ไปสาย รักษามาตรฐานการเล่น

ผมเล่นดนตรีเยอะมาก เล่นผิดบ่อยมาก (เล่นผิดทฤษฎีดนตรีซึ่งผู้ฟังดนตรีไม่รู้สึกถึง) เมื่ออายุมากขึ้น อุปสรรคอย่างหนึ่งของผมคือ “ลืม” แต่ผมยังคงเล่นดนตรีได้เพราะการเล่นดนตรีไม่มีอะไรพิสดาร ไม่ใช่เรื่องยากในการตีความบทเพลงที่เรากำลังเล่น การเล่นดนตรีที่ดีก็คือการเป็นผู้ฟังที่ดีผมเล่นเพลงบลูส์กับคุณยามิน ผมไม่รู้หรอกกว่าบลูส์คืออะไร? ผมเพียงรู้สึกว่า ผมต้องเล่นดนตรีให้ยามินเขาเล่นดนตรีได้ง่าย ผมพยายามทำให้การเล่นดนตรีของผมเป็นสิ่งที่เขาอยากได้ยิน เพื่อให้ยามินเล่นดนตรีในแบบของเขา เราควรเข้าใจบทบาทการเล่นดนตรีของตนเองว่า ควรเล่นอะไร เวลาไหน บางครั้งเราก็ต้องเดาใจว่า เขาอยากให้เราทำอะไร การเล่นดนตรีไม่ใช่เรื่องยากไม่ได้ยากเพราะทฤษฎีดนตรี เรื่องที่ยากสำหรับนักดนตรี คือการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละแนวดนตรี เราควรศึกษาวัฒนธรรมดนตรี

สำหรับการตีความดนตรี ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อผมอธิบายแล้วคุณจะเข้าใจหรือเปล่า แต่มันไม่ยากเกินไปกับการเป็นผู้ฟังที่ดี เป็นผู้ฟังที่ดีแล้วเราจึงเปลี่ยนเป็นคนเล่นดนตรี แค่นั้นเอง อย่าคิดมาก ดนตรีเป็นเรื่องของความเหมาะสม ลองนึกถึงเสียงเบส ถามว่าเสียงเบสต้องคมชัดทุกตัวโน้ตในบทเพลงหรือเปล่า บางครั้งเสียงเบสไม่มีความจำเป็น เสียงเบสเป็นเพียงเสียงต่ำซึ่งรองรับเสียงของเครื่องดนตรีชนิดอื่น การเล่นดนตรีจะได้เสียงที่มีคุณภาพหรือไม่ มีองค์ประกอบหลายอย่าง ความเป็นกรู๊ฟแบรนด์ การรักษาไดนามิก การประสานเสียงสั้นเสียงยาว การหยุดเล่นเพื่อทำให้เพลงไพเราะ

เล่นดนตรีเพื่อค้นพบตนเอง?

ทำไมเราต้องค้นพบตัวเอง? ทำไมต้องคิดว่าการค้นพบตัวเองเป็นสิ่งที่ดี ผมทำดนตรีเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการค้นพบตัวเองคืออะไร แต่เวลาทำงานบางครั้งต้องตั้งคำถาม การทำงานบางครั้งไม่ต้องมีอัตตาหรือความเป็นตัวตน ตัวตนของผมคืออะไร ผมไม่รู้และไม่สนใจ คุณอยากฟังเพลงแบบไหนเดียวผมทำให้ฟัง ผมไม่ใช่เร็กเก้แต่ผมก็เล่นดนตรีกับวงทีโบนซึ่งเป็นวงเร้กเก้ ผมไม่ใช่บลูส์ แต่ผมก็เล่นดนตรีกับยามินซึ่งเป็นนักดนตรีบลูส์ ผมไม่รู้หรอก ว่าบลูส์คืออะไร? ผมเกิดไม่ทันยุคของเพลงบลูส์ ผมเล่นดนตรีในสิ่งที่ผมเรียนมา เล่นดนตรีให้ไพเราะตามรสนิยมที่เราต้องการ ลูกศิษย์หลายคนของผมอัดเบสเพลงลูกทุ่ง นั่นคือตัวตนหรือตัวจริงของเขา? สำหรับผม ดนตรีคือการทำมาหากิน สร้างความสุขให้คนฟัง ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวตน

ผมขยันทำงาน ทำงานไม่เคยหยุด สิ่งที่ผมทำ 90 เปอร์เซ็นคือความล้มเหลว ความสำเร็จมีเพียง 10 เปอร์เซ็นในสิ่งที่ผมทำ Crescendo ,พอส และวงดนตรีอีกหลายวง ผมทำเพลงแล้วขาดทุน แต่ผมรู้ตัวดีว่า สิ่งใดผมทำได้ สิ่งใดที่ผมทำไม่ได้ บางครั้งความสำเร็จมาจากเสียงกระซิบแผ่วๆ มาจากความคิดที่เล็กมากๆ ขณะผมเล่นดนตรีกับวงทีโบน ผมก็รู้สึกว่า ผมเป็นผู้อาศัยเพราะวงทีโบนคือวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว ผมคิดว่า กลับไปทำวงดนตรีใหม่ดีกว่า เกิดความคิดแล้วก็คุยกับเพื่อนคุยกับน้อง ชวนเขามาทำวงดนตรี

ชีวิตของผมไม่ได้มีดีเพียงเรื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว ผมมีความสามารถด้านอื่น ผมทำโปรดัคชั่น เพลงประกอบภาพยนต์ เพลงประกอบโฆษณา ปั้นศิลปิน เขียนหนังสือ ผมพยายามเขียนหนังสือเพราะคิดว่า “พอส” ควรมีบางสิ่งบางอย่างเพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้คนจดจำ ผมรับแรงบัลดาลใจจากภาพยนต์เรื่อง เต่าทองตัวที่ห้า : Backbeat (1994) หนังสารคดีวง The Beatles ผมประทับใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ดนตรี ผมคิดว่าเรื่องราวของ “พอส” อาจทำเป็นภาพยนต์ ผมเริ่มคุยกับหลายคน คุยกับผู้กำกับภาพยนต์ ผมจดบันทึกเรื่องราว ทำประวัติ “พอส” ผมใช้ตนเองเป็นคนเล่าเรื่อง หาช่องทางตีพิมพ์หนังสือ กระทั่งถึงวันครบรอบการเสียชีวิตของโจ้ ผมนำภาพถ่ายร่วมกับโจ้ลงโซเชียล เขียนบทความบอกเล่าเรื่องราวซึ่งมีการแชร์และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก มันจุดประกายความฝันของผม แฟนเพลงหลายคนชอบอ่านเรื่องราวที่ผมเขียน

เปิดมุมมองทางดนตรีให้กว้างกว่าการมองเครื่องดนตรี

ผมเคยตั้งคำถามกับตนเองว่า ทำไมคนที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ จึงมีอุปกรณ์ดนตรีน้อยมาก ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ผมเล่นดนตรีกับทีโบนที่ Glastonbury Festival มีวงดนตรีเล่นต่อจากวงทีโบน ชื่อ Tokyo Ska Paradise หลังจากนั้นคือ สกากูบาโน่ เป็นวงดนตรีคนแก่ผิวสี เสียงดนตรีจากการเล่นเหมือนเปิดจากแผ่นเสียง ผมคิดว่า สิ่งสำคัญของดนตรีอยู่ที่คนเล่น อยู่ที่น้ำหนักการเล่น อยู่ที่ Groove หรือคุณภาพของหน่วยจังหวะ ดนตรีที่ดี ไม่ได้อยู่ที่ชนิดของสายของเครื่องดนตรี หย่อง คอขาวหรือคอดำ อุปกรณ์ไม่ใช่สิ่งที่เราควรกังวล ยิ่งสถานที่ซึ่งไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นดนตรี ยิ่งมีความชัดเจนที่สุด

ผมเคยนั่งอยู่ในบังกะโล เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ได้ยินเสียงเพลงจากสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไกลออกไป ผมคิดว่าเป็นเสียงเพลงจากแผ่นเสียง ผมเดินตามเสียงไปดูพบว่า มีนักดนตรีกำลังเล่นดนตรี เสียงดนตรีเเหมือนเสียงบันทึกจากห้องอัด ผมลองขึ้นไปบนเวทีเพื่อดูอุปกรณ์ พบว่าอุปกรณ์ดนตรีคุณภาพแย่มาก ตอนนั้นผมอยู่กับทีโบน อยู่กับพี่เล็ก (อริญชย์ ปานพุ่ม) ผมรู้ว่าการเล่นดนตรีไม่ใช่เรื่องอุปกรณ์ พี่เล็กเป็นคนมหัศจรรย์ เป็นนักฟัง ถ้าเสียงเบสเบาพี่เล็กจะเล่นเบา เพื่อให้คนฟังได้ยินเสียงเบส พี่เล็กเล่นดนตรีแบ็คอัพให้กับ ธีร์ ไชยเดช ตอนที่ผมจะเล่นแบ็คอัพให้กับ ธีร์ ไชยเดช พี่เล็กให้แนวทางการเล่นเบสว่า “เล่นเบสอย่างไรไม่ให้ล้ำหน้า” ผมพยายามไม่ให้ไลน์การเล่นเบสล้ำหน้า แล้วผมก็เล่นกับพี่เล็กในเพลงของธีร์ ไชยเดช ผมคิดว่าการเล่นดนตรีเป็นเรื่องน้ำหนัก ไดนามิก อยู่ที่ตัวคนเล่น

คุยกันเรื่องเบส ถ้าผมใช้เบสเกิน 4 สาย ความคล่องตัวในการเล่นของผมจะลดลง ถ้ามี 5 สาย จะรู้สึกว่ามีอะไรเกินมา ถามว่าผมเล่นเบส 5 สาย ได้หรือไม่ ผมก็เล่นได้แต่เล่นได้ไม่คล่องตัวเหมือน 4 สาย ผมคิดว่า ทำไมเราต้องเอาเบสสายที่ 5 มาทำให้ตนเองเล่นได้ไม่ถนัดด้วย คอขาวหรือคอดำผมก็ฟังไม่ออก คอไม่โก่ง อินโทเนชั่นไม่เพี้ยน สะพายเบสแล้วไม่หนักไหล่ บอดี้ไม่เล็กจนไม่มีที่วางแขน เสียงไม่แหลมเกิน หรือไม่ทุ้มต่ำเกิน ผมเล่นได้ ยุคสมัยนี้มีเทคโนโลยีช่วยหลายอย่าง เทคโนโลยีเริ่มเปลี่ยน ตอนนี้นักดนตรีใช้แอมป์ซิม เราก็ต้องเรียนรู้ แต่ผมอยู่ในตำแหน่งที่มีคนคอยดูแลจึงไม่พบปัญหาเหมือนน้องนักดนตรีหลายคน ผมเป็นวง “พอส” เวลาเล่นที่ไหนก็จะมีคนคอยช่วยเหลือเราอยู่เสมอ

การเล่นเบส เมื่อก่อนผมเรียกร้องความสนใจ เหมือนคนหัดเล่นดนตรี อยากนำเสนอดนตรีที่ฝึกมาหรือที่เตรียมมา แต่เมื่อย้อนกลับไปพบตัวเองว่าเราทำไม่ถูกแต่เราก็ทำไปแล้ว ตอนนั้นผมคิดอยู่เสมอว่า ผมเล่นยังไงก็ได้ให้คนจดจำเราได้ ไม่คิดว่าในบทเพลงเราควรเล่นให้เหมาะสมอย่างไร นั่นเป็นกลโกงในการเล่นเบสภายใต้สภาวะความเหมาะสม ณ ขณะนั้น โดยไม่มีความผิดเพี้ยนในทางทฤษฎีดนตรี เราเล่นดนตรี pop แต่ก็พยายามนำเสนอสิ่งที่เราได้รับแรงบัลดาลใจ แต่ปัจจุบันหลายสิ่งเปลี่ยนแปลง เมื่อผมทำดนตรี บางทีลืมไปเลยว่าตนเองต้องเล่นเบส ผมเล่นเบสเป็นคนสุดท้าย เวลาผมทำเพลง ผมไม่ให้น้ำหนักกับการทำไลน์เบส แต่จะมองภาพรวมของดนตรี ให้ความสำคัญกับการตีความทางดนตรี “เบส” มีหน้าที่หลักคือการเล่นสนับสนุน (Support) หน้าที่หลักของเบสคือการเล่นเสียงเสียงต่ำ

วิถีแห่งการยืนหยัดในวงการเพลงของไทย

ผมไม่มีพรสวรรค์หรือความเป็นอัจฉริยะ แต่ผมมีความสามารถด้านอื่นทดแทน ขอให้มีระเบียบวินัย อยู่ในจังหวะและเวลาที่เหมาะสม ผมโชคดีที่มีเพื่อน มีค่ายเพลงผลักดันให้มีผลงานเพลง ผมโชคดีหลายอย่าง แต่เรื่องราวหลังจากนั้น เกิดจากความพยายาม ผมรับรางวัลหลายครั้งมาก เคยรับรางวัลกับตูนบอดี้สแลม ผมรู้ว่าทำไมผมยืนข้างตูนบอดี้สแลมบนเวทีรับรางวัลได้

ผมคิดว่า ศิลปินมีบางอย่างในตัวตนมากกว่าความพยายามในการฝึกซ้อม แล้วผมควรจะทำอย่างไร สู้ด้วยอะไรเพื่อจะยืนข้างพวกเขา ผมต้องพยายาม 200 เปอร์เซ็น ผมซ้อมดนตรี เรียนดนตรีเยอะมาก ผมรู้ว่าความแม่นยำในการเล่นคือการทำซ้ำ ทักษะคือความคล่องตัว คือ Memory Master ผมจะเล่นแบบนี้ได้ผมต้องซ้อมเป็นพันครั้งเพื่อให้นิ้วจดจำการเล่น รุ่นพี่อาจซ้อมดนตรี 100 ครั้ง แต่สำหรับผมต้องซ้อม 500 ครั้ง ถึงจะเล่นกับเขาได้ นักดนตรีหลายคนฟังเสียงดนตรีออกว่าเป็นโน้ตตัวใด ผมฟังไม่ออก ผมจึงต้องมีทักษะบางอย่างทดแทน

อยากรู้ทฤษฎีทางดนตรีให้เรียน แต่ถ้าจะเล่นดนตรีต้องใช้วินัยมากกว่าคนที่เกิดมามีพรสวรรค์ ที่สำคัญคือการตรงต่อเวลา มีระเบียบวินัย กราฟชีวิตนักดนตรีของผมไม่เคยสูงที่สุด แต่ก็ไม่เคยย่ำแย่ กราฟชีวิตนักดนตรีของผมยาวนาน ผมเข้าวงการก่อนบอดี้สแลม ทุกวันนี้ผมก็ยังอยู่ในวงการดนตรี ขายผลงานดนตรี สิ่งที่ผมทำอยู่ตลอดคือ เรียนรู้จากรุ่นพี่ แบ่งปันกับคนรุ่นเดียวกัน ช่วยเหลือรุ่นน้อง ไม่ตำหนิใคร เพราะดนตรีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนทำดนตรีเพื่ออาชีพ ทำเพื่อตนเอง ทำเพื่อค่าเทอมลูก เราตำหนิใครไม่ได้ เมื่อเราไม่ชอบฟังดนตรีแบบนี้ก็ไม่ต้องฟัง แต่ในอนาคตเราอาจจะชอบฟังก็ได้

ดนตรีคืออะไร สำหรับผม ดนตรีสำหรับผมคือภาษาหนึ่งที่คนฟัง เราเล่นเพลงให้คนฟังดนตรีมีความสุข ชีวิตผมคือดนตรีหรือไม่? ตอบว่าไม่ใช่ แต่ดนตรีในชีวิตของผมคือสิ่งที่ผมชำนาญ ใช้ดนตรีทำมาหากิน ใช้ดนตรีตามหาความฝัน ดนตรีทำให้ผมยืนหยัดอยู่ในสังคม ดนตรีทำให้ผมมีเงินทอง ดนตรีเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดในชีวิต

รศ.ดร.เด่น อยู่ประเสริฐ กับยุคบุกเบิกดนตรีแจ๊ส

0

“การแกะเพลง (Transcribe) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้เข้าใจบทเพลง การแกะเพลงแล้วเล่นเลียนแบบ เล่นตาม ช่วยพัฒนาได้มากๆ การฟังแล้วเล่นตามยังไงก็พัฒนา เพราะหูเราฟังดนตรีได้ดีขึ้น เมื่อฟังแล้วเรารู้ว่าตำแหน่งของตัวโน้ตน่าจะอยู่ประมาณไหน สิ่งที่ตามมาคือเทคนิคการเล่นจะพัฒนาขึ้น”

รศ.ดร.เด่น อยู่ประเสริฐ คือนักดนตรีแจ๊สผู้บุกเบิกการสอนดนตรีแจ๊สในประเทศไทย เริ่มเรียนดนตรีที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการ เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ไทย – สหรัฐอเมริกา เรียน Interlake High School จบปริญญาตรี วิทยาลัยศิลปะคอร์นิช (Cornish College of the Arts) จบปริญญาโทมหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส (University of North Texas) จบปริญญาเอกสาขาการประพันธ์เพลงและการสอนดนตรีแจ๊ส จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นศิลปินเชี่ยวชาญการเล่นเปียโน มีผลงานเรียบเรียงและบรรเลงเปียโนกับค่ายแกรมมี่ 2 อัลบั้ม ได้รับรางวัล ศิลปาธร สาขาดนตรี พ.ศ.2552 ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต มีประสบการณ์การเล่นดนตรี การเรียบเรียง การประพันธ์ ดนตรีแจ๊ส ทัศนะและมุมมองด้านการศึกษา ที่มีต่อระบบการศึกษาดนตรีแจ๊สในประเทศไทยจึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

เปียโนสารพัดประโยชน์

ตอนเด็ก คุณพ่อซื้อคีย์บอร์ดเครื่องเล็ก ความจริงแล้วคีย์บอร์ดเครื่องนั้นคือเครื่องฟังวิทยุที่สามารถเล่นเป็นคีย์บอร์ด เล่นเทปคาสเซ็ท และมีไมโครโฟนสำหรับร้องเพลง ผมชอบกดเล่น คุณพ่อสังเกตเห็นจึงส่งผมไปเรียนดนตรีที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการ ตอนนั้นผมอายุประมาณสิบกว่าขวบ แต่สิ่งที่ทำให้ผมชอบเรียนดนตรีเป็นเพราะชอบฟังเพลง คุณแม่ซื้อเทปคาสเซ็ท แผ่นเสียง ตอนนั้น ผมฟังเพลงแต่ก็ไม่เข้าใจว่าดนตรีคืออะไร ยังไง ผมเรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เล่นดนตรีวงโยธวาทิต เวลามีประชุมที่โรงเรียนจะต้องมีคนเล่นเปียโน ออร์แกน อาจารย์ให้โอกาสผมเล่น และให้นักเรียนร้องเพลงเหมือนอยู่ในโบสถ์ ช่วงมัธยมมีการประกวดดนตรี พวกเราทำวงป๊อบร็อกเพื่อร่วมประกวด ช่วงเวลานั้นเรามีความสุขมาก

ในช่วงที่ผมเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 คุณพ่อแนะนำให้ผมสมัครเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน เรียนที่สหรัฐอเมริกา เรียนไฮสกูล Interlake High School เป็นโรงเรียนที่มีโปรแกรมดนตรีที่ดีมาก มีวงออเคสตร้า ซิมโฟนิคแบนด์ แจ๊สแบนด์ คณะนักร้องประสานเสียง ที่นั่นเป็นเหมือนโรงเรียนของรัฐ ผมเพิ่งรู้ทีหลังว่า เป็นเรื่องที่พิเศษมากที่ผมได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ที่สหรัฐอเมริกาทุกโรงเรียนไม่เป็นแบบนี้ ผมได้ครูที่ดี สนับสนุนให้ผมเล่นดนตรี สอนให้ผมทำหลายอย่าง เนื่องจากผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ผมจึงไม่สนใจเรื่องวิชาการมากเท่าใด แต่ที่นั่น เรียนดนตรีได้หน่วยกิตเป็นวิชาเรียน

หลังเรียนจบหนึ่งปี ผมกลับไทย สมัยก่อนเป็นระบบเอ็นทรานซ์ ผมกลับประเทศเข้าระบบเอ็นทรานซ์เพื่อเข้าสอบเรียนมหาวิทยาลัยของประเทศไทยไม่ทัน ผมจึงขอกลับไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่เนื่องจากผมไม่ได้ใบประกาศนียบัตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (High School Diploma) ผมต้องเรียนซ้ำชั้นอีกหนึ่งปีเพื่อให้จบหลักสูตรมัธยมของสหรัฐอเมริกา และตั้งใจว่าจะเรียนดนตรี ผมอยากเรียน Jazz เพราะในยุคสมัยนั้นในประเทศไทย ไม่มีที่ไหนสอนดนตรีสาขา Jazz ผมขอเรียนต่อที่วิทยาลัยศิลปะคอร์นิช (Cornish College of the Arts) เป็นวิทยาลัยสอนศิลปะ มีดนตรี การแสดง มีการเต้น การออกแบบ การวาดรูป

ผมรู้สึกชอบวิทยาลัยแบบนี้มาก เรียนมหาวิทยาลัย เราต้องเรียนวิชาการ วิชาศึกษาทั่วไป คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป เพียงแต่เขาเน้นการเรียนการสอนเรื่องศิลปะ ผมรู้จักเพื่อนที่เรียนคณะอื่นๆ เนื่องจากเป็นวิทยาลัยขนาดเล็ก คนน้อย เราต้องทำทุกอย่าง ช่วงที่เรียเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ผมต้องแสดงละคร เต้น ร้องเพลง นักเปียโนมีน้อย ผมต้องไปช่วยเล่นเปียโน เหมือนตอนเรียนไฮสคูลที่ผมต้องเล่นเปียโนให้ทุกวง แต่นั่นทำให้เราถูกพัฒนาโดยไม่รู้ตัว บางอย่างเราทำได้ไม่ดี แต่จำเป็นที่จะต้องเล่น ตามที่เพื่อนขอให้ช่วยเล่น ทำให้เราโตขึ้น เรียนรู้เพลงมากขึ้น พัฒนาทักษะการอ่านโน้ต สามารถการเปลี่ยนคีย์ได้ทันที ทำให้เรามีทักษะหลายอย่างเพิ่มขึ้น

เรียนรู้ได้เร็วเพราะ Jam session

ระหว่างเรียนเพื่อนชวนเล่นดนตรีในคลับเล็กๆ สิ่งที่ทำให้เรียนรู้ได้จริงๆ คือ Jam session เราได้เจอนักดนตรีที่มีฝีมือจำนวนมาก ทำให้เราพบว่า โลกกว้างใหญ่ไพศาลมาก ตอนอยู่โรงเรียนคิดว่าเจ๋งแล้ว พอเรียนจบปริญญาตรี กลับเมืองไทย เป็นยุคเศรษฐกิจดี ผับเปิดถึงตี 4 ผมถามคุณอาว่าควรจะเริ่มยังไงดี คุณอาโทรหาพี่ต๋อง เทวัญ ทรัพย์แสนยากร แล้วพี่ต๋องก็ชวนผมเล่นดนตรีงานการกุศล เมื่อผมรู้จักนักดนตรีมากขึ้นก็เริ่ม jam session แล้วมันก็สุดยอดมาก นักดนตรีเก่งมาก พวกเขาแจมกันอย่างสนุกสนาน ผมมองเห็นพี่โรเบิร์ตเล่นเปียโน มองเห็นพี่น้องตระกูล “ปานพุ่ม” เล่นดนตรี ผมชอบการตีกลองของพี่เล็ก (อริญญ์ ปานพุ่ม) เขาตีกลองได้ละเอียดมาก ผมรู้สึกทึ่งมากเพราะเขาไม่ได้ไปต่างประเทศแต่เขาทำได้อย่างไร

เด็กสมัยนี้อาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ยุคสมัยนั้นมันยากจริงๆ เพราะยุคสมัยก่อนไม่มีสื่ออะไร ไม่มีแผ่นซีดี หรือโน้ตเพลง นักดนตรีต้องขวนขวาย เขาขยันฝึกซ้อมจนเก่งขนาดนี้ พอขึ้นไปแจม มีคนรู้จักมากขึ้น นักดนตรีรุ่นพี่เริ่มชวนไปเล่น เล่นดนตรีด้วยกันนานที่สุด คือ พี่เล็ก พี่ซาร์ แมว เราสนิทเป็นเพื่อนกันจนถึงวันนี้

ผมทำงานเมืองไทย 3 ปี มีคนชวนผมไปสอนดนตรี มีอาจารย์ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ และอาจารย์สุกรี เจริญสุข เมื่อเริ่มสอนก็คิดว่า ถ้าผมจะเอาดีด้านการสอน ผมควรจะเรียนต่อ ผมสอนอยู่ประมาณ 1 ปี ก็กลับไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส สหรัฐอเมริกา (University of North Texas) ความจริงผมอยากไปเรียนตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี เพราะเราได้ยินว่า ถ้าอยากเรียนแจ๊สต้องเรียนที่นอร์ทเท็กซัส แต่ที่นั่น มีคนเรียนเยอะมาก ทุกคนเก่ง ตัวเลือกเยอะมาก การแข่งขันสูงมาก มีวงบิ๊กแบนด์ 9 วง ต้องออดิชั่นเข้าวงดนตรี ตำแหน่งนักเล่นเปียโนรับเพียง 1-2 คน นักเปียโน 30 คน ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเล่นในวงดนตรีได้ ซึ่งการอยู่ในวงเป็นเกณฑ์ของหลักสูตร ฉะนั้น การจะเรียนจบต้องออดิชั่นเข้าวงดนตรีให้ได้ ทุกคนต้องซ้อมหนักมาก ต้องแย่งกันจองห้องซ้อม

ปริญญาเอกดนตรีแจ๊สคนแรกของไทย

ตอนแรกผมคิดว่า เราเรียนดนตรีอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ การเรียนมหาวิทยาลัย เราต้องเรียนหนังสือวิชาประวัติศาสตร์ วิชาวิเคราะห์ วิชาวิจัย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ตอนแรกผมไม่เข้าใจ เนื่องจากเราต้องวิเคราะห์ อธิบาย ทำรายงาน ต่อมาจึงเข้าใจว่า การเขียนหนังสือมีประโยชน์มากๆ ในวันที่เราอยากเป็นครู อยากทำงานด้านการศึกษา อยากเติบโตในงานด้านการศึกษา เมื่อมีคนเยอะ มีกิจกรรมเยอะ มีคอนเสิร์ตตลอด ผมดูวงออร์เคสตรา (orchestra) ซิมโฟนิคแบนด์ (Symphonic Band) แจ๊ส (jazz) ดนตรีทดลอง วงดนตรีอื่นๆ ทำให้เราเปิดโลกทัศน์ดนตรี หลังเรียนจบ ผมทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล เป็น 2 ปี เรียนต่อปริญญาเอก มหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นโคโลราโดสหรัฐอเมริกา (University of Northern Colorado) ผมเรียนกับ ศ.ดร.จีน เอทคิน (Dr.Gene Aitken) ท่านเป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากในการสอนดนตรีแจ๊ส

การเรียนที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นโคโลราโด อาจารย์สามารถดูแลเราได้ดี นอกเหนือจากเรียนแล้ว ผมเป็น TA หรือผู้ช่วยอาจารย์ซึ่งต้องทำงานอื่นๆ เช่น ต้องดูแลห้องสมุดดนตรี ช่วยสอนวิชารวมวง ช่วยสอนทฤษฎีดนตรี ช่วยสอนเล่นเปียโน ช่วยทำเทศกาลดนตรีแจ๊ส (Jazz Festival ) ที่นี่เขามีเทศกาลดนตรีที่มีชื่อเสียงซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี การจัดเทศกาลดนตรีเป็นงานที่หนักมากเพราะต้อง Setup เวทีการแสดง ยกลำโพง จัดเวที ดูแลจัดการ เป็นเรื่องที่เหนื่อยมาก แต่ที่สุดแล้วเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะมันเป็นการฝึก ทำให้เรารู้ว่า การทำเทศกาลดนตรีใหญ่เราต้องการอะไรบ้าง เราได้ประสบการณ์เยอะมาก เรียน ทำงาน สอนนักศึกษา เป็นประโยชน์กับชีวิตผมมาก ผมสอนดนตรีที่นั่น 3 ปี สอนวงดนตรีบิ๊กแบนด์ สอนวงแจ๊สวงเล็ก เล่นเปียโนให้นักร้อง สอนเปียโน สอนทฤษฎี ประสบการณ์ด้านการสอนพัฒนาแนวคิดเรื่องการสอน หลังเรียนจบ ผมทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นเวลา 20 ปีแล้ว

การแข่งขันในวงการศึกษาดนตรีแจ๊ส

ตอนเรียนนอร์ทเท็กซัส ผมเตรียมตัวเพราะรู้ว่าที่นั่นมีการแข่งขันสูง แต่ไม่คิดว่าการแข่งขันจะสูงมากขนาดนั้น ผมซ้อมดนตรีอย่างหนัก ซ้อมทุกวันเป็นปกติ ซ้อมวันละ 6-7 ชั่วโมง ผมเตือนนักศึกษาดนตรีอยู่เสมอว่า ตอนเป็นนักศึกษาเป็นช่วงเวลาที่ดีในการที่คุณจะได้ฝึกซ้อมดนตรีอย่างเต็มที่ หลังเรียนจบก็จะไม่มีเวลาซ้อมอีกแล้ว ผมเรียนจบปริญญาตรี เมื่อตัดสินใจเรียนต่อ ผมซ้อมดนตรีอย่างหนักอีกครั้ง นอกจากนั้นยังต้องอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบหลายวิชา เช่น ทฤษฎีดนตรี ประวัติศาสตร์ดนตรี เปียโน โสตทักษะ (Ear Training) การออดิชั่น จะเน้นการอ่านโน้ต (Sight reading) การอ่านโน้ต ชาวยุโรปตะวันออก คนเกาหลี อ่านโน้ตเก่งมาก เมื่อวางโน้ตเขาจะอ่านได้ทันที ตั้งแต่อยู่มัธยม ผมโชคดีมากที่ได้อาจารย์ที่ดี เขาพยายามฝึกเรา ตั้งแต่การอ่านโน้ต แจม การฟัง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

อาจารย์ดนตรี มิสเตอร์ ลีโอ ดอดด์ (Leo Dodd) เขามีตารางและบันทึกชื่อของพวกเรา แล้วเขาให้เราเขียนลงไปว่า เราฟังเพลงอะไรไปบ้าง แล้วเราก็ต้องเขียนลงบนกระดาน ถ้าไม่มีแผ่นเสียงก็สามารถยืมได้ ผมมักจะถามอาจารย์ว่า ผมควรจะฟังใครดี อาจารย์เขาจะแนะนำ เอโร การ์ดเนอร์ (Erroll Garner) ซึ่งเป็นการเปิดโลกดนตรีอีกแบบ หรือฟังผลงานเพลงของ ออสก้า ปีเตอร์สัน (Oscar Peterson) เราเริ่มต้นจากการฟัง เขาให้เล่นดนตรีหรือแจมในวงเล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากนอกหลักสูตร คือเขาให้นักเรียนวงใหญ่นัดซ้อมเป็นวงเล็ก เราเล่นแบบไม่รู้เรื่อง อาจารย์บอกให้เล่นไปโดยไม่ต้องสนใจอะไรมาก ซึ่งมันดีมากกับอีโก้ มันทำให้เราไม่กลัวที่จะเล่นผิด อาจารย์ให้เราอิมโพรไวส์ (Improvise) ทำให้เรามีความกล้า

การแกะเพลงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้แจ๊ส

ตอนเรียนปริญญาตรีมีการ แจม เซสชั่น (Jam session) เยอะมาก ตอนนั้นเราอาจเล่นได้ไม่ดี แต่ผมคิดว่า แนวคิดแบบนี้ทำให้เรากล้า ไม่กลัว เมื่อเรียนดนตรีเราจะเข้าใจเองว่าเป็นอย่างไร หรือเมื่อมีประสบการณ์ด้านการฟังเพลงมากขึ้น ก็จะเข้าใจมากขึ้น ซึ่งในช่วงนั้นเราแกะเพลง ผมต้องโซโล่เพลงของ เคาท์ เบซี (Count Basie) ก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร อาจารย์ให้แกะเพลงจากแผ่นเสียง ทราบที่หลังว่า การแกะเพลง (Transcribe) เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้เข้าใจบทเพลง การแกะเพลงแล้วเล่นเลียนแบบ เล่นตาม ช่วยพัฒนาได้มากๆ การฟังแล้วเล่นตามยังไงก็พัฒนา เพราะหูเราฟังดนตรีได้ดีขึ้น เมื่อฟังแล้วเรารู้ว่าตำแหน่งของตัวโน้ตน่าจะอยู่ประมาณไหน สิ่งที่ตามมาคือเทคนิคการเล่นจะพัฒนาขึ้น

การแกะเพลงแล้วเล่นตาม เป็นการเรียนรู้เทคนิคของคนอื่น เช่น ชิค คอเรีย (Chick Corea) เมื่อเราแกะเพลงแล้วเล่นตามเราจะได้เทคนิคของ ชิค คอเรีย สำหรับการเล่นดนตรีแจ๊ส ผมคิดว่า การแกะเพลงสำคัญมากๆ เพราะไม่อย่างนั้นเราจะจำกัดตนเองตามเท่าที่มือเราสามารถทำได้ ต่อให้เราได้ยินอะไรที่เจ๋ง (Cool) หรือพิสดารขนาดไหน ถ้ากล้ามเนื้อไม่พร้อม มันไม่สามารถถ่ายทอดลงที่มือได้ เราต้องมีวินัยในการฝึกซ้อมมากๆ ค่อยๆ ฝึก เล่นตามช้าๆ แล้วค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ

นักดนตรีมีส่วนคล้ายกับนักกีฬา เราต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม ก่อนจะวิ่งเร็วก็ต้องวิ่งช้าให้ได้ ว่ายน้ำต้องควบคุมระบบการหายใจ ทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝน การที่นักกีฬามีโค้ช เขาจะมองเราจากมุมมองด้านนอก ซึ่งทำให้มองเห็นว่าเราควรจะแก้ส่วนไหน หรือพัฒนาส่วนไหน โค้ช คืออาจารย์ที่จะมองเห็นเราว่า ควรจะปรับปรุงอย่างไร และบอกกับเราว่า เล่นช้าๆ ซ้อมให้ถูกต้อง เด็กๆ มักจะใจร้อน ตอนเป็นเด็กผมใจร้อนอยากเล่นเร็วๆ เนื่องจากเทคนิคไม่ดีเราก็เล่นกันผิดๆ โน้ตไม่แม่นยำ มันจะผิดอยู่จุดเดิม เพราะเรายังไม่พร้อม ผมบอกนักศึกษาว่า ถ้าอยากจะเล่นเร็ว ให้ฝึกฝนเล่นช้าให้ถูกต้อง เดี๋ยวมันก็จะพัฒนาให้เร็วขึ้นเอง เหมือนนักกีฬา ต้องพัฒนากล้ามเนื้อ ต้องใจเย็นๆ

ผมคิดว่า เราต้องรู้ตนเองว่าเรามีกำลังใจในการเล่นขนาดไหน บางครั้ง การเล่นดนตรีไม่รุนแรงเท่ากับเล่นกีฬา แต่เปรียบได้กับการเล่นเครื่องเป่าหรือมือกลอง อาจารย์เคยสอนว่า ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบปล่อยของ ค่อยๆ เล่าเรื่องราว มีเรื่องอะไรบ้าง แล้วเราไปจุดพีคของเพลง ไม่อย่างนั้น ถ้าเราปล่อยของตั้งแต่ตอนต้น มันไม่มีที่ไป คือเราเป่าแรงตั้งแต่ต้น เป่าได้ 20 ห้อง เราได้แค่นี้ เพราะสภาพปากของเราเป่าได้แค่นั้น ซึ่งเหนื่อยมาก พอหมดแรงมีเพียงทางเดียวคือต้องลง กราฟของเพลงอาจจะไม่สวยงามมากนัก เครื่องเป่าต้องตัดสินใจดีๆ แต่ถ้าจุดที่จะให้เราจะแสดง หรือ solo ไม่เยอะมาก ผมว่าแบบนั้นต้องลุย เช่นมีที่ให้เราแสดงหรือโซโล เพียง 12 ห้อง แบบนั้นต้องโชว์เลย อย่างไรก็ตาม การเล่นควรอยู่ในบริบทที่เหมาะสมกับเพลง

การควบคุมวงดนตรีแจ๊ส

สำหรับการควบคุมวง ต้องอาศัยประสบการณ์ค่อนข้างเยอะ ยิ่งทำเยอะเท่าไรยิ่งดี ผมโชคดีตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม ผมมีโอกาสได้ควบคุมวง แม้เป็นวงดนตรีไม่ใหญ่มาก ตอนนั้นมีละครเพลงที่วงดนตรีจะต้องไปเล่น เนื่องจากเป็นวงเล็ก อาจารย์จึงมอบหน้าที่ควบคุมวงให้กับผมเพราะผมทำหน้าที่เล่นเปียโนรู้จักเพลงดีอยู่แล้ว ผมก็เริ่มจากวงเล็ก ซึ่งความจริงไม่มีอะไรมาก เพียงแค่ขึ้นตรงไหน หรือจบตรงไหน แค่นั้น หลังจากนั้น ที่โบสถ์ต้องการเพลงคริสต์มาสซึ่งมีผมเรียนดนตรีเพียงคนเดียว เขาบอกให้ผมช่วยทำนักร้องประสานเสียงให้ ผมเริ่มจากตรงนั้น เมื่อเรียนปริญญาโท ผมเรียนคอนดักติ้ง (Conducting) อย่างจริงจริง พอเรียนปริญญาเอก ผมได้ควบคุมวงใหญ่ ตลอดระยะเวลา ผมค่อยๆ พัฒนาขึ้น เริ่มเข้าใจพื้นฐานการควบคุมวงดนตรีว่าต้องทำอย่างไร ท่าทางชัดเจนไหม อาจารย์ที่สอนจะบอกว่า วงดนตรีต้องการความชัดเจน ต้องเข้าตรงไหน หยุดตรงไหน วลีเพลงควรจะดังขึ้นหรือเบาลง

ส่วนการคุมนักร้องประสานเสียงเป็นการควบคุมอีกแบบหนึ่ง ต้องควบคุมแทบทุกคำ ทำให้ผมละเอียดมากขึ้น ต้องทำท่าทางเยอะหน่อย สิ่งที่นักร้องประสานเสียงและวงดนตรีต้องการคือ เขาต้องการความชัดเจนในการแสดง การตีความ เขาอยากรู้ว่า เขาต้องทำอะไร ยังไง เราต้องทำการบ้าน คือในโน้ตเพลงมีอะไรหลายอย่างที่ไม่ชัดเจน โน้ตสั้น แต่สั้นขนาดไหน? ยาว ยาวขนาดไหน? ช้า ช้ามาก หรือ ช้าปานกลาง แล้วยิ่งถ้าเป็นโน้ตดนตรีแจ๊ส ยิ่งต้องดูอย่างละเอียด การเล่นดนตรี เราควรต้องทำการบ้านมาก่อน โดยเฉพาะมือกลอง โน้ตไม่ละเอียดเลย เพลงสไตล์ไหน กลองต้องตีแบบไหน โน้ตกลองบางอัน มีแต่ แสลส (/) ไม่บอกข้อมูลอะไรเลย มือกลองต้องทำการบ้าน ต้องฟังเยอะมาก ต้องมีสติ ดูแต่โน้ตเพียงอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องฟังเครื่องบราส เครื่องเป่า (brass instrument) กำลังทำอะไรอยู่ ทรอมโบน แซ็กโซโฟน กำลังทำอะไร มันเป็นเรื่องยากสำหรับมือกลองเพราะเครื่องดนตรีของเขาเป็นเครื่องที่ดัง แล้วยังต้องดูโน้ต ต้องฟังเครื่องดนตรีอื่นอีก การเป็นมือกลองในวงดนตรีแจ๊สต้องเตรียมตัวหนักมาก ต้องศึกษาโน้ตและฟังเพลงมาก่อน

อีกอย่างคือ เวลาในการซ้อมมีจำกัด คือ ถ้าเรานัด 4 โมงเย็น (PM) เราจะเล่น 4 โมงเย็น (PM) ต้องตรงเวลา ฉะนั้น ต้องมาก่อน ถ้าบอกว่าเลิกซ้อมดนตรี 6 โมงเย็นก็จะเลิก 6 โมงเย็นจริงๆ คนควบคุมวงดนตรีต้องวางแผนให้ดี เพราะเราไม่สามารถคาดคะเนได้ อาจเกิดปัญหาหลายอย่าง ต้องมีเวลาให้วงพักด้วย ต้องวางแผนการเล่นดนตรี มีวอร์มอัพในตอนต้น เมื่อวงคุ้นเคยกันมากขึ้น ก็จะเริ่มฟังมากขึ้น ฟังเซกชั่นลีดเดอร์ (Section Leader) ฟังทรัมเป็ต ฟังแซกโซโฟน แต่ถ้าเป็นวงนักศึกษา พอจบปีก็เปลี่ยนคน เราเทรนด์เขามา 4 ปี เราต้องเริ่มใหม่ แต่มันก็ดีเพราะทำให้เรากระตือรือร้นตลอดเวลา ซึ่งบางครั้ง มือทรัมเป็ตในวงดนตรีซึ่งเป็นนักศึกษาเรียนจบปริญญาตรีพร้อมกัน 3-4 คน แย่เลย

ยุคบุกเบิกเทศกาลดนตรีแจ๊ส

เป็นความโชคดีที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นโคโลราโดมีการจัดเทศกาลดนตรีใหญ่ เป็นการจัดเทศกาลดนตรีที่เน้นการศึกษาเป็นเวลา 3 วัน ในช่วงกลางของเทศกาลจะมีมาสเตอร์คลาส (Master Class) มีเวิร์กช๊อป (Workshop) เต็มไปหมดเลย มีหลายตึก วงเล็ก วงใหญ่ มีหลายระดับ (Lavel) ตั้งแต่เด็กระดับเบื้องต้นถึงระดับสูง ทุกเย็นจะมีคอนเสิร์ต โดยมีวงดนตรีนักศึกษาเล่นเปิดให้ก่อน แล้วจะเป็นวงอาชีพ (Professional) หลังจบเทศกาลดนตรีเราจะเตรียมตัวสำหรับงานเทศกาลดนตรีของปีต่อไป มีการวางแผนเตรียมการล่วงหน้าเป็นปี มีการจองศิลปินที่มีเชื่อเสียง มีการวางแผนว่าในแต่ละเดือนต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งไม่มีอะไรยากเพราะเรามีรูปแบบอยู่แล้วว่า เราต้องทำอะไรตอนไหน อย่างไร ก่อนจะเริ่มเทศกาลดนตรีเราจะมีการเปิดรับสมัครวงดนตรีนักเรียนนักศึกษา จะมีเด็กประถมถึงมหาวิทยาลัย เพื่อเขาจะได้แสดงดนตรีและย้ายไปอีกห้องหนึ่งเพื่อรับคอมเม้นท์จากกรรมการ ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที นั่นเป็นการทำงานเพื่อการศึกษา ไม่ใช่การแข่งขัน

เมื่อปิดรับสมัครเราจะคัดแยกวง ซึ่งเป็นการให้เกรดวงดนตรีเพื่อกำหนดว่าวงดนตรีต้องอยู่ตรงไหน รวมถึงขนาดวงดนตรีควรอยู่ตึกไหน ห้องไหน มีอาจารย์รับผิดชอบการเงิน อีกส่วนที่เขาดูแล เมื่อใกล้เทศกาลต้องติดต่อกรรมการ เราต้องติดต่อกรรมการเยอะมากเพราะมีอยู่หลายห้อง เขาให้เราติดต่อ ใช้ศิษย์เก่าเข้ามาช่วยด้วย ต้องติดต่อโรงแรม ต้องมีคนดูแลศิลปิน ก่อนวันงานก็จะต้องทำงานหนัก ทำงานให้เสร็จ บางคนต้องถ่ายวีดีโอ บางคนต้องดูแลกรรมการ บางคนต้องดูแลวงนักเรียน ซึ่งมีหลายหน้าที่ นับเป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผมรู้ว่า การจัดการเรื่องเหล่านี้มันไม่ง่ายเลย

เมื่อกลับเมืองไทย เราจัดงานดนตรีเล็กๆ แล้วค่อยๆ โตขึ้น เป็นเรื่องที่ดีมากที่งานค่อยๆ โต เพราะช่วงแรกๆ ผมยังขาดประสบการณ์ในการจัดการ เรามีเจ้าหน้าที่เพียง 2 คน อาจารย์ไม่ถึง 10 คน แต่ทุกคนช่วยงานกันอย่างเต็มที่ ประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นโคโลราโด ช่วยทำให้เรามีทักษะด้านการบริหารจัดการ แต่หลายสิ่งหลายอย่างต้องเรียนรู้ใหม่ โดยเฉพาะวัฒนธรรมด้านการทำงานในเมืองไทยเป็นอีกแบบ ชาวต่างชาติอาจจะไม่เข้าใจ ผมไม่ได้บอกว่าอะไรดีหรือไม่ดี เพียงแค่เราบอกว่า มันเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ฝึกคีย์บอร์ดสู่วิถีศิลปินเปียโนแจ๊ส

ผมเริ่มเรียนอิเล็กโทนที่สยามกลการ มือซ้ายเล่นคอร์ด มือขวาเมโลดี้ เท้าเล่นเบส สามารถปรับเปลี่ยนเป็นเปียโนแจ๊สได้ไม่ยาก ผมว่าเป็นทักษะที่ดีที่ได้จากอิเล็กโทน อาจารย์จะชอบเอาเพลงฟิวชั่นของญี่ปุ่นให้เล่น ผมชอบมาก เล่นไปโดยไม่ค่อยรู้ว่ามันคืออะไรในตอนนั้น หลังจากนั้น ตอนเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่นั่นมีเพียงเปียโน ผมออดิชั่นเข้าวงแจ๊ส เล่นเปียโนตั้งแต่ตอนนั้น ผมทำงานโปรเจ็กซ์เฉพาะให้กับแกรมมี่ ตอนผมได้เจอกับพี่อู๋ แมคอินทอช (อรรถพล ประเสริฐยิ่ง) พี่อู๋ชวนผมทำเพลงบรรเลง บอกว่า “เด่น เอาเพลงแกรมมี่ทำเป็นเพลงแจ๊ส อยากทำอะไรทำเลย” ผมก็ถามว่า จริงเหรอพี่! คิดกันอยู่นานว่าจะเป็นคอนเซ็ปอะไร ในที่สุดก็ได้เพลง อัศนี-วสันต์ มาทำเป็นเพลงบรรเลง หลังจากนั้นผมก็ได้รับรางวัล คมชัดลึกอะวอร์ด สาขาเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม

ช่วงนั้น แกรมมี่ซื้อลิขสิทธิ์ของ วอเนอร์ แชปเบอร์ (Warner Chappell) มีบทเพลงแจ๊สสแตนดาร์ดเยอะพอสมควรในการทำเพลง พี่อู๋ ให้คุยกับพี่อ้อม ชุมพล ศุปัญโญ ให้เลือกเพลงมาทำ ทำชุดสแตนดาร์ด และเรียบเรียงให้กับเครื่องดนตรีอื่นๆ บ้าง ซึ่งเป็นโปรเจ๊กซ์ใหญ่ นอกจากนั้น ก็จะมีโปรเจ๊กซ์ เล็ก ๆ เช่นงานเรียนเรียง เล่นเปียโน หลังจากนั้น มีคนเสนอชื่อผมได้รับรางวัลศิลปาธร พี่จิ จิรพรรณ อังศวานนท์ เป็นคนขอผลงานและเสนอชื่อ ผมส่งงาน อัศนี-วสันต์ และมีบทเพลงที่เขียนให้กับวงใหญ่ ออเคสตรา บิ๊กแบนด์ ส่วนใหญ่เป็นงานสร้างสรรค์ ผมคิดว่าคนทำงานศิลปะ ส่วนใหญ่ไม่ได้หวังรางวัล แต่เมื่อมีคนเห็นคุณค่าผลงาน เราก็ดีใจ เป็นแรงผลักดันให้เราทำงานต่อไป

เปรียบเทียบดนตรีกับอาหาร

ถามว่าอะไรอร่อยกว่ากัน เราไม่สามารถตอบได้ คือวันนี้เราอยากกินแฮมเบอร์เกอร์ อีกวันเรากินกระเพราไก่ก็อร่อย จะบอกว่าอะไรดีกว่ากัน เราก็บอกไม่ได้ แต่จะให้เรากินแฮมเบอร์เกอร์ทุกวันก็ไม่ได้ กินกระเพราไก่ทุกวันก็ไม่ได้ ในเชิงศิลปะ เราสนใจที่จะเสพงานใหม่ ดนตรีมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมพอสมควร มันน่าสนใจดีที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นเป็นดนตรี ป๊อป คลาสสิก แจ๊ส มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอยู่ตลอดเวลา ผมว่าตรงจุดนี้น่าสนใจ เราจะนึกถึงอาจารย์บรูซ แกสตัน (Bruce Gaston) เป็นหนุ่มอเมริกันมาอยู่เมืองไทย สนใจดนตรีไทย กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยมากที่สุดคนหนึ่ง อาจารย์ซึมซับดนตรีไทยแต่ก็ไม่ได้ทิ้งตัวตนความเป็นอเมริกัน เป็นนักแต่งเพลง นักเปียโน พยายามผสมผสานอะไรต่างๆ เป็นเรื่องสนุกมากที่เห็นอะไรแบบนี้

สมัยก่อน เราจะนึกถึงชาวโปรตุเกสเข้ามาประเทศไทย มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทั้งเรื่องอาหาร ศาสนา ฯลฯ ดนตรีก็เช่นกัน เราแต่งเพลงโดยได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนบ้านของเรา เพลงลาวดวงเดือน เพลงพม่ารำขวาน เขมรไทรโยก นักแต่งเพลงคลาสสิก เช่น โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) เป็นชาวเยอรมันก็แต่งเพลงอิตาเลี่ยนคอนแชร์โต เรายืมวัฒนธรรมกัน อย่างบาค สนใจผลงานของ อันโตนีโอ ลูซีโอ วีวัลดี (Antonio Lucio Vivaldi) เรียบเรียงเพลงของวีวัลดีหลายบท การเห็นศิลปินแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันเป็นเรื่องที่สนุกมาก ในกรณีของดนตรีไทยก็เหมือนกัน เราชอบทำแบบนี้ มันมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกเยอะ ศิลปะหยุดนิ่งไม่ได้

สำหรับงานดนตรีทดลอง อาจสามารถเปรียบเทียบคล้ายๆ งานศิลปะนามธรรม (Abstract) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เราตีความได้เยอะ ทั้งดนตรีดั้งเดิม และดนตรีทดลอง มีความดีงามความสวยงามของตนเอง ดนตรีเป็นงานศิลปะที่ชอบทดลองมาตั้งแต่ต้นแล้ว แจ๊สถือว่าเป็นงานทดลองเช่นกัน เป็นการทดลองเอา อเมริกัน แอฟริกัน มิวสิค บลูส์ โยธวาทิด มาผสมผสานกัน ยุคสมัยนี้ มีการทดลองเรื่องดนตรีเยอะมาก มีดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถเล่นกับเสียง ที่ฟังดูแล้วอาจไม่รู้ว่าเป็นคอร์ดอะไร มีงานที่ไปไกล และงานที่ยังอิงแบบแผนดั้งเดิม มันมีที่ของมันอยู่ อาจจะไม่ได้รับความนิยมกว้างขวางนัก แต่ก็เป็นงานที่น่าสนใจและน่าศึกษา

สมัยก่อนเราฟังดนตรีอย่างผิวเผิน ไพเราะดี สนุกดี ฟังตามที่มีอยู่ในสมัยนั้น การฟังในยุคแรก ไม่ได้ฟังละเอียด ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน จะตั้งใจฟังจริงๆ คือตอนที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไทย – สหรัฐอเมริกา อาจารย์ให้ฟังเพลง แกะเพลง ต้องตั้งใจฟังจริงๆ เราต้องแกะให้เหมือน เล่นให้เหมือน ตอนนั้นไม่ได้เรียนรู้เรื่องทฤษฎีดนตรีอะไร ใช้วิธีจดจำ เดา โน้ตนี้ เป็นคอร์ดนี้ เมื่อเรียนดนตรี เรียนการเรียบเรียงเสียงประสาน เอียเทรนนิ่ง ทำให้เราต้องฟังเพลงละเอียดขึ้น แต่ทำให้เราฟังอย่างละเอียดมากขึ้น

ตอนเรียนปริญญาตรี อาจารย์ให้แกะเพลง เพลงเริ่มยาก เริ่มซับซ้อน แต่ฝึกฝนให้หูเราดีขึ้น เมื่อทำบ่อย ก็ทำเร็วขึ้นเอง ตอนแรกที่แกะเพลงก็จำเอา แต่พอเขียนโน้ตเป็นก็ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น ถ้าฟังเพลงเดียวกัน ตอนนี้กับตอนเด็ก ความรู้สึกคงไม่เหมือนกัน เหมือนตอนเด็กเราฟังเพลง จอห์น โคลเทรน ฟังแล้วก็รู้ว่ามันเจ๋งดี แต่ก็รู้แค่่นั้น พอโตขึ้น ฟังใหม่ก็ทำให้รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นเยอะเลย ผมว่าแม้กระทั่งคนที่ไม่ใช่นักดนตรี เวลาฟังเพลงตอนเด็กแล้วมาฟังใหม่ตอนโต เราจะได้ยินอะไรที่แตกต่างกันออกไป

การเขียนสู่การเป็นนักวิเคราะห์ดนตรี

สำหรับวารสารดนตรีรังสิต ศ.ดร.วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น ท่านชวนทำวารสารตั้งแต่ยุคแรกที่วิทยาลัยดนตรี ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นการจัดความสมดุลระหว่างกิจกรรมการแสดงดนตรีและงานวิชาการ เราอยากผลักดันให้อาจารย์ของเราได้ทำงานวิชาการ ทำงานเขียนมากขึ้น ปัจจุบันวารสารดนตรีรังสิตอยู่ในฐาน TCI 1 นักดนตรีทั่วไปไม่ชอบเขียนหนังสือ ช่วงแรกที่ผมเริ่มเขียน ไม่ได้เขียนงานวิชาการ พี่ที่ทำงานนิตยสารชวนให้เราเขียนบทความสั้นๆ สนุกดี แต่เมื่อต้องเขียนงานวิชาการ มันมีระบบระเบียบซึ่งเราต้องทำตาม จึงค่อยๆ พัฒนา ในช่วงแรกไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบซื้อหนังสือ แต่บางเล่มซื้อมาก็ไม่ได้อ่านเป็นปีก็มี ศ.ดร.ณัชชา พันธ์ุเจริญ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักวิชาการดนตรีอีกหลายคน ตำราเป็นสิ่งที่จะต้องทำ เพื่อจะส่งต่อความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไป คีย์เวิร์ดคือ “การส่งต่อ” ในที่สุดแล้วยุคเราก็จะหมดไป หน้าที่ของเราคือการส่งต่อ

การเรียนดนตรีเป็นงานหนัก เราจะต้องซ้อมดนตรี แต่งเพลง ต้องอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุด เขียนงานส่งอาจารย์ พอจบแล้วทำงานเป็นนักดนตรี เป็นศิลปิน การเป็นนักดนตรีหรือศิลปินไม่ง่ายเลย ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง จะประสบความสำเร็จสายศิลปินต้องขยันอย่างมาก และต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วยอีก สำหรับผม ตอนจบปริญญาตรี อยากเป็นนักดนตรี แต่เมื่อได้สอนดนตรี ได้สอนในมหาวิทยาลัย ก็เริ่มนึกถึงตอนเรียน ตอนนั้นเราเคยคิดจะเป็นอาจารย์จึงเริ่มคิดถึงการเรียนต่อ เมื่อเราตั้งใจจะทำอะไร มันจะเป็นแรงผลักดันอยู่ข้างในว่า เราต้องทำให้ได้ เราจะขวนขวายเพื่อจะทำให้ถึงเป้าหมาย มันจะต้องอาศัยความอดทนพอสมควร ถ้าเป้าหมายตอนเรียนจบเราชัด เราจะพยายาม ไม่ท้อง่ายๆ ซึ่งมันไม่มีสูตรสำเร็จ

บางคนตั้งใจทำอย่างหนึ่งแต่ประสบความสำเร็จอีกอย่างหนึ่ง ผมมีเพื่อนที่หยุดเรียนปริญญาเอกสองคน ปัจจุบันทั้งสองประสบความสำเร็จในทางของเขา คนแรกทำงานเป็นมือเบสมีทัวส์คอนเสิร์ตรอบโลก มีงานเยอะมาก อีกคนทำงานเป็นอาจารย์สอนดนตรีโรงเรียนอินเตอร์ในหลายประเทศ พวกเขาประสบความสำเร็จในชีวิต ช่วงที่ผมเรียนปริญญาตรี เพื่อนของผมคนหนึ่งทำงานเป็นมือกลองบนเรือสำราญ เล่นดนตรีบนเรือสำราญช่วงฤดูร้อน กลับมาเรียนได้ไม่นาน มีคนโทรมาชวนให้เป็นหัวหน้าวงดนตรีบนเรือสำราญ เขาตัดสินใจทิ้งการเรียนแต่ก็ประสบความสำเร็จอีกแบบหนึ่ง โอกาสของแต่ละคนต่างกัน แต่การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง ช่วยทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้ง่าย แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วย

ตำนานเพลงเดี่ยวแซกโซโฟน เทวัญ ทรัพย์แสนยากร

0

“ศิลปะของดนตรี เราต้องรู้จักความไพเราะ สังเกตการเล่นดนตรี บางคนเล่นดนตรีได้อย่างคล่องแคล่ว สร้างเสียงดนตรีได้แต่ขาดความไพเราะ การเล่นดนตรีควรมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ช่องว่างของการเล่นอันเหมาะสม (ช่องไฟ) จังหวะอันเหมาะสม , Dynamic การเล่นหนักเบา ทำให้เกิดความน่าฟังและเป็นระเบียบ หลังจากนั้น เอาความรู้สึกใส่ลงไป เอาจิตวิญญาณใส่ลงไปให้ได้อารมณ์ที่พอเหมาะพอดี”

ต๋อง เมธวัชร์ (เทวัญ) ทรัพย์แสนยากร นักดนตรีวัย 75 ปี คือตำนานดนตรีของประเทศไทย เพราะเมื่อ 50 ปีก่อน เขาเป็นนักดนตรีผู้บุกเบิกการแสดงเดี่ยวแซกโซโฟนและไวโอลินบนเวทีการแสดง เขาเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงทำให้ผู้คนรู้จักแซกโซโฟนในวงการดนตรีไทย นอกจากนั้น เขายังเป็นผู้นำเสนอวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยต่อโลก ด้วยการนำเครื่องดนตรีไทยออเร้นจ์บทเพลงทำการแสดงดนตรีใน เอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกา กระทั่งได้รับรางวัลวงดนตรียอดเยี่ยมของเอเชีย

การฟังเพลงก็เหมือนการทำความรู้จักกับใครสักคน

ผมเป็นเด็กที่ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น ผมผิวปากเป็นเสียงพิเศษ ทำได้เองโดยธรรมชาติ เพื่อนในวัยเด็กของผมชอบฟังเสียงผิวปากของผม ผมนำวัสดุหลายอย่างมาทำเครื่องดนตรี เช่น การผิวปาก เคาะโต๊ะเป็นจังหวะ การฟังเพลงสำหรับผมในตอนเด็ก ก็เหมือนการทำความรู้จักกับใครสักคนที่เราไม่เคยรู้จัก ผมฟังเพลงจากวิทยุของคุณพ่อ บทเพลงเหมือนใครคนหนึ่งที่เรากำลังทำความรู้จัก เราจดจำใบหน้าของเขา เสียงของเขา แล้ววันหนึ่ง เมื่อเราพบเจอเขาอีกครั้งก็จะจดจำได้ ผมฟังดนตรีครั้งแรกเพื่อทำความรู้จัก แยกสำเนียงการเล่นแต่ละสำเนียงดนตรี จดจำสำเนียงดนตรีนั้นไว้ในความทรงจำ

เมื่อเติบโตขึ้น ผมสนใจดนตรี เริ่มฟังเพลงบรรเลง เฝ้าฟังเสียงดนตรีบางท่อนในบทเพลง มีสุนทรียรมณ์กับบทเพลงที่กำลังฟัง เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็นึกทบทวน แสดงว่าในช่วงวัยเด็ก เราเสพเดนตรีหรือเข้าถึงอารมณ์ของผู้เล่นดนตรีตั้งแต่วัยเด็ก เป็นความละเอียดอ่อนในตัวตนซึ่งคนทั่วไปฟังแบบเผินๆ ส่วนผมเมื่อฟังเพลงแล้วจะเกิดความไพเราะ เกิดอารมณ์ร่วม สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครสอน มันเป็นไปโดยธรรมชาติ เวลาสัมผัสเครื่องดนตรีผมจะรู้สึกถึงสุนทรียรมณ์โดยอัตโนมัติ ผมไม่เคยคิดถึงตัวโน้ตในเวลาทำการแสดง แต่ผมจะคิดถึงอารมณ์ในเสียงดนตรี เมื่อเล่นดนตรีผมจะใส่อารมณ์ ใส่จิตวิญญาณลงในดนตรี

ผมแยกแยะแต่ละสำเนียงการเล่นดนตรีของศิลปินแต่ละคนแล้วเก็บไว้ในความทรงจำ เวลาเล่นดนตรีผมไม่ต้องแกะสำเนียงหรือซ้อมดนตรีของศิลปินคนนั้นอีก ผมปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในการเล่นดนตรี ทุกครั้งที่ฟังดนตรีผมมักสงสัยหรือมักตั้งคำถามว่า ทำไมนักดนตรีไทยจึงไม่เป็นที่รู้จักในระดับสากล แต่เมื่อเราลองฟังเพลงไทยมันเป็นจิตวิญญาณอีกแบบหนึ่ง ที่มีความเป็นไทย

เพลงไทยเดิมและเพลงลูกทุ่งเป็นดนตรีแนวเดียวกัน เพลงไทยเดิมเป็นรากฐานพัฒนาสู่เพลงลูกทุ่ง เราคิดว่า ทำไมเพลงไทยเดิมถึงหายไป แต่มีเพลง เขมร ลาว พม่า แขก เช่น เพลงพม่าแทงกับ เพลงแขกเชื้อเจ้า เพลงมอญ เมื่อเติบโตเราถึงเข้าใจว่า ความจริงแล้ว บทเพลงเหล่านั้นคนไทยเป็นผู้ประพันธ์เพราะคนไทยมีหลายเชื้อชาติ เราฟังเพลงไทยเราจะรู้สึกว่า เพลงไทยเทียบกับเพลงชาติอื่นไม่ได้ แต่เมื่อเราเข้าใจจะรู้ว่า บทเพลงคือภูมิปัญญา ลวดลายลีลาเพลงไทยที่ประพันธ์ไว้ยอดเยี่ยมมาก เมโลดี้เพลงไทยเดิมหากนำมาพัฒนาจะมีมาตรฐานและน่าฟัง

แซกโซโฟนหนุ่มของวง “เดอะไวท์เฮ้าส์”

ผมเล่นดนตรีวงโยธวาทิต ผมเรียนรู้เรื่องสำเนียงการเล่นดนตรีและการเดินแถว ผมแต่งเพลงมาร์ช (March) แยกเพลงมาร์ชแต่ละประเภท ขณะที่เล่นดนตรีในวงโยธวาทิต เพื่อนคนหนึ่งชวนเข้าศูนย์เยาวชนจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนบอกผมว่า ที่นั่นมีเครื่องดนตรีจำนวนมาก ผมเข้าศูนย์เยาวชน หยิบเครื่องดนตรีขึ้นมาเล่นเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถเล่นเครื่องดนตรีเป็นบทเพลง ผมหัดเป่าแซกโซโฟน พัฒนาตนเองเพื่อเป็นนักดนตรีประจำศูนย์เยาวชน หลังจากนั้นก็มีคนชวนผมเล่นดนตรีในคณะรำวง

ผมเล่นดนตรีในคณะรำวง มีเครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชิ้น กลอง กีตาร์ ผมเป่าแซกโซโฟน เล่นตามธรรมชาติ หลังจากนั้นก็มีคนชวนผมเล่นดนตรีในภัตตาคารจีน ผมเล่นดนตรีสักพักเจ้าของภัตตาคารก็ซื้อแซกโซโฟนให้และตั้งผมเป็นหัวหน้าวงดนตรี ผมมีพื้นฐานด้านการอ่านโน้ตสากล เราอ่านโน้ตดนตรีไทย ทฤษฎีดนตรีผมพอมีความรู้บ้าง พวกเราก็คิดสูตรการเล่นดนตรีของเราเอง

ผมเล่นดนตรีในไนต์คลับ เป็นหัวหน้าวงดนตรีตั้งแต่อายุ 19 ปี ตอนผมเป็นหัวหน้าวงดนตรีก็ทำโน้ตแกะโน้ตในสไตล์ของตนเอง พ.ศ.2510 นักดนตรีประเทศไทยยังไม่แตกฉานเรื่องโน้ตดนตรี พวกเราก็ทำสัญลักษณ์แทนตัวโน้ตเพื่อสื่อสารและทำความเข้าใจระหว่างนักดนตรี เพื่อให้นักดนตรีรู้ว่าต้องเล่นดนตรีกันอย่างไร ผมเล่นดนตรีในไนต์คลับที่นครราชสีมา หลังจากนั้นก็รับงานเล่นดนตรีที่ สปป.ลาว เราทำวงดนตรีเพื่อเล่นดนตรีในไนต์คลับอันดับ 1 ของเวียงจันทน์ หลังจากหมดสัญญาเมื่อกลับถึงเมืองไทยก็เล่นดนตรีกับวง “เดอะไวท์เฮ้าส์” วงดนตรีชนะการประกวดวงดนตรีสตริงคอมโบ้แห่งประเทศไทย ตอนแรกเล่นในไนต์คลับจังหวัดนครราชสีมา ต่อมา “เดอะไวท์เฮ้าส์” ได้รับการติดต่อให้เล่นที่ “โลลิต้าไนต์คลับ” กรุงเทพฯ

ยุคเริ่มต้นดนตรีแจ๊ส (jazz) ประเทศไทย

“โลลิต้าไนต์คลับ” เป็นไนต์คลับอันดับหนึ่งของประเทศไทย ช่วงกลางวัน “โลลิต้า” คือห้องอาหารที่มีนักร้องที่มีชื่อเสียงมาแสดง ส่วนเวลากลางคืนจะเป็นสถานที่เต้นรำลีลาศ มีนักร้องเพลงลูกกรุง เช่น สุเทพ วงศ์กำแหง, สวลี ผกาพันธุ์ ,ดาวใจ ไพจิตร, เป็นผู้ขับร้องเพลง นับเป็นยุคเพื่องฟูของนักดนตรี ผมมีโอกาสเล่นดนตรีให้กับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น รวงทอง ทองลั่นธม ,จินตนา สุขสถิตย์ ,รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส “โลลิต้าไนต์คลับ” มีกลิ่นอายแห่งความสุข ความบันเทิง ทั้งการเต้นรำ การฟังเพลง การขับร้อง มันคือสุนทรียรมร์ของคนเมืองกรุง ทุกคนมีอารมณ์ร่วมทำให้พวกเราอยากเล่นดนตรีให้พวกเขาฟัง

ยุคสมัยก่อน บทเพลงยังมีจำนวนน้อย นักฟังเพลงชอบมาฟังเพลงซึ่งเป็นที่นิยม ยกตัวอย่างบทเพลง My Way – Frank Sinatra วงดนตรีของเราเล่นดนตรีแนวคอมโบเชยนิดๆ เพราะบทเพลงยุคสมัยนั้นเป็นเพลงสตริง นักดนตรีจะมีโน้ตเพลง เพลงทุกเพลงจะอยู่ในนั้น นักดนตรีที่เล่นเพลงแจ๊ส (Jazz) ยุคนั้นคือนักดนตรีฟิลิปปินส์ ตอนนั้นผมเล่นดนตรีแจ๊สกับเพื่อนนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ นักดนตรีไทยยังเล่นดนตรีแจ๊สกันไม่เป็น พวกเราอิมโพรไวน์(Improvise) ในสเกลที่เราถนัด

พ.ศ.2514 ขณะทำงานอยู่โรลิต้าไนต์คลับ ผมมีโอกาสเรียนดนตรีที่สยามกลการ เรียนออเร้นจ์เพลงสไตล์ Big band เป็นหลักสูตรดนตรีจาก เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา โดยอาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ เปิดโรงเรียนดนตรีสยามกลการ ผมเป็นหนุ่มใหญ่เริ่มมีอนาคต การเป็นนักดนตรีทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย แล้ววันหนึ่ง เรวัต พุทธินันทน์ ,วินัย พันธุรัตน์, สราวุธ สุปันโญ เดินทางมาพบผมแล้วบอกว่าจะทำวงดนตรี The Oriental Funk

เปลี่ยนวิถีนักดนตรีเพื่อการเติบโตทางความคิด

ตอนนั้น เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ทำสัญญาทัวส์คอนเสิร์ตต่างประเทศ แต่วงดิอิมพอสซิเบิ้ล (The Impossible) ยุบวง เต๋อ เรวัต ค้นหานักดนตรีเพื่อเล่นแซกโซโฟนทำวงดนตรี The Oriental Funk ผมตกลงรับข้อเสนอ แต่ก็ต้องปรับตัวเพราะสไตล์การเล่นดนตรีของผมเป็นแบบเชยๆ ผมต้องพยายามปรับตัวให้เร็วที่สุด พวกเราใช้เวลาซ้อมดนตรีเพียงสองเดือน เล่นดนตรีหลายรูปแบบ ดิสโก้เทค ฟังก์ เล่นดนตรีให้กับคนหลายกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุ เล่นดนตรีในหลายสถานที่ เช่น งานปาร์ตี้กลางหุบเขา ฯลฯ

การทัวส์คอนเสิร์ตในต่างประเทศทำให้เรามีโอกาสชมคอนเสิร์ตใหญ่ ทำให้เรามองเห็นโลกกว้างขึ้น ตัวอย่างเช่น คอนเสิร์ต THE EAGLES ที่ทำการแสดงที่ประเทศสวีเดน ผมรู้สึกประทับใจมาก แม้การแสดงของเขาไม่แอ็กชั่น แต่เสียงของการเล่นดนตรีดีมากๆ หลังเดินทางกลับจากทัวส์คอนเสิร์ตต่างประเทศ เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ เริ่มทำค่ายเทปแกรมมี่ ,สราวุธ สุปันโญ อยู่กับวงแกรนด์เอ็กซ์ ,วินัย พันธุรัตน์ ทำเพลงของตนเองชื่อ “สิ้นกลิ่นดิน”

พ.ศ.2521 เมื่อกลับประเทศไทย ผมริเริ่มการเป็นนักดนตรีเดี่ยวแซกโซโฟน ทำการแสดงภายใต้ชื่อว่า “ต๋องโชว์” ผมเล่นดนตรีที่โรงแรมมณเฑียร ทำงานอิสระเป็นนักดนตรีเป่าแซกโซโฟนให้กับนักร้อง ตอนนั้น นักดนตรีไทยยังอิมโพรไวน์สร้างลูกโซโล่แซกโซโฟนไม่ได้ ตอนนั้นผมทำได้ เพียงมีคอร์ด อินโทร โซโล่ และท่อนจบ ผมก็โซโล่แซกโซโฟนให้ได้ เช่น การบันทึกเสียงเพลง “อย่าหยุดยั้ง” ให้กับวงดิโอฬาร ศิลปินที่จ้างให้ผมบันทึกเสียงมักจะเลือก Track 1 ส่วน Track 2-3 จะเพิ่มเมโลดี้ โน้ตจะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ศิลปินส่วนใหญ่จะเลือก Track 1

การเล่นแซกโซโฟนยุคสมัยนั้น เราปรับตามวิธีการ หลายเพลงแซกโซโฟนรั่ว เครื่องดนตรีไม่สมบูรณ์ แต่เราปรับวิธีการเล่นเพื่อให้ได้เสียงที่ไพเราะ ตัวอย่างเพลง “เชื่อฉัน” ของ แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ เพลงนี้แซกโซโฟนรั่ว แต่เราใช้ความรู้สึกในการเป่า แม้ว่าเสียงจะไม่สมบูรณ์ แต่มันทำให้เราอยากจะพัฒนาการเล่นให้ดีขึ้น เครื่องดนตรีของเราอาจไม่เหมือนเครื่องดนตรีคนอื่น นักดนตรีแต่ละคนถนัดการเล่นดนตรีไม่เหมือนกัน

สมัยก่อนนักดนตรีเครื่องเป่าของประเทศไทยน้อยคนที่จะออกแบบดนตรีได้ดี ผมออกแบบดนตรี ผลงานของผมมีความสมดุลทางดนตรี หลายคนจึงจับตามอง ผมถูกยกย่องให้เป็นมือแซกโซโฟนลำดับต้นๆ ของประเทศ ต่อมาผมทำวงดนตรีของตนเองโชว์ 45 นาที เหมือนศิลปินคนหนึ่ง ผมริเริ่มทำโชว์ เพราะยุคสมัยก่อนไม่มีนักดนตรีโซโล่ หลายคนเป็นเพียงนักดนตรีเล่นให้กับนักร้อง แต่เรามองเห็นนักดนตรีโซโล่เครื่องดนตรีชิ้นเดียวมาตั้งแต่เด็ก เวลาสร้างเมโลดี้เราต้องมองคอร์ด ต้องคล้อยไปกับลีลาของศิลปินเพื่อให้เกิดความพอดี

องค์ประกอบการสร้างสรรค์ที่มากกว่าความไพเราะ

หลายคนสามารถเล่นโน้ตดนตรีได้รวดเร็ว โน้ตดี หลายอย่างดี แต่ไม่มีความสร้างสรรค์ การเล่นดนตรีแข็งกระด้าง ขาดความลึก บางคนจะนึกไม่ออกว่ามันคืออะไร เปรียบเทียบศิลปินวาดภาพสวย รูปภาพบางรูปภาพขาดความลึก ศิลปะของดนตรี เราต้องรู้จักความไพเราะ สังเกตการเล่นดนตรี บางคนเล่นดนตรีได้อย่างคล่องแคล่ว สร้างเสียงดนตรีได้แต่ขาดความไพเราะ การเล่นดนตรีควรมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ช่องว่างของการเล่นอันเหมาะสม (ช่องไฟ) จังหวะอันเหมาะสม , Dynamic การเล่นหนักเบา ทำให้เกิดความน่าฟังและเป็นระเบียบ หลังจากนั้น เอาความรู้สึกใส่ลงไป เอาจิตวิญญาณใส่ลงไปให้ได้อารมณ์ที่พอเหมาะพอดี

การเล่นดนตรีของผมไม่เข้าหลักการทางทฤษฎีดนตรีทั้งหมด แต่อาจเพราะเหตุผลนี้จึงทำให้การเล่นดนตรีของผมแตกต่าง เล่นด้วยจิตวิญญาณของตนเอง การเล่นดนตรีพื้นฐานทางดนตรีควรต้องมี แต่ต้องเล่นดนตรีในแบบที่เราถนัดด้วย เมื่อนักศึกษาจบหลักสูตรเขาจะนำไปใช้ได้ทั้ง 2 แนวทาง ถ้าเรียนตามเบสิคพื้นฐานดนตรี นักดนตรีทุกคนจะเหมือนกันหมด แม้แต่การย้ายตัวโน้ตก็ต้องคิดของตนเอง สเกลมีตัวโน้ตอะไรบ้าง มันถึงจะเกิดสำเนียงของตัวเอง เราถึงจะออกแบบความไพเราะได้

การออกแบบความไพเราะ เมโลดี้ในคำร้องต้องเกิดความพอดี มีอารมณ์ในคำร้องซึ่งจะบอกถึงเรื่องราว เมโลดี้จะบอกความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง จะเป็นลีลาที่จินตนาการในเสียงเมโลดี้ที่มีความไพเราะ มีความหนักเบาแตกต่าง มีความสนุกสนาน มีความไพเราะหรืออ่อนหวาน การจะทำแบบนี้ได้ ต้องมีนักดนตรีที่มีประสบการณ์ช่วยกวดวิชาให้นักเรียนกลายเป็นนักโซโล่ ต่างประเทศเขาสอนดนตรีตัวต่อตัว นักเรียนจะเลือกเรียนเพื่อได้ความรู้ที่เขาต้องการ อยากเรียนสเกลก็ไปเรียนกับครูสอนดนตรีที่เก่งสเกล อยากเล่นดนตรีให้ไพเราะก็ไปหาครูที่สอนเล่นดนตรีให้ไพเราะ ถ้าไม่อย่างนั้น เขาต้องค้นหาอีกหลายปีกว่าจะเจอ

มือกีตาร์ที่มีฝีมือของประเทศไทยก็เช่น โอ้ โอฬาร พรหมใจ ,กิตติ กาญจนสถิตย์ ส่วนวงเครื่องสายซิมโฟนี (Symphony) ก็ยังไม่ฉายแววนักโชว์ระดับโลก ทั้งที่ความสามารถของนักดนตรีชาวไทย สามารถเล่นแบคอัพให้กับนักดนตรีระดับโลก ลองคิดดูว่าคนพิการมี 1 นิ้ว เล่นอะไรได้หลายอย่าง ต้องมีอะไรบางอย่างที่เขาถนัด

ผมเล่นดนตรีนานกว่า 50 ปี มองเห็นนักดนตรีในแต่ละยุคสมัย ปัจจุบันนักดนตรีเข้าใจทุกสำเนียงการเล่นดนตรีเพราะโลกเปิดกว้าง แต่การเปิดกว้างของโลก มันทำให้ดนตรีมีเพียงสำเนียงหลัก เป็นท่วงทำนองเดียวกันหมด ปรับเปลี่ยนกันแต่เพียงภาษา แม้แต่ภาษาก็มีลีลาเดียวกัน ตัวอย่างเช่น R&B หรือ Hip-hop สำเนียงดนตรีเดียวกัน มันผสมผสาน หรือกลืนกัน หรือ บางคนไม่เข้าใจก็เล่นดนตรีฝืนๆ ตอนนี้นักดนตรีเล่นดนตรีสากลได้ เพราะโลกมันเปลี่ยนแปลง ภาษาดนตรีเป็นอันเดียวกัน เราไม่แบ่งแนวดนตรี

ปัจจุบัน ดนตรีจากภาคอีสานทำได้น่าสนใจมาก เขาทำดนตรีออกแนวสมัยใหม่ ใช้วิธีการขับร้องแบบผสมผสาน หรือสามารถขับร้องเนื้อร้องอื่นลงในดนตรีเดิมได้ ยุคสมัยก่อนผมเคยใช้วิธีนี้ แต่ผู้คนมองว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด ผมเข้าใจดนตรีละเอียดกว่านักดนตรีหลายคน ผมทำความเข้าใจด้วยตนเองแล้วก็อธิบาย แต่การสร้างสรรค์ดนตรีเป็นเรื่องที่สอนกันยาก การสร้างสรรค์เป็นความสามารถที่ติดตัว นักดนตรีส่วนใหญ่เป็นนักปฏิบัติการ หากยึดติดกับพื้นฐานด้านดนตรีโดยไม่ให้เขาทำดนตรีด้วยตนเอง เขาจะขาดความสร้างสรรค์

ดนตรีไทยสู่สากลในสไตล์ Tewan Novel Jazz

ครั้งแรกในการทำดนตรีไทย บรูซ แกสตั้น เขาทำวง “ฟองน้ำ” (Fong-Naam) เขาบันทึกเสียง ผมเป็นคนเป่าแซกโซโฟน ถ้าเป็นงานแสดงที่สำคัญผมมักจะเป็นแขกพิเศษรับเชิญอยู่เสมอ พวกเราเล่นดนตรีแจ๊สผสมผสานกับดนตรีไทย บรูซกับผมไม่ต้องปรับตัวในเรื่องการเล่นดนตรี เราเข้าใจภาษาดนตรี ไม่ต้องซ้อมอะไรมาก หลังจากนั้นบรูซ ก็ลาออกจากบริษัท ผมเป็นคนเข้ามาทำวงดนตรี

ผมทำวงดนตรีกังสดาล (Kangsadaan) เราใช้เครื่องดนตรีไทยร้อยละ 90 ของเครื่องดนตรีทั้งหมด แต่เราปรับวิธีการเล่นเป็นแบบเทวัญเพราะผมจะทำดนตรีเป็นแนวศิลปะ คิดสร้างรูปแบบของดนตรีขึ้นใหม่ในสไตล์ Contemporary เรามองเห็นเครื่องไทยที่มีพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ถามนักดนตรีคนไทยเขาบอกว่า คือ “กังสดาล” เราเล่นดนตรีต่างประเทศอยู่ช่วงหนึ่ง

ตอนนั้นเป็นยุคแรก เราไม่ปรับเครื่องดนตรีไทยเป็นสากล แต่ปรับวิธีการเล่นแซ็กโซโฟน กลองชุดใช้เพียงส่วนหนึ่งเพื่อสผมผสานดนตรีให้เกิดเศิลปะ เพลงไทยเดิมบางเพลงก็ปรับเปลี่ยนวิธีนำเสนอให้เป็นศิลปะร่วมสมัย

เรานำเสนอการเล่นเครื่องดนตรีไทยสู่ต่างประเทศ ตอนนั้นเราประสานกับต่างประเทศได้ดี ผู้ชมการแสดงใจต่างประเทศรู้สึกตื่นตาตื่นใจ (surprise) กับการแสดง เพราะยุคสมัยนั้นการผสมผสานระหว่างดนตรีไทยและดนตรีสากลยังไม่แพร่หลาย เราใช้เครื่องดนตรีไทย ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวง ปี่ ขลุ่ย ซอ จะเข้ ออเร้นท์เปลี่ยนวิธีนำเสนอ ช่วงแรกครูเพลงดนตรีไทยต้องปรับตัว พวกเราใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะสื่อสารกันได้

หลังจากทำวง “กังสดาล” ผมทำ Tewan Novel Jazz เล่นดนตรีกับสามพี่น้องตระกูลปานพุ่ม จิระศักดิ์ ปานพุ่ม ,วิบูลย์ ปานพุ่ม ,วิทยา ปานพุ่ม มีวินัยการซ้อมดนตรี แมว จิระศักดิ์ ปานพุ่ม เป็นมือกีตาร์ที่เก่งมาก ผมบอกให้เล่นอะไรเขาสามารถเล่นได้ตามที่ต้องการทั้งหมด ช่วงแรกการเล่นดนตรีของพวกเขายังลึกไม่พอ แต่พี่น้องทั้งสามคนเล่นดนตรีเก่งมาก มีวินัยในการเล่นดนตรี การซ้อมดนตรี เล่นดนตรีมีความไพเราะ สามารถเล่นไพเราะ คล่องตัว แต่ศิลปะมีความลึกซึ้งมากกว่าดนตรี หลังทำการแสด พวกเราก็เป็นที่รู้จัก มีผู้ชมเข้าชมการแสดงของพวกเราจำนวนมาก เราจึงตัดสินใจเทำการแสดงในต่างประเทศ หลังจากนั้น Tewan Novel Jazz ถูกยกย่องเป็นวงยอดเยี่ยมเอเชียแจ๊สแฟสติวัล

ความลุ่มลึกของบทเพลงพระราชนิพนธ์ในหลวงรัชการที่ 9

ผมมีโอกาสเล่นดนตรีถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ พระราชวังดุสิตดาลัย ช่วงแรก พวกเราเล่นดนตรี 2 เพลง ผมเล่นแซกโซโฟน มีนักร้องที่มีชื่อเสียงหลายคนขับร้องบทเพลง ผู้ชมส่วนใหญ่เป็นบุคคลสำคัญ บุคคลที่มีชื่อเสียง ช่วงดึกข้าราชบริภารในพระองค์เชิญพวกเราอีกห้องหนึ่งซึ่งมีฟลอร์เต้นรำสำหรับลีลาส ในหลวงทรงแซกโซโฟน ผมเล่นเทนเนอร์แซกโซโฟน พี่น้องปานพุ่มเล่นดนตรีแบ็คอัพ (Backup) เมื่อจบการแสดง ข้าราชบริพารทุกคนก็นั่งกับพื้น

ในหลวงรัชการที่ 9 ตรัสว่า ทรงติดตามผลงานของผมมาตลอดสำหรับผมแล้ว ในหลวงรัชการที่ 9 คือนักประพันธ์ที่ละเอียดละออ บทเพลงพระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นบทเพลงสไตล์บลูส์ (Blues) พระองค์ท่านพาสซิ่งโน้ตด้วยความละเอียด รูปแบบพระราชนิพนธ์ทรงเกลาเมโลดี้และทำนองทำให้ดนตรีเกิดความละเมียดละไม บทเพลงพระราชนิพนธ์ที่ผมประทับใจมากที่สุดคือ “แสงเทียน” เป็นเพลงแรกที่ในหลวงรัชการที่ 9 พระราชนิพนธ์ โดยใช้โน้ตตัวละเอียด ใช้โน้ตอย่างสละสลวย

วลีดนตรี วลีแห่งชีวิต วลีของหนูมิเตอร์

0

“ถ้าอยากเล่นดนตรีให้ทำด้วยความรัก สัมผัสเครื่องดนตรี คลุกคลีกับเครื่องดนตรี ศึกษาเครื่องดนตรี ทำแบบนี้ทุกวัน ถ้าอยากเป็นนักเรียบเรียงดนตรี เรียบเรียงเสียงประสาน ควรฟังเพลงมากๆ ฟังเสียงของเครื่องดนตรี ฟังเสียงความเคลื่อนไหวของเครื่องดนตรีในบทเพลง บางครั้งผมไม่ได้ฟังเสียงคนร้อง แต่ผมฟังเพลงเพราะอยากได้ยินเสียงอะไรบางอย่างในบทเพลงนั้น ฟังเพียงสิ่งเดียวในบทเพลง นั่นคือวิธีการศึกษาดนตรี ฟังแล้วเราจะได้ความรู้”

สร่างศัลย์ เรืองศรี หรือ “หนูมิเตอร์” คือตัวอย่างศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการดนตรีของประเทศไทย เขาเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก เรียนจบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เชี่ยวชาญการเล่นเครื่องดนตรีไทยและเครื่องดนตรีสากลเกือบทุกชนิด เริ่มทำงานดนตรีจากการชักชวนของอาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

“หนูมิเตอร์” ขับร้องเพลงลูกทุ่งโบราณ ด้วยวิธีการขับร้องและการสร้างสรรค์ดนตรีสมัยใหม่ เขาได้รับรางวัลมากมาย จากการขับร้องและประพันธ์เพลง พ.ศ. 2554 รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย จากเพลง สัญญาก่อนนอน ,พ.ศ. 2556 รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย จากเพลง สาวยโสธร , พ.ศ. 2557 รางวัลชมเชย จากเพลง สัญญาณรัก สัญญาใจ ,พ.ศ. 2554 รางวัลชมเชย การประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง จากเพลง สัญญาก่อนนอน , พ.ศ.2556 รางวัลชมเชย การประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง จากเพลง ลูกทุ่งลูกไทย

หนูมิเตอร์ทำงานในวงการดนตรีนานกว่า 30 ปี ทำงานบันทึกเสียงมากกว่า 10,000 เพลง เขาเป็นที่จดจำของแฟนเพลงเพราะการเป่าขลุ่ยและเล่นกีตาร์ การสร้างวลีทางดนตรี (Malody) จากดนตรีไทย ทำให้สำเนียงการเล่นดนตรีมีอัตลักษณ์ เขาสร้างสรรค์ศิลปินจากถิ่นใต้เช่น บ่าววี ,หลวงไก่ และ บิว กัลยาณี ให้เป็นที่ยอมรับและเป็นที่นิยมของคนทั้งประเทศ

เดินทางตามวิถีศิลปินแห่งยุคสมัย

ผมเป็นคนจังหวัดลพบุรี เล่นดนตรีไทยตั้งแต่เด็ก จำความได้ว่า ตอนเป็นเด็กผมไปเที่ยวงานฤดูหนาวจังหวัดลพบุรีกับคุณแม่ (ลำใย เรืองศรี) แม่ซื้อจะเข้สากลให้ผมเล่น ผมฝึกเล่นจนชำนาญ เมื่อวงดนตรีทำการแสดงใกล้บ้าน ผมก็จะฟังดนตรีแล้วเล่นตาม ผมชอบทุกอย่างที่เป็นดนตรี เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวินิตศึกษาในพระราชูปถัมภ์ฯ ผมศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ผมเจอรุ่นพี่เรียนหลายคน เช่น อาจารย์เรืองยศ พิมพ์ทอง , อ๊อด โอภาส ทศพร ,อ๊อด ทวี ศรีประดิษฐ์ วงเรนโบว์ ผมคลุกคลีกับรุ่นพี่เพราะอาคารเรียนดนตรีของมหาวิทยาลัยและของโรงเรียนสาธิตอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ผมตั้งเป้าหมายว่า อยากประกอบอาชีพนักดนตรี

ผมรู้สึกว่า อาชีพนักดนตรีเป็นอาชีพที่สนุก เป็นตัวผมมากที่สุด ผมมุ่งมั่นที่จะเรียนดนตรี ผมศึกษาต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ผมรู้จักนักดนตรีมากขึ้น ยุคสมัยก่อน มีนักดนตรีจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาและมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ประกอบอาชีพนักดนตรีเยอะมาก หล่อหลอมให้ผมมีความเป็นนักดนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม หลังเรียนจบอาจารย์ธนิสร์ ชักชวนมาทำงานดนตรี ขณะนั้น (พ.ศ.2532) วงคาราบาว แยกวงดนตรีเพื่อทำงานอิสระ แอ๊ด คาราบาว ทำอัลบั้ม “ทำมือ” เล็ก ปรีชา ชนะภัย ทำอัลบั้ม “ดนตรีที่มีวิญญาณ” เทียรี่ เมฆวัฒนา, พี่เป้า อำนาจ ลูกจันทร์ และธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ทำอัลบั้ม “ขอเดี่ยวด้วยคนนะ” ผมทำงานในห้องบันทึกเสียง เล่นแบ็คอัพให้กับ เทียรี่ เมฆวัฒนา ทำงานดนตรีอย่างจริงจังเมื่อ เทียรี่ เมฆวัฒนา ทำอัลบั้มเดี่ยว ผมมีโอกาสรู้จักกับ สนอง โสตถิลักษณ์, ธนิต เชิญพิพัฒนสกุล,อิทธิ พลางกูร โปรดิวเซอร์ อาร์เอส

ข้างหลังภาพ บทเพลงสู่เส้นทางการเป็นศิลปิน

ผมทำงานห้องบันทึกเสียง 30 ปี บันทึกเสียงในห้องอัดจำนวนนับหมื่นบทเพลง ยุคสมัยก่อนศิลปินเกือบทั้งหมดผมเป็นผู้บันทึกเสียงให้ ผมบันทึกเสียงเครื่องดนตรีหลายประเภท เช่น ขลุ่ย ซอ กีตาร์ ฯลฯ เมื่อทำงานในห้องบันทึกเสียงมากขึ้น ผมเริ่มทำงานโปรดิวเซอร์กับ บริษัท รถไฟดนตรี (1995) จำกัด โดยมีคุณระย้า หรือ ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร เป็นผู้บริหาร ความจริง ผมไม่มีความฝันจะเป็นนักร้อง พ.ศ.2538 ผมทำงานเรียบเรียงดนตรีโปรดิวซ์งานเพลงให้ศิลปิน ผมเป็นคนร้องไกด์ให้กับศิลปิน แต่ศิลปินถูกยกเลิกสัญญา คุณระย้าบอกกับผมว่า “เสียดายอัลบั้มชุดนี้ อยากนำอัลบั้มออกวางแผงจัดจำหน่าย” ผมก็ถามคุณระย้าว่า “คุณระย้าได้ศิลปินนักร้องแล้วเหรอ” คุณระย้าบอกว่า “เอาเสียงของหนูที่ร้องไกด์ไว้ออกเทปวางแผงเลย”

ผมมีความสุขกับการทำงานเบื้องหลัง แต่บทเพลง “ข้างหลังภาพ” ได้รับความนิยม ผมจึงกลายเป็นศิลปินซึ่งต้องสร้างผลงานอย่างสม่ำเสมอ ชีวิตผมเปลี่ยน หลังจากทำงานกับรถไฟดนตรี ผมก็ทำงานกับบริษัท อาร์ สยาม จำกัด ผมสร้างศิลปินหลายคน เช่น บ่าววี, หลวงไก่, กุ้ง สุทธิราช วิธีการทำงานของผมคือ ผมจะเลือกศิลปิน หลังจากนั้นแต่งเพลง ทำเพลง เขียนเพลงตามแนวทางของศิลปิน ไม่นำบทเพลงยัดเยียดให้กับศิลปิน แม้ว่าผมจะทำเพลงเก็บไว้ในคลังและแต่งเมโลดี้ไว้จำนวนมาก

ดนตรีมีหลากหลาย คนไทยฟังดนตรีทุกแนว ยุคสมัยก่อนผมเล่นดนตรีกลางคืน นักดนตรีจะนำสมุดโน้ตเป็นแฟ้มนั่งดูแล้วเล่นตาม นักร้องทำหน้าที่ร้องเพลงอย่างน้อย 45 นาที การแสดงในหนึ่งวันมีนักร้อง 5 คน บทเพลงมีหลากหลาย ทั้งเพลงจีน เพลงสากล เพลงป๊อป เพลงแจ๊ส ฯลฯ ทำให้ผมมีประสบการณ์เล่นดนตรีจากการอ่านโน้ต บางบทเพลงผมข้องใจว่าจะใช้เสียงดนตรีแบบไหน เราก็ต้องฟังต้นฉบับ ยุคสมัยก่อนเพลงต้นฉบับหาฟังยากมาก ยิ่งเป็นยุคเพลงเทปคาสเซ็ท เพลงสากลหาฟังยาก เราต้องค้นคว้าหามาฟัง

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมทำเพลงลูกทุ่ง เกิดจากการคลุกคลีกับครูเพลงลูกทุ่ง คลุกคลีกับนักเรียบเรียงดนตรีลูกทุ่ง โปรดิวเซอร์เพลงลูกทุ่ง ผมมีโอกาสบันทึกเสียงเพลงลูกทุ่งเยอะมาก ผมเป็นคนต่างจังหวัด ชอบฟังเพลงลูกทุ่งฟังเพลงของ สายัณห์ สัญญา ผมมีชื่อเสียงเพราะบทเพลงลูกทุ่ง นักฟังเพลงส่วนใหญ่จึงจดจำว่า ผมคือนักร้องลูกทุ่ง ความจริงแล้ว ผมทำงานหลากหลาย ผมเรียบเรียงดนตรีหลายเพลง เช่น บทเพลง ไม่อาจเปลี่ยนใจ ของเรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ หรือกรณีบันทึกเสียงกีตาร์เพลง เสือ ธนพล อินทฤทธิ์ ,เป้ ไฮ-ร็อก, วิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร ผมทำหน้าที่บันทีกเสียงกีตาร์ ผมถูกจุดประกายให้ทำเพลงลูกทุ่ง ร้องเพลงลูกทุ่ง นำเพลงเก่ามาร้องใหม่กับรถไฟดนตรี บทเพลงที่ได้รับความนิยมคือ “พบรักที่ปากน้ำโพ” ผู้คนจึงจดจำว่า “หนูมิเตอร์” คือ นักร้องเพลงลูกทุ่ง ความจริงผมชอบดนตรีทุกแนว ผมมีความสุขกับดนตรี

ห้องบันทึกคือเสียงห้องแห่งการสร้างสรรค์

การสร้างสรรค์ดนตรี เกิดจากการทำงานในห้องบันทึกเสียง เกิดจากการทดลอง ขณะนั่งทำงานในห้องบันทึกเสียง ผมจะนำเสียงในความทรงจำมาประยุกต์สร้างเมโลดี้ใหม่ๆ คิดรูปแบบการเล่น Instrument เช่น เราฟังเสียง Saxophone ผมจะเล่นกีตาร์ในรูปแบบเสียงของแซกโซโฟน เล่นกีตาร์เหมือนเสียงระนาด กลอง หรือ เครื่องดนตรีชนิดอื่น นั่นคือเสียงดนตรีที่ผมสร้างและหล่อหลอม ก่อให้เกิดเป็นสำเนียงกีตาร์ของตนเอง หลายคนจดจำว่า สำเนียงกีตาร์แบบนี้ต้องเป็นสำเนียงกีตาร์หนูมิเตอร์ ปี 2535 เป็นยุคที่รถโดยสาร (Taxi) เริ่มติดมิเตอร์เพื่อคำนวนค่าโดยสาร พี่เสือ ธนพล อินทฤทธิ์ บอกกับผมว่า “วันหนึ่งบันทึกเสียงในห้องบันทึกเสียงหลายที่ คุณหนูน่าจะเอามิเตอร์มาติดกีตาร์เลยดีกว่า” ผมจึงได้ฉายาที่พี่เสือธนพล อินทฤทธิ์ ตั้งให้ว่า “หนูกีตาร์มิเตอร์” ส่วนคุณระย้า รถไฟดนตรี บอกว่าฉายาเก่ายาวเกินไปจึงตั้งชื่อให้เป็น “หนูมิเตอร์”

สำหรับสำเนียงขลุ่ย ผมเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ตอนเรียนปริญญาตรีมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม อาจารย์ธนิตสอนเรื่องวิชาการ ทฤษฎีทางดนตรี สอนหลักการเบื้องต้นของกลุ่มเครื่องลมไม้ (WoodWind Instrument) เพื่อนำไปสอนเด็กนักเรียน แต่ผมเล่นดนตรีไทยและมีโอกาสได้ทัวส์คอนเสิร์ตกับอาจารย์ธนิสร์จึงมีโอกาสเรียนรู้การเล่นของอาจารย์ธนิตซึ่งจะมีความเป็นสากล มีลักษณะการเล่นเหมือนการเป่า Saxophone มีลวดลายการเล่นเป็นสากล ผมจดจำเสียงขลุ่ยและนำวิธีการเล่นของศิลปินหลายท่านมาปรับเป็นสำเนียงการเล่นของตนเอง หลายท่านก็บอกว่า สำเนียงขลุ่ยของหนูมิเตอร์เหมือนอาจารย์ธนิสร์ ผมบอกกับเขาว่า สำเนียงขลุ่ยของผม บางครั้งก็เหมือนอาจารย์ธนิสร์ บางครั้งก็ไม่เหมือน เพราะผมฟังเสียงขลุ่ยของครูขลุ่ยหลายท่านโดยเฉพาะครูขลุ่ยของกรมศิลป์ ผสมผสานบนพื้นฐานและสำเนียงขลุ่ยอันเป็นรากเหง้าของคนขลุ่ย ผมนำวิธีการเล่นมารวมกันเพื่อเป็นตัวผม

อิสระกับเงื่อนไขบังคับศิลปิน

การทำงานเป็นศิลปินอิสระ (Freelance) เราต้องให้เวลากับการทำงาน เมื่อก่อนผมทำงานเป็นพนักงานบริษัทถูกคาดคั้นทำให้เราเหนื่อย การทำงานของผมมีทีมเพลงที่จะช่วยกันคิด ช่วยกันหาข้อมูล แต่สุดท้ายเราต้องปรับให้เป็นแนวทางหรือรูปแบบ เช่น การวางคำ วางประโยค วางเมโลดี้ การเป็นศิลปินไม่มีสูตรสำเร็จ ผมไม่เคยคิดว่าจะทำงานเป็นนักร้อง ผมรู้สึกว่า “ตกบันไดพลอยโจน” หรือ เป็นจังหวะชีวิตของผมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ผมคิดว่า ถ้าเรารักสิ่งไหนแล้วเราทำด้วยความรัก ทำด้วยความสุข ผลตอบแทนจากการทำงาน อาจจะไม่มีเสมอไป แต่สิ่งที่เราได้คือ “ความสุขใจ”

เมื่อผมเกิดความคิดสร้างสรรค์ ผมจะทำมันออกมา สิ่งสำคัญคือต้องใช้เวลาและความเป็นอิสระ ทำให้ตัวเรามีอิสระกับงาน ปล่อยอารมณ์ที่อยากจะทำงานศิลปะ บางวันเราก็อยากพัก ไม่อยากทำอะไร ผมไม่บีบคั้นตนเองให้ต้องทำงาน งานศิลปะไม่ต้องเค้นสมองมากเกินไป ควรให้อิสระกับความคิด สนุกกับการทำงาน แล้วผลงานจะออกมาดี การทำงานไม่มีสูตรสำเร็จ ผลงานจะเป็นที่ตอบรับจากสังคมหรือไม่ ประสบความสำเร็จหรือไม่ เป็นสิ่งไม่แน่นอน เพลงที่ผมแต่งไม่เป็นที่นิยมทุกเพลง เพลงที่ผมร้องกว่า 200 เพลง นักฟังเพลงไม่รู้จักทุกเพลง ขณะทำเพลงเราอาจรู้สึกว่า “บทเพลงนี้ช่างดีเลือเกิน ฉันชอบเหลือเกิน” แต่อย่าคาดหวังว่า เพลงจะเป็นที่นิยม หรือคาดหวังว่า คนฟังเพลงจะชอบเหมือนเรา

ถ้าผมร้องเพลงลูกทุ่ง ผมจะพยายามเก็บรายละเอียดแบบไทยๆ มีความเป็นสากลผสมผสาน พยายามร้องเพลงโดยเก็บลูกเอื้อนลูกคอแบบเพลงลูกทุ่ง ใส่ความเป็นตัวตนของเราลงไป ผมเคยทำงานเบื้องหลังแล้วมาเป็นนักร้อง ผมไม่ต้องปรับตัวมาก แต่การเป็นนักร้องต้องฟังเพลงจำนวนมาก ถ้าเราชอบเพลงแนวใด อยากทำเพลงแนวไหน ก็ทำเพลงแบบนั้นจำนวนมาก มันจะเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าฟังทุกวันก็จะติดเป็นนิสัยเป็นไปตามธรรมชาติ ถ้าเป็นนักดนตรี ฟังเครื่องดนตรีชนิดไหนบ่อยๆ ก็จะเล่นเครื่องดนตรีชนิดนั้นได้โดยอัตโนมัติ ส่วน ทำนอง เมโลดี้ของบทเพลง ก็จะอยู่ในความทรงจำ

วิถีทางและการปรับตัวของศิลปินในธุรกิจดนตรี

ผมมีรายได้จากลิขสิทธิ์เพลงและรายได้จากการแสดงดนตรี การทำงานอิสระมีความสบายใจคือเราสามารถรับงานเอง ยืดหยุ่นราคา ตามความต้องการของผู้จ้างทำการแสดง แต่ละปีผมจะปรับเปลี่ยนแผนการแสดง แฟนเพลงแต่ละพื้นที่ชอบไม่เหมือนกัน ต้องดูภาพรวมความนิยมของแฟนเพลงที่เข้าชมการแสดง ผมพยายามเล่นเพลงของศิลปินท่านอื่น เช่น รางวัลแด่คนช่างฝัน สาวดอย สอยดาว เพื่อทำให้คนได้ยินได้ฟังแล้วเขาก็จะจำได้ คนส่วนใหญ่จำได้

ธุรกิจดนตรีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก จากยุคเทปคาสเซ็ทเป็นแผ่นซีดี เทคโนโลยีเป็นดาบสองคม การมีอินเทอร์เน็ตมีประโยชน์ เราสามารถส่งอีเมล ส่งไฟล์ข้อมูล สามารถโปรแกรมเพลงจากอินเทอร์เน็ต เมื่อวงการดนตรีมีวิวัฒนาการ เราต้องยอมรับ ระบบการสื่อสารทำให้ผู้คนรับรู้เรื่องราวได้เร็ว เวลามีคอนเสิร์ตแฟนคลับจะมาต้อนรับ ข้อเสียคือ ศิลปินไม่มีส่วนแบ่งกำไรจากการขายเทปคาสเซ็ทหรือแผ่นซีดี ศิลปินขาดรายได้เยอะมาก แต่ไม่มีผลกับการทำงานสร้างสรรค์

สิ่งที่ผู้คนยังโหยหาคือการแสดงสด (Concert) ผมเชื่อว่า การแสดงสดทางโซเชียลมีเดี่ยจะเติบโต แต่คนก็อยากจะดูการแสดงสดที่เล่นต่อหน้า เดียวนี้เก็บตังค์ค่าเข้าชมการแสดงแล้วไม่มีคนดูเพราะผู้คนมีความรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ สำหรับผม ก่อนการแสดงผมเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมการแสดง เต็มที่กับงานทุกการแสดง เวลาขึ้นเวทีผมจะรู้สึกว่าผมมีความสุข เพราะเวลาเราอยู่ห้องบันทึกเสียงเราเล่นดนตรีคนเดียว แต่เวลาแสดงสด มีทีมงาน เหมือนการเล่นดนตรีกับเพื่อนนักดนตรีซึ่งทำให้เรารู้สึกสนุก การเป็นศิลปินเมื่อขึ้นเวทีแสดงสดก็เหมือนนักมวย ต้องใช้ประสบการณ์ในการขึ้นเวที ผมโชคดีที่ผมเรียนดนตรีและเล่นดนตรีกลางคืน ทำให้เรามีประสบการณ์ เมื่อยู่บนเวทีการแสดงเราจะรู้ว่า ทำแบบนี้คนชอบ ทำแบบนี้คนไม่ชอบ เราก็จะแยกแยะได้ ศิลปินต้องขึ้นเวทีบ่อยๆ สัมผัสแฟนเพลง แสดงตัวตนออกมา ตัวตนเราเป็นอย่างไร ก็เอาตัวตนออกมาอย่างนั้น พูดคุยพบปะกับแฟนเพลงด้วยตัวตนที่เราเป็น

การโปรดิวเซอร์ เบื้องต้นจะเหมือนกับการทำงานดนตรีคือ ต้องเขียนเพลง แต่งเพลง แต่โปรดิวเซอร์มีหน้าที่ดูแลการผลิตทั้งหมด เหมือนผู้กำกับภาพยนต์ โปรดิวเซอร์เป็นผู้วางแนวคิดของอัลบั้ม ดูแลศิลปิน แนวคิดควรเป็นอย่างไร แนวเพลงควรเป็นอย่างไร ต้องเข้าที่ประชุมของบริษัทว่า อยากให้ภาพรวมผลงานเพลงเป็นไปในทิศทางใด เมื่อทำเพลงครบ 10 เพลง ก็นำผลงานเพลงเข้าที่ประชุมบริษัทอีกครั้ง การทำงานไม่มีสูตรสำเร็จ เราไม่รู้หรอกว่าเพลงไหนจะได้รับความนิยม แต่เมื่อเราทำงานมากๆ ประสบการณ์จะสอนเราว่า ทำเพลงแบบไหนถึงจะเป็นที่นิยม นั่นเกิดจากการวางแผนงาน ผมเจอเรื่องไม่ดีหลายเรื่อง สำหรับผมคงเป็นเรื่องการผิดสัญญาไม่จ่ายค่าตอบแทน เพราะยุคสมัยก่อน การทำงานเพลงไม่ได้ทำเป็นหนังสือสัญญาเพราะเราทำงานอิสระ วงการดนตรีไทยไม่ได้แย่ แต่เราเจอคนไม่ดี ตอนนั้นผมต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตผลงานเพลง ต้องเช่าห้องบันทึกเสียง ผมต้องทำงานใช้หนี้ ทำงานชดเชยให้เจ้าหนี้

สำหรับการทำงานสร้างสรรค์ผลงานเพลง ผมไม่เคยติดขัด ทำงานสุดความสามารถ มั่นใจว่าเราทำดีที่สุด ส่วนผลงานเพลงจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ประชาชนผู้ฟังเป็นคนตัดสินว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ตัวอย่างเพลง “ไร่อ้อยคอยรัก” เพลงต้นฉบับของ แหวนเพชร วงทอง ซึ่งใช้วิธีขับร้องแบบเพลงลูกทุ่งยุคเก่า ร้องช้าๆ เหมือนเพลงลูกทุ่งโบราณ แต่เมื่อเรานำเพลง “ไร่อ้อยคอยรัก” มาทำใหม่ มันก็เป็นแนวเพลงของเรา

ภาษาเพลงในวลีดนตรีของ “หนูมิเตอร์“

ศิลปินสามารถสร้างได้ทุกคน เพียงแต่การต่อยอดของศิลปินจะสามารถทำงานต่อไปได้ขนาดไหน ศิลปินต้องเป็นที่พี่งของตนเอง เราสามารถหยิบใครมาสร้างเป็นศิลปิน แต่สิ่งที่แสดงออกมาจะถูกใจแฟนเพลงหรือไม่ เราทำเพลงในห้องบันทึกเสียงของศิลปินออกมาดี แต่เมื่อขึ้นเวทีการแสดงสดศิลปินกลับทำอะไรไม่เป็น ศิลปินเท่านั้นที่จะพิสูจน์ตนเองว่า เขาจะเป็นตัวจริงหรือไม่ เป็นที่รักของแฟนเพลงได้ยาวนานขนาดไหน ถ้าเขามีความสามารถ เขาก็จะเติบโต เราส่งเขาถึงฝั่งฝันแล้วเขาจะเดินต่อไป

การเป็นศิลปินไม่ได้หมายความว่า เขาต้องแข่งขันชิงรางวัลได้อันดับที่ 1 หรือชนะเลิศ เพราะการได้ที่ 1 หรือการชนะเลิศเป็นการลงความเห็นของกรรมการ ไม่ใช่ความชอบของคนทั้งหมด กรรมการตัดสินอาจมองเรื่องของความถูกต้อง แต่มวลชนจะตัดสินที่ความชอบ กรรมการไม่ได้มองว่า นักร้องคนนี้สามารถต่อยอดให้เป็นศิลปินได้ กรรมการตัดสินมองว่า เขาทำได้ดี ทำได้ถูกต้อง ตามหลักวิชาการ แต่สำหรับมุมมองเพื่อค้นหาศิลปิน ศิลปินไม่ต้องชนะเลิศ แต่ต้องเป็นตัวเองซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของศิลปิน เขาจะมีความเป็นตัวตน ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ศิลปินจะมีอะไรในตัว สามารถนำมาสร้าง หล่อหลอม ปั้น หรือเจียรไน แล้วจึงกลายเป็นเพชร

เดิมที บ่าววี ไม่ได้ร้องเพลงสไตล์นี้ บ่าววีเป็นทหารแต่เขาก็ร้องเพลงเพื่อชีวิตในผับบาร์ มีประสบการณ์ทางดนตรี เราสร้างสรรค์บ่าววีจากเสียงร้อง สร้างจากตัวตนของเขา หล่อหลอมเป็น “บ่าววี” สำหรับ “หลวงไก่” ก็เป็นอีกสไตล์ เขาร้องเพลงหลากหลายเพราะเคยทำงานเป็นมือกลองในวง เอกชัย ศรีวิชัย ก็ต้องคิดงานสร้างสิ่งที่เป็นตัวของเขา แต่เขามีความสามารถในตัวตน สามารถแสดงโชว์ ส่งผ่านความรู้สึก เบื้องต้นของการหล่อหลอมสร้างสรรค์ศิลปิน คือคิดงาน คิดจากตัวศิลปิน สร้างบทเพลงให้เขาขับร้อง ศิลปินอาจไม่เก่งกว่าคนอื่น แต่เขาเป็นแบบฉบับของตนเองซึ่งไม่มีใครเหมือนเขาได้ งานกอปปี้โชว์สามารถทำให้คล้ายกันแต่ไม่เหมือน

เพลงภาษาใต้ได้รับความนิยมมานาน เช่น มาลีฮวนน่า ,ด้ามขวาน ฯลฯ เป็นภาษาใต้แบบต้นตำหรับ ยังไม่มีเพลงภาษาใต้สำเนียงคนภาคกลาง ภาคเหนือ หรือภาคอีสาน เพลงภาษาใต้ยุคสมัยก่อนจะฟังเฉพาะคนภาคใต้ อัลบั้มหลวงไก่เป็นอัลบั้มแรกของการทดลอง ผมบอกกับหลวงไก่ว่า ผมเป็นคนลพบุรีฟังภาษาใต้ไม่เข้าใจ ขอให้นำภาษาใต้เฉพาะบางคำมาขยายความในบทเพลง ส่วนสำเนียงการร้องไม่จำเป็นต้องเป็นสำเนียงใต้เสมอไป

สำเนียงการร้องของหลวงไก่ เป็นเมโลดี้หรือวลีดนตรีที่ผมคิดขึ้นมา หลวงไก่จึงร้องเพลงสำเนียงใต้แปลกๆ แต่คนภาคเหนือ คนภาคอีสาน คนภาคกลาง ฟังแล้วเข้าใจ สำเนียงการร้องเพลงของหลวงไก่แปลกต่าง แต่เป็นภาษาที่สื่อสารกับผู้คนจำนวนมาก ตอนแรกผมยังคิดว่า เราจะถูกคนภาคใต้ตำหนิ แต่เมื่อบทเพลงถูกเผยแพร่กลับพบว่า สิ่งที่เราทำกลายเป็นสิ่งที่น่ารัก คนใต้เริ่มหลงรักบทเพลงใต้ในสำเนียงภาคกลาง เพราะเป็นภาษาดนตรีที่เผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีของคนภาคใต้ให้กับคนภาคอื่นได้รับรู้ หลังจากนั้นก็มีศิลปินภาคใต้เติบโตขึ้นอีกหลายคน

สำหรับเพลงลูกทุ่งไทยคือสิ่งที่เราคุ้ยเคย การคิดงานสร้างสรรค์จะแตกต่างจากการสร้างผลงานเพลงภาคใต้ ส่วนเพลงภาษาอีสานผมจะดูแลเรื่องซาวด์ดนตรี ไลน์ดนตรี การเรียงเรียง ผมชอบบทเพลงของผมทุกเพลง เพราะบทเพลงทุกเพลงแสดงออกถึงความรู้สึก บทเพลงทุกเพลงมีความสมบูรณ์ในตัวตนแล้ว ถ้าบทเพลงใดไม่สมบูรณ์ เราจะปรับปรุงแก้ไขจนกว่าจะเป็นที่พอใจ การจะประสบความสำเร็จ ต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมงาน เราต้องทราบสถานการณ์ทางการตลาด แฟนเพลงต้องการเพลงอะไร หรือเพลงอะไรที่ยังไม่มีในตลาด

ผลงานจากรากเหง้าในตัวตน

เป้าหมายการใช้ชีวิตของผมคือการเล่นดนตรี ผมอยากทำ Academy ตอนนี้กำลังหาทีมงานที่มีความคิดอ่านในทิศทางเดียวกัน เราจะรับสมัครเด็กมาจากทุกสารทิศ อยากทำดนตรี รูปแบบแบรนด์ วงดนตรี หรือศิลปินเดี่ยว โดยไม่จำกัดอายุ เพราะอายุไม่ใช่ข้อจำกัดของการเป็นศิลปิน ทุกคนสามารถทำเพลงให้เป็นที่ยอมรับ เราจะสอนเขาให้มีความมุ่งมั่น ทำงานอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากคนที่มีความมุ่งมั่น สอนสัจธรรมของการอยากเป็นศิลปิน อยากเป็นคนดัง อยากให้เขารู้ว่า มันไม่ง่ายและไม่ยาก อยู่ที่เราจะสร้างความยอมรับในตนเองได้มากขนาดไหน อยากให้ทำด้วยความรัก อยากสร้างศิลปินตัวจริงที่รักงานจริงๆ

สัจธรรมของการทำงานเพลงคือการทำงานศิลปะ ผลงานเพลงสร้างสรรค์โดยตัวบุคคล ฉะนั้น เราต้องยอมรับก่อนว่า เราสร้างสรรค์ผลงานจนเป็นที่พึงพอใจของตนเอง เราไม่ควรคาดหวังว่า จะทำให้ทุกคนพึงพอใจในผลงานเพลง นั่นเป็นสัจธรรมในตัวตนของศิลปิน ผมใช้วิธีคิดแบบนี้ ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ ทำผลงานเพลงแล้วชอบมากที่สุด โดยไม่คำนึงว่า เขาจะชอบกับเราหรือไม่ สัจธรรมในการทำงานดนตรี คือ อย่าแคร์และอย่าคาดหวัง การทำงานศิลปะโดยเฉพาะงานดนตรี ผมทำงานจากรากเหง้าของตัวตน ทำงานด้วยความรัก ผมรักดนตรี เล่นดนตรีก่อนที่จะเริ่มศึกษา ผมทำความรู้จักกับ Instrument เรียนรู้เครื่องดนตรี ก่อนจะศึกษาว่า เครื่องดนตรีจะทำอะไรได้มากน้อยขนาดไหน ผมสัมผัส จับ คลุกคลี ผมเล่นกีตาร์โดยที่ยังอ่านโน้ตไม่เป็น ไม่รู้ว่าทุกเส้นสายเสียงดนตรีมีตัวโน้ตอะไรบ้าง หลังจากนั้นผมจึงหาความรู้เพิ่มเติม หาวิธีการเล่น ศึกษาดนตรีจากตำราดนตรี

ถ้าอยากเล่นดนตรีให้ทำด้วยความรัก สัมผัสเครื่องดนตรี คลุกคลีกับเครื่องดนตรี ศึกษาเครื่องดนตรี ทำแบบนี้ทุกวัน ถ้าอยากเป็นนักเรียบเรียงดนตรี เรียบเรียงเสียงประสาน ควรฟังเพลงมากๆ ฟังเสียงของเครื่องดนตรี ฟังเสียงความเคลื่อนไหวของเครื่องดนตรีในบทเพลง บางครั้งผมไม่ได้ฟังเสียงคนร้อง แต่ผมฟังเพลงเพราะอยากได้ยินเสียงอะไรบางอย่างในบทเพลงนั้น ฟังเพียงสิ่งเดียวในบทเพลง นั่นคือวิธีการศึกษาดนตรี ฟังแล้วเราจะได้ความรู้ บทเพลงสอนเรา การฟังสอนเรา หลังจากนั้นเราจึงนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการสร้างบทเพลงใหม่ ฟังดนตรีแต่ละชิ้นศึกษาในแต่ละ Intrument ทำงานอย่างไรในบทเพลง แล้วนำมาหล่อหลอมในบทเพลงใหม่ ถ้าคุณฟัง คุณจะเป็นนักเรียบเรียงเสียงประสานที่เก่งขึ้นทุกวัน เก่งขึ้นจากการฟัง

ชีวิตแห่งการแสวงหาความหมาย เตือนใจ (กุญชร ณ อยุธยา) ดีเทศน์ 

0

“ประเด็นสิทธิมนุษยชน  คือ การเรียกร้อง การเรียกร้องก็คือ การไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น  เราจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเรียกร้องสิทธิก็จะต้องทำหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้ดี เป็นการเรียกร้องด้วยหลักฐาน เหตุผล ด้วยหลักวิชาการ การเปิดใจกว้าง เห็นต่างได้ แต่ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน เช่น กระบวนการ P-move หรือ กระบวนการสมัชชาคนจน ก็ถือเป็นกระบวนการภาคประชาสังคมที่ทำให้ภาคประชาชนมีอำนาจต่องรองกับภาครัฐ”

“ครูแดง” หรือ เตือนใจ ( กุญชร ณ อยุธยา ) ดีเทศน์ คือผู้หญิงเก่ง แกร่ง เป็นเด็กกิจกรรมตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษา กระทั่งเป็นนักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมออกค่ายอาสาพัฒนา สู่โครงการบัณฑิตอาสา ทำงานเป็นครูดอยสอนเด็กและผู้ใหญ่ชาวเขา ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นพื้นฐานในการสอน ใช้ภาษาไทยในการสอนเพื่อให้ชาวบ้านสื่อสารกับสังคม ต่อมา 6 ตุลา พ.ศ. 2519 เกิดวิกฤติ เธอถูกกล่าวหาว่าเป็น “คอมมิวนิสต์” เป็นพวกล้มล้างระบบการปกครอง กระทั่งต้องออกจากป่า ลาออกจากครูดอยบ้านปางสา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ตน ในเวลาต่อมาเธอกลับมาเป็นครูดอยบ้านปางสาในฐานะเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ทำงานเป็นเลขานุการศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช) แม่ฟ้าหลวง กระทั่ง หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานโครงการหลวง เห็นผลงานสารนิพนธ์จึงเสด็จดูงานที่บ้านปางสาและกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรผลงานใน พ.ศ.2522 กลายเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในการทำงาน ต่อมาจึงได้รับรางวัลระดับนานาชาติ คือ รางวัล Global 500 Roll of Honour  และ รางวัล Goldman Environmental Prize ถูกเชิญให้ศึกษาดูงานด้านการศึกษา, ชนพื้นเมือง, ด้านการพัฒนาชุมชนในต่างประเทศ เธอได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา ,สมาชิกสภานิติบัญญัติ , กรรมการสิทธิมนุษยชนและยังคงทำงานตำแหน่งกรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนแขตภูเขาจนถึงปัจจุบัน

การเดินทางตามหาความหมายของชีวิต

ฉันเป็นคนกรุงเทพ ในยุคสมัยที่เพิ่งจะมีไฟฟ้าใช้ ทีวีเป็นทีวีขาวดำต้องไปดูที่บ้านคุณครู ฐานะครอบครัวไม่ค่อยดี ต้องเดินเท้าไปโรงเรียน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ชีวิตวัยเด็กอยู่กับธรรมชาติ อยู่ในวัฒนธรรมที่มีทั้งคนไทยเชื้อสายจีน คนมุสลิม ที่มัสยิดตลาดพลู คุณตาคุณยาย คุณป้า ประกอบอาชีพทำขนมขาย มีขนมถ้วย ขนมน้ำดอกไม้ ขนมตะโก ขนมถั่วแปบ ขนมดอกสะโหน เป็นชีวิตที่อยู่ในวิถีไทยโดยไม่รู้สึกตัวเลยว่า ชีวิตอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมและศาสนาที่แตกต่าง  เราชื่นชมกัน ไม่รู้สึกว่าแปลกแยก เมื่อถึงสารทไทย (พิธีไหว้บรรพบุรุษ) ฉันก็เอาขนมให้เพื่อนคนจีน เมื่อถึงสารทจีนเพื่อนก็เอาขนมมาให้ฉัน เราแบ่งปันกัน เอื้อเฟื้อและรู้จักกัน เราถูกหล่อหลอมเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมโดยไม่รู้ว่านี่คือ ความงามของสังคมพหุวัฒนธรรม

ช่วงวัยเรียน ฉันเรียนโรงเรียนวัด โรงเรียนวัดนาคปรก โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ เป็นเด็กกิจกรรม ทำกิจกรรมเยอะมาก ประกวดเขียนเรียงความ ประกวดมารยาท ถูกปลูกฝังความเป็นไทย เป็นประธานนักเรียน แต่ในช่วงปิดเทอมก็ต้องทำงานหาเงิน ตอนนั้นไปทำงานกับน้ำอบไทย ลูกสาวของเขาสอบเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลายเป็นแรงบันดาลใจทำให้ฉันกวดวิชาเพื่อจะเข้าเรียนจุฬาลงกรณ์ เมื่อประกาศรายชื่อ ฉันก็สอบเข้าเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จริงๆ   

นอกจากเป็นประธานนักเรียน นักเรียนรุ่นก็จะเก็บดอกไม้ ดอกมะลิ ดอกอะไรต่างๆ มาให้ เพราะหลังเลิกเรียนฉันสอนการบ้านให้กับเด็กในซอย บางครั้งก็จะเล่านิทาน ฉันจึงเป็นที่รักของน้องๆ เมื่อกลับบ้าน ฉันก็กวาดบ้าน ถูบ้าน โม่แป้งทำขนม สมัยก่อนเขาโม่แป้งด้วยโม่หินครก โม่ข้าวเป็นแป้งเพื่อนำมาทำขนม ชีวิตวัยเด็กจึงไม่ได้อยู่อย่างร่ำรวย เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็ขึ้นรถเมล์ จากเคยเดินไปโรงเรียนขึ้นรถเมลเป็นครั้งแรก มีโอกาสนั่งเรือหางยาวเพราะบ้านอยู่ใกล้คลองหลวง ขึ้นท่าเรือปากคลองตลาดแล้วนั่งรถเมล์สาย 21 เพื่อเดินทางไปเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเรียนมหาวิทยาลัย ฉันต้องปรับตัวเยอะมาก ฉันได้ยินเรื่องราวของค่ายอาสาพัฒนาชาวเขา ตั้งใจทำกิจกรรม ต้องการรู้จักคนที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย ฉันมีโอกาสเข้าค่ายอาสาพัฒนาชนบทจังหวัดแพร่ ค่ายอาสาพัฒนาชาวเขา ทั้งค่ายกลางปี เดือนตุลาคม ค่ายปลายปี ออกค่ายกันเป็นเดือน วันหยุดก็ไปเยี่ยมหมู่บ้านที่เราออกค่าย สมัยก่อน การเดินทางไปหมู่บ้านชาวเขาต้องเดินเท้า ใช้เวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ตั้งแต่เกิดมาฉันไม่เคยเดินเท้าขึ้นดอย เหนื่อยมาก ตอนเดินทางรู้สึกว่า ไม่อยากจะแบกอะไรไปด้วย แต่เมื่อเดินทางถึงจุดหมาย ฉันมีความสุขมาก เพราะอยู่ในบรรยากาศของธรรมชาติ อยู่ริมลำห้วย ลองนึกถึงภาพคนกรุงฯ ที่ไม่เคยเห็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ ยามเช้าแสงอาทิตย์ก็ส่องพาดผืนป่าเป็นสีทอง สวยงาม

ฉันเป็นคนรักธรรมชาติ ใฝ่ธรรมะ ตั้งแต่เด็กอยู่กับยาย ท่านเป็นชี ยายชีก็จะพาสวดมนตร์แปล เสียงสวมนต์แปลของยายชีไพเราะมาก ทำให้ฉันสนใจธรรมะตั้งแต่เด็ก ในช่วงเรียนชั้น ป.3 วันเสาร์-อาทิตย์ ฉันจะไปวิปัสสนากับคุณยายชี ถูกสอนด้วยธรรมะ ช่วงวันหนุ่ม-สาว เป็นนักศึกษาจุฬาลงกรณ์ก็เข้าชมรมพุทธศาสน์และประเพณี มีโอกาสศึกษาธรรมะของท่านพุทธทาส ท่านก็สอนว่า ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง เราทำความดีต้องไม่คิดว่า เป็นการทำความดีของตัวเรา แต่ทำหน้าที่โดยไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวเรากำลังทำความดี เป็นกรรมลอย เราอยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อมนุษย์ เพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ธรรมะเริ่มหล่อหลอม เวลาส่วนใหญ่ก็จะอยู่ชมรมพุทธศาสน์และประเพณี ค่ายอาสาพัฒนาชาวเขา  มีเวลาว่าหลังจากนั้นก็จะเข้าห้องสมุด

เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 3 เริ่มคิดถึงอนาคต เราออกค่ายอาสาพัฒนาชาวเขา อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับชาวลีซู บ้านลุ่ม ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ชาวบ้านสร้างกระท่อม แล้วก็แบ่งกลุ่มนักศึกษา กลุ่มสอนหนังสือเด็ก กลุ่มออกงานประชาสัมพันธ์ในหมู่บ้าน กลุ่มออกพื้นที่บ้านบริวาร สมัยก่อนใช้ชื่อว่า บ้านกระเหรี่ยง บ้านแม้ว บ้านมูเซอ ที่นั่นเมื่อตื่นเช้าคนที่เข้าหมู่บ้านบริวารก็จะห่อข้าว เดินไปในหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งสมัยก่อน ทางเดินร่มรื่นและมีดอกไม้ป่าที่สวยมาก นับได้เป็น 10-20 ชนิด ซึ่งสมัยนี้หาไม่ได้อีกแล้ว

ฉันเลือกเรียนสังคมวิทยา มนุษย์วิทยา ซึ่งทำให้เราเห็นคุณค่าของวิถีชีวิตคนที่อยู่กับธรรมชาติ มีองค์ความรู้ มีภูมิปัญญาที่อยู่กับธรรมชาติ ที่คณะเมื่อก่อนเราเรียนวิชาทั่วไป กฎหมาย เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ซึ่งเราก็เลือกเรียนสังคมวิทยาและมนุษย์วิทยา อาจารย์สอนก็เป็นอาจารย์ชั้นเลิศ ศ.ดร. พัทยา สายหู รัฐศาสตร์จุฬา ,ศ.ประเสริฐ  แย้มกลิ่นฟุ้ง , ศ.ดร.วิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ ทำให้ฉันรักเคารพธรรมชาติและเข้าใจระบบนิเวศน์เป็นอย่างดี ฉันไม่ชอบอะไรที่อยู่ในกรอบ ไม่ชอบชีวิตข้าราชการ ชอบคิดอย่างอิสระ ไม่อยากเป็นนักธุรกิจเพราะไม่ได้อยากร่ำรวย

ตอนนั้น รุ่นพี่สมัครเป็นบัณฑิตอาสาของ ดร.ป๋วย อึ่งภากรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฉันตกลงใจที่จะเป็นบัณฑิตอาสาสมัคร ทำงานอาสาสมัคร โชคดีที่ครอบครัวสนับสนุน ตอนเป็นนักศึกษากลับถึงบ้านก็ค่ำเพราะเป็นเด็กกิจกรรม ปิดเทอมก็ออกค่าย แต่ครอบครัวก็เข้าใจว่า ลูกหลานตั้งใจทำดีต่อสังคม ไม่คัดค้าน ไม่หวงหรือหน่วงเหนี่ยว ตอนสอบบัณฑิตอาสาก็เกือบจะสอบไม่ได้เพราะเป็นคนชอบฟังมากกว่าชอบพูด เมื่อสอบได้ฉันก็เลือกเป็นบัณฑิตอาสา ลงพื้นที่บ้านปางสา ต.ป่าตึง อ.แม่จัน จ.เชียงราย เป็นจุดเริ่มต้นของการจดบันทึกอันเป็นที่มาของหนังสือ “แม่จันสายน้ำที่ผันเปลี่ยน”

ฉันชอบเขียนเรียงความ เขียนจดหมายถึงอาจารย์ที่ปรึกษา  คือ อาจารย์เฉลิมศรี ธรรมบุตร อยู่ตลอด เดือน กรกฎาคม 2517 ฉันเริ่มทำสาระนิพนธ์ เขียนเรื่องราวชีวิตชุมชน วิถีชาวบ้าน ฉันเขียนเรื่องราวของชนเผ่าลีซูกับจีนฮ่อ ที่บ้านปางสา นักเรียนก็รักการเรียน กรรมการหมู่บ้านก็มาเรียน ฉันส่งเสริมชาวบ้านเรื่องการขุดบ่อเลี้ยงปลาโดยมีเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดพะเยาเป็นที่ปรึกษา ฉันพาชาวบ้านศึกษาดูงานที่ประมงพะเยา ชาวบ้านเริ่มเลี้ยงปลา เริ่มปลูกถั่วเหลืองบนนาข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยว หลังหมดโครงการบัณฑิตอาสา ฉันขออยู่ทำงานเป็นบัณฑิตอาสาอีก 3 ปี ซึ่งที่นั่นมีเยาวชนอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่ต้องการรับใช้สังคม เหมือนวงดนตรีคาราวาน เป็นเพลงในดวงใจ คนกับควาย เปิบข้าว และมีหนังสือเล่มหนึ่ง คือ ฉันกำลังตามหาส่วนที่หายไป เป็นเรื่องของหนอนที่ไต่ขึ้นไปข้างบนสุด แล้วก็มักจะถามตนเองว่า ชีวิตมีเท่านี้หรือ เกิดมาก็เรียนหนังสือ ทำงาน แต่งงาน มีบ้าน เลี้ยงลูกแล้วก็ตาย หรือชีวิตต้องมีความหมาย?  

“ความหมาย” คือ “ชีวิต” เราเป็นครูดอยคนแรกของลุ่มน้ำแม่จัน บทหนึ่งในเรื่องราวของหนังสือเรียกฉันว่า ครูแดงแห่งบ้านปางสา ทำให้ผู้คนรู้จักฉันในนาม “ครูแดง” มาจนถึงทุกวันนี้ โย่ง สุจิตรา สุดเดียวไกร เพื่อนรุ่นน้องคณะอักษรศาสตร์จุฬา เป็นบุคคลที่มีคุณูปการกับฉันมาก เขาทำงานเป็นรองผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เขามากับรสนา โตสิตระกูล ชวนฉันให้เป็นปาฐกในงานปาฐกถาของมูลนิธิโกมลคีมทอง

ตอนนั้น ฉันอยู่ในหมู่บ้านนาน 10 ปี พ.ศ.2527 ได้รับเชิญให้ปาฐกถาในหัวข้อ “ทำงานในหมู่บ้านด้วยหัวใจที่เบิกบาน” ทำหนังสือเล่มเล็กๆ เนื้อหา 3 บท ประกอบการปาฐกถา โย่ง สุจิตรา สุดเดียวไกร รู้จัก NGO เป็นอย่างดี ทำให้ฉันได้เรียนรู้การทำงาน NGO ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า “ภาคประชาสังคม” วันปาฐกถา ท่าน สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นประธานพิธี งานจัดขึ้นที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาระของปาฐกถา คือ เราทำงานด้วยจิตว่าง มิใช่ทำงานด้วยตัวตน มิใช่ว่า ฉันเสียสละ เป็นคนดี คนเก่ง ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ด้วยความสุข ทำงานด้วยใจที่เบิกบาน

ออกจากป่าเพื่อต่อสู้กับข้อหา “เป็นคอมมิวนิสต์”

ช่วงเวลานั้น เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คือเหตุการณ์ 6 ตุลา พ.ศ.2519 ฉันสอนเด็ก สอนการดำเนินชีวิต เปิดเพลงคาราวานให้เขาฟัง แต่ตอนนั้น นิสิตนักศึกษาถูกมองว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นพวกล้มล้างระบบการปกครอง ฉันถูกคนใส่ความว่าเป็น คอมมิวนิสต์ ศูนย์พัฒนาชาวเขาจังหวัดเชียงรายขอให้ฉันออกจากพื้นที่ ตอนนั้นฉันเสียใจมาก ฉันไม่เคยคิดร้ายต่อบ้านเมือง กตัญญูต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยหัวใจบริสุทธ์ ในพื้นที่ที่ต้องเดินเท้า 4 ชั่วโมง พื้นที่อยู่อย่างธรรมชาติ ต้องอาบน้ำ ซักผ้า ในสายน้ำแม่จัน ไฟฟ้าไม่มีต้องใช้เทียน หรือตะเกียงเจ้าพายุที่นักศึกษาเขามาจุด เพื่อให้แสงสว่าง เราไม่ได้ทิ้งรอยเท้าที่สกปรกเป็นผลเสียต่อโลก เราใช้ชีวิตธรรมดา ธรรมชาติ ชาวบ้านปลูกข้าวในนาในไร่ ปลูกผักในฤดูหนาว เก็บผักตามลำห้วย หาหน่อไม้ ปลีกล้วยมากิน แบบนี้เรียกว่า “วิถีชีวิต” แล้วจะเรียกเราว่า “คอมมิวนิสต์” ได้อย่างไร ?

ท่านผู้มีพระคุณ คือ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง  อธิบดีกรมสามัญศึกษา โดยมี ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ผู้อำนวยการกองศึกษาผู้ใหญ่ อาจารย์โกวิท ทำเรื่องปรัชญาคิดเป็น ซึ่งเป็นปรัชญาการศึกษาผู้ใหญ่ทั่วโลกยอมรับ เช่น เคารพธรรมชาติ อ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อผีน้ำ ผีห้วย เจ้าป่าเจ้าเขา ซึ่งทำให้มนุษย์ปกปักษ์รักษาธรรมชาติ มนุษย์ไม่ใช่เจ้าของธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  เราจึงอ่อนน้อมต่อธรรมชาติ เมื่อทางการขอให้ออกจากหมู่บ้าน ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง ท่านก็เห็นว่า ฉันสอนนักเรียนและชาวบ้านด้วยหลักสูตรซึ่งใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นพื้นฐานและใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอนเพื่อให้ชาวบ้านสามารถสื่อสารกับสังคมได้ จึงให้ฉันเป็นลูกจ้างโครงการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ

หลังจากนั้น ฉันก็พัฒนาการเรียน พัฒนาหลักสูตร แล้วกลับมาอยู่บ้านปางสา กลับมาอยู่ที่เดิมแต่เปลี่ยนสถานภาพจากบัณฑิตอาสาเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการ กองการศึกษาผู้ใหญ่ กรมสามัญศึกษา ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโครงการศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช) ซึ่งในยุคหลัง เทิดพระเกียรติสมเด็จย่า ซึ่งเป็นผู้ที่มีพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่กับชาวดอย ที่ชาวดอยเห็นว่า แม่ฟ้าหลวง ผู้ยิ่งใหญ่ที่เสด็จลงมาจากฟ้า ซึ่งสมเด็จย่าท่านเสด็จโดยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ไปยังสถานที่ต่างๆ โครงการจึงใช้คำว่า ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา (ศศช) แม่ฟ้าหลวง เปลี่ยนสถานภาพเป็นคณะเลขานุการ เป็นทีมที่ได้รับทุนจากสถานทูตอเมริกา หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ (USAID) พ.ศ.2527 ตอนนั้น ฉันต้องเดินทางไปในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน ลำปาง มองเห็นชุมชนชาวเขาในแง่มุมที่กว้างขึ้นและได้ร่วมมือกับภาคราชการ

นับเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ทำให้มองเห็นว่า การศึกษาต้องมาจากภูมิปัญญาชุมชน มิใช่เอาสิ่งข้างนอกไปครอบชาวบ้าน เขาเรียกว่า เป็นการศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ต่อมาโครงการก็ได้รับรางวัลจากสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก้ เพราใช้คำว่า “อาศรม” ไม่ใช่คำว่า “โรงเรียน”  พ.ศ.2527 โครงการใกล้จบ พวกเราก่อตั้งองค์กรที่หนุ่มสาวสามารถจะสืบทอดฝันของตนเองได้สำเร็จ จึงปรึกษา ท่าน ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง ศ.กิตติคุณ อำไพสุจริตกุล คณะคุรุศาสตร์จุฬา ท่านทำหลักสูตรสอนนักเรียนชาวเขา มีหนังสือ 5 เล่ม ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา สุขศึกษา เพราะตอนที่ศึกษาก็ใช้แนวทางของ ศ.ดร.กิตติคุณ อำไพสุจริตกุล สำหรับเด็กตั้งแต่ พ.ศ.2517 และพัฒนาหลักสูตรการศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ

การศึกษาผู้ใหญ่แบบเบ็ดเสร็จ คือ รู้ภาษาไทย สอนคณิตศาสตร์ให้คิดเลขได้ วิชาที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชุมชน เช่น ชาวบ้านท้องเสียกันทั้งหมู่บ้าน เราก็เอาคำหลักว่า “ท้องเสีย” แล้วเอาหลักวิชาการมาว่า “ท้องเสีย” เกิดจากอะไร กินอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ด้วยหลักการแพทย์ หลักวิชาการ หลักชุมชนเขาคิดกันอย่างไร แล้วนำไปแก้ปัญหา เราเรียกว่า การศึกษาแบบคิดเป็น เมื่อจะตั้งมูลนิธิ ท่านอาจารย์ ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง กรุณาเป็นประธาน มีผู้อำนวยการส่วนการศึกษาเป็นกรรมการ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเป็นกรรมการ เนื่องจากมูลนิธิประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ การขอจดทะเบียนจึงเป็นไปอย่างสะดวก มูลนิธิชื่อว่า “มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา” หรือ พชภ. เริ่มรับเจ้าหน้าที่ชุดแรก พ.ศ.2529 แต่ก่อนหน้านั้น ต้องมีการสำรวจชุมชนชายแดนไทยพม่า แม่น้ำแม่จัน แม่สลอง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องเดินเท้า ออกเดินทางตั้งแต่เช้าไปถึงค่ำ เวลาเราหิวน้ำเราก็เก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นมาทาน เช่น มะขามป้อม เราเลือกหมู่บ้านจำนวน 10 หมู่บ้าน เพื่อเข้าร่วมโครงการ ส่วนอีก 10 หมู่บ้านที่ไม่ร่วมโครงการเพราะไม่มั่นใจว่าจะมีการตั้งถิ่นฐานถาวร

หนังสือแม่จันสายน้ำที่ผันเปลี่ยน สุจิตรา สุดเดียวไกร เป็นบรรณาธิการ ก็จะครบ 40 ปี หนังสือแม่จันสายน้ำที่ผันเปลี่ยน ซึ่ง ผู้ที่เข้ามาสมัครมูลนิธิ พชภ. ผุ้ที่จบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร ทุกคนจะถือหนังสือแม่จันมาหมด เพราะเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจ อยากมาทำงานเพื่อให้ชนบทมีคุรภาพชีวิตที่ดี ยกระดับปัญญาชุมชน ให้เป็นที่เชื่อถือ เป็นที่ยอมรับ หลังจากนั้น เราก็อบรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจการทำงานกับชุมชุน เอาชุมชนเป็นหลัก Community-based Education แล้วก็มีผู้ช่วยครู เจ้าหน้าที่ทุกคนเป็นครู มีเยาวชนในหมู่บ้านที่รู้ภาษาไทยเป็นครู ชุดแรกมีเจ้าหน้าที่จำนวน 22 คน ได้รับทุนจากกองทุนพัฒนาท้องถิ่นไทยแคนนาดา ซึ่งท่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน คุณเอนก นาคะบุตร บุตรเป็นเลขาธิการ เราได้ทุนทำงาน 3 ปี

เราเน้นการส่งเสริมพี่น้องชาติพันธุ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อาข่า ลีซู ลาหู่ ฯลฯ ถือว่าเป็นคนต้นน้ำ อยู่ป่าต้นน้ำ จะต้องรักษาป่าต้นน้ำ ทำการเกษตรที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ คุณหญิงอัมพร มีศุข เป็นผู้มีพระคุณ ท่านชวนฉันไปประชุมเรื่องผู้หญิงกับสิ่งแวดล้อมที่กรุงเทพฯ เป็นการประชุมในระดับเอเชียแปซิฟิก ท่านเห็นฉันสนใจและทำงานเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยตรง จึงให้ฉันเดินทางไปประชุมเรื่องผู้หญิงกับสิ่งแวดล้อมที่ไมอามี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ฉันมีโอกาสนำเสนอผลงาน 5 นาที เรื่องงานที่ฉันกำลังทำอยู่ ทำให้ได้รับรางวัลขององค์การสหประชาชาติ  Global 500 Roll of Honour รับรางวัลที่ริโอเดจาเนโร บลาซิล หลังจากนั้น ฉันก็กลายเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก สื่อมวลชนโทรมาขอสัมภาษณ์ข้ามทวีป รายการทีวีชวนมาออกรายการทีวี เช่น รายการของ ดร.สมเกียรติ  อ่อนวิมล

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานโครงการหลวง ท่านเห็นผลงานสารนิพนธ์ของฉัน ท่านเสด็จดูงานที่บ้านปางสา แล้วท่านก็กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาทอดพระเนตรผลงาน พ.ศ.2522 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบรมวงศานุวงศ์  3 พระองค์ คือ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ​ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง​ ,สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ , สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จพระราชดำเนินมายังบ้านปางสา ทรงฟังการรายงายด้วยวาจา เยี่ยมชมหมู่บ้าน เยี่ยมบ้านพ่อเฒ่าผู้นำทางประเพณี เสวยน้ำชา เสวยกล้วย ที่ชาวบ้านถวาย เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียน พระราชทานเงินเพื่อปรับปรุงโรงเรียนอาคารไม้ไผ่ พ.ศ.2523 พ.ศ.2523 ท่านก็เสด็จพระราชดำเนิน รวม 3 ครั้ง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต  

หลังจากฉันได้รับรางวัล Global 500 Roll of Honour ทำให้ฉันได้รับเชิญให้ไปดูงานด้านการศึกษา ชนพื้นเมือง ด้านการพัฒนาชุมชน ด้านการเกษตร ทุกทวีปทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ ฉันก็ได้รับรางวัล Goldman Environmental Prize  ทำให้ฉันเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติและมีโอกาสศึกษาดูงานในต่างประเทศอีกมากมาย

บทบาทนักการเมืองตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา

ฉันเริ่มสมัครลงรับเลือกตั้งครั้งแรก พ.ศ.2540 ประสบการณ์ดูงานทั่วโลกทำให้เราสามารถตั้งกระทู้ถาม หรือตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชน ครั้งแรกเป็นเรื่องเขื่อนปากมูล โรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกหินกรูด การสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง ซึ่งต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ทำให้มีเครือข่ายพี่น้องที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อสิทธิชุมชน สิทธิที่จะมีสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตั้งแต่ พ.ศ. 2543-25249 ฉันคิดว่า ฉันได้ทำประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลและยังรักษาสัมพันธ์ภาพของพี่น้องประชาชนจนถึงทุกวันนี้  

พี่น้องชาวเขาเผ่าต่างๆ ยุคแรก รัฐบาลใช้นโยบายสงเคราะห์คนถิ่นทุรกันดาร ตั้งแต่ พ.ศ.2499 จากนั้นเป็นเรื่อง การตั้งส่วนราชการสงเคราะห์ชาวเขา มีการสำรวจประชากรชาวเขา สมัยก่อน การได้รับการรับรองสัญชาติไม่ใช่เรื่องยาก ต่อมามีการอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ประเทศไทยมากขึ้น จึงมีมติคณะรัฐมนตรีหลายครั้ง มีกฎหมายสัญชาติ ตอนที่ฉันดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีโอกาสเสนอร่าง พระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 , ร่าง พระราชบัญญัติ สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาบุคคลผู้ถูกถอนสัญชาติในประเด็นความมั่นคง คนอยู่ในประเทศไทยมานาน ตกสำรวจทางทะเบียนและยังไม่ได้สัญชาติไทย ทั้งที่เป็นชนเผ่าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

บุคคลอีกกลุ่ม คือ บุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย มีภูมิลำเนาในประเทศไทยนาน 50-60 ปี จะต้องเข้าสู่อีกช่องทางคือ การแปลงสัญชาติ เช่น ผู้เฒ่ามีลูกหลานเป็นคนไทย กลมกลืนกับคนไทย กระบวนการแปลงสัญชาติใช้เวลานานมาก เพราะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ 6 หน่วยงาน เช่น การตรวจสอบเรื่องประวัติการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ประวัติอาชาญากรรม ฯลฯ การเข้ามาเกี่ยวข้องหลายหน่วยงานตาม พ.ร.บ.สัญชาติ กระทรวงมหาดไทยหรือกรมการปกครอง ประชุมได้ปีละ 1-2 ครั้ง ทำให้คนที่จะเข้าสู่กระบวนการแปลงสัญชาติ ใช้เวลานาน 10-20 ปี

มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ) เราได้ทุนจาก สสส. ตั้งแต่ พ.ศ.2555 เป็นเวลา 13 ปี เราขับเคลื่อนงานเรื่องของผู้เฒ่า สำหรับเด็กเยาวชนสามารถทำความรู้ความเข้าใจเรื่อกฎหมายได้ แต่ผู้เฒ่าช่วยตนเองไม่ได้ สำหรับผู้เฒ่าที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยมานาน การแปลงสัญชาติมีข้อจำกัด ต้องมีเกณฑ์รายได้ไม่น้อยกว่า 20,000 บาท และต้องเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปี ต้องพูดภาษาไทยภาคกลางได้ ต้องร้องเพลงชาติไทยได้ เพลงสรรเสริญพระบารมีได้ ต้องได้รับการตรวจสอบความประพฤติจาก 6 หน่วยงาน ใช้เวลานานมาก พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ท่านเห็นชอบกับการไขปัญหากับผู้เฒ่าที่นำเสนอผ่านสื่อมวลชน แนวทางประกอบการใช้ดุลพินิจของรัฐมนตรี โดยสมัยท่านฉัตรชัย พรหมเลิศ ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ท่านมีหนังสือเวียนตามคำสั่งของท่ารัฐมนตรี พลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา ให้ยกเลิกกฎเกณฑ์อันเป็นอุปสรรคในการได้สัญชาติของผู้เฒ่า ในกระบวนการแปลงสัญชาติ

ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.2562 ผู้เฒ่าจึงเข้าถึงสิทธิกระบวนการแปลงสัญชาติได้ เราติดตามกระบวนการเริ่มตั้งแต่ยื่นคำร้อง โดยผู้ใหญ่บ้านรับรอง นายอำเภอรับรอง ส่งเรื่องมาถึงจังหวัด จังหวัดจัดการประชุม สังเกตพฤติกรรม ตรวจสอบความประพฤติ เมื่อจังหวัดอนุมัติก็ส่งมาที่กรมการปกครอง ใช้วเลา 2 ปี 14 ขั้นตอน หลังจากนั้น เป็นไปตามระบบเดิม แต่จนถึงทุกวันนี้ เรื่องก็ยังไม่อนุมัติ ดังนั้น ในปีนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนทุนเพิ่มอีกหนึ่งปีครึ่ง หวังว่า รัฐบาลจะเข้าใจและเห็นชอบการปรับปรุงกระบวนการแปลงสัญชาติให้รวดเร็ว กระชับ ทั้งหลักเกณฑ์ แนวทางประกอบดุลพินิจ

สำหรับผู้เฒ่าที่แปลงสัญชาติ เดิมทีหลักฐานการมีภูมิลำเนาในประเทศไทยต้องได้ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร และใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ท่านมีชัย ฤชุพันธ์ ทำงานเป็นประธานคณะทำงาน กฤษฎีกา แก้ปัญหาเรื่องสัญชาติ ท่านตอบคำถามกรมการปกครอง ตั้งแต่ 2564 ว่า หลักฐานคือ การมีชื่ออยู่ในทะเบียนสำรวจซึ่งทางราชการออกให้  ไม่จำต้องได้ใบสำคัญต่างด้าวหรือถิ่นถาวร เพราะเรื่องนี้เป็นอุปสรรคต่อผู้เฒ่า

ตามมติ ครม. เป็นเรื่องที่จะต้องขับเคลื่อน แม้จะมีข้อความคืนหน้าแต่ก็มีปัญหาอุปสรรค ประเด็นปัญหาที่ต้องแก้ไขจึงอยู่ที่ ประเด็น 1.ดุลยพินิจ ถิ่นที่อยู่การมีภูมิลำเนาในประเทศไทย  ประเด็นที่ 2.กระบวนการแปลงสัญชาติจะต้องรวดเร็ว กระชับ เหมือนมติ ครม.29 ตุลา 2567 จากผู้ที่อยู่นาน ได้รับการจัดทำประวัติไว้แล้วจะได้ใบสำคัญ ที่อยู่ประจำคนต่างด้าวภายใน 5 วัน แต่ว่าผู้ขอสัญชาติต้องมีเอกสารตรงกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งตามติ ครม. คนที่อยู่มานานซึ่งได้ทำการสำรวจประมาณ 3.8 แสนคน และลูกหลานของเขาอีก 1 แสนกว่าคน รวมแล้ว 4.8 แสน แต่บุคคลที่เข้าเกณฑ์มีคุณสมบัติมีจำนวนไม่ถึงครึ่ง

สำหรับผู้ที่อยู่มานานจนกลมกลืนกับคนไทย โดยหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยหลักสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมลงนามรับรอง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 ข้อที่ 15 คือ มนุษย์เกิดมาต้องมีสัญชาติ แต่ว่า ประเทศใดจะเป็นประเทศที่รับรองสัญชาติของมนุษย์คนนั้น กลุ่มคนที่มูลนิธิพัฒนาชุมชนเขตภูเขาดำเนินการคือ กลุ่มคนที่อยู่ในเมืองไทยมานาน กลมกลืนกับคนไทย มีลูกหลายเป็นคนสัญชาติไทย ทำประโยชน์ให้เมืองไทย คนเหล่านี้ ควรได้รับการรับรองสัญชาติ มิเช่นนั้น เขาจะไม่ได้รับรองให้มีสถานะทางกฎหมาย หรือ บางท่านอาจคิดว่า คุณมีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวแล้ว ได้รับอนุญาตให้อยู่ถาวรแล้ว ทำไมต้องมาใช้สิทธิสวัสดิการของเมืองไทย เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ แต่ท่านเหล่านี้ ควรจะได้สิทธิเหล่านั้นเพราะบางท่านอยู่เมืองไทยนานกว่า 40 ปี เมื่อฉันเดินทางไปที่ไหน ผู้นำชุมชน ชาวบ้านก็จะถาม ครูเมื่อไหร่ผู้เฒ่าจะได้สัญชาติ ?

สำหรับผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในช่วงหลังการรัฐประหารเมียนมาร์เป็นบุคคลอีกกลุ่ม เมื่อถึงเวลาเ ขาจะต้องกลับภูมิลำเนา เมื่อเมียนมาร์สงบเพราะประเทศไทยไม่สามารถรับคนเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย เราไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูคนเหล่านี้ ขณะที่ประเทศเมียนมาร์ มีทรัพยากรมากมาย รัฐบาลเมียนมาร์ควรจะรับประชาชนของตนกลับประเทศ

บทบาทในเครือข่ายภาคประชาสังคม

พ.ศ. 2543-2549 ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เรามีประสบการทำงานกับเครือข่ายในจังหวัดเชียงรายจึงเป็นที่ยอมรับ ชาวเชียงรายจึงให้กำลังใจและตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งตอนนั้น เป็นการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งแรกในประเทศไทย มีเครือข่ายประเทศไทยในจังหวัดเชียงรายช่วยเหลือ เช่น ติดโปสเตอร์ในร้านค้า ร้านอาหาร หาเสียงในตลาด ชุมชน ก็จะได้รับการตอบรับอย่างดี ฉันลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้คะแนนลำดับที่ 3 แต่ลำดับที่ 1 และที่ 2 ทำผิดฎหมายเลือกตั้ง คณะกรรมการเลือกตั้งจึงประกาศรายชื่อของฉันซึ่งได้คะแนนเป็นลำดับ 3 เป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงราย เป็นบรรยากาศที่น่าภาคภมิใจ เพราะเป็นคะแนนบริสุทธิ์ไม่มีการซื้อเสียง เป็นการเลือกตั้งด้วยความศรัทธาจากประชาชนจริงๆ

สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งรุ่นแรก เป็นคนจากภาคประชาสังคม เช่น ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ , เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง , สมเกียรติ อ่อนวิมล ฯลฯ เราทำงานเป็นทีมเวิร์ค ฉันทำงานส่วนของกรรมธิการ การมีส่วนร่วมของประชาชน ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็นประธาน ฉันเป็นกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม ท่านพนัส ทัศนียานนท์ เป็นประธาน เราได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกและบ้านกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์,  โครงการเขื่อนปากมูล , โรงไฟฟ้าถ่านหินจะนะ เราทำหน้าอย่างสุจริตใจ อย่างเข้มแข็ง ทำหน้าที่ในรัฐสภา ตั้งกระทู้ถามเรื่อง ท่าเรือมารีน่าที่เชื่อมต่อกับเกาะยาวในจังหวัดพังงาซึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ หญ้าทะเล พะยูน การเดินทางสนับสนุนเครือข่ายต่างๆ , การใช้ตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาประดันตัวชาวบ้านที่ถูกละเมิดสิทธิ์ ซึ่งช่วงเวลา 6 ปีที่ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ในตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา

เมื่อมีการปฏิวัติ ฉันรับตำแหน่ง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.) ก็มีโอกาสเสนอร่าง พ.ร.บ.สัญชาติ  พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร ทำให้มีการพัฒนาสิทธิทางกฎหมายของคนที่ควรจะได้สัญชาติไทย เป็นความประทับใจ และมีเครือข่ายกับพี่น้องประชาชนจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รุ่นที่ 3 โดยในช่วงที่ทำงานเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน มีการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน หลายแห่ง โดยเฉพาะ เขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย ที่อำเภอ เชียงของ เชียงแสน แม่สาย ถือว่าเป็นการทำงานที่เชื่อมโยงกับประชาสังคม มีหลักวิชาการ มีนักวิชาการเข้ามาเสริม รวมถึง การทำงานร่วมกับเสื่อมวลชนก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ

ตำแหน่งวุฒิสภาที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ได้รับการยอมรับจากสังคมมาก เพราะเรามาจากการเลือกตั้ง การตั้งกระทู้ถาม การเสนอตั้งกรรมการวิสามัญในประเด็นที่แหลมคม เร่งด่วน เช่น กรรมการวิสามัญศึกษาปัญหาเรื่อง สถานทางกฎหมายและแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะการทำงานภาคประชาสังคมและภาควิชาการ สมาชิกวุฒิสภาจะต้องมีฐานยึดโยงกับประชาชน และภาคส่วนต่างๆ ไม่ใช่ทำงานโดยระบบท๊อปดาว หรือ การสั่งการจากผู้บริหาร เรื่องสิทธิชุมชน สิทธิทำกิน สิทธิของพี่น้องชาวเล ก็ได้รับการแก้ไข แต่ในส่วน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็เป็นการนำหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี เช่น กติกาว่าด้วยการสิทธิความเป็นพลเมือง สิทธิทางการเมือง อนุสัญญาสิทธิเด็ก การอุ้มหาย การซ้อมผู้ต้องหา ทำให้รัฐาบาลประเทศไทย  รวมถึงสิทธิความหลากหลายทางเพศ ก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้น ได้ทำหน้าที่กับภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งที่เป็นเครือข่ายในประเทศและต่างประเทศ หรือปัญหาในปัจจุบัน เช่น ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง

ประเด็นสิทธิมนุษยชน  คือ การเรียกร้อง การเรียกร้องก็คือ การไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น  เราจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเรียกร้องสิทธิก็จะต้องทำหน้าที่ ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้ดี เป็นการเรียกร้องด้วยหลักฐาน เหตุผล ด้วยหลักวิชาการ การเปิดใจกว้าง เห็นต่างได้ แต่ต้องมีเป้าหมายเดียวกัน เช่น กระบวนการ P-move หรือ กระบวนการสมัชชาคนจน ก็ถือเป็นกระบวนการภาคประชาสังคมที่ทำให้ภาคประชาชนมีอำนาจต่องรองกับภาครัฐ

สมัชชาคนจน เป็นกระบวนการภาคประชาสังคมยุคแรก วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ และผู้นำ เช่น แม่สมปอง เวียงจันทร์ ยุคแรกก็คือเรื่องของเขื่อนปากมูลในที่ดินเกษตรกร เมื่อคุณวนิดา เสียชีวิต สมัชชาคนจนก็แผ่วลง แต่ก็มีสมัชชาคนจนเพี่อความเป็นธรรม หรือ P-move  ขึ้นมาแทน สมัชชาสามารถเจรจาต่อรองในประเด็นต่างๆกับรัฐบาลได้ด้วยหลักวิชาการ หลักสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน ซึ่งฉันเห็นว่า ประเทศไทยมีการถ่วงดุลอำนาจได้พอสมควร แต่พรรคการเมืองก็ไม่ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน ตัวอย่าง เรื่องของสารพิษในแม่น้ำที่กระทบต่อชาวเชียงใหม่ เชียงราย ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน รัฐบาลยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเจรระหว่างประเทศ ยกระดับให้เป็นภัยคุกคามมนุษยชาติและระบบนิเวศน์

การแก้ไขในประเทศ ควรเริ่มจากเหตุ ป้องกันเหตุ เมื่อเกิดเหตุแล้ว ต้องเยียวยา และฟื้นฟู ในระดับระหว่างประเทศ ต้องยกระดับเรื่องสารพิษที่ปนเปื้อน เรามีตัวอย่างที่รัฐคะฉิ่น แม่น้ำอิรวดี มีการปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำ ทำให้แม่น้ำกลายเป็นกรด ประชาชนเจ็บป่วย ระบบนิเวศน์เสียหาย เราจะปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบนโลกนี้ไม่ได้ เราต้องใช้หลักการค้าระหว่างประเทศ มีการตรวจสอบการได้มาซึ่งแร่ การแปรรูป เพื่อใช้ในพลังสะอาด แบตเตอรี่มือถือ ไอแพด แล็ปท็อปซึ่งเราเรียกว่าพลังงานสะอาดในยุคนี้ แต่การได้มาซึ่งแร่หรือวัตถุดิบ ไม่มีมาตรการบำบัดเยียวยาให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

เราเรียกร้องให้ กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยศึกษาและนวัตกรรม โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย คณะที่ทำการวิจัยเหมืองแร่ เกี่ยวกับเร่ ดิน น้ำ ระบบการเกษตร ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้หลักวิชาการ นำศาสตร์ต่างๆ มาบูรณาเพื่อแก้ไขปัญหา โดยการมีส่วนร่วมจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทยและมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เพื่อนำหลักวิชาการมาแก้ไขปัญหานี้ เพราะตอนนั้น การทำเหมืองผิดฎหมาย เข้ามาสู่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์และพันธุกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะพันธุกรรมของเด็กรุ่นใหม่ คนแก่ ผู้หญิงตั้งครรภ์

ธรรมมที่ควรอยู่ในใจของนักการเมือง

มนุษย์ทุกคนต้องมีหลักธรรมอยู่ในใจ ในฐานะที่เกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์ต้องมีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต หลักศีล 5 เป็นหลักธรรมที่สามารถนำมาใช้ได้ แต่เป็นศีล 5 เพื่อสังคม ศีลข้อ 1.การไม่ฆ่าสัตว์  หมายถึงการไม่ทำร้ายเพื่อนมนุษย์และสัตว์ ไม่ว่าจะด้วยวิถีทางใด ศีลข้อ 2. ไม่ลักขโมย หมายถึงการไม่เอาประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นของส่วนตน มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาลในการทำงาน ในการทำหน้าที่ ถ้าเรามีความซื่อสัตย์สุจริตไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพใด ๆ ทำงานการเมืองระดับใด ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่โปร่งใส งบประมาณจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เราจะเจริญก้าวหน้า ไม่มีถนนขรุขระ ซ่อมแล้วซ่อมอีก ไม่มีปัญหาตึกถล่ม ไม่มีการศึกษาดูงานโดยแอบอ้างเพื่อใช้ในประโยชน์ส่วนตน เราควรเชื่อเรื่องธรรม โดยเฉพาะเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดี จิตของเขาจะสูง ทำชั่ว พูดปด ไม่เคารพสัจจะ จิตก็จะมืดบอด หลักธรรมะต้องมีอยู่ในใจของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือประกอบอาชีพอะไร

รัฐมนตรี ควรจะเลือกจากคนที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เช่น หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หรือท่าน ถนัด คอมันตร์ เราเห็นบทบาทในเวทีระดับโลก แต่การเมืองในยุคหลัง เราใช้โควตาตำแหน่งพรรคการเมือง แต่ไม่ได้ดูเรื่องความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะ กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยศึกษาและนวัตกรรม ฉันคิดว่าเป็นกระทรวงที่เป็นมันสมองของประเทศ สร้างกำลังคนที่มีคุณภาพ ควรจะต้องคัดเลือกบุคคลมาอย่างดี ควรจะมีรัฐมนตรีที่มีคุณภาพ หมาะกับตำแหน่ง มิใช่คนที่มาจากพรรคการเมือง พรรคการเมืองควรเลือกรัฐมนตรีจากคนนอก ที่ดี มีคุณธรรม มีจริยธรรมเป็นที่รองรับ

รสนา โตสิตระกูล  50 ปี สันติวิถีเพื่อประชาชน

0

 “การที่เรายึดในหลักธรรมะของพุทธเจ้า คือการฝึกตนให้มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง และทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นมากขึ้น เหมือนอย่างพระไพศาลสรุปเป็นคำสั้นๆว่า การทำ “กิจ” กับการทำ “จิต” (การทำกิจหรือทำหน้าที่ทางโลกที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม) เมื่อเราทำกิจให้ส่วนรวม เราก็ได้รับผลนั้นด้วย เพราะเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับส่วนรวมนั้นด้วย ถ้าเรามีความเป็นธรรมต่อประชาชน เราก็จะได้รับความเป็นธรรมอันนั้นด้วย อุปมา การทำจิตเหมือนกับรากของต้นไม้ยิ่งรากหยั่งลึกเท่าใด ยอดไม้ก็จะแผ่ไพศาลเท่านั้น ถ้าจิตใจของเราเห็นแก่ตัวน้อยลง เราก็จะทำประโยชน์ได้กว้างขวางมากขึ้น”

รสนา โตสิตระกูล เติบโตในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เรียนคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มทำงานในกองบรรณาธิการ “ปาจารยสาร” เป็นนักอ่าน นักแปล ซึ่งส่งผลต่อ ความคิด ทัศนคติ และอุดมการณ์ หลังเรียนจบทำโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มีส่วนในการผลักดันสมุนไพรตัวเดี่ยว 5 ตัวแรกเช่น ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร ไพล หญ้าหนวดแมว ชุมเห็ดเทศ ให้ได้รับการประกาศเป็นสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ  หลังเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง พ.ศ.2540 รสนาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักต่อสู้ที่เคลื่อนไหวตรวจสอบคดีทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุข จนทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถูกศาลพิพากษาจำคุก 15 ปี และถูกยึดทรัพย์ 233.8 ล้านบาท ต่อมาเคลื่อนไหวคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปตท. และ กฟผ. ใช้กระบวนการยุติธรรมทวงคืนสมบัติของแผ่นดินกระทั่ง ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการแปรรูป กฟผ., ส่วนกรณีปตท. ศาลปกครองสูงสุดไม่ได้เพิกถอนการแปรรูป แต่มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและ บมจ.ปตท.ร่วมกันแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติคืนให้แผ่นดิน ซึ่งคือการคืนท่อก๊าซทั้งระบบมูลค่า 47,000 ล้านบาท แต่ได้รับคืนมาเพียง 15,000 ล้านบาท จึงยังเหลือท่อก๊าซในทะเลมูลค่าอีก 32,000 ล้านบาทที่ยังเป็นประเด็นเคลื่อนไหวต่อสู้ของรสนาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้รัฐบาลมีการเรียกคืนท่อส่งก๊าซในทะเลที่เป็นสาธารณสมบัติของประเทศให้ครบถ้วนตามคำพิพากษา

อะไรคือ ความคิด ทัศนคติ และอุดมการณ์ ที่เธอได้รับการปลูกฝังกระทั่งทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อบรรลุเป้าหมายมานานกว่า 50 ปี เป็นแบบอย่างของนักเคลื่อนไหวที่ยึดมั่นการต่อสู้และเคลื่อนไหวด้วยแนวคิดการต่อสู้แบบสันติวิธี

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยุคหลัง 14 ตุลา

ครอบครัวดิฉันเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ดิฉันเป็นลูกคนสุดท้อง พ่อแม่มีลูก 7 คน สมัยเรียนมัธยมยังไม่มีความคิดอะไรเป็นพิเศษ ความคิดเริ่มก่อตัวคือช่วงเรียนมหาวิทยาลัย หลังยุค14 ตุลา กระแสสังคมเปิดให้มีความคิดกว้างขึ้น และเพื่อนที่คบหาสมาคมกันสมัยมหาวิทยาลัยมีความสำคัญในการก่อรูปทางความคิด เกี่ยวกับสังคม ศาสนา สมัยเป็นนักศึกษาได้รู้จักกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ทำให้สนใจในเรื่องความคิดการกลับมาหารากฐานของสังคมไทย ได้รู้จักอาจารย์พุทธทาส ตอนเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ชั้นปี 1 มีการจัดนิทรรศการ “ผ่าตัดพุทธศาสนา” ได้เห็นคำพูดของท่านพุทธทาส “ตัวกูของกู” คำนี้มันแรงกระแทกใจมากเลย เป็นจุดเริ่มต้นให้สนใจ “สวนโมกข์” และพุทธธรรมผ่านอาจารย์พุทธทาส มีโอกาสไปสวนโมกข์กับชมรมพุทธศาสตร์และประเพณีในธรรมศาสตร์

หลังเหตุการณ์ 14ตุลาต้องยอมรับว่า กระแสสังคม ความตื่นตัวของผู้คนมีมากมาย เราจึงสนใจเรื่องราวทางสังคม แต่แนวคิดทางสังคมที่เขาสนใจในยุคสมัยนั้นคือ แนวคิดทางฝ่ายซ้าย (มีแนวคิดสนับสนุนความเสมอภาคทางสังคม) แต่เมื่อเราได้คบกับเพื่อนที่เป็นลูกศิษย์ ของอาจารย์สุลักษณ์ และสนใจธรรมะของอาจารย์พุทธทาส ทำให้เปลี่ยนแนวคิดของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยความรุนแรงมาสนใจการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยสันติวิธีการพึ่งตนเอง พุทธศาสนา สนใจเรื่องการพัฒนาด้านในของตัวเอง เพื่อนหลายคนที่นิยมฝ่ายซ้าย  ถามเรา “เดี๋ยวนี้รสนาหายไปไหน ไปทำอะไร ทำไมไปอยู่ชมรมพุทธ” เราก็บอกว่า “กำลังแสวงหา” เขาก็บอก “แสวงหาอะไรกันเขาค้นพบกันหมดแล้ว” เป็นตัวอย่างซึ่งทำให้เห็นว่า คนยุคนั้น มีคำตอบที่แน่นอน ว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมต้องทำอย่างไร

สำหรับตัวดิฉันเองการแสวงหา คือ การกลับมาสนใจพัฒนาคุณภาพด้านใน พร้อมๆการการเปลี่ยนแปลงสังคม เราจะเข้าถึงหลักธรรม พร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร เมื่อเราอยู่กับเพื่อนที่สนใจแนวความคิดแบบนี้ และได้มีโอกาสอยู่ในคณะบรรณาธิการ สมัยนั้น เขาเรียกว่า “สาราณียกร” ของหนังสือ “ปาจารยสาร” การเข้ามาอยู่ทีมสารณียกร ทำให้มีโอกาสอ่านหนังสือแนวคิดใหม่ๆ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาจากการพัฒนา บริโภคนิยม ที่ถลุงทรัพยากรมากเกินขีดจำกัดของโลก อย่างหนังสือ Limit to Growth พูดถึงขีดจำกัดของทรัพยากร รวมถึงความเสียหายของพืช และสัตว์ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจนเกิดการสูญพันธุ์ของสัตว์และพรรณพืช ที่เกิดจากการบริโภคเกินขีดจำกัดของโลกหรือ แนวความคิดของ มหาตมาคานธีเรื่องการพึ่งตนเอง กับแนวคิดเรื่องต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ

สมัยที่อินเดียต่อสู้กับอังกฤษ คานธีกล่าวว่า เอกราชจะมีประโยชน์อะไรถ้าอินเดียยังต้องพึ่งปัจจัยสี่จากอังกฤษและภายนอก อินเดียจะมีเอกราชได้จริงเมื่อสามารถพึ่งตนเอง ทำให้ดิฉันสนใจมิติต่างๆ ในลักษณะที่กว้างขึ้น เมื่อทำงานหนังสือ นอกจากเขียนบทความ แปลบทความ เราเริ่มการแปลหนังสือไปด้วย หนังสือของท่าน ติช นัท ฮันห์ เป็นพุทธศาสนาที่ไม่แยกขาดจากกิจกรรมทางสังคม เรียกว่า Engaged Buddhism ปัจจุบัน ปาจารยสารก็ยังอยู่ สืบต่อกันรุ่นต่อรุ่น แนวของหนังสือก็เป็นไปตามยุคสมัย ยุคของเราทำเรื่องของสันติวิธี ฯลฯ เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ (ปัจจุบันคือพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล), พจนา จันทรสันติ , วิศิษฐ์ วังวิญญู ฯลฯ หลายคนเป็น นักคิด นักเขียน นักแปล หนังสือด้านแนวคิดใหม่ๆ

หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยก็มาช่วยก่อตั้งโครงการเล็กๆ ชื่อ โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง เป็นโครงการที่ริเริ่มกัน 2 คน เพื่อนเป็น เภสัชกร เรียนจบมหาวิทยาลัยมหิดล ชื่อ คุณสุพจน์ อัศวพันธุ์ธนกุล เขาก็เป็นเภสัชกรที่สนใจเรื่องสังคม ไม่อยากทำงานในระบบ ชวนดิฉันมาร่วมทำโครงการเพื่อฟื้นฟูเรื่องยาสมุนไพร การดูแลสุขภาพ โดยกลับไปหาสมุนไพร สมัยนั้นรัฐบาลส่งเสริมยาฝรั่งมากกว่าสมุนไพร และยาไทย ตอนนั้นสุพจน์ขอให้อยู่ช่วยทำงานอย่างน้อย 2 ปี จนกว่าโครงการจะตั้งต้นได้ โครงการนี้ได้ทุนสนับสนุนจากมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่ง อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นประธานมูลนิธิโกมลคีมทอง และมีรุ่นพี่อย่าง คุณพิภพ ธงไชย , ดร.อุทัย ดุลยเกษม ฯลฯ เป็นกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งก็เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สุลักษณ์ฯ ซึ่งเราคบหากันจนถึงปัจจุบัน ดิฉันรับปากกับเพื่อนมาร่วมทำโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง ตั้งแต่ พ.ศ.2523 ที่สัญญาว่าจะทำ 2 ปี แต่กลายเป็นทำมาเกิน 20 ปี  ต่อมาโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิสุขภาพไทยเมื่อปีพ.ศ 2539  ดิฉันออกจากการทำงานในฐานะเลขาธิการมูลนิธิสุขภาพไทย เมื่อพ.ศ 2551 เพราะได้รับเลือกตั้งเป็น วุฒิสมาชิกกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันก็ยังเป็นกรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย

สมัยเริ่มต้นโครงการสมุนไพรฯ เราไปทดลองการทำสวนสมุนไพรที่จังหวัดระยองประมาณ 8-9 เดือน ปลูกต้นไม้ คิดจะทำสวนสมุนไพรในหมู่บ้าน ต่อมาเราก็เริ่มคิดว่าน่าจะไม่ได้ใช้ความสามารถที่เรา2คนมีอยู่ เลยกลับมาตั้งหลักที่กรุงเทพฯ และคิดกันว่า เราควรจะใช้ความรู้ความสามารถของตนไปอย่างไร จึงจะเป็นประโยชน์ สุพจน์จบทางเภสัชกรรม มีความรู้ด้านยา และสมุนไพร ส่วนดิฉันจบมาทางวารสารฯ สามารถเขียนและทำเรื่องสิ่งพิมพ์ได้ เพื่อกระจายความรู้ให้กับสังคม กลุ่มเป้าหมายยุคแรก เราอาศัยพระสงฆ์เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เพราะพระสงฆ์เป็นผู้อยู่ใกล้ชิดชาวบ้าน จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี ( Change Agent )

ตอนนั้น เราต้องการส่งเสริมให้ประชาชนใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกการรักษาที่พึ่งตนเองได้ ราคาถูกเข้าถึงได้ง่าย จึงเริ่มต้นทำข่าวสารสมุนไพรเพื่อเผยแพร่ประโยชน์ของสมุนไพรว่าสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยพื้นๆได้ ข่าวสารสมุนไพรพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับสรรพคุณยาสมุนไพรแต่ละตัว ประสบการณ์การใช้ของบุคคลจริงที่เราไปสัมภาษณ์ ข้อมูลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของสมุนไพรตัวนั้นๆ และประสบการณ์การใช้ในประเทศเพื่อนบ้าน เราพิมพ์เอกสารและทำสำเนาด้วยระบบโรเนียว ส่งให้กับพระสงฆ์ประมาณ 200 รูป ปรากฎว่าได้รับความสนใจมาก จากโรเนียวก็เปลี่ยนมาพิมพ์เป็นวารสารแบบเลตเตอร์เพรส (Letterpress) และเปลี่ยนมาพิมพ์แบบ 4 สี แบบ ออฟเซ็ต (Offset Printing) วางขาย เป็นวารสารสมุนไพรรุ่นแรกๆ ที่นักวิชาการให้ความสนใจ และถือว่าข้อมูลสัมภาษณ์ประสบการณ์การใช้สมุนไพรแต่ละตัวเป็นข้อมูลปฐมภูมิ ที่นักวิชาการด้านเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเอาไปเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยตัวสมุนไพร งานที่เราทำสมัยนั้น คือ การเก็บข้อมูลจากชาวบ้าน ว่าเขามีความรู้หรือประสบการณ์ในการใช้สมุนไพรอะไรบ้าง

ตอนนั้น พวกเราเดินทางเก็บข้อมูลหลายจังหวัด โดยมีจุดปักหลักที่หมู่บ้านห้วยหิน จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่บ้านผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมเป็นผู้มีความรู้ด้านยาสมุนไพร เพราะคุณพ่อท่านเป็นอดีตหมอยาไทยประจำตำบล ส่วนผู้ใหญ่วิบูย์มีอาชีพทำไร่มันสำปะหลัง และเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ชาวบ้านนับถือ ต่อมาผู้ใหญ่วิบูลย์ตัดสินใจขายที่ดินที่ใช้ทำไร่ไปเกือบ 200ไร่ เพื่อใช้หนี้ เหลือที่ดินแค่ 9 ไร่ ครอบครัวผู้ใหญ่วิบูลย์เลิกอาชีพทำไร่ปลูกมันสำปะหลัง มาปลูกพืชเพื่อเลี้ยงชีวิตตัวเอง ปลูกสมุนไพรขาย เรียกชื่อสมัยนั้นว่า “วนเกษตร” คือ เปลี่ยนจากการทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยวที่กำลังส่งเสริมกันทั่วประเทศ มาปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งไม้ผล ทั้งสมุนไพร ผู้ใหญ่วิบูลย์เคยเชื่อว่า การทำอาชีพชาวไร่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะทำให้ชาวไร่ ชาวนาร่ำรวยได้ แต่กว่า 20 ปีที่ทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยวเพื่อขาย มีแต่ขาดทุนและเป็นหนี้ ผู้ใหญ่วิบูลย์ สรุปว่าการผลิตแบบเกษตรอุตสาหกรรม ยิ่งปลูกมาก ราคาจะถูกลง เป็นประโยชน์ของผู้ซื้อ ไม่ใช่ประโยชน์ของผู้ขาย ชาวไร่ชาวนาอยู่บนสายพานของอุตสาหกรรมที่พาไปสู่จุดจบคือความจน เพียงเพื่อหล่อเลี้ยงให้ผู้ซื้อได้สินค้าราคาถูก แต่ก็จะมีกลุ่มนายทุนผูกขาด ซื้อถูก ขายแพงให้ผู้ซื้อ ข้อสรุปนี้ทำให้ผู้ใหญ่วิบูลย์เลิกอาชีพปลูกมันสำปะหลัง เปลี่ยนมาปลูกเพื่อกินเพื่อใช้ และปลูกพืชสมุนไพร ได้ทำงานร่วมกันเผยแพร่ความรู้สมุนไพร

โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองได้พิมพ์ ทั้งวารสารข่าวสารสมุนไพรราย 3เดือน ปีละ4 เล่ม และจุลสารสมุนไพรรายสะดวก เช่นเรื่องฟ้าทะลายโจร พิมพ์ครั้งแรก เมื่อราวปี 2525  เมื่อเกิดโรคระบาดโควิด 2019 ในปี พ.ศ.2563 ภญ ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร แห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้นำฟ้าทะลายโจรมาทดลองรักษาโควิด 2019 ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยได้นำหนังสือฟ้าทะลายโจรของโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองมาอ้างอิง ดิฉันก็ได้ร่วมสนับสนุนให้ประชาชนปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อเป็นยาช่วยเหลือตัวเอง ได้กระจายเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรให้ประชาชน และเมื่อสถานการณ์โควิดรุนแรงขึ้นในปี2564 ทางมูลนิธสุขภาพไทย ได้ร่วมกับมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร แจกฟ้าทะลายโจรแคปซูลให้ผู้ป่วยเป็นจำนวนหลายล้านแคปซูล ซึ่งช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อโควิดได้เป็นจำนวนมาก

หนังสือกับอิทธิพลต่อชีวิต

หนังสือ The Turning Point  ที่เคยแปลร่วมกับเพื่อน ในชื่อไทยว่า”จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย” เป็นหนังสือแนวคิดใหม่ ที่ปัจจุบันยังไม่ล้าสมัย เป็นหนังสือเขียนโดยฟริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวออสเตรียผู้โด่งดังจากหนังสือ เต๋าแห่งฟิสิกส์ (The Tao of Physics) ที่เชื่อมโยงฟิสิกส์สมัยใหม่กับปรัชญาตะวันออก และมีแนวคิดสำคัญที่ว่าธรรมชาติทำงานเป็นระบบเครือข่ายเชื่อมโยงกัน เขาเสนอให้มนุษย์เรียนรู้จากธรรมชาติเพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืน ลดวิกฤตสิ่งแวดล้อม. ในหนังสือ The Turning Point ที่พวกเราร่วมกันแปล ( ประชา หุตานุวัตร พระไพศาล วิสาโล สันติสุข โสภณสิริ และ รสนา โตสิตระกูล )ในชื่อ “จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย” ฟริตจ๊อป คาปร้าพูดถึงแนวการพัฒนาทางสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากฟิสิกส์ เมื่อยุคสมัยที่ระบบสังคมเข้าควบคุมธรรมชาติและทำลายธรรมชาติมากเกินไป มีความเป็นหยางหรือภาวะ เพศชายเป็นใหญ่ เรียกว่าปิตาธิปไตย  (Patriarchy ) สุดโต่งทำให้เกิดจุดเปลี่ยนที่หยิน หรือความเป็นหญิงจะมีอิทธิพลมากขึ้นเพื่อปรับสมดุล เช่น เกิดปรากฎการณ์ เรื่องสตรีนิยม เมื่อการแพทย์ตะวันตกไม่สามารถรักษาอย่างครอบคลุม ความสนใจก็หันไปสู่การแพทย์แผนตะวันออก เรื่องสมุนไพรมากขึ้น เมื่อการทำลายสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรมากเกินพอดี ความสนใจเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติก็เพิ่มมากขึ้น

ต่อมาดิฉันได้แปลหนังสือชื่อ The One-Straw Revolution ของชาวนาญี่ปุ่นชื่อ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ในชื่อภาษาไทยว่า “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” เป็นหนังสือที่ให้แรงบันดาลใจดิฉัน และคนอ่านเป็นจำนวนมาก หนังสือเล่มนี้พูดถึงการทำการเกษตรกรรมแบบอกรรม (Non doing agriculture) คือ1)ไม่มีการไถพรวนดิน  2)ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง 3)ไม่มีการใช้ยากำจัดศัตรูพืช และ4)ไม่ทำปุ๋ยหมัก เป็นการเพาะปลูกตามแนวทางธรรมชาติ

มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เคยเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านกีฏวิทยา (แมลง) ต่อมาเกิดเจ็บป่วยเกือบตาย และเกิดปรากฎการณ์ทางความเข้าใจที่เหมือนการพบธรรมะด้านใน (enlightenment ) ว่ามนุษย์ไม่ได้รู้อะไร มีความหยิ่งยะโส และเชื่อมั่นว่าตนเองรู้ และสามารถควบคุมธรรมชาติได้ ยิ่งต้องการควบคุมธรรมชาติมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติ ฟูกูโอกะพบคำตอบว่ามนุษย์ควรอ่อนน้อมและเดินตามแนวทางของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ มนุษย์ควรโอนอ่อนตามธรรมชาติ แทนการคิดควบคุมธรรมชาติ

ฟูกูโอกะได้พัฒนาแนวคิดนี้และหันมาทำเกษตร เพื่อแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้เข้าใจธรรมชาติผ่านการทำเกษตรกรรม และใช้แนวทางของการทำเกษตรกรรมธรรมชาติ หรือเกษตรแบบอกรรม (Non doing agriculture) เพื่อพิสูจน์ว่ามนุษย์ไม่รู้จักธรรมชาติที่แท้จริง  เขากล่าวว่าผืนดินต้องการสิ่งปกคลุมเหมือนมนุษย์ต้องการเสื้อผ้า ฟูกูโอกะจะปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน พืชตระกูลถั่วเป็นพืชที่ควบคุมง่าย และมีสารอาหารบำรุงดิน วลีกินใจของฟูกูโอกะ เขากล่าวว่าการทำ “เกษตรกรรมไม่ใช่เพียงการเพาะปลูกพืชผล แต่ เกษตรกรรมคือการบ่มเพาะความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ “ การที่มนุษย์ยอมโอนอ่อนต่อธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ จะทำให้มนุษย์ได้เข้าใจชีวิตที่ลึกซึ้งด้านใน ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียวเป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง หลังจากแปลหนังสือเล่มนี้แล้ว ดิฉันหาทางไปไร่ของฟูกูโอกะ จึงไปสมัครฝึกงานอบรมด้านเกษตรอินทรีย์ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 9 เดือน เพื่อมีโอกาสไปพบฟูกูโอกะที่ไร่ของเขาเพื่อฝึกงาน 1เดือน  หลังจากเสร็จงานอบรม 9 เดือน ดิฉันหาทุนเพื่อฝึกงานต่อที่ไร่ของฟูกูโอกะ และได้รับทุนจาก ”Asian 21 Institute“  ได้ทุนฝึกงานต่อที่ไร่ฟูกูโอกะ รวมระยะเวลาที่อยู่ญี่ปุ่นประมาณ 1 ปี เดือน 6เดือน ในระหว่างที่ดิฉันอยู่ที่ไร่ของฟูกูโอกะได้พบฟริตจ๊อป คาปร้ามาพบฟูกูโอกะ

หนังสือของฟูกูโอกะที่แปลเป็นไทยให้แรงบันดาลใจกับคนจำนวนมาก หลังกลับจากญี่ปุ่น ดิฉันมีโอกาสพาฟูกูโอกะมาประเทศไทย มาเยี่ยมดูเกษตรกรรมที่เมืองไทย มาพบชาวนาไทย โดยมูลนิธิเด็กสนับสนุนทุนการเดินทางมาประเทศไทย และร่วมกับมูลนิธิโกมลคีมทอง จ้ดเสวนาเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ ในหลายจังหวัด อาจารย์ประเวศ วะสี ก็มาร่วมเสวนาด้วย รวมถึงท่านอาจารย์พุทธทาสก็สนใจหนังสือแปลฉบับนี้ จึงได้มีโอกาสพาฟูกูโอกะไปกราบอาจารย์พุทธทาสที่สวนโมกข์ด้วย

สำหรับดิฉัน หนังสือทั้งที่แปลและที่อ่าน พุทธธรรมที่ได้เรียนรู้ผ่านครูบาอาจารย์ เพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตร ล้วนมีอิทธิพลต่อความคิด การมองโลก และอุดมคติในชีวิตของดิฉัน หนังสือของ อาจารย์พุทธทาส หนังสือของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ ปยุตโต) คำสอนของหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ  ท่านติช นัท ฮันห์  มหาตมา คานธี และ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ล้วนมีอิทธิพลต่อความคิด และงานทางสังคมของดิฉัน หนังสือเหล่านี้ ได้พัฒนาแนวความคิด และคุณภาพชีวิตด้านใน

งานทางสังคมยุคที่2  จากงานสมุนไพร สู่งานตรวจสอบทุจริต คอร์รัปชัน

: เปิดโปง! ทุจริตยา

ชีวิตดิฉันเปลี่ยนจากทำงานเย็นกับชาวบ้านในพื้นที่ชนบทเรื่องการปลูกสมุนไพร การส่งเสริมสมุนไพร การส่งเสริมอาหารปลอดสารเคมี มาเป็นกิจกรรมด้านต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2541 หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ (ต้มยำกุ้ง) ในปี 2540 และในช่วงนั้นประเทศไทยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีกลไกใหม่ๆให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง และข้าราชการระดับสูง ซึ่งกิจกรรมแรกของดิฉ้น คือการตรวจสอบการทุจริตจัดซื้อยาในกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2541 ตอนนั้นมีกลุ่มแพทย์ชนบทและเภสัชชนบทเริ่มเปิดโปงข้อมูลการทุจริตจัดซื้อยาแพงก่อน จนเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจ แต่ถูกผู้บริหารสั่งสอบวินัยเพื่อขัดขวางการตรวจสอบ ตอนนั้นกลุ่มแพทย์ชนบทมาพบคุณพิภพ ธงไชย ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)ให้มารับไม้ต่อในการตรวจสอบการทุจริตจัดซื้อยาในกระทรวงสาธารณสุข แต่คุณพิภพ เห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องทุจริตมากกว่าเป็นเรื่องการเมืองทั่วไป จึงมาติดต่อดิฉันเสนอว่ากลุ่มภาคประชาสังคมควรมาขับเคลื่อนเรื่องทุจริตมากกว่าครป. ขอให้ดิฉันประสานคุณเดช พุ่มคชา ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กปอพช.) มาช่วยรับไม้ต่อจากกลุ่มแพทย์ชนบท แต่ในการประสานงานกับคุณเดช เกิดความผิดพลาด คุณเดชไปผิดสถานที่ เลยไม่ได้เป็นผู้แถลงข่าว ทำให้ดิฉันกลายเป็นคนมาแถลงข่าวแทน

พวกเราได้ประกาศใช้กลไกรวบรวม50,000 รายชื่อของประชาชนเพื่อตรวจสอบเรื่องทุจริตยาตามกลไกรัฐธรรมนูญ 2540 พวกเรารวบรวมรายชื่อได้เกิน 50,000 รายชื่อ แต่เมื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภา ท่านไม่ดำเนินการให้ อ้างว่ายังไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการใช้กลไก 50,000 รายชื่อในการตรวจสอบนักการเมืองและข้าราชการเรื่องทุจริต

ต่อมาในปี 2542 คณะกรรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต  ซึ่งมีมาตราว่าด้วยการกล่าวหานักการเมืองและข้าราชการระดับสูงกรณีร่ำรวยผิดปกติ พวกดิฉันในนามเครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชน จึงได้ใช้ช่องทางนี้กล่าวหารัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขว่าร่ำรวยผิดปกติ ต่อมา ปปช.ได้ตรวจสอบพบว่ารัฐมนตรีไม่สามารถบอกแหล่งที่มาของจำนวนเงิน 233.8 ล้านบาท รัฐมนตรีอ้างว่าเป็นเงินที่เล่นการพนันได้จากบ่อนคาสิโนในต่างประเทศ แต่ปปช. ไม่เชื่อ จากการสืบสวนเห็นว่าเกี่ยวข้องการรับสินบนในการทุจริตจัดซื้อยาแพง เพราะในจำนวนเงิน 233.8 ล้าน พบว่ามีเงินจำนวน 5 ล้านบาทที่มาจากธุรกรรมอำพรางที่ได้จากบริษัทยา ปปช.ได้ส่งเรื่องฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อมาในปี 2546 ศาลฎีกาได้ตัดสินให้ยึดทรัพย์รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 233.8 ล้านบาทให้ตกเป็นของแผ่นดิน นับเป็นคดีแรกที่ประชาชนได้ใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ 2540ในการยึดทรัพย์นักการเมือง ต่อมาปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ฟ้องต่อปปช.เรื่องความเสียหายจากคดีทุจริตจัดซื้อยาแพง ทำให้มีการสอบสวนเชื่อมโยงสินบน 5ล้านบาท กับการทุจริตซื้อยาแพง รัฐมนตรีจึงถูกพิพากษาให้จำคุก 15ปี

ความสำเร็จในการตรวจสอบการทุจริตจัดซื้อยาในกระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างกลุ่มแพทย์ชนบท เครือข่าย 30 องค์กรพัฒนาเอกชน และ องค์กรสื่อมวลชน ทั้งนสพ.ทีวี วิทยุ ทำให้เป็นคดีแรกที่ภาคประชาชนสามารถจับนักการเมืองระดับรัฐมนตรีติดคุก และถูกยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

มหากาพย์ คัดค้าน! แปรรูปรัฐวิสาหกิจ

หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ในปีพ.ศ 2540 รัฐบาลต้องกู้เงิน IMFทำให้มีการร่างกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้รัฐสามารถแปรรูปกิจการของรัฐวิสาหกิจ

ยุคนั้น คนไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ออกมาหลายฉบับกฎหมายหลักคือ พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 คือกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ บรรดาผู้ที่คัดค้านเรียกกฎหมายที่ออกใหม่ว่าเป็นกฎหมายขายชาติ 11ฉบับ คนที่อยู่ในสหภาพรัฐวิสาหกิจออกมาต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทักษิณ ชินวันรประกาศหาเสียงเลือกตั้งว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะยกเลิกกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับที่ผ่านเป็นกฎหมายในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่ปรากฏว่า เมื่อทักษิณ ชินวัตรได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี กลับเร่งรีบแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็น บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) ทันทีในปีนั้น ทั้งที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ 9/11 (เครื่องบินชนตึก World Trade ในอเมริกา) แล้วนำ บมจ.ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ในปลายปี 2544ทันที

หลังจากแปรรูปปตท.ในปี2544  ทักษิณ ชินวัตร ต้องการจะแปรรูป กฟผ.(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ) ทั้งสหภาพรัฐวิสาหกิจ และประชาชน คัดค้านการแปรรูป กฟผ. มีการประท้วงยืดเยื้อถีง 400 วัน ทำให้ ทักษิณ ชินวัตร ประกาศไม่แปรรูป กฟผ. จะใช้การปฏิรูป กฟผ.แทน แต่หลังจากการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ที่ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเเลือกตั้งแบบถล่มทลาย สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้  มีการวิเคราะห์ว่าโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นโครงการที่ได้ใจประชาชน (คนที่เสนอแนวคิด30 บาทรักษาทุกโรคคือ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ซึ่งเป็นประธานคนแรกของมูลนิธิสุขภาพไทย ) ความจริง โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นโครงการสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นแนวคิดด้านสวัสดิการพื้นฐานให้กับประชาชน ไม่ใช่โครงการประชานิยม โครงการนี้ทำให้ทักษิณ ชินวัตรอยู่ในใจของประชาชนคนไทยกว่า20 ปี ทำให้พรรคการเมืองของทักษิณได้รับการเลือกตั้งเป็นพรรครัฐบาลมาตลอด 2 ทศวรรษ

ทักษิณชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายในสมัยที่สอง เมื่อปีพ.ศ. 2548 จึงสั่งแปรรูป กฟผ. ทันที ทั้งที่เคยสัญญาตอนมีการประท้วงยืดเยื้อ 400 วัน ว่าจะไม่แปรรูป กฟผ. ดิฉันเข้ามาร่วมคัดค้านโดยใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ 2540 คือกลไกการฟ้องเพิกถอนกฎหมายแปรรูปของฝ่ายบริหารต่อศาลปกครองสูงสุด  ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยว่า พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2542 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ 2540 พอพวกเราคิดจะฟ้องศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนการแปรรูป กฟผ. ก็มีนักวิชาการบอกว่าไม่น่าจะฟ้องได้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินไปแล้วว่า พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนั้นดิฉันเห็นว่าน่าจะขัดกฎหมายอื่น เช่น พรบ.ว่าด้วยการเวนคืน เพราะกฎหมายเวนคืน หรือการรอนสิทธิทรัพย์สินของประชาชนเพื่อสร้างเขื่อน หรือรอนสิทธิที่ดินเพื่อวางสายส่ง เป็นต้น ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นไปเพื่อกิจการที่ไม่แสวงหากำไรเท่านั้น ดังนั้นการแปรรูป ที่ต้องให้เอกชนมามีสิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาจากการเวนคืนและรอนสิทธิ จึงน่าจะขัดต่อกฎหมายดังกล่าว

เมื่อมีการแปรรูป ปตท.ส่งผลให้ประชาชนเห็นว่าทำให้ก๊าซหุงต้มแพง น้ำมันแพง ถ้าแปรรูป กฟผ. ประชาชนที่ต้องใช้ไฟฟ้า คนจนๆ ก็จะลำบากถ้าค่าไฟแพงแบบน้ำมัน

ตอนที่ฟ้องศาลปกครองสูงสุด ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจ แต่เมื่อเราไปฟ้องศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนการแปรรูปกฟผ. ประชาชนให้ความสนใจมาก กรณีที่พวกเราฟ้องศาลปกครอง ถือว่าเป็นคดีแรกในศาลปกครองสูงสุด ที่เป็นคดีฟ้องเพิกถอนกฎหมายของฝ่ายบริหารคือรัฐบาล ที่ผ่านมา คดีฟ้องที่ศาลปกครองมีแต่เรื่องของข้าราชการฟ้องเจ้านาย โยกย้ายตำแหน่งไม่เป็นธรรม ไม่เคยมีใครฟ้องรัฐบาลที่ละเมิดสิทธิประชาชน อย่างเช่น พระราชกฤษฎีกาแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่ ที่เปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกแห่งได้ เพียงแค่รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกาก็สามารถแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้ทุกแห่ง ทั้งที่กฎหมายของรัฐวิสาหกิจ เป็นกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ แต่รัฐบาลสามารถแปรรูปได้เพียงแค่ออกกฎหมายในระดับพระราชกฤษฎีกา ซึ่งมีศักดิ์ทางกฎหมายต่ำกว่า แต่ในเมื่อนักวิชาการเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญ มีมติว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีใครคิดจะต่อสู้คัดค้านการแปรรูป สมัยแปรรูป ปตท. ประชาชนยังไม่ทันตั้งตัว จึงไม่มีใครคัดค้านได้ทัน

แต่เมื่อรัฐบาลจะแปรรูป กฟผ. อีกครั้ง ตอนนั้นเราเห็นผลเสียของการแปรรูปแล้ว แต่ปรึกษาใครก็ไม่มีใครเห็นด้วยว่าสามารถฟ้องได้ ตอนจะไปฟ้อง น้องที่ทำงานร่วมกัน ถามว่าแล้วเราจะชนะหรือ?  ดิฉันก็ถามกลับว่า มีแต่เรื่องชนะเท่านั้นหรือที่เราจะทำ? ที่จริงเราควรทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกต้องสิ ไม่มีใครรู้ว่าจะชนะหรือแพ้  แต่มีภาษิตจีนที่กล่าวว่า “ความพยายามเป็นของมนุษย์ ส่วนความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า” หมายถึงความสำเร็จขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่หลากหลาย เราไม่มีทางรู้ว่าจะแพ้หรือชนะ แต่มนุษย์ต้องพยายามทำอย่างเต็มที่ แล้วปล่อยวางความสำเร็จให้อยู่กับเหตุปัจจัย  มีคนพูดว่า ผีไปถึงป่าช้าแล้วรสนา เราจะปลุกให้ฟื้นกลับมาได้อย่างไร คนส่วนใหญ่คิดแบบนั้น แต่เราก็ตอบว่าไม่เสียหาย ตอนนี้ก็เปรียบเหมือนตายแล้ว สิ่งที่เราพยายามทำถ้าไม่สำเร็จ ก็คือเท่าทุน แต่ถ้าสำเร็จ เราก็กำไรนะ สิ่งที่เราทำไม่มีวันขาดทุน มีแต่เท่าทุน กับกำไรเท่านั้น

ตอนนั้นได้ ทนายนกเขา (นิติธร ล้ำเหลือ) มาช่วยร่างคำฟ้อง ร่างกันวันนั้นคืนนั้น พรุ่งนี้ยื่นต่อศาลฯ สมัยนั้น ตอนเรายื่นฟ้อง เราพิจารณากันอยู่ว่า มีประเด็นอะไรที่เรายื่นฟ้องได้บ้าง  ประเด็นที่ชนะ คือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการที่ทำหน้าที่แปรรูป ซึ่งอยู่ในเนื้อหาที่เราฟ้องด้วย และรวมถึงประเด็นขัดกฎหมายเวนคืน หากมีการแปรรูป ก็เท่ากับว่า คนที่ถือหุ้น 49% ได้ทรัพย์สินในส่วนที่ได้มาจากการเวนคืนไปด้วย น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อศาลฯพิจารณา ใช้ข้อเท็จจริงในประเด็นเรื่อง กรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้มีการเพิกถอนการแปรรูป กฟผ. ตอนฟ้องเพิกถอนกฟผ. เราขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว อย่าเพิ่งให้เอาหุ้น กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์ ศาลฯเรียกดิฉันไปให้การเพิ่มเติมว่า ทำไมศาลจะต้องมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราว ดิฉันให้เหตุผลว่า หากมีการรับฟ้องโดยไม่มีการคุ้มครองชั่วคราว เท่ากับปล่อยให้มีการขายหุ้นกฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์ เมื่อมีคนมาซื้อหุ้นซึ่งอาจเป็นชาวต่างชาติ และถ้าศาลฯ มีคำพิพากษาเพิกถอนการแปรรูป กฟผ. ก็จะเกิดความเสียหายกับคนที่ซื้อหุ้น ซึ่งถ้าเป็นนักลงทุนต่างชาติ จะทำให้ประเทศชาติเสียชื่อเสียงได้ ปรากฎว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการกระจายหุ้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ในตลาดหลักทรัพย์ ในวันที่ 15 พ.ย.2548  เรียกว่า เส้นยาแดงผ่าแปด เพราะจะมีการเปิดขายหุ้น กฟผ.ในวันที่ 16 พ.ย.2548 ธนาคารที่ให้คนมาซื้อหุ้น ตระเตรียมขนม เครื่องดื่มรับรองแขกที่มาซื้อหุ้น ก็ยังแซวว่า คุณรสนาพวกเราเตรียมขนมสำหรับรับแขกคนที่จะมาซื้อหุ้น ของรับแขกเลยไม่ได้ใช้เลย (หัวเราะ)

ต่อสู้! ทวงคืนระบบท่อก๊าซ

หลังฟ้องศาลปกครองสูงสุดเรื่องเพิกถอนการแปรรูป กฟผ. และศาลได้มีคำสั่งให้เพิกถอนการแปรรูป กฟผ.ในเดือน มีนาคม 2549  ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 เราก็ฟ้องเพิกถอนการแปรรูป ปตท. ปรากฏว่าวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดการรัฐประหาร อย่างไรก็ตามศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในวันที่14 ธันวาคม 2550 ไม่เพิกถอนปตท. ตามคำร้องขอของพวกเรา ที่เป็นผู้ฟ้องคดี แต่มีคำสั่งให้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง4 ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และบมจ.ปตท. ร่วมกันแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติคืนให้กระทรวงการคลัง การที่ศาลปกครองสูงสุดไม่เพิกถอนการแปรรูปปตท. ให้เหตุผลว่าเนื่องจาก ปตท. แปรรูปมาเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ได้ก่อนิติสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกเป็นจำนวนมาก และบมจ.ปตท.ขณะนั้น มีมูลค่าตลาดประมาณ 4 แสนล้านบาท หากเพิกถอนการแปรรูปจะทำให้เกิดความเสียหายได้ ศาลฯจึงสั่งไม่เพิกถอนการแปรรูป แต่อย่างไรก็ตาม ในคำพิพากษาได้ระบุว่าเป็นการแปรรูปที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงมีคำสั่งให้มีการแบ่งแยกทรัพย์สินส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินคืนกระทรวงการคลัง ต่อมาในปี 2551 บมจ.ปตท. ได้คืนท่อก๊าซบนบกเพียง 3 เส้น แต่ยังไม่คืนท่อก๊าซในทะเลและท่อก๊าซบนบกอีกบางส่วนตามที่

ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาว่าศาลฯพิจารณาท่อส่งก๊าซเป็นระบบไม่ได้พิจารณาท่อส่งก๊าซเป็นท่อนเป็นส่วน ในขณะนั้น พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านยอมรับตามคำพิพากษา และมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 สาระสำคัญระบุว่า 1.รัฐบาลยอมรับตามคำพิพากษาของศาล และมอบให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานทำหน้าที่แทนครม.ในการแบ่งแยกทรัพย์สินคืน  2) มอบหมายให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา 3.หากมีข้อโต้แย้งว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติที่จะต้องส่งคืน ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยให้มีข้อยุติ 4.ห้าม ปตท. ใช้อำนาจมหาชนอีกต่อไป

ในปี 2551 บมจ.ปตท.คืนท่อส่งก๊าซบนบก 3เส้น มูลค่า 15,000 ล้านบาท ส่วนท่อก๊าซในทะเลไม่ยอมคืน และไม่ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยตามที่ระบุไว้ใน มติ ครม. แต่สตง.บอกว่าท่อส่งก๊าซทั้งระบบรวมท่อส่งก๊าซในทะเลและท่อส่งก๊าซบนบก ที่แปรรูปไปเมื่อปี 2544 ในมูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนตามคำพิพากษา และตามมติ ครม. 18 ธันวาคม 2550 บมจ.ปตท.คืนท่อส่งก๊าซ 3เส้น มูลค่า 15,000 ล้านบาท จึงยังเหลือท่อส่งก๊าซที่ต้องคืนในมูลค่าอีกประมาณ 32,000 ล้านบาท

ดิฉันในฐานะหนึ่งในผู้ฟ้องคดีได้ร่วมกันฟ้องต่อศาลปกครองว่า บมจ.ปตท.ยังคืนทรัพย์สินที่เป็นท่อส่งก๊าซทั้งระบบไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา แต่ศาลปกครองฯไม่รับฟ้องด้วยเหตุผลว่า พวกดิฉันที่เป็นผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ชนะคดี (เพราะศาลไม่ได้เพิกถอนการแปรรูป ปตท.) และพวกเราก็ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์จึงไม่มีสิทธิในการขอบังคับคดี ต่อมา เรารวบรวมรายชื่อประชาชน 1400 คน ฟ้องใหม่ว่า การที่ ปตท.ยังคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนตามการตรวจสอบของสตง.เพราะไม่ได้ปฏิบัติตามมติ ครม. ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 800/2557 ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าการคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนเพราะไม่ได้ปฏิบัติตามมติ ครม. นั้น มติครม. เป็นคำสั่งภายใน ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ต้องสั่งการให้มีการปฏิบัติให้ครบถ้วนตามคำพิพากษา ต่อมา

สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ขออนุญาต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา เมื่อพล.อ ประยุทธ์เห็นชอบ จึงมีการส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณากรณี ว่าท่อส่งก๊าซในทะเลเป็นสาธารณสมบัติที่ต้องคืนหรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาและมีคำวินิจฉัยว่า ศาลปกครองสูงสุดมิได้มองท่อส่งก๊าซเป็นส่วนๆ เป็นท่อนๆ แต่มองท่อส่งก๊าซเป็นระบบ จึงหมายความว่าต้องคืนท่อก๊าซทั้งระบบ การดำเนินการของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

ปัจจุบัน ผู้ฟ้องคดีได้ข้อมูลตามมติครม.มาครบแล้วว่า สตง.ได้มีการตรวจสอบแล้วว่าท่อส่งก๊าซทั้งระบบที่มีการแปรรูปไปเมื่อพ.ศ 2544 มูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนตามคำพิพากษา และคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ มีคำวินิจฉัยว่าคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด มองท่อส่งก๊าซเป็นระบบ จึงต้องคืนท่อส่งก๊าซทั้งระบบที่มีการแปรรูปไป ดังนั้นบมจ.ปตท.ยังคืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา ซึ่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ ตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 800/2567 ในการเรียกคืนท่อส่งก๊าซให้ครบถ้วนตามคำพิพากษา แต่ยังไม่มีการดำเนินการจากนายกรัฐมนตรีคนใด สั่งการให้มีการคืนท่อก๊าซให้ครบถ้วน ซึ่งดิฉันและผู้ฟ้องคดี ได้ติดตามทวงท่อส่งก๊าซสมบัติชาติคืน ผ่านมา 17ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี 2551 ที่ บมจ.ปตท.คืนแค่ท่อส่งก๊าซ 3 เส้นบนบกให้กระทรวงการคลัง จนบัดนี้ดิฉันยังคงต้องติดตามทวงต่อไปจนกว่าจะได้รับคืนตามคำพิพากษา

โจเซฟ สติกลิตส์ (Joseph Stiglitz) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2001 เคยกล่าวว่า Prvatisation is Bribarization ความหมายคือการแปรรูป คือการติดสินบนหรืออาจแปลว่าเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง อย่างเช่นการแปรรูปกิจการของรัฐ จะมีการจัดการเรื่องหนี้สิน และทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจเพื่อคำนวณเป็นมูลค่าทรัพย์สินเพื่อกำหนดเป็นมูลค่าหุ้นในการขาย กรณีมูลค่าทรัพย์สินสำหรับแปรรูปในประเทศไทย ใช้ “มูลค่าบัญชี“ (คือมูลค่าทรัพย์สินหลังหักค่าเสื่อม) มาเป็นมูลค่าในการขาย (แปรรูป) ทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งคือทรัพย์สินของประชาชน น่าจะเป็นการคิดราคาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่  ยกตัวอย่าง ถ้ารัฐวิสาหกิจซื้อรถยนต์มาเป็นอุปกรณ์ในกิจการ มูลค่า 1ล้านบาท และหักค่าเสื่อมปีละ 200,000 บาท ผ่านไป5 ปี รถยนต์คันนั้นจะถูกตัดค่าเสื่อมเหลือ 0 บาท แต่รถยนต์อายุใช้งาน 5ปี ถ้าขายต่อยังมีมูลค่ามากกว่า 0 บาท หากเป็นรถสำหรับทำกิจการค้าขาย แสดงว่าการใช้รถยนต์คันนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายแล้ว จึงเป็นกำไรของเจ้าของกิจการ แต่การแปรรูปทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ กลับถูกขายในราคาตามมูลค่าบัญชี จึงมีทรัพย์สินที่มูลค่าบัญชีเหลือ 0 แต่ใส่ไว้ 1 บาท ก็จะถูกขายเหมาในราคา 1 บาท จึงเป็นจริงตามที่ สติกลิตส์ กล่าวไว้ว่า ”การแปรรูปคือการติดสินบน“ หรือ ”การแปรรูป คือการทุจริตรูปแบบหนึ่ง“ ใช่หรือไม่ ?! ท่อส่งก๊าซทั้งระบบถูกแปรรูปไปในมูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นท่อส่งก๊าซที่สร้างด้วยภาษีของประชาชนในสมัย พล.อ เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อประมาณปี 2524 มูลค่าหลายแสนล้านบาท และได้ตัดค่าเสื่อมไป 20ปี จนถึงปี 2544 ท่อส่งก๊าซจึงมีมูลค่าบัญชีเหลืออยู่เพียง 47,000 ล้านบาท หาก ปตท.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจไม่ถูกแปรรูป มูลค่าท่อส่งก๊าซจะถูกตัดค่าเสื่อมจนเหลือ 0 ในเวลาอีกไม่นาน หลังจากนั้น ประชาชนที่เป็นเจ้าของภาษี ควรจะได้ใช้ท่อส่งก๊าซในราคาต่ำเพราะไม่มีต้นทุนแล้ว มีเพียงค่าบำรุงรักษาเท่านั้น ค่าผ่านท่อน่าจะถูกลงมาก จะช่วยให้ราคาพลังงานที่ขายประชาชนมีราคาถูก แต่เมื่อถูกแปรรูปไปเป็นของเอกชนในราคาตามมูลค่าบัญชีที่ 47,000 ล้านบาท บมจ.ปตท.เก็บรายได้จากค่าผ่านท่อช่วงปีแรกๆ ปีละ 15,000 ล้าน แค่ 3-4 ปี ก็ได้ทุนคืนหมดแล้ว

ต่อมาในปี2552 บมจ.ปตท.ได้จ้างบริษัทเอกชน 2บริษัทมาประเมินมูลค่าท่อส่งก๊าซชุดนี้ใหม่ เพราะมูลค่าบัญชีตัดค่าเสื่อมไปหมดแล้ว แต่อายุการใช้งานของท่อส่งก๊าซชุดนี้ยังไม่หมด การประเมินมูลค่าท่อส่งก๊าซ ที่เคยประเมินว่ามีอายุการใช้งานเหลือ25ปี มีการประเมินใหม่ว่ามีอายุใช้งานเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 35-40ปี จึงประเมินว่ามีมูลค่าทางธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยบริษัทเอกชน 2 แห่ง บริษัทแรกประเมินว่ามีมูลค่า 105,000 ล้านบาท อีกบริษัทประเมินว่ามีมูลค่า 120,000 ล้านบาท บมจ.ปตท.จึงทำเรื่องไปที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขอเพิ่มค่าผ่านท่อจากราคาเดิมประมาณ 19บาทต่อล้านบีทียู เป็น ประมาณ 21บาทต่อล้านบีทียู ทำให้ บมจ.ปตท. มีรายได้จากค่าผ่านท่อจากท่อส่งก๊าซชุดนี้สูงถึง 600,000 ล้านบาท จากต้นทุนเพียง 47,000 ล้านบาทในเวลา 22ปี (พ.ศ 2544 – 2565 ) ส่วนท่อส่งก๊าซ3 เส้นบนบก ที่กระทรวงการคลังได้รับคืนมา ก็ทำสัญญาให้บมจ.ปตท.เช่าใช้ในราคาสูงสุดไม่เกินปีละ 550 ล้านบาทเป็นเวลา 30ปี ตั้งแต่ พ.ศ 2550-2580 ค่าเช่าท่อส่งก๊าซที่กระทรวงการคลังได้รับในเวลา 22ปี (พ.ศ 2544-2565 ) ประมาณ 9,800 ล้านบาท ค่าผ่านท่อเป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งในราคาค่าไฟในประเทศไทย ที่มีราคาแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ดิฉันยังคงติดตามทวงคืนท่อส่งก๊าซทั้งระบบอยู่ นับตั้งแต่มีการคืนท่อก๊าซ 3เส้นเมื่อ พ.ศ 2551 จนถึงปัจจุบันพ.ศ. 2568 เป็นเวลา 17 ปีแล้ว ที่ท่อส่งก๊าซทั้งระบบ ยังไม่ได้รับคืน ดิฉันเชื่อว่าถ้าบ้านเมืองไม่ได้รับความเป็นธรรม ประชาชนก็ยากที่จะได้รับความเป็นธรรมในประเทศนี้

ดิฉันเห็นว่านับตั้งแต่ ทศวรรษที่ 2540 เป็นต้นมา เหมือนมีความก้าวหน้าทางรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า มันกลายเป็นการเป็นทศวรรษของการผ่องถ่ายทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่ในความควบคุมของรัฐวิสาหกิจไปให้กลุ่มทุนร่ำรวยขึ้น แต่ประชาชนต้องรับกับความยากลำบากเพราะราคาพลังงานแพง ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ประชาชนจ่ายให้กับการใช้พลังงานทั้งระบบในปี 2567 คิดเป็นเงิน 2.7 ล้านล้านบาท เท่ากับ 14.8 % ของจีดีพี

ส่วนที่ดิฉันพยายามขับเคลื่อนผลักดันก็ในมุมนี้ คือ การทำให้ประชาชนได้ลดค่าใช้จ่าย ในกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างเป็นธรรม เอกชนควรได้กำไรที่พอสมควร ไม่ใช่กำไรมากเกินไปจากอำนาจผูกขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับดิฉัน การที่เรายึดในหลักธรรมะของพุทธเจ้า คือการฝึกตนให้มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง และทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นมากขึ้น  เหมือนอย่างพระไพศาลสรุปเป็นคำสั้นๆว่า การทำ “กิจ” กับการทำ “จิต” (การทำกิจหรือทำหน้าที่ทางโลกที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม) เมื่อเราทำกิจให้ส่วนรวม เราก็ได้รับผลนั้นด้วย เพราะเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับส่วนรวมนั้นด้วย ถ้าเรามีความเป็นธรรมต่อประชาชน เราก็จะได้รับความเป็นธรรมอันนั้นด้วย อุปมา การทำจิตเหมือนกับรากของต้นไม้ยิ่งรากหยั่งลึกเท่าใด ยอดไม้ก็จะแผ่ไพศาลเท่านั้น ถ้าจิตใจของเราเห็นแก่ตัวน้อยลง เราก็จะทำประโยชน์ได้กว้างขวางมากขึ้น ทำแล้วสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ถือเป็นหน้าที่ มิใช่ว่า ทำอะไรแล้วก็ต้องสำเร็จเสมอไป เพราะความสำเร็จต้องการองค์ประกอบปัจจัยอีกมากมาย ในแง่ของการทำกิจ สนับสนุนพัฒนาการทางด้านจิตใจเรา จิตใจที่ดีขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อการทำกิจที่กว้างขวางขึ้นเช่นกัน เป็นหลักการที่ดิฉันพยายามปฏิบัติ แต่เป็นธรรมดาบางครั้งก็ต้องมีหมดหวังหมดกำลังใจบ้าง แต่ก็อาศัยเรื่อง พระมหาชนกของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเตือนใจไม่มัวแต่ท้อแท้ที่ยังไม่เห็นฝั่ง แต่ให้มุมานะว่ายน้ำต่อไป ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็ต้องทำกิจไปเรื่อยๆ พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพจิตใจภายในของเรา   

เขียนให้เปลี่ยนชีวิต องอาจ เดชา

0

“การอ่านหนังสือหรือวรรณกรรมทำให้คนเปลี่ยน ทำให้ชุดความคิดของผมเปลี่ยน ผมมองโลก มองสังคมหลากหลายขึ้น กว้างขึ้น มองเห็นความเป็นมนุษย์ได้หลากหลายขึ้น สิ่งที่ผมได้โดยไม่รู้ตัวคือ ความละเมียดละมุนของถ้อยคำ ความอ่อนโยน มีอยู่ในงานวรรณกรรมดีๆ ซึ่งมันมีผลต่องานเขียนของผม ลองสังเกตงานเขียนของผมจะเป็นงานที่ใสซื่อ ไม่มีการประดิดประดอย”

องอาจ เดชา หรือ ภู เชียงดาว คือ เด็กหนุ่มชาวเชียงใหม่ที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองด้วยการอ่านและการเขียนหนังสือ ชีวิตวัยเด็กดิ้นรนเรียนหนังสือเพื่อเป็นครูดอย ใช้ชีวิตแบบคนภูเขา กลางวันสอนหนังสือให้กับเด็กนักเรียน ส่วนกลางคืนสอนหนังสือให้กับชาวบ้าน ยามเปลี่ยวเหงาหยิบปากกาเขียนบันทึก เมื่อพบเจอกับเพื่อนรักจึงชักชวนสู่อาชีพนักเขียน นักข่าว คอลัมนิสต์ เปลี่ยนชีวิตจากครูดอยสู่การเป็นนักเขียนรางวัลสารคดี “คนค้นคน” และรางวัล “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” หลังจากนั้น เติบโตเป็นบรรณาธิการหนังสือ บรรณาธิการวารสาร เลือกใช้ชีวิตที่สงบสุขอยู่ในหุบเขา ทำธุรกิจร้านกาแฟเล็กๆ ที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์วรรณกรรม วรรณคดี

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ผมชอบอ่านหนังสือ ตอนเรียนผมชอบวิชาภาษาไทยและวิชาสังคม จำได้ว่า ทุกวัน คุณครูประจำชั้นจะเล่าวรรณคดีเรื่องผู้ชนะสิบทิศ ผมซึมซับวรรณกรรม วรรณคดี ฟังเรื่องเล่าวันละนิด ทำให้ผมติดตาม ชอบวรรณกรรม ชอบวรรณคดีโดยไม่รู้ตัว แต่ก่อนหน้านั้น ผมก็ชอบอ่านหนังสือ บ้านเกิดของผมเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา คือ หมู่บ้านแม่ป๋อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สมัยก่อนไม่มีไฟฟ้า ถนนหนทางไม่ดี เดินทางลำบากมากกว่าจะเดินทางถึงตัวเมือง ที่หมู่บ้านจะมีรถโดยสารเพื่อเดินทางไปตลาด แม่จะตื่นตี 3 เพื่อพาผมไปจ่ายตลาด ผมจำได้ว่า อยากไปตลาดเพราะผมได้กินขนม ที่นั่นมีแผงหนังสือ มีคนขายหนังสือพิมพ์ ผมจะขอเงินแม่ซื้อหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ

โลกของผมกว้างมากขึ้น ผมเริ่มเข้าห้องสมุด อ่านหนังสือดีๆ นิตยสารชัยพฤกษ์ นิตยสารวัยหวาน มันเป็นการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว แต่ผมชอบหนังสือนอกเวลา ชอบหนังสือคนเผาถ่าน พลายมลิวัลย์ เมื่อเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมสอบโควต้าเข้าเรียนช่างยนต์ ตั้งใจจะไปบอกพ่อกับแม่ที่กำลังทำไร่ พวกเขากำลังเกี่ยวถั่วเหลือง มัดถั่วเหลือง ส่วนผมดีใจเพราะมีที่เรียนต่อ ผมบอกพ่อกับแม่ว่าสอบได้โควต้าช่างยนต์ พ่อแม่ส่ายหัวไม่ให้เรียน ครอบครัวของผมลำบากมาก ผมเสียใจร้องไห้เพราะผมมีความฝัน เด็กบ้านนอกคนหนึ่งสอบได้โควต้าจะได้ไปเรียนหนังสือในเมือง สุดท้ายพ่อบอกไม่ให้เรียน ให้มาช่วยกันทำสวน แบกถั่ว มัดถั่ว ตอนนั้น ผมได้แต่ร้องไห้

พี่ชายคนโตมองเห็นผมตัวเล็ก ทำไร่ ทำสวน มองว่าผมทำงานหนักไม่ไหว พี่ชายบอกพ่อกับแม่ว่าให้น้องไปเรียน แต่เวลาล่วงเลย โรงเรียนปิดรับสมัคร โรงเรียนเปิดเทอม ผมไม่มีที่ไปนอกจากโรงเรียนธรรมราชศึกษา หรือโรงเรียนวัดพระสิงห์ ที่นั่นนักเรียนเกเร นักเลง ผมเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผมค้นหาตนเองไม่เจอ ญาติก็ชวนไปทำงานร้านเหล็กในตัวเมืองเชียงใหม่ เยื้องกับร้านหนังสือสุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์ แบกเหล็ก ส่งเหล็ก หลังจากนั้น ก็เปลี่ยนงานเป็นพนักงานเก็บเงิน ขับรถมอเตอร์ไซค์เก็บเงิน แต่ผมชอบอ่านหนังสือ ตรงข้ามร้านสุริวงศ์บุ๊คเซ็นเตอร์ มีร้านหนังสือเก่า ที่นั่นผมค้นเจอโลกหนังสือ โลกวรรณกรรม ผมเจอหนังสือของ มาลา คำจันทร์ ,พิบูลย์ศักดิ์ ละครพล , ถนอม ไชยวงแก้ว , เสกสรร ประเสริฐกุล, เฮมมิ่งเวย์ ผมได้เจอโลกใหม่

หลังจากนั้น ผมสมัครเป็นครูการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ครูเดินสอน เขารับครูวุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไป พอดีมีครูในหมู่บ้านแนะนำ ผมก็สมัครผมก็ได้เป็นครูอาสาสมัครเดินสอน จำได้ว่า ไปอำเภอแม่อาย นอนในหมู่บ้าน ตอนนั้นรับผิดชอบ ต.ท่าตอน กลางวันทำงานช่วยห้องศึกษอำเภอ ตกเย็นเข้าหมู่บ้าน ผมพักอยู่ที่หมู่บ้านหัวเมืองงาม หรือ บ้านสุขฤทัย ซึ่งเป็นชุมชนบ้านคนจีน สมัยก่อนจะมีซุ้มยาดอง กินยาดองย้อมใจ เพราะยุคสมัยก่อนน่ากลัวมาก แต่ที่หมู่บ้านมีตำรวจตะเวนชายแดน มีตั้งด่าน ป้อมยาม ผมก็คุ้นเคยกัน บางครั้งเขาไปรับเงินเดือน เขาก็เอาปืนให้ แล้วก็หายไป ก็เป็นฉากที่ กลางคืนจะสอนผู้ใหญ่ สอนผู้ไม่รู้หนังสือ ให้เขาอ่านออกเขียนได้และได้วุฒิการศึกษา หลังจากนั้น ขยับมารับผิดชอบ ต.บ้านหลวง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ช่วงนั้นเป็นช่วงวัยรุ่น ยังไม่ได้คัดเลือกทหาร สมัยก่อนมีสภาตำบล เขาจะมาประชุมกันทุกเดือน ผมเป็นเด็กก็มานั่งประชุม ตอนนั้นสั่นเลย ซึ่งผมก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไป แล้วก็มีการผ่อนผันทหาร สุดท้ายผมก็ต้องจับใบดำ หลังจากนั้น ผู้บริหารก็บอกว่า เขาจะเอาครูที่มีวุฒิการศึกษาอนุปริญญาขึ้นไป หลังจากนั้น ผมถูกปลดออก

ครูดอย ครูในความฝัน

ผมเคว้งเคว้าง ตกงาน แต่กลายเป็นแรงฮึด ผมตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนต่อ แล้วจะกลับไปเป็นครูดอย ผมเลือกเรียนหลักสูตรอนุปริญญา พัฒนาชุมชน เรียนหนังสือช่วงเสาร์-อาทิตย์ วันจันทร์-ศุกร์ หางานทำ ตอนแรกไม่มีเพื่อน จำได้ว่า เคยทำงานเป็นยามโรงแรม เตรียมเครื่องแบบใส่กระเป๋า เรียนหนังสือเสร็จก็เปลี่ยนเครื่องแบบทำงานเป็นยาม เพื่อนที่เรียนด้วยกันชื่อ ธีระ แก้วสีใส ทำงานอยู่โรงเรียโรงเรียนกาวิละอนุกูล เป็นโรงเรียนสอนเด็กปัญญาอ่อน เพื่อนของผมทำงานห้องผลิตสื่อ เขาชวนผมไปทำงาน

จันทร์-ศุกร์ ผมทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ผลิตสื่อ ส่วนวัน เสาร์-อาทิตย์ เรียนหนังสือ หลังจากนั้น ผมทำงานเป็นครูโรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เป็นครูสอนเด็กตาบอด กินนอนอยู่กับเด็กตาบอด ผมมองเห็นแรงบันดาลใจ ความฝัน ความหวังของคนตาบอด ขณะที่ผมสิ้นหวัง ท้อแท้ ผมจะมองเห็นพลังของเขา เด็กตาบอดมีเซ้นส์พิเศษ พวกเขาสามารถพัฒนาตนเอง พัฒนาการเล่นดนตรี เด็กบางคนสามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติ เรียนร่วมกับเด็กมหาวิทยาลัย เรียนจบปริญญา

ผมทำหน้าที่เป็นครูผลิตสื่อ พิมพ์อักษรเบรลล์ ต่อมาเมื่อมีโปรแกรมสามารถพิมพ์ธรรมดาแต่พิมพ์ออกมาเป็นอักษรอักษรเบรลล์ได้ ฉากชีวิตในโรงเรียนตาบอด มันมีเรื่องราวของความสิ้นหวัง เด็กมืดมน 8 ด้าน พ่อแม่เอามาปล่อย บางครั้งผมมองเห็นเด็กกอดซี่กรงประตูโรงเรียนร้องไห้อยากกลับบ้านอยากอยู่กับตายาย แต่ฉากที่ทำให้ผมมีความหวังก็มีมาก เด็กหลายคนเล่นดนตรีได้ บางคนเก่งคอมฯ บางคนมีความฝันและไม่หยุดเพียงแค่นั้น บางครั้งผมก็ต้องกลับมาดูตนเอง ผมต้องสู่ ช่วงนั้น แม่เสีย ผมขับมอไซค์กลับบ้าน หลังจากกลับไปผมต้องสู้ เมื่อพ่อแม่เสีย ผมไม่มีที่พึ่ง

ผมทำงานกระทั่งเรียนจบอนุปริญญา ผมสมัครสอบครู เลือกครูบนพื้นที่สูง เริ่มทำงานที่บ้านน้ำบอใหม่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านชนเผ่าลีซู พ.ศ. 2537 ถนนเวียงแหงลำบาก หน้าฝนถนนเป็นโคลน ผมยังจำภาพรถโดยสารเวียงแหงชื่อ รถดาวทองขนส่ง เมื่อก่อนรถดาวทองเป็นรถ 6 ล้อ สีขาว มีการปล้นรถดาวทอง แต่สุดท้ายเรื่องราวการถูกปล้นก็กลายเป็นเรื่องขบขันเมื่อคนที่อยู่ในเหตุการณ์นำมาเล่าใหม่ ทั้งหัวหน้าไปรษณีย์ พยาบาล ฯลฯ

ผมจำภาพเหตุการณ์ตอนเดินทางไปบ้านน้ำบอใหม่ครั้งแรก แบกเป้เดินทางด้วยเท้าไปตามสันเขา เมื่อเดินทางถึงโรงเรียน เด็กๆ เยอะมาก ครูคนเดียวสอนเด็กนักเรียน 52 คน กลางวันสอนเด็กนักเรียน กลางคืนสอนผู้ใหญ่ แต่เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก เพราะผมเหมือนอยู่โลกใหม่ เรียนรู้วิถีชนเผ่า มีทั้งสุข ทุกข์ อยู่ในหุบเขา อยู่ในหมู่บ้านทางผ่านของผู้ลี้ภัย พ่อค้ายาเสพติด เป็นทางผ่านไปดอยสามหมื่น แต่ความเป็นครูแตกต่างกับเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ ต่างจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหาร ตำรวจ ชาวบ้านรักเคารพครูเหมือนเป็นที่พึ่งของเขา ถ้ามีเหตุการณ์มีปัญหาชาวบ้านจะเชื่อฟังครู ปกป้องครู

มีเหตุการณ์หนึ่งคือลูกศิษย์ของผมป่วย ท้องร่วง พ่อแม่ของเขาร้องไห้และยอมรับสภาพว่าลูกของเขาใกล้ตาย ตอนนั้นเขาจุดธูป ใส่ชุดประจำเผ่า แต่ผมรับไม่ได้จึงของเอาเด็กไปโรงพยาบาล ผมขับรถฮอนด้าดรีมสีขาวคุรุสภา ส่วนพ่อเอาลูกสะพายหลังใช้ผ้ามัดรั้งแล้วซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ เราสามคนเดินทางบนเส้นทางที่เป็นโคลนภูเขาเพื่อพาเด็กไปหาหมอ ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ รถล้ม ผมจับดูเด็กยังมีลมหายใจ แผ่นหลังของผมเปื้อนด้วยน้ำตาของพ่อ พวกเราเดินทางต่อกระทั่งถึงโรงพยาบาล แต่เมื่อถึงโรงพยาบาลเวียงแหง หมอ พยาบาล ช่วยกันปั้มหายใจ แต่สุดท้ายเด็กน้อยก็สิ้นลมหายใจแล้ว

ผมเรียกประชุมทั้งหมู่บ้าน ตกลงกันว่า ทุกวันศีลลีซูผมจะพาชาวบ้านไปขุดถนน ระหว่างที่ชาวบ้านทำงานขุดถนน ผมก็จะไปที่วัดกองลมเพื่อพบกับเจ้าคณะอำเภอเวียงแหง ทางวัดก็จะจัดเตรียม มาม่า ปลากระป๋อง ฝากให้ผมนำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน หลังจากนั้น พวกเราก็กินข้าวด้วยกัน ผมทำแบบนี้หลายปีกระทั่งรถยนต์สามารถเดินทางขึ้นไปในหมู่บ้านได้ สำหรับการเรียนการสอน ผมเน้นเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ภาษาไทย สังคม ช่วงบ่ายก็จะเป็นสร้างเสริมประสบการณ์ ผมพาเด็กๆ ลงไปเล่นน้ำห้วย เด็กบนดอยเก่งอยู่แล้ว จับปลา เก็บลูกมะไฟ เก็บผักกรูดตามลำห้วย ฯลฯ มันมีความสุขหลังกลับบ้านเขาก็ได้ผัก ได้ไม้ฟืน ช่วงกลางคืนก็ก่อไฟทำกิจกรรม ชาวบ้านก็จะมาร่วม ผมจะได้รับความจริงใจ ความงดงาม เรารักผูกพันกัน

ตอนเป็นครูดอยเวียงแหง ผมต้องช่วยเหลือตนเอง นึ่งข้าว หุงข้าว ทำกับข้าวเอง เราเหมือนอยู่โลกคนเดียว พูดภาษาไทยได้คนเดียว แต่ในทุกสังคมมีความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าอยู่จุดใด การเอาเปรียบ ความเป็นชนชั้น มีแทรกอยู่ทุกกลุ่มชน บางเรื่องผมพูดออกมาไม่ได้ แต่ผมเห็นความเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัว ถ้ากลับไปบนดอย ผมจะสอนเรื่องการเอาตัวรอดในสังคมเมือง ชุมชนบางชุมชนผู้คนยังไม่มีสัญชาติ บางสังคมถูกบีบคั้นจากรัฐ สวัสดิการไม่ครอบคลุม ตอนนี้ หมู่บ้านล่มแล้ว ร้าง เหลือคนเพียงไม่กี่ครอบครัว ส่วนที่เหลืออพยพมาอยู่ตัวอำเภอ มีเงินก็มาซื้อที่ดินอยู่พื้นราบ ไม่ต้องไปสู้รบกันอีก ถ้าย้อนเวลากับไปได้ผมอยากสอนให้พวกผมเรียนรู้ความจริงข้างล่างว่ามันเลวร้าย ไม่ได้บริสุทธิ์เหมือนบนดอย หลายคนเข้าเมืองแต่ล้มเหลว สุดท้ายกลับมาแต่งงานกับชนเผ่าของตนเอง

โลกและความขัดแย้งของคนภูเขา

ครั้งหนึ่ง เกิดเหตุการณ์คนของหมู่บ้านลีซูถางป่ารุกล้ำเขตเมืองน้อยซึ่งเป็นชุมชนปกาเกอญอเขตอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดข้อขัดแย้ง หมู่บ้านปกาเกอญอเขตอำเภอปาย ยกพวกมาทั้งหมู่บ้าน นำอาวุธมีด ปืน มาที่หมู่บ้านลีซู เมื่อเดินทางมาถึงผมฐานะเป็นครูก็นำน้ำ อาหาร มาต้อนรับหลังจากนั้นพูดคุยปัญหา จัดการเจรจา หลังจากนั้น ทำบันทึกข้อตกลง ชาวบ้านส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งกับรัฐ แต่ชาวบ้านไว้ใจครู ครูจึงเป็นตัวเชื่อมองค์กรของรัฐ ทั้ง โรงพยาบาล หมอ

อย่างเช่น ‘อะลูมิ เลายี่ปา’ ลูกสาวของภูเขา เป็นเด็กที่เรียนจบปริญญาตรี กลับไปทำงานที่บ้าน ทำโฮมสเตย์ แล้วก็เจอนโยบาย แล้วก็กลายเป็นแกนนำ ประท้วงคัดค้าน ช่วงหลังเริ่มเข้าใจกันมากขึ้น ความขัดแย้งลดลง นโยบายรัฐเริ่มผ่อนปรน มีการประชุม รับฟัง กลุ่มที่เคยถูกกล่าวหาว่าบุกรุกป่าก็กลายเป็นฟันเฟือง ดูแลเรื่องการจัดการไฟป่า รายได้จากโฮมสเตย์ส่วนหนึ่งก็นำมาเป็นกองทุนเพื่อจัดการไฟป่า

การบุกรุกป่าเป็นไปโดยรู้หรือไม่รู้ว่าเป็นเขตป่าสงวน? ความจริงรู้อยู่แล้วว่าแนวเขตป่าเป็นอย่างไรแต่มันเป็นวิถีของชาวเขา ถ้าสมัยก่อนแค่เพียงปลูกข้าวก็ใช้พื้นที่แค่นั้น แต่ช่วงหลังมีเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง เดียวนี้มีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีการขยายพื้นที่ ถ้าปลูกข้าว ถั่ว มะม่วง คงไม่กระทบมาก แต่ตอนนี้เริ่มปรับตัว บางหมู่บ้านที่ปลูกข้าวโพดเยอะๆ มีการขยายพื้นที่ มีปัญหาขัดแย้งตลอด ช่วงหลังชาวบ้านเริ่มปรับตัวได้ เดียวนี้เริ่มปรับการเพาปลูกหลากหลายขึ้น เช่น มะม่วง ลำไย อโวคาโด เมื่อเป็นแบบนี้ก็ย่อมดีต่อภาครัฐ เมื่อมีพื้นที่ก็ไม่ขยาย เขาก็จะดูแลพื้นที่ ซึ่งแตกต่างกับการทำไร่ข้าวโพด

ผมรับความคิดจากประชาไท เรื่องการวิพากษ์รัฐ แต่ผมสังเกตว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีการปรับตัวดีมากขึ้นเพราะถ้าใช้นโยบายแบบเดิมคือการปราบปราม ปิดป่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รังแต่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง บางครั้งเกิดไฟไหม้ เมื่อปรับนโยบาย ผ่อนปรน ก็มีการพูดคุย ถามว่าชาวบ้านอยากสร้างปัญหาหรือไม่ ชาวบ้านไม่อยากสร้างปัญหา เขาพยายามมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา อย่างเช่น การระดมทุนเพื่อเป็นกองทุนในการแก้ปัญหาไฟป่า รัฐต้องทำความเข้าใจ ล่าสุดชาวบ้านเข้าไปเรียกร้องที่ศาลากลาง กฎหมายลูกมีความขัดแย้ง ซ่อนไว้ สุดท้ายแล้ว มันก็คือการเอาคนออกจากป่า มันย้อนแย้ง หลายชุมชนได้รับผลกระทบ พื้นที่แม่ฮ่องสอนทั้งจังหวัดผิดระเบียบ ชุมชนอยู่มาก่อนมีพระราชบัญญัติ ฉะนั้น ชาวบ้านก็ต้องลุกขึ้นเพื่อทวงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่กฎหมายลูกบีบให้เจ้าหน้าที่รัฐทำหน้าที่ แยกคนออกจากป่า

ถ้ารัฐเข้าใจควรจะเข้าไปรื้อโครงสร้าง แนวคิด เพราะมันผิดตั้งแต่ป่าสงวน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ถ้าผมไล่เลียงประวัติศาสตร์ชุมชนมันอยู่มาก่อน ถ้ารัฐเข้าใจแล้วสร้างแนวกั้นเขตให้ชัดเจน แล้วไม่ต้องไปยุ่งแนวเขตชุมชนดั้งเดิม เราอยู่ร่วมกันได้อยู่แล้ว หลายพื้นที่อย่างบ้านกลาง จังหวัดลำปาง เขากั้นเขตพื้นที่ สามารถดูแลป่าได้ดีมาก บ้านกลางอยู่สมัยคาทอลิกแห่งแรกในประเทศไทย เขามีประวัติศาสตร์ แล้วก็มีการประกาศเขตอุทยานเท่านี้ก็เห็นแล้ว่าไม่ใช่

ความจริงแกนนำอยากให้เรื่องถึงผู้บริหาร ปัญหาคือผู้นำระดับประเทศระดับชาติไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาฟังแค่คนบอก ความจริงแล้วไม่ใช่ กฎหมายสามารถแก้ได้ ให้กฎหมายเป็นธรรม คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ เหมือนดอยหลวงเชียงดาว ถูกประกาศโดยยูเนสโก้ว่าดอยหลวงเชียงดาวเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ ของโลก ซึ่งในความหมายหรือบริบท สัตว์ คน ป่า สามารถอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ฉะนั้น เราต้องทำอย่างนั้นให้ได้ แต่เราติดกับกฎหมายเก่าๆ กลายเป็นปัญหาเก่าๆ ซึ่งความจริงมีทางออก การศึกษาหรืองานวิจัยก็รองรับว่า หลายพื้นที่ชาวบ้านสามารถดูแลป่าได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ

นักจดบันทึกสู่นักเขียนสารคดีมือรางวัล

สำหรับงานเขียนหนังสือ ครูดอยสมัยก่อนไม่มีวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ขึ้นบนดอยแล้วเดินทางยากลำบาก เขาก็จะให้ทำงานต่อเนื่อง แต่หยุดยาว 8 วัน ช่วงวันหยุดผมก็จะเดินทางไปร้านหนังสือมือสอง ค้นหนังสือวรรณกรรม เมื่อได้ก็อ่านหนังสือ ช่วงขึ้นไปที่บนดอย ผมจะมีย่าม มีหนังสือ มีสมุดบันทึก ผมเริ่มจากการบันทึก แต่ผมได้รับอิทธิพลทางวรรณกรรม ส่วนบันทึกผมก็เขียนไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่า มันจะนำมาสู่งานเขียน แต่ผมรู้ว่า ผมชอบเขียน

บรรยากาศช่วงนั้นหมาะสำหรับการอ่านมาก เวลาเขียนผมก็จะเล่าให้เห็นบรรยากาศ เขียนไปโดยไม่รู้ว่า มันจะเป็นบทกวี ความเรียง เรื่องสั้น กระทั่งวันหนึ่งผมก็พบกับ วีรศักดิ์ จันทร์ส่องแสง ตอนนั้น เขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เขามีงานเขียนสารคดีลงนิตยสารหลายฉบับ ก่อนหน้านั้น ผมมีเพื่อนที่เรียนราม คือครูเคนกับครูเสือ แล้วก็มาเป็นครูช่วยสอน กินนอนอยู่บ้านบ่อใหม่ ทุกคนรักเขา แล้วเป็นเพื่อเดียวกับ วีระศักดิ์ หลังพบกันผมก็เอาสมุดบันทึกดู เมื่อดูแล้ววัรศักดิ์ก็บอกว่าเป็นบทกวี นั่นเป็นจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นก็แนะนำให้เขียนส่งตามนิตยสารต่างๆ หลังจากนั้นก็เลยจดที่อยู่นิตยสารบทกวีเรื่องสั้น หลังจากนั้น ผมเริ่มเขียนหนังสือส่งไปยังกองบรรณาธิการชาวกรุง สยามรัฐ เนชั่นสุดสัปดาห์ ผู้จัดการ จุดประกายวรรณกรรมกรุงเทพธุรกิจ ผมเขียนส่งไปรษณีย์อย่างเดียว เพราะผมไม่สามารถติดตามได้เลย แล้ววันหนึ่ง ผมก็ได้รับจดหมายจากวีระศักดิ์ จันทร์ส่องแสง

ผมเปิดดู งานผมได้ตีพิมพ์ที่เนชั่น วีรศักดิ์ตัดบทกวีของผมใส่ในซองจดหมายมาให้ ผมรู้สึกตื่นเต้น งานของผมมีคุณค่าเพราะมีคนคุมคอลัมน์ มีคนดูแลคอลัมน์ เช่น ไพรินทร์ ดวงรัตน์ , นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ,คมทวน คันธนู นั่นทำให้ผมได้รับอะไรใหม่ๆ ทำให้ผมอยากเขียน ผมได้เปรียบเพราะผมมีวัตถุดิบเยอะมาก ฉากบนดอยเป็นวัตถุดิบ คลังภาษาของผมมาจากการอ่าน จากการที่ผมไปร้านหนังสือเก่า ผมสามารถหยิบมาใช้ได้ตลอด ทำให้ผมเริ่มขยับมาเขียนเรื่องสั้น ผมเขียนหนังสือลงเนชั่น ตีพิมพ์ในจุดประกายวรรณกรรม เป็นเรื่องประสบการณ์จริง หลังจากนั้น เริ่มเขียนสารคดี

ผมอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เริ่มเจอนักเขียน เริ่มเข้าเมือง พบเจออ้ายแสงดาว ศรัทธามั่น ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมทำให้รู้จักนักเขียนหลายคน อ้ายแสงดาวพาไปเจออ้ายมาลา คำจันทร์ หลังจากนั้น พาไปงานที่สวนทูนอินทร์ของ รงค์ วงค์สวรรค์ ทำให้เจอนักเขียนหลายๆ คน ผมเริ่มสนุก ทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่บนโลกอีกโลกหนึ่ง มันต่างกับโลกของข้าราขการ เมื่ออยู่กับกลุ่มศิลปิน มนุษย์ต้องการอิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ กลายเป็นจุดที่ผมใฝ่ฝัน หลังจากนั้น เมื่อผมอยู่กับกลุ่มนักเขียน ผมตัดสินใจลากออก ตอนที่นั่งรถไฟไปบ่อนอกหินกรูดเพื่อคัดค้านโรงไฟฟ้ากับเจริญ วัฒน์อักษร ไปกับศิลปินทั่วประเทศ ทำให้ผมมองเห็นอะไรได้มากกว่า

ตอนนั้น บัณรส บัวคลี่ ชวนผมทำงานเป็นผู้สื่อข่าวออนไลน์ เขาชวนสมเกียรติ จันทรสีมา มานั่งคุยกับผม หลังจากนั้น คุณสมเกียรติ ก็เป็น บรรณาธิการประชาไท คนแรก ส่วนผมทำงานเป็นผู้สื่อข่าว เราประชุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ โดยมีอาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ เป็นประธานโครงการโดยได้รูปแบบมาจากประเทศฟิลิปปินส์ ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากในเมืองไทย หลังจากนั้น ผมกลับมาผมเขียนใบลาออกจากการเป็นครูดอย เลือกทำงานเป็นนักข่าวประชาไท

ตอนเดินทางกลับจากกิจกรรมของครูตี๋ที่เชียงราย อ้ายไพฑูรย์ พรหมวิจิตร ก็กระตุ้นและผมก็ทราบข่าวว่า มีงานประกวดสารคดี “คนค้นค้น” ของเช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ส่วนอ้ายไพฑูรย์ พรหมวิจิตร ก็แนะนำให้เขียนเรื่องราวของอ้ายแสงดาว ศรัทธามั่น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานส่งประกวดกระทั่งได้รับรางวัล หลังจากนั้น ก็เขียนหนังสือสารคดีรวมเล่มกระทั่งได้รับรางวัล เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ช่วงเวลานั้น ผมมีงานสารคดีลงตีพิมพ์เยอะมาก มีหนังสือรวมเล่ม มันเป็นช่วงเวลาที่ผมสนุกกับงานเขียน นำงานข่าวมาทำเป็นสารคดี ผมเขียนหนังสือลงนิตยสาร เป็นคอลัมนิสน์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี มีงานลงตีพิมพ์ในสารแสงอรุณ นับเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข

การอ่านหนังสือหรือวรรณกรรมทำให้คนเปลี่ยน ทำให้ชุดความคิดของผมเปลี่ยน ผมมองโลก มองสังคมหลากหลายขึ้น กว้างขึ้น มองเห็นความเป็นมนุษย์ได้หลากหลายขึ้น สิ่งที่ผมได้โดยไม่รู้ตัวคือ ความละเมียดละมุนของถ้อยคำ ความอ่อนโยน มีอยู่ในงานวรรณกรรมดีๆ ซึ่งมันมีผลต่องานเขียนของผม ลองสังเกตงานเขียนของผมจะเป็นงานที่ใสซื่อ ไม่มีการประดิดประดอย ทำให้มีกลุ่มผู้อ่านติดตาม

ส่วนการทำงานเป็นบรรณาธิการ ผมกลับบ้านเกิดมาทำนิตยสารเชียงดาวโพสต์ ทำวารสารท้องถิ่น เช่น เทศบาลปิงโค้ง , ทำวารสารมองเมืองนะ เทศบาลตำบลเมืองนะ ทำงานเป็นบรรณาธิการหนังสือหลายฉบับ แต่ด้วยปัจจัยด้านงบประมาณ เรื่องข้อระเบียบ เมื่อยุติบทบาทก็กลับมาทำสวน ทำร้านกาแฟ ที่พัก กางเต้นท์ บางครั้งก็ออกเดินทางและเขียนงานให้ประชาไท ประชาธรรม ซึ่งในช่วงหลัง ผมเขียนหนังสือให้กับวารสารผู้ไถ่ เขียนกับสุวิชานนท์ รัตนภิมล ต่อมาผมเป็นบรรณาธิการฉบับพิเศษและเป็นบรรณาธิการวารผู้ไถ่ยุคสุดสุดท้ายที่เป็นหนังสือ ก่อนจะปรับตัวเป็นวารสารออนไลน์

สำหรับชีวิตของผม ไม่ได้มองอนาคตอะไรมากกว่านี้ ผมเพียงอยากปูพื้นฐานให้ลูกชาย ให้เขาสามารถอยู่ในสังคมหนึ่งได้อย่างปกติสุข เอาตัวรอดได้ สังคมโลกเปลี่ยนแปลงไวมาก ผมไม่ปิดกั้น เขาสามารถเรียนรู้และดูแลตนเองได้ ผมมีฐานที่มั่นของตนเอง สร้างพื้นที่ชีวิตและจิตวิญญาณของผม ผมไม่สามารถบอกอนาคตได้เลย ผมเห็นปรากฎการณ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม แผ่นดินไหว น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม มันไม่สามารถกำหนดได้ ผมต้องตั้งรับให้ได้ ผมยังไม่ได้พูดถึงเรื่องสงครามเลยนะ ผมจะใช้ชีวิตอย่างไรให้อยู่รอดปลอดภัย วิถีของผมมีจิตอาสาอยากช่วยคนอื่น อยากทำให้สังคมดีขึ้น อยากให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เหมือนผมเป็นกลไก ฟันเฟืองเล็กๆ มีกิจกรรมอะไรผมก็เข้าไปช่วย ความสำเร็จในชีวิตของผมตั้งแต่เด็กจนโต ถ้ามองในมุมมองธุรกิจ ถือว่าล้มเหลว เพราะผมไม่รวย

เล่าเรื่องชีวิตศิลปินนักร้องรักแต่งเพลง พยัต ภูวิชัย

0

“เพลง คือ เนื้อร้อง ทำนอง จังหวะ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ คำร้อง คือ ผู้โดยสาร, ทำนอง คือ พาหนะ, จังหวะ คือ เส้นทาง เพลงคือการสื่อสารของอารมณ์ที่ไม่ต้องใช้เท้าเดิน เราร้องเพลงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เราร้องเพลงทางโทรศัพท์สามารถสื่อสารออกไปทั่วโลก หากเราไม่มีท่วงทำนอง ก็ให้คนอื่นสร้างทำนองลงในคำร้องของเรา ถ้อยความคิดจะมีกี่ประโยคก็มีท่วงทำนองได้ บทเพลงคือครู เราแกะลูกโซโล่กีต้าร์ กลอง ถ้าเราแกะคำร้อง แกะความคิด เราจะเข้าใจด้วยตนเองโดยใช้บทเพลงเป็นครู มิว่าจะเป็นชุดคำ ชุดความคิด ชุดดนตรี มันคือการสื่อสารอารมณ์ที่ถูกส่งออกนอก”

ท่วงทำนองการขับร้อง ประสานกับเสียงกีตาร์ของศิลปินรักแต่งเพลง พยัต ภูวิชัย ถ่ายทอดความเศร้า ความเหงา ยียวน เคล้าคลึงความรู้สึกผ่านภาษาเพลง เสียงอันเศร้าสร้อยเนิ่นช้าอย่างตั้งใจในการขับร้อง เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้นักฟังเพลงจดจำสุ้มเสียงของเขา แต่ผลงานการขับร้องมิอาจเทียบเทียมกับเส้นทางศิลปินนักแต่งเพลง หลายผลงานการประพันธ์เพลงของเขา เป็นตำนานบทเพลงของประเทศไทย หมาเศร้า, ยังยิ้มได้, กรุณาฟังให้จบ ยังคงถูกผู้คนกล่าวขานและขับร้อง บนเส้นทางนักแต่งเพลงหลายสิบปีจึงเรื่องราวนำเสนอเป็นบทสัมภาษณ์ ดังนี้

Stairway to Heaven บทเพลงแห่งแรงบันดาลใจในวัยเด็ก

ผมรับอิทธิพลทางดนตรีจากครอบครัว ผมมีพี่น้อง 5 คน เล่นดนตรีทุกคน ตอนเด็ก ผมมองเห็นพี่ชายเล่นกีตาร์เพลง Stairway to Heaven ตอนนั้นผมยังเล่นกีตาร์ไม่เป็น แต่ผมมองรูปร่างนิ้วมือ การจับคอร์ดกีตาร์ มือของเขาแปลกดี ตอนพี่ชายออกไปเที่ยวตามประสาวัยรุ่น ผมจับกีตาร์ขึ้นมาจับคอร์ด Em พี่อีกคนเดินเข้ามาแล้วสอนผมว่า จับคอร์ดกีตาร์ให้แน่น เสียงไม่บอด แล้วใช้มือขวาดีดกีตาร์เป็นจังหวะ นั่นเป็นพื้นฐานการเล่นกีตาร์ ทำให้ผมมี Timing ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการเล่นดนตรี

วัยเด็กผมชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ (Transistor) ตอนผมอายุประมาณ 6 ขวบ เขาจัดประกวดร้องเพลงที่ศาลากลางจังหวัด ผมเดินเท้าไปศาลากลางเพื่อเข้าประกวด ผมเลือกร้องเพลง “เป็นไปไม่ได้” ของวง The impossible ได้รับรางวัลเป็นดินสอ 1 กล่อง ผมคิดว่า ดนตรีอยู่ในสายเลือดของพวกเรา แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู่ว่า เราอยากเติบโตเป็นอะไรเพราะตอนอายุ 9 ขวบ ผมชอบเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ ชอบอ่านหนังสือ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เป็นนวนิยายเรื่องราวจำนวน 12 เล่ม ผมอ่านจนจบ ส่วนพี่สาวก็จะอ่านนิยายประโลมโลก

ผมอายุ 13 ปี เรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผมมีวงดนตรี ผมตีคอร์กีตาร์เล่นกับวงดนตรี เพลงที่ผมแกะเป็นเพลงแรกคือ Stairway to Heaven เพราะเราเคยได้ยิน เคยเห็นวิธีการเล่น พวกเราเล่นดนตรีด้วยกันแต่ก็ไม่นึกว่าจะเล่นดนตรีเป็นอาชีพ หลังเรียนจบผมศึกษาต่อปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งของผมเสียชีวิต ผมร่วมงานศพซึ่งบำเพ็ญกุศลที่วัด หลังจากเสร็จงานบำเพ็ญกุศล พวกเรากลับบ้านนั่งล้อมวงกินเหล้าเล่นดนตรี ขณะกำลังเล่นดนตรี มีชายคนหนึ่งถามว่า เพลงที่กำลังเล่นใครเป็นคนแต่ง ผมบอกเขาว่า ผมเป็นคนแต่งเอง แล้วเขาก็ชวนผมมาทำเพลงด้วยกัน หลังเสร็จสิ้นงานศพประมาณเกือบเดือน ชายคนนั้นเดินทางมาหาผมที่บ้าน เขานั่งคุยกับคุณพ่อของผม พ่อของผมเป็นอดีตนักการเมือง ชอบประพันธ์ กวี กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ทำหนังสือ พวกเขาคุยกันเข้าใจ ชายคนนั้น บอกกับพ่อผมว่า “จะชวนพยัตไปจนด้วย” พวกเราหัวเราะ แต่หลังจากนั้น พวกเราก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมานานหลายปี

ผมออกจากบ้าน เขียนเพลง เรียบเรียง ทำดนตรี กระทั่งบทเพลง “หมาเศร้า” สร้างชื่อให้กับพี่ชาย “แก้ว ลายทอง” กลายเป็นที่รู้จักในวงการดนตรีเพื่อชีวิต นั่นเป็นงานดนตรีชิ้นแรกในชีวิตของผม ผมชอบเขียนกลอนตั้งแต่เด็ก เติบโตเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เขียนเพลง เขียนร้อยแก้ว เริ่มเขียนในสมุดเรียน เขียนกลอนจีบสาว เราชอบเขียนหนังสือ ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนก็อยู่กับเพื่อน ไม่ค่อยได้แต่งเพลง แต่หลังจาก แก้ว ลายทอง ชวนไปทำดนตรี ผมก็ฟังเพลงทุกวัน พวกเราเติบโตกับการฟังเพลง ซึ่งในช่วงนั้น ผมอยู่กับกวี ได้อ่านหนังสือหลากหลาย เริ่มรู้จักใจตนเองว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ช่วงเวลาที่ผมทำเพลง ผมรับทำงานดนตรีให้กับ พิบูลศักดิ์ ลครพล เพราะผมทำกิจกรรม กวี ดนตรี ศิลป์ พวกเรากับเหล่ากวีรู้จักคุ้นเคย กระทั่งผมถูกชวนให้เป็นหนึ่งในสมาชิกวง “มาชารี” ผมและชูเกียรติ ฉาไธสง ทำหน้าที่เรียบเรียงบทกวีของ พิบูลย์ศักดิ์ ลครพล เป็นบทเพลง

“ยังยิ้มได้” บทเพลงชีวิตที่มอบให้ไว้กับภรรยา

ผมกลับไปใช้ชีวิตที่จังหวัดสุพรรณบุรี ทำงานเป็นนักดนตรีกลางคืน 2 ปี ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำเพลง พวกเรามีอุปกรณ์เครื่องดนตรี เราทำเดโมเสร็จก็เดินทางเข้ากรุงเทพ เพราะในช่วงเวลาที่เราทำเพลงให้แก้ว ลายทอง มีคนชอบวิธีการทำงานของเรา ซื้อลิขสิทธิ์เพลงของเรา ว่าจ้างพวกเราให้ทำงานดนตรี พวกเราทำงานเบื้องหลังมานาน อยากทำงานเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง เราทำงานเป็นนักดนตรีกลางคืน เมื่อมีเวลาว่าง ก็ทำงานให้กับ ศุ บุญเลี้ยง เราทำดนตรีบันทึกเสียงในห้องอัดเล็กๆ ผู้บริหารค่ายเพลงได้ยินบทเพลงที่เรากำลังเล่น ทำให้ผมมีโอกาสทำอัลบั้มของตนเอง

น้องคนหนึ่งชวนผมมาทำงานให้กับ บริษัท แกรมมี่ ตอนนั้นผมจะฝึกเขียนเพลงเพราะบริษัทแกรมี่มีนักร้องในสังกัดนับร้อยคน ผมจะได้ฝึกเขียนเพลง แต่การทำงานกับบริษัทแกรมมี่ ไม่เหมือนกับการเขียนบทกวีหรือทำงานศิลปะ บริษัท ต้องมีภาพลักษณ์ความเป็นศิลปิน เราจะขายให้กับใคร ใครเป็นคนฟัง การทำงานมีหลักการบางอย่างที่เราไม่เคยสัมผัส กว่าผมจะทำความเข้าใจก็ใช้เวลา 1 ปี เขียน 100 เพลง ผลงานผ่านเพียง 2 เพลง

ผมนั่งเขียนเพลงให้กับวงกะลาค่ายจินนี่เร็คคอร์ด ผมแก้ไขงานเขียนเพลงหลายวัน เขียนตลอดทั้งคืน ชีวิตผมในยามนั้น ไม่มีอะไรโดดเด่นในชีวิต มีเพียงเพลงกวีฟังยาก เพลงชาวร็อคที่ไม่มีชื่อเสียง ผมทำงาน 3 เดือน มีรายได้ 3,000 บาท ผมนั่งเขียนเพลง ส่วนภรรยาก็กลับจากการทำงาน ล้มตัวลงนอนบนโซฟาด้วยเสื้อผ้าชุ่มเหงื่อ ผมหันมามองภรรยาแล้วคิดว่า ผมจะเลี้ยงเธอได้อย่างไร ผมจึงตัดสินใจเลิกเขียนเพลงให้กับวงกะลา

หลังจากนั้น ผมก็พบกับทางออก “หลายครั้งที่ชีวิตเจอกับปัญหา ทำให้ใจเธออ่อนล้าลงบ้างไหม ฉันถามด้วยความรัก ถามด้วยความห่วงใย ไม่ได้ดูถูกเธอ…” บทเพลงมาพร้อมกัน ทั้งเนื้อร้องและท่วงทำนอง หลังจากผมแต่งเพลงเสร็จ ผมปลุกภรรยาขึ้นมาฟัง ภรรยาของผมห้ามไม่ให้ขายเพลงนี้กับใคร แต่เมื่อผ่านเวลาประมาณหนึ่งปี พวกเราก็ทนกับความจนไม่ไหว ผมจึงบอกกับภรรยาของผมว่า ผมให้ พลพล ร้องเพลงนี้เพราะเสียงของเขาเหมาะ หลังจากนั้น บทเพลง “ยังยิ้มได้” กลายเป็นบทเพลงพลิกชีวิตของผม

ผมเขียนเพลง 100 เพลง ผลงานผ่าน 10 เพลง งานบางชิ้นแม้ไม่ผ่านแต่ก็ถูกเรียกให้แก้ไข ปรับปรุง ผมเขียนเพลงตามใบสั่ง เหมือนสั่งกับผมว่า เพลงที่ผมเขียนต้องได้รับความนิยม กฎเกณฑ์บังคับคงเป็นเรื่อง ความสดใหม่และคมคาย (Piquant) แต่เรื่องราวในบทเพลงยังเป็นการบอกเล่า ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง อกหัก จีบสาว คิดถึงบ้าน ส่วนกลวิธิเล่าเรื่อง (Plot) ก็คล้ายกับการเล่าเรื่องในบทภาพยนตร์หรือบทละคร ผมค้นพบวิธีทำงานของตนเอง การเขียนเพลงเหมือนกับการเขียนลายเซ็น เราต้องมีวิธีจับปากกาในแบบของตนเอง มีมุมมองในการเล่าเรื่อง มีอุปกรณ์การเล่าเรื่อง ต้องคิดอยู่เสมอว่า เราจะมองต่างมุมในเรื่องเดียวกันได้อย่างไร การเขียนเพลงก็เหมือนกับการศึกษา เริ่มจากโรงเรียนอนุบาล เขียนเพลงจนได้ปริญญา เมื่อเขียนเพลงกระทั่งผู้คนชื่นชอบผลงานเพลงก็เปรียบเสมือนเราเรียนจบปริญญาเอก (ดร.)

ตอนผมเริ่มทำงานกับบริษัท แกรมมี่ ชีวิตยังลำบาก ผมได้รับค่าตอบแทนจ่ายเป็นเช็ค 3,000 บาท เขียนเพลงให้เขา เรียบเรียงเพลงให้เขา ได้ค่าเนื้อร้องทำนอง แต่ระหว่างทาง เพื่อนพี่น้องก็ขอให้ช่วยเขียนเพลงบ้าง จ้างเรียบเรียงบ้าง เพลงยังยิ้มได้ก็พลิกชีวิต เราก็ได้ส่วนแบ่งเป็นกอบเป็นกำ เมื่อเรามีแรง มีความหวัง คนก็อยากให้เขียนให้เยอะขึ้น ผมทำงานกับแกรมมี่ 10 ปี ผมลาออกมาสร้าง บริษัท บัตเตอร์ฟลาย มิวสิค ทำเพลงเพื่อชีวิตลูกทุ่ง ทำเพียงปีเดียวก็ลาออก เพราะมีทีมอื่นมาทำงานต่อ เราสร้างศิลปิน 2 คน ตอนนั้นเราทำเอง ลงมือเอง หลังจากนั้น แกรมมี่โกลด์ ชวนผมทำดนตรีให้กับ โกไข่กับนายสน ผมกลับไปช่วยแล้วเพลง “ความคิดถึงกำลังเดินทาง” ก็เป็นที่นิยม ตอนนั้น ผมอยากเขียนเพลงลูกทุ่ง แล้วผมก็มีโอกาสเขียนเพลงให้กับ ตั๊กแตน ชลดา

การเขียนเพลงเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เราทำซ้ำไม่ได้ ผลงานเขียนเพลงจึงใหม่อยู่ทุกวัน แต่วันหนึ่งเผมก็กลับไปใช้ชีวิตในชนบทเพื่อจะมีเวลาให้กับการเขียนเพลง ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่การกับค้าขาย แต่สิ่งที่ติดตัวเรามาในช่วงเวลาของการทำงานกับแกรมมี่คือ พาณิชย์ศิลป์ (Commercial Art) ผมไม่รู้สึกย่ำแย่ ทุกคนที่ผมทำงานด้วยดูแลผม แต่ยุคสมัยก่อนการทำงาน การทำเพลง ผมไม่มีเงิน อย่างซื้อกางเกงยีนส์ตัวละ 500 บาท ไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาทำวง “มาชารี” เราก็เอาเพลงไปขาย เอาเพลงไปร้อง ขายเทปได้เราก็ได้ส่วนแบ่งจากการขายเทปม้วนละ 5 บาท ผมเคยเปิดหมวกขายเทป แก้ว ลายลอง วันแรกขายได้ 99 ม้วน ได้เงิน 4,950 บาท เราก็รู้สึกดี

ยุคเล่นดนตรีเปิดหมวก ความจริงกระจอก พวกเรารวยด้วยวิธีแบบนั้นไม่ได้ แต่ใจเราใหญ่มาก มันเป็นเพียงการเดินทาง มันไม่ใช่อาชีพยั่งยืน ไม่มีใครเปิดหมวกทุกวัน คนสร้างงานต้องมีเวลาไปเรียนรู้อย่างอื่น เพราะมันเปลี่ยนทุกขณะ มันเหมือนดอกไม้ ระหว่างทางชีวิตก็ถูกหล่อหลอม เราโชคดี เมื่อถึงวันที่เราเข้าใจฟ้าก็สว่างแล้ว ทั้งดนตรี วิธีทำงาน เคี่ยวเข็ญกัน มันเป็นการฝึก เป็นการหาสิ่งหนึ่งที่เราชอบ ตัวอย่างเช่นเพลง “ยาใจคนจน” ถ้ามองให้เห็นมุมอื่นก็ถือเป็นแรงบัลดาลใจ เป็นแฟนคนจนแล้วเป็นยังไง หรือชมแฟนคนจน สร้างทำนองเป็นป๊อป แต่ถามว่าเขาเป็นแรงบัลดาลใจมั้ย ตอบว่า เป็น! วิธีการวางความคิด เพลงก็ไม่ซ้ำ บางทีเราจะหาแรงบันดาลใจจากลมฟ้าอากาศมันไม่มีหรอก มันเบื่อ มันซ้ำ แต่บางทีเพลงก็ลอยลมมา เหมือนคนเล่นต่อมุขกัน ต่อกันจบไม่ลง แต่มันคือการฝึกวิธีคิดวิธีเขียนเพลงอยู่ทุกวัน

ในชีวิตของผม ถ้าจะมีอะไรประสบความสำเร็จก็คงเป็นเรื่องเพลง เพลงเป็นสิ่งที่เรารัก เป็นสิ่งที่ทำมาตั้งแต่เด็ก พอเริ่มมีการจ้างงาน พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง จ้างทำเพลง ,ศรีเผือก คนด่านเกวียน ขอซื้อลิขสิทธิ์เพลง ,วงโฮป ขอให้เราเขียนเพลง เราก็สนุกกับการทำงานมากขึ้น มันอาจไม่พอเลี้ยงตัวเองทั้งปี แต่ก็มีมาเรื่อยๆ เราก็คิดว่า เราสามารถเลี้ยงตนเองได้ ความคิดของเราเปลี่ยนไปหมด สำหรับการเขียนเพลงแต่ละแนวเพลง สำหรับนักแต่งเพลง เราสามารถเขียนเพลงได้ทุกแนว สำหรับคนเขียนเพลงมันเป็นวิธีคิดเดียวกัน เปลี่ยนเพียงการเสิร์ฟ เปลี่ยนอุปกรณ์ เปลี่ยนภาษา

พล็อตการเขียนเพลง ก็คือ ใคร ทำอะร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร สามารถเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนกลวิธีเล่าเรื่อง เราจะเล่าเรื่องจากหลังมาหน้า หรือจะตัดกลับไปกลับมา เพราะภาษาไม่เหมือนกับภาพยนตร์ แต่ภาษามีเวลาได้ เมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้ เวลาอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่บางคนเขาเขียนถึงอารมณ์ แต่ลืมเรื่องของ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร การเล่าเรื่องยังต้องมีฉาก มีอุปกรณ์ เช่น เราถูกคนรักบอกเลิกที่ห้างสรรพสินค้า บรรยากาศการเล่าเรื่องก็ต่างจากการถูกค้นรักบอกเลิกกลางทุ่งนา

“เพลง คือ เนื้อร้อง ทำนอง จังหวะ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ คำร้อง คือ ผู้โดยสาร, ทำนอง คือ พาหนะ, จังหวะ คือ เส้นทาง เพลงคือการสื่อสารของอารมณ์ที่ไม่ต้องใช้เท้าเดิน เราร้องเพลงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เราร้องเพลงทางโทรศัพท์สามารถสื่อสารออกไปทั่วโลก หากเราไม่มีท่วงทำนอง ก็ให้คนอื่นสร้างทำนองลงในคำร้องของเรา ถ้อยความคิดจะมีกี่ประโยคก็มีท่วงทำนองได้ บทเพลงคือครู เราแกะลูกโซโล่กีต้าร์ กลอง ถ้าเราแกะคำร้อง แกะความคิด เราจะเข้าใจด้วยตนเองโดยใช้บทเพลงเป็นครู มิว่าจะเป็นชุดคำ ชุดความคิด ชุดดนตรี มันคือการสื่อสารอารมณ์ที่ถูกส่งออกนอก

ถ้าเพลงมีลักษณะเป็นก้อน อาจเป็นก้อนความคิด ก้อนอารมณ์ ตัวอย่างเช่น เรานึกถึงบ้าน องค์ประกอบของบ้านมีอะไรบ้าง รั้ว หลังคา หน้าต่าง เพดาน สารพัดที่เชื่อมโยงกัน เราต้องตั้งธงว่า เพลงของเราจะเดินทางไปไหนในความรู้สึก อันไหนไม่สำคัญเราตัดออก เป็นอุปกรณ์ความรู้สึกเราคัดทิ้ง วิธีสื่อสารของบทเพลงคือ การเขียนน้อยแต่ได้มาก เขียนเพลงด้วยเวลาน้อยแต่ได้เยอะ”

เขียนความรู้สึกลงในบทเพลง

บทเพลงต้องมีความรู้สึก แต่เราจะพูดอย่างไร จะเล่าอย่างไรให้คมคาย ถ้าพูดถึงเรื่องพล็อต (Plot) มันกว้างมาก แต่หากเขียนเพลงเรื่อยๆ มันจะเป็นไปตามสันดาน คล้ายกับเวลาที่เราฟังเรื่องตลก เราก็จะรู้ว่า คนนี้เล่าเรื่องตลก คนนี้เล่าเรื่องไม่ตลก นั่นคือความคมคาย เรื่องเดียวกันแต่เล่าไม่เหมือนกัน ลีลาการกใช้ภาษา ลีลาการขยายความ ดนตรีไม่มีความแตกต่างในเรื่องเล่า แต่เราต้องรู้ว่า เรากำลังทำอะไร เรากำลังเสิร์ฟอาหารให้กับใคร

ดนตรีก็คือสันดาน แต่ละแนวดนตรีมีความไพเราะ ผมทำในสิ่งที่ผมชอบ ศิลปินกับนักดนตรี ก็เหมือนกับ คนขับอาขยานกับคนท่องอาขยาน คนขับอาขยานออกมาจากวิญญาณ มันคนละอย่าง ดนตรีก็คือเราเล่นดนตรีตามสันดานตนเอง เล่นตามสิ่งที่ตนเองชอบ เล่นให้สนุก เล่นให้เศร้า เวลาแกะเพลงเป็นยังไง ความรู้สึกต้องเป็นแบบนั้น เพราะตอนสร้างบทเพลงมันเป็นแบบนั้น หรือบางวันนึกสนุกก็แปลงอารมณ์ของเพลง มันก็เป็นเรื่องของอารมณ์ แต่เราก็ต้องจริงกับมัน รักมัน

เราสอนเขียนเพลง เราไม่ได้สอนให้เป็นแบบ พยัต ภูวิชัย เราสอนวิธีคิด ส่วนจะคิดอย่างไรก็เป็นไปตามสันดาน เพราะมีประตูอีกเป็นล้านๆ บาน หากุญแจให้เจอ ถ้าเปิดประตูบานนี้ไม่ได้ ไม่โดน ไม่สวย ไม่สนุก ก็เปิดประตูบานใหม่ อย่าซ้ำซากอยู่กับทางเข้าออกเดิมๆ ถ้าคิดได้ ก็เหมือนกับการใช้ชีวิต แต่ถ้าใจเราไม่นำทาง เราก็ย่ำซ้ำอยู่ที่เดิม เราบอกอยู่ตลอดว่า ทำให้ใหม่อยู่เสมอ ใหม่สำหรับตัวเรา เช่น คำบางคำเราไม่เคยใช้เราก็ทดลองใช้ ผมเขียนเพลงทุกวัน ผมดูออกว่าบทเพลงเหมาะกับใคร เพราะเราถูกฝึกให้มอง เช่น นักร้องคนนั้นเสียงเป็นแบบนี้ แฟนคลับของเขาชอบกินลาบ หรือแฟนคลับเขากินสเต็ก แต่งตัวแบบนี้ มีนิสัยแบบนี้ มันบอกอยู่แล้วว่า เขาต้องการทำอะไรในสันดานของเขา ถ้าไม่มีสันดานเราก็ต้องปั้นให้เขา อย่างเช่นเ ราบอกกับศิลปินว่า จีบหนุ่มอีสานหน่อยสาวเหนือ แค่นี้เขาก็ไม่เคยแล้ว เป็นความรู้สึกใหม่ แต่ก็ใช้วีธีการที่เป็นตัวเขา เคลื่อนย้านมูฟเม้นต์ความคิด

การเขียนเพลงการเขียนบทกวีคือการเดินทาง

ผมเขียนเพลงประมาณ 1,000 เพลง เขียนวันละ 1 เพลงเป็นอย่างน้อย ซึ่งบางเพลงเป็นเพลงที่โลกไม่รู้จัก ถ้าย้อนกลับไปในวันเริ่มต้น เรามองเห็น พิบูลศักดิ์ ลครพล เขียนบทกวี มองเห็น เนวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เขียนบทกวี เราก็อยากเขียน เราอยากเป็นนักเขียน แต่เราเขียนเพลง แต่เราไม่ได้ฝักใฝ่การออกหนังสือ แต่เรายังเขียนอยู่ บางวันมีอารมณ์ก็ยังเขียนอยู่ บางวันก็บอกตนเองว่า เขียนสักบท จะเขียนอะไร ส่วนใหญ่ก็พระอาทิตย์ขึ้น

พระอาทิตย์ตก ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องงานศพ เขียน 60 ศพ ก็จะไม่ซ้ำกัน บทกวีหรือบทเพลง เป็นการนึกสนุกเขียน จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเป็นเรื่องข้างหน้า แต่เราต้องมีเป้าหมายว่าจะไปไหน เช่น อยากไปเชียงใหม่ เดินไป ขึ้นรถไฟ ขึ้นเครื่องบิน ปั่นจักรยาน แต่ต้องมีความคิดก่อน เฮ้ย ! อยากไป ร่างแผนที่ เตรียมอุปกรณ์การเดินทาง เราไม่ได้เขียนพล็อต กวีใครเขียนพลีอต? ตั้งแต่เล่น Facebook เราเขียนบทกวีในโทรศัพท์ตลอด เพราะมันแก้ไขง่าย สดใหม่ เห็นอารมณ์ทันที ผมว่ามันโชว์สันดาน โชว์สิ่งที่รู้สึก

เราฟังเพลงตั้งแต่เด็ก สมัยก่อนมีแต่วิทยุ สมัยก่อนเพลงไม่ดังวิทยุไม่เปิด เราก็โชคดีที่ได้ฟังเพลงซึ่งเป็นที่นิยมหลายเพลง ความดังคือป๊อปเซ้นต์ที่ติดตัวอยู่ เมโลดี้ฝังอยู่โดยไม่ต้องไปเรียน แต่บางคนก็ชอบโฟร์ค เขาสามารถหยิบสิ่งที่เขาเคยได้ยินมาอยู่ในโฟร์คของเขา ภาษาเพลง ภาษากวี ภาษาสื่อ เหมือนกัน ใครมีลายมือแบบไหนก็ลายมือแบบนั้น สำหรับการสร้างเมโลดี้แล้วนำเนื้อเพลงใส่ เป็นปัญหาของนักแต่งเพลงที่เขาต้องเรียนรู้ ตอนอยู่แกรมมี่ มีคนจำเมโลดี้แล้วเขียน แต่สำหรับผม ใครร้องเพลงนี้ เราสามารถเล่าเรื่องอะไรในบทเพลงได้ ดนตรีเขาแบบไหน Rock หรือ Pop

ดนตรีกับการเขียนเพลงเป็นอาชีพของผม เพราะผมประกอบอาชีพอื่นไม่เป็น ความจริงจัง การกัดฟันสู้ ทุกเพลงที่เราทำคือเดิมพันชีวิต แต่เราต้องเอาชนะตนเองก่อน คือต้องเขียนเพลงให้ตนเองชอบก่อน ต้องให้คนที่สั่งให้เราเขียนเพลงชอบ แต่เราคิดถึงนักร้อง เขาต้องชอบเพลงที่เราเขียน ถ้าคนฟังไม่ชอบก็ถือเสมอตัว แต่จะมีกี่คนมานั่งทำเรื่องพวกนี้ให้เป็นสันดาน (นิสัย) มองให้ถ้วน มองให้สุด ค่อยเขียน ขัดเกลาถ้อยความระหว่างเขียน

สำหรับสันดาน (นิสัย) การเขียน ไม่เกี่ยวกับการเขียน เพราะสันดานมีมาแต่เดิม ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึกเขียน เปรียบเทียบสันดานเเหมือนกับการที่แม่ใช้เราตำข้าวคั่วเวลาทำอาหารในวัยเด็ก ตำข้าวคั่วไม่ละเอียดแม่ก็ด่า คนเขียนเพลงก็เช่นเดียวกัน ถ้าคนเขียนเพลงไม่ละเอียด หั่นหอมไม่ละเอียดหรือตำข้าวคั่วไม่แหลก เมื่อทำอาหารก็ไม่อร่อย ถ้าข้าวคั่วตำแหลก รสชาติอาหารก็นัว อร่อย นั่นละคือสันดาน ไม่มีใครสอนใครได้ เพราะยุคปัจจุบัน ใครมีโทรศัพท์ก็เป็นครู ในโลกโซเชี่ยล โลกตื่นแล้ว

คนรุ่นใหม่ที่อยากเขียนเพลงมีมากมาย พวกเขาเป็นคนเก่งมาก เมื่อนำมาเทียบกัน ผมกลายเป็นคนขี้เหร่ ผมเพียงเอาชีวิตรอดในงานของตนเอง แต่ผมภาวนาให้นักแต่งเพลงรุ่นใหม่ เขียนเพลงได้ดีทุกเพลง คมคายได้ทุกเพลง นักแต่งเพลงรุ่นใหม่หลายคนสามารถแต่งเพลงได้คมคายต่อเนื่องกันนับ 20 เพลง ผมให้กำลังใจเขา สำหรับผม หากไม่ฝึกฝนก็จะกลายเป็นเหมือนไดโนเสาร์ เพราะเราพยายามจะอยู่กับสิ่งที่เราชอบบนโลกที่กำลังหมุนไป ผมอยากเขียนเพลงที่ผมชอบและคนฟังก็ชอบ

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กับการเดินทางถึงศิลปะอันบริสุทธิ์

0

“มีประโยคหนึ่งที่ จ่าง แซ่ตั้ง สอนเรา คือ “เราต้องทำด้วยความรู้ของเรา ไม่ได้ทำด้วยความรู้ของคนอื่น” คือถ้าเราทำด้วยความรู้ของคนอื่นเหมือนเรากินอาหารแล้วไม่ได้ย่อยไม่ได้ดูดซึม เหมือนรับมรดกแล้วใช้ ไม่ได้เอาเงินไปงอกเงย พออาจารย์ปัดภาพ เราก็ตั้งคำถามขึ้นมาเลยว่า “แล้วเราจะพบตัวตนได้ยังไง” ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งไม่เจอ ยิ่งค้นพบ ก็ยิ่งไม่เจอ ทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่า เจอตัวตนหรือยัง”

ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2559 มีผลงานด้านจิตรกรรม ผลงานด้านการประพันธ์เพลง บทกวีนิพนธ์ ชีวิตวัยเยาว์เติบโตในสิ่งแวดล้อมอันเอื้อต่อการเป็นศิลปิน เกิดในหมู่บ้านอันอุดมสมบูรณ์ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ลุง ป้า น้า อา ญาติพี่น้อง เล่นดนตรีวงปี่พาทย์ แตรวง สตริงคอมโบ้น้าชายเป็นช่างปั้นพระพุทธรูป แกะสลัก วาดภาพ เมื่อย้ายถิ่นฐานสู่ดินแดนแห้งแล้ง จิตใจศักดิ์สิริ วัยเยาว์โหยหาศิลปะ เขาวาดภาพ อ่านหนังสือ เลือกเรียนศิลปะที่โรงเรียนเพาะช่าง ฝากตนเป็นศิษย์ จ่าง แซ่ตั้ง เดินทางสู่เส้นทางแห่งความเป็นศิลปินและสามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการครูโรงเรียนชุมแสงเจริญวิทย์ กระทั่งบทกวีนิพนธ์ “มือนั้นสีขาว” ได้รับรางวัลซีไรต์ พ.ศ. 2535 เขาจึงเป็นศิลปินอิสระ

สิ่งแวดล้อมอันเอื้อต่อการเป็นศิลปิน

ผมเป็นลูกเจ้าพระยา พ่อแม่อยู่กับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นลูกแม่น้ำเจ้าพระยามาตั้งแต่กำเนิด แต่เกิดที่จังหวัดชัยนาท อำเภอสรรพยา ตำบลพระยา แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นมหานทีของประเทศไทย ตั้งแต่ภาคเหนือลงสู่อ่าวไทย แต่ช่วงที่แม่น้ำผ่านบ้านพ่อบ้านแม่ เขาได้สร้างหาดทรายยาวประมาณ 1 กิโลเมตร กว้าง 200-300 เมตร เป็นหาดทรายขาวสะอาดเนื้อละเอียด ทรายเนียน เมื่อนั่งหาดทรายมองไปฝั่งตรงข้ามจะมองเห็นป่าสูงเป็นแนว พอหันไปมองฝั่งที่ตนเองก็จะมีบ้านเรือนอยู่ปลายแม่น้ำ ต้นยางเป็นหมือนภูเขา ขึ้นหนาแน่น สูงเหมือนทิวเขา ต้นยางนาใหญ่ๆ เป็นภาพความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือน มิเพียงภาพ แต่ยังมีเสียง มีวัด วัดจะเปร่งเสียงงานบุญ งานบาป งานมงคล งานศพ ทำให้เรารู้สึกว่า แม่น้ำที่ไหลผ่านมีชีวิตชีวามากๆ

เมื่อเติบโตขึ้นผมก็ย้ายครอบครัวมาอยู่จังหวัดนครสวรรค์ แต่ภาพความทรงจำในวัยเยาว์ทำให้เรารู้สึกว่า เราต้องกลับไปบ้านเกิดอยู่เสมอ เมื่อเติบโตก็มาปลูกบ้านที่นครสวรรค์ริมแม่น้ำยม เหมือนภาพความทรงจำในวัยเยาว์ มีแม่น้ำอยู่หน้าบ้าน มีหาดทราย มีต้นยาง เราไม่รู้ตัวว่าเราโหยหาบ้านเกิด บ้านปัจจุบันก็จำลองมาจากบ้านเกิด เรารู้สึกหมือนอยู่ที่บ้านเกิด เป็นความมหัศจรรย์ของความรู้สึกที่ฝังมาในวัยเยาว์

บ้านตาบ้านยาย บ้านพ่อแม่ที่จังหวัดชัยนาทเป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวศิลปิน ลุงมีวงปี่พาทย์ น้ามีวงปี่พาทย์ มีแตรวง น้าอีกคนก็มีวงดนตรีสตริงคอมโบ เล่นทั้งดนตรีไทย ดนตรีสากล วัยเยาว์เราได้นอนเปลญวนอยู่ใต้ถุนบ้านที่วงดนตรีปีพาทย์กำลังตีระนาด ส่วนบ้านลุงที่อยู่ตรงข้ามก็ตีระนาด เสียงเหล่านี้บ่มเพาะเรากระทั่งอยู่ในจิตวิญญาน เป็นความประทับใจที่เอื้อมากๆ ทำให้เราเติบโตมีชีวิตเกี่ยวข้องกับศิลปะ น้าชายปั้นพระ ทำว่าวสวยๆ แกะสลัก วาดรูป วาดภาพในโบสต์ ปั้นพระองค์ใหญ่ เรามองเห็นภาพเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก เราเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเป็นศิลปิน

เมื่อย้ายมาอยู่นครสวรรค์ บ้านดอน กันดารมาก หน้าแล้งต้องขุดดินลงไปหลายเมตรเพื่อหาน้ำ แล้วต้องเอาเชือกผูกกระป๋องหย่อนลงไปตักน้ำ กว่าจะได้น้ำขึ้นมาใช้ ภาพมันตัด (Contrast) ตรงข้ามกันเลยกับบ้านเกิด ความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้น เจอความกันดาร แต่ความแห้งแล้งทำให้เราโหยหาบ้านเกิด บ้านเกิดมีดนตรี มีวัดวาอาราม มีเรือนแพ มีเรือยนต์ มีเสียงปี่พาทย์ราษฎร์ตะโกน มีภาพปั้น มีว่าวสวยๆ มีเพลงพื้นบ้านซึ่งยายก็เป็นแม่เพลง เมื่ออยู่ในที่ขาดแคลนอะไร จิตใจเรายิ่งโหยหาบ้านซึ่งหมายถึงบ้านของศิลปะ เป็นบ้านของความสวยงาน บ้านของความอบอุ่น ทำให้เรามีหัวใจที่รักศิลปะมากขึ้น เพราะเรากำลังอยู่ในสถานที่ไม่มีสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว แม้แต่ใบโปสเตอร์หนัง เมื่ออายุ 12 ปี โรงหนังเอาโปสเตอร์หนังมาติดโฆษณา เราจะรีบลอกโปสเตอร์ตอนแป้งเปียกยังไม่แห้ง เพราะเราจะเอารูปโปสเตอร์มาวาด วาดรูปดารานักแสดง สมบัติ เมทะนี, มิตรชัย บัญชา, เพชรรา เชาวราช เพราะเราโหยหาสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ เสียงเพลง การปั้น การวาด ทำให้เราต้องเข้าไปหา

ยุคสมัยก่อนที่อำเภอไพศาลี มีวิกหรือโรงหนัง มีช่างวาดภาพโปสเตอร์ เราก็จะขลุกอยู่กับช่างวาดภาพ เรียนรู้การวาดภาพ เมื่อคิดถึงบ้านเกิดเราก็โหยหาเสียงระนาด บางสิ่งบางอย่างมันขาดหายทำให้เราสนใจ การอ่าน การเขียน การวาด การปั้น ศิลปะทุกแขนง แต่ที่นั่นไม่มีอะไรเลย ส่วนที่บ้านเพื่อนมีหนังสือการ์ตูน ราช เลอสรวง สิงห์ดำ, พ.บางพลี อัศวินสายฟ้า ,เบบี้ หนูจ๋า อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นหนังสือการ์ตูน บางทีอาจจะต้องเดินถึง 3 กิโลเมตร เพื่อไปอ่านการ์ตูน เดินไปวัดเพื่อไปดูภาพชาดกหรือภาพทศชาติ ไปดูลายปูนปั้นที่โบสต์ซุ้มประตู เราโหยหาอย่างนั้น

เราเติบโตจากหนังสือบางเล่ม ซึ่งยังจำได้ว่า หนังสือปกหลังวาดด้วยฝีมือ เหม เวชกร เป็นภาพประกอบวรรณคดี ต่อมาก็มีจักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่วาดอิเหนาในวรรณคดีขุนช้างขุนแผน ท่านวาดผู้หญิงได้งามมากๆ แม้แต่วาดผู้ชาย ผุ้ชายก็งามมากๆ วาดภาพ จินตะหรา บุษบา นางพิมพิลาไลย เราอยากเป็นอิเหนา เราเติบโตจากนิตยสาร จากโบสต์ จากวัด ใครร้องรำทำเพลง เราก็จะไปดู สมัยก่อนเขามีรำโทน เมื่อได้ยินเสียงกลองไกลๆ ห่างหลายกิโลเมตร สมัยก่อนไม่มีไฟฟ้า เราก็จะไปดูลิเก เวลาเขาแห่นาค แตรวง วันสงกรานต์ เราก็อดไม่ได้ที่จะไปชม ศิลปะหลายแขนงอยู่ในความสนใจของเรา ครอบครัวของเรามีศิลปะครบทุกแขนง แม่กับน้าชายเล่นหุ่นกระบอกสร้างโรงเชิดหุ่นกระบอกสูงหลายเมตร น้าทำหุ่นกระบอก น้าเชิดหุ่นกระบอก แม่พากษ์เสียงหุ่นกระบอก บางทีเราก็ขึ้นไปนั่งอยู่ข้างบนโรงละครกับน้ากับแม่ เราเกิดมาเป็นแบบนี้โดยไม่ต้องมีพรสวรรค์ ไม่ต้องมีแรงบันดาลใจ นี่คือวัยเยาว์

วัยเยาวห์วัยแห่งการโหยหาศิลปะ

ตอนย้ายมาอยู่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อ 67 ปีก่อน พ่อกับแม่นั่งเรือผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เดินทางด้วยเรือมาที่ปากน้ำโพ จากนครสวรรค์นั่งรถลากซุงลากไม้ถึงอำเภอท่าตะกั่ว พ่อแม่พานั่งช้างเข้าไปที่อำเภอไพศาลี เมื่ออยู่ที่นครสวรรค์ พ่อแม่ก็สร้างโรงเรียนเอกชน เป็นเจ้าของกิจการโรงเรียน แต่อย่านึกถึงโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ ให้คิดถึง หนุ่มสาวคู่หนึ่งมีลูกเล็ก บุกเบิกป่าอาศัยวัดสร้างโรงเรียนหลังคามุงแฝก ไปตัดไม้กันเองในป่า ชักลากมาสร้างอาคารเพื่อให้ชุมชนมีโรงเรียน ใช้เวลา 20-30 ปี ถึงเป็นรูปอาคารเต็มรูปแบบ เริ่มแรกก็จดจำได้ว่า เราเรียนในโรงเรียนที่ไม่มีแม้แต่ข้างฝา พื้นห้องเรียนเป็นพื้นดินอัดแน่น เราเรียนชั้นประถมศึกษาของพ่อแม่ตนเอง ตอนเรียนชั้นมัธยมยังจำได้ว่าเราต้องเรียนหนังสือบนโรงลิเก

เรื่อง เพลง บทกวี ศิลปะ เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เรานั่งในโรงลิเกตั้งแต่เด็ก กลอนลิเกเราก็ได้ยินตั้งแต่เด็ก อยู่บนบ้านเขาก็อ่านหนังสือ ป้าเราก็ท่องรจนา ป้าท่องรจนาได้เป็นเล่ม เดียวน้าก็เอาซออู้มาสี ลุงก็ซ้อมระนาด หลวงลุงก็เป็นเจ้าอาวาส มีเทศน์มหาชาติอะไรเราก็ได้ยินโครงกลอนอยู่ตลอดเวลา เวลาอาบน้ำแม่ก็จะร้องเพลง แม่ชอบร้องเพลงเวลาอาบน้ำ แต่อย่าไปนึกถึงห้องน้ำที่มีฝักบัว แต่นึกถึงห้องน้ำที่มีโอ่งเวลาอาบก็เอาถังตักน้ำจากโอ่งขึ้นมาอาบ

โครงกลอน วรรณคดี อยู่ในชีวิตประจำวันเพราะพ่อแม่เป็นครู ที่โรงเรียนพ่อแม่ก็มีวรรณคดีสำคัญของประเทศทุกเล่มอยู่ในตู้ สำนักพิมพ์ต่างก็มาขายหนังสือที่โรงเรียน วรรณคดีเก่าๆ มีครบหมด อ่านรู้เรื่อง อ่านไม่รู้เรื่อง แต่เรารู้จักหมด เราอ่านหนังสือไม่ได้น้าชายก็ท่องให้ฟัง ป้าก็ท่องให้ฟัง เมื่อเราเติบโตเราก็ชอบภาษาไทย ชอบท่องอาขยาน ผมอายุ 67 ปี แต่ยังสามารถท่องอาขยานชั้น ป.4 ได้ถึงทุกวันนี้โดยไม่เคยลืมเลือน มันไม่ใช่เรื่องพรสวรรค์แต่เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องศีล เป็นเรื่องของชีวิต จับปากกาก็รู้สึกว่า แต่งกลอนมันง่ายไปหมด เพราะเราฟังกลอนลิเกมาตั้งแต่เด็ก

น้าชายมีวงสตริงคอมโบ้ ร้องเพลงลูกทุ่งมาตั้งแต่เด็ก เพลงลูกทุ่งเป็นที่รวมของฉันทลักษณ์ ลองฟังเพลงสมัยก่อนว่ามันสละสลวยขนาดไหน ฉะนั้นไม่ต้องอาศัยพรสวรรค์หรือพรแสวง เราจะเป็นแบบนั้นเอง มันเป็นทฤษฎีสิ่งแวดล้อม เหมือนลูกลิงขึ้นต้นไม้ ลูกไก่คุ้ยเขี่ย ดังนั้น สิ่งแวดล้อมที่ดีช่วยเรา ดังนั้น เราควรทำตัวเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีของกันและกัน ก็จะเกื้อกูลกัน

นักแต่งกลอนของเพื่อนร่วมชั้น

เมื่อเรียนชั้นมัธยมก็เป็นหนุ่ม เราวาดรูปเป็นการใหญ่ แต่งกลอนเป็นการใหญ่ คนเราบอกว่า “เมื่อคนมีความรักจะเป็นกวี” ฝีมือที่ฝึกฝนวาดภาพจากโปสเตอ์หนังเริ่มใช้งานมากขึ้นเพราะเริ่มชอบสาวๆ ยุคสมัยนั้น ไม่มีรูปถ่าย เรามองแล้วก็จำ จำ แล้วก็วาด ยุคสมัยนั้น เราวาดภาพเป็นร้อยๆ แต่งกลอน แต่งเพลง ให้ผู้หญิง ตอนเรียนชั้นมัธยมครูให้แต่งกลอนประกวด เพื่อนแต่งกลอนไม่ได้ เขาก็จ้างเราแต่ง เลี้ยงข้าว ให้สตังค์ ให้ขนม เราแต่งกลอนให้เพื่อนร่วมชั้นเกือบครึ่งห้อง เมื่อผลการประกวดออกมา ผลงานของเราได้อันดับที่ 4 ที่ 5 ส่วนของเพื่อนที่เราแต่งให้ได้อันดับที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 แต่ด้วยความรู้สึกว่า ตนเองเป็นคนแต่งแต่ไมได้รับชื่อเสียง ก็เลยพยายามพูดแดกดันให้รู้ว่าเราเป็นคนแต่ง

ต่อมา ครูเรียกมาตักเตือน เราโดนครูดุแต่ก็สะใจ ครูยินดีแล้วก็ชม แต่ก็ถามว่า กลอนบทนี้ดีเกินไปเราไปลอกใครมาหรือเปล่า เขาก็เห็นว่า เราชอบอ่านนิตยสารชัยพฤกษ์ อ่านวรรณคดี กระทั่งไม่มีใครเชื่อว่าเราเป็นคนแต่ง เหมือนกับว่า เราเก่งเกินไป แต่เราก็สะใจที่ไม่มีใครเชื่อว่าเราเป็นคนแต่ง ปลึ้มใจ เพราะเป็นบทกลอนที่ออกมาเกินเด็ก เกินวัย เพราะเราอ่านหนังสือเกินวัย ชีวิตเราเป็นแบบนั้น ตอนนั้นเป่าขลุ่ย จับกลุ่ยมาเป่าเป็นเพลง ผู้ใหญ่เขามองเห็นเป็นปกติ แต่เขาก็ไม่ได้มองว่าเป็นอัจฉริยะ เราเกิดมาแบบนี้ เหมือนโมทซาร์ท 6 ขวบ เดินสายเล่นดนตรี พ่อเป็นนักดนตรี ถ้าโมทซาร์ทเกิดที่อื่นเขาก็อาจสีไวลินไม่ได้ ฉะนั้น การที่เด็กคนหนึ่งแต่งกลอนกระทั่งใครไม่เชื่อว่า แต่งเอง ไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์แต่อย่างใด

“โอ้นวลคลางนางครวญกำสรวญเศร้า ได้ยินเจ้าครวญครางไม่สร่างเสียง สะอึกโศกสะอื้นซ้ำ ..” แค่วรรคแรกเขาก็ไม่เชื่อแล้วว่าเด็กอายุ 11-12 ปี เป็นคนแต่ง อีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งยังจดจำก็คือเมื่อตอนอายุ 60 ปี เจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนหนังสือซึ่งเราเคยแต่งกลอนให้เขา เขาเดินตามแล้วก็ถามว่า “ไวท์หรือเปล่า” แล้วก็บอกว่าจำเรา “ประทีป” ได้มั้ย เพื่อนเก่าสมัยเรียน แล้วเพื่อนก็บอกว่า จำได้มั้ยว่าเธอแต่กลอนว่าเรา “ขนรักแร้ยาวกว่า 15 โยชน์ ใส่ท้องนาง10 โกฐ กระโดดโหยง แหบหัวเราะจนก้องท้องพระโรง ขี้มูกโป่งเปื้อนเปรอะเลอะเต็มรู” พอพูดจนเราก็กอดกัน เป็นความประทับใจที่ได้เจอเพื่อนเก่า กลอนบทนั้นยังอยู่ในตัวเรา อยู่ในความทรงจำของเขา

ชีวิตนักเรียนศิลปะโรงเรียนเพาะช่าง

ผมเรียนจบมัธยมต้นก่อนคนอื่น 2 ปี เพราะเรียนในโรงเรียนของพ่อกับแม่ ตอนอายุ 14 ปี ผมเรียนเพาะช่าง ผมไม่เคยคิดจะเรียนที่อื่น รู้จักเพาะช่างจากหนังสือนิตยสาร เพราะอาจารย์ เฉลิม นาคีรัตน์ ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ผมเรียนโรงเรียนเพาะช่างอาศัยอยู่วัดมหาธาตุที่ท่าพระจันทร์ เป็นเด็กวัด 5 ปี ตอนแรกเรียนรวม ปี 4-5 เรียนจิตรกรรมสากล คือเรียนวาดรูป เรียนศิลปะร่วมสมัย ระหว่างเป็นหนุ่ม ก็เป็นเด็กวัด ไม่มีความรัก ไม่มีอะไร วาดรูปอย่างเดียว มีเงินก็จะใช้เงินเพื่อการซื้ออุปกรณ์วาดภาพ ไม่มีโอกาสพาสาวไปดูหนัง เวลาจะกินก็ไม่อยากกินเพราะต้องการเอาเงินไปซื้ออุปกรณ์วาดรูป กินข้าวมื้อหนึ่งช่วงเช้า กลางวันเพื่อนเลี้ยง บางทีแม่เพื่อนขายกล้วยแขกก็เอากล้วยแขกมาฝาก เราก็กินกล้วยแขก กินมันทอด หมกมุ่นอยู่กับการวาดภาพ

โชคชัย ตัดโพธิ์ รุ่นพี่แนะนำให้อ่านหนังสือดีๆ เราก็เข้าไปในโลกของหนังสือ โลกวรรณกรรม เรานึกถึงเพียงเท่านั้น ติดตรึงตรากลายป็นความรักอยู่ข้างใน เมื่ออยู่เพาะช่างเริ่มมีตัวตน เริ่มแข่งขันกัน เราก็ตั้งกลุ่ม แลกเปลี่ยนการวาดรูป มีนิทรรศการแสดงงานศิลปะ มีการอภิปลายก็ไปฟังกัน เรารู้จักกันมากขึ้น มีโอกาสไปพบศิลปิน เช่น ประเทือง เอมเจริญ ,ถวัลย์ ดัชนี ,จ่าง แซ่ตั้ง เราหมกมุ่นกับศิลปะ วาดรูปกันทั้งวัน เจอกันตามคลองหลอด หัวลำโพง ปากคลองตลาด บางทีก็เดินทางไปกันตั้งแต่ตีสี่เพื่อสเก็ตภาพ ส่วนเรื่องความรักอยู่ข้างใน อยู่ในใจ จะรักใครก็ได้แต่แอบรักเพราะไม่ตังค์พาเขาไปเที่ยวไดมารู ( Thai Daimaru : ห้างสรรพสินค้าระดับตำนานของประเทศไทย หนุ่มสาวแห่งยุคสมัยมักชวยกันไปเดินห้างสรรพสินค้าเพื่อพลอดรัก เปิดให้บริการ ระหว่าง พ.ศ.2507 ถึง พ.ศ. 2543 )

ข้อดีของโรงเรียนเพาะช่าง คือ มีเสาหกต้น มีห้องสมุดที่แคบ แต่มีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะทั่วทั้งโลก ผมใช้เวลาทั้งวันหมกมุ่นอยู่ในห้องสมุด เปิดดูงานศิลปะทั้งโลก มันเป็นการสอนตนเองโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย เราดูดื่มด่ำเข้าไปในชีวิต ทีนี้เมื่อดื่มดำมันก็ออกมาทางทักษะ เราก็วาดรูปภาพเก่งเหมือนฝรั่ง เมื่อเก่งขึ้น ก็ส่งภาพประกวด เมื่อคนไหนเก่งก็จะได้รางวัล เมื่อได้รางวัลก็เป็นอัตตา เป็นปมเขื่อง เมื่อเริ่มมีผลงาน มีรางวัลมากขึ้น ก็หลงตัวเองว่าเก่ง มีอยู่วันหนึ่งรุ่นพี่ก็พาไปหา จ่าง แซ่ตั้ง เพื่อนก็หอบรูปไปอวดกันเพราะท่านจะได้เห็นว่าเราเก่ง จะได้รับเราเป็นศิษย์ เราก็เอารูปไปโชว์

เรียนรู้วิถีศิลปินแบบ จ่าง แซ่ตั้ง

เมื่อนำรูปภาพไปอวด จ่าง แซ่ตั้ง ก็มองหน้า แล้วก็ใช้มือปัดภาพ แล้วก็บอกว่า “งานขี้ข้าทั้งนั้น!” ผมช็อคเลย ผู้รู้สึกเหมือนคนโดนตบหน้า จ่าง บอกว่า “งานอันนี้มันแวนโก๊ะ ไม่ใช่ตัวเอ็ง ไม่ใช่ความรู้ของเอ็ง เป็นความรู้ของคนอื่น” สมัยก่อนผมคลั่งไคล้แวนโก๊ะมาก รูปภาพก็จะออกเหลือง ลักษณะการตวัดแปลงก็เหมือน แต่หลังจากหายหน้าชาแล้ว เราแทบจะกราบจ่าง แซ่ตั้ง เป็นอาจารย์ เขาคงเห็นท่าทีของเรา แววตา น้ำเสียงของจ่าง จริงใจ จริงจัง ไม่ใช่การเหยียดหยามแต่เป็นการสอน แกบอกว่า “นี่มันงานขี้ข้า ไม่ใช่ความรู้ของเอ็ง มันเป็นความรู้ของคนอื่น แต่เอ็งต้องกลับไปหาตนเอง ว่าตนเองรู้อะไร ไม่รู้อะไร มองเห็นความงามด้วยตนเอง แสดงออกมาจากตนเอง” ตั้งแต่วันนั้น ผมอยู่กับอาจารย์จ่าง เทียวไปเทียวมาอยู่ 4-5 ปี เรียกว่าเป็นลูกศิษย์เต็มตัว

ผมเรียนโรงเรียนเพาะช่างไม่จบสนิท เพาะช่างเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี ผมสอบติดระดับปริญญาตรีแต่ค่าเทอมสูงมาก ตอนนั้นผมทำงานส่งตัวเองเรียน เมื่อมาหาอาจารย์จ่าง ผมก็บ่นว่าเรียนปริญญาตรีไม่ได้เขียนรูปเหมือนตอนปี 4-5 อาจารย์จ่างก็บอกว่า “โลกเป็นมหาวิทยาลัยที่กว้างกว่า” ประโยตเดียวทำให้ผมเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า เอาสำเนาบัตรประชาชน เสื้อผ้าเท่าที่มี ตังค์ 600 บาท มุ่งหน้าไปดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นรถไฟตอนหัวค่ำ สว่างที่สถานีรถไฟเชียงใหม่

หลังจากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าไปดอยสุเทพ พอฟ้าสรางมองเห็นพระก็เดินตามพระ กระทั่งพระไปหยุดอยู่บ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นบ้านยายแก่ๆ แกก็นึกว่าเราเป็นลูกศิษย์พระ ก็เอาของอะไรให้เราถือ พระก็บอกว่าไม่ใช่ลูกศิษย์ ผมก็เล่าให้ฟังว่าไม่ได้มาด้วยกัน ผมมาเรียนแล้วก็เดินทางมา ยายก็ถามว่า อยู่กับยายมั้ยเล่า ผมก็เลยอยู่บ้านยาย

ช่วงอยู่เชียงใหม่เรียกว่ากระเจิดกระเจิง “โลกมันเป็นมหาวิทยาลัยที่กว้างใหญ่” เราศรัทธาอาจารย์จ่าง เมื่อท่านพูดก็เหมือนชี้โพรงให้กระรอก พอพูดเราก็นึกขึ้นว่า แล้วเราจะเรียนทำไม เราต้องเผชิญโลก เดินทางมาที่รถไฟหัวลำโพงก็มองจะไปไหนดีสายเหนือนสายใต้ เราก็เลือกเชียงใหม่ ตีตั๋วรถไฟ เมื่อถึงเชียงใหม่ก็นั่งอยู่สถานีรถไฟพักนึง แล้วก็เดินตามพระ

เมื่ออยู่กับยายก็เงินหมด ยายไม่มีใครเลี้ยงดู ก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นภาระ เมื่อพระบิณฑบาตอีกครั้ง ยายก็เลยฝากให้เราไปอยู่วัดป่าแดง

เราเป็นคนช่างฝัน ไม่ประสีประสาอะไร ไปไหนก็ไป จึงอยู่วัดป่าแดง แต่เราเป็นคนมีการศึกษาจบเพาะช่าง พระก็เอ็นดู เอาเราไปอยู่กุฎิช่วยเขียนแบบกุฏิ เดินไปตามน้ำตกห้วยแก้วไปแต่งกลอน กลับมาก็ความลับแตก เมื่อพระส่งจดหมายไปหาพ่อกับแม่ แล้วก็เขียนว่าจะเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรมจะส่งเสียเลี้ยงดูให้เรียนต่อ เราก็เลยหนีไปหลบอยู่ที่โรงพยาบาลสวนดอก แต่ไปเจอคนที่เคยพาแม่มารักษา คุยกันไปมาก็ชวนกันไปอยู่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง หลังจากนั้น ก็กลับบ้านมาเป็นครูอยู่โรงเรียนชุมแสงเจริญวิทย์ แต่ชีวิตเราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นครู

ครูสอนศิลปะโรงเรียนชุมแสงเจริญวิทย์

เมื่อเป็นครู เราจะมีความทุกข์ในแง่ของระเบียบวินัย ต้องตื่นเช้ามาแต่งตัวชุดข้าราชการ ชุดสีกากี ใสบ่า ต้องมีรองเท้าหุ้มส้น ต้องมีชุดขาวงานราชพิธี เราไม่สนุก เราไม่ชอบเลย เหตุผลที่เป็นครูเพราะเราต้องการเป็นครูให้แม่ ถ้าไม่เป็นครู แม่อาจจะขาดใจตายได้ อยากให้ลูกมีหน้าที่การงาน แต่ขณะที่เป็นครูเราไม่ถูกระเบียบ ไม่ชอบระเบียบ ไม่ชอบวินัย แต่เราก็มีความสุขกับเด็กๆ เสาร์อาทิตย์ก็พาเด็กๆ ไปวาดรูป ตามตลาด ตามทุ่งนา ครูกับเด็กกลายเป็นแก๊งวาดรูป เราเป็นครูหนุ่มเอากีตาร์มาเล่นอัดเสียงลงเทปคาสเซ็ทไปเปิดเสียงตามสายในโรงเรียน ชื่อวง “หลังคามุงจาก” มีหลายชุด

ทุกวันนี้เพลงที่ผมแต่ง 40 กว่าเพลงยังเปิดอยู่ในโรงเรียน เราตั้งแก๊งจักรยานสือหมอบ ผู้ปกครองบางคนอิดหนาระอาใจที่มีครูแบบนี้ เพราะบทสนทนาระหว่างครูกับศิษย์ก็จะพูดเรื่องหนังสือ ซึ่งลูกศิษย์ก็จะมีอุดมคติจนปวดใจ กระทั่งพ่อแม่ขอร้องว่า อย่ายุ่งกับลูกของเขาได้หรือไม่ เพราะเขาอยากให้ลูกเรียนวิศวกรรมศาสตร์ เรียนหมอ พอมาเรียนกับเราก็วาดรูปแล้วก็เริ่มตั้งคำถามอะไรต่างๆ เราก็กลายเป็นครูประหลาดๆ แต่เราเป็นครูที่มีบุคคลิกภาพไม่ก้าวร้าวก็เลยไม่มีใครรังเกียจเดียจฉันท์ มีแต่อิดหนาระอาใจที่พาเด็กๆไปขี่จักรยาน วาดรูป ร้องเพลง

ตอนที่ตัดสินใจลาออกจากราชการ ก็ไม่มีการวางแผนเพราะผมคิดจะลาออกอยู่ตลอด เราเป็นคนมีความฝัน มีจินตนาการ ส่วนผู้บริหารก็ใช้เราในเรื่องที่ไม่ควร เช่น เขียนป้าย แกะเทียนพรรษา ทำพวงมาลา ทำพวงมาลัย ประดิษฐ์อะไรต่างๆ เราก็รู้สึกอึดอัด รู้สึกอยู่เสมอว่าไม่ใช่เรา เพราะเราทำอะไรได้แตกต่าง เราคิดจะลาออกตั้งแต่ปีแรกที่บรรจุเข้ารับราชการ แต่เราเป็นครูที่ดี เราได้ความดีความชอบ (ขึ้นเงินเดือน) บ่อยด้วย เพราะเราเป็นคนขยัน ทำอันนั้นอันนี้ แต่ใจไม่ได้มีความสุข ที่ยังอยู่เป็นครูก็เพราะอยู่ให้แม่ ไม่อย่างนั้นแม่ก็เครียด

เรามีข้ออ้างเรื่องการลาออกเพราะเราได้รางวัลซีไรต์ เมื่อได้รางวัลก็บอกกับแม่ว่า ผมได้รางวัลซีไรต์แล้วรับรองว่ามีรายได้มากกว่าเงินเดือนครูหลายเท่า คือเราหลอกแม่หาทางจะลาออก แม่ก็นึกว่าจริง พอดีช่วงนั้น เพื่อนชวนไปแต่งเพลงในรายการทุ่งแสงตะวัน ซึ่งเป็นรายการโทรทัศน์ สมัยก่อนโทรทัศน์เป็นเหมือนสิ่งสักดิ์สิทธิ์ ใครได้มีชื่อออกโทรทัศน์ก็เท่ส์มาก แม่บอกลูกชายออกโทรทัศน์มีชื่อลูกชายด้วย แล้วก็แต่งเพลงให้นักร้อง แม่ก็เลยตายใจคิดว่าลูกมีรายได้มากกว่าเป็นครูหลายเท่า ตอนนั้นซีไรต์ยังขลัง ขายหนังสือ 45,000 เล่ม ได้ภายในครั้งเดียว ได้ตังค์เยอะ ก็เลยเอามาอวดแม่ แม่ก็ตาลุกวาว พอจะลาออกแม่ก็บอก ดีแล้วลูก ดีแล้ว ก้าวหน้า พอลาออกเสร็จ ความลับแตกแม่ก็เลย เซ็ง

ความจริงการเป็นกวี การพิมพ์หนังสือบทกวี 3 เล่ม ขาดทุนทุกเล่ม ที่เหลือก็กองอยู่เต็มบ้าน แต่ตอนนั้นผมยังมีเงินเดือนครู แต่เมื่อลาออกจากราชการรายได้วูบทันตา อดหยากปากแห้ง แต่ไม่เป็นความทุกข์ เรียกว่า ชอบบำเพ็ญทุกข์กริยา แต่พ่อแม่ก็เป็นห่วง ซึ่งหลังจากนั้น เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เราสามารถเขียนหนังสือได้อย่างเต็มที่ เขียนคอลัมน์ เป็นคอลัมนิสต์ให้กับสำนักพิมพ์ เมื่อเป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์สำนักพิม์ก็ให้ค่าตอบแทนสูงกว่านักเขียนทั่วไป มากพอที่จะทำให้เราอยู่ได้อย่างสบาย หลังลาออกจากการรับราชการ ผมแต่งเพลงเยอะมาก ทำเพลงของตัวเองได้ 5 อัลบั้ม ได้ขี่จักรยานเยอะมาก สนุกมาก

ศิลปะอันเชื่อมโยงกับผู้คนและสังคม

สำหรับการเขียนภาพ เราเป็นคนวาดภาพ วาดทิ้ง วาดขว้าง เป็นคนไม่เก็บงาน ไม่รวบรวมผลงาน ปล่อยปละละเลย จนกระทั่งมีคนที่คาดหวังหรืออยากเห็นเราก้าวไปในงานจิตรกรรมบอกกับเราว่า อย่าพูดคำว่าวาดรูปเล่นๆ ได้มั้ย แต่เราวาดรูปเล่นๆ จริงๆ บางทีวาดรูปสวยๆ ลบแล้ววาดทับ ภาพที่ถูกวาดทับก็มีคนขอซื้อ ให้ราคาตั้งหลายหมื่น เราเหมือนเป็นคนไม่รับผิดชอบผลงานตัวเอง ถ้าเราทำงานหลายชิ้นควรต้องมีหอศิลป์ แต่ปัจจุบัน ก็ยังไม่มีหอศิลป์ เหมือนบทกวีเราเขียนทุกวัน แต่ตีพิมพ์เพียงไม่กี่เล่ม ไม่เคยเก็บต้นฉบับ บางทีก็คิดว่า เราจะเป็นอมตะได้ได้อย่างไรใครจะเชื่อว่าเรามีผลงาน แต่จะเป็นอมตะทำไม สุดท้ายเราก็นิสัยเหมือนเดิม คือ ไม่เก็บรักษา ปล่อยวาง

การแสดงผลงานภาพวาดในตรอก มันง่าย เพราะถ้าเราไปแสดงรูปในแกลเลอรี่ ต้องติดต่อประสานงาน ต้องเดินทาง แต่ถ้าเราติดในตรอก สถานีรถไฟ บางทีฝนสาด ถามว่าเสียดายหมั้ย เราก็บอกว่าเสียดาย ทำไมไม่เก็บ เราก็บอกว่าขี้เกียจ บางทีมีคนมาขอซื้อ รูปที่ติดมันก็เปียกฝนผุพัง รูปที่เราอยากจะขายก็ไม่มีคนอยากจะซื้อ บางทีเราก็อยากได้ตังค์มาซื้อทุเรียนกินบ้าง บางคนก็บอกศิลปินระดับนี้แล้วทำไมมาติดภาพในตรอก เราก็ไม่รู้ว่าเราศิลปินระดับไหน เราได้ศิลปินระดับไหนก็บอกว่า ระดับชาติ คือชาตินี้ ถ้าได้ศิลปินระดับโลก โลกไหน ก็โลกนี้ สุดท้ายเราก็เป็นศิลปินระดับตรอก ถามว่าตรอกไหนก็มาดู

บางทีก็มองเห็นรูปของเรา หลุด เปียกฝน ลอยอยู่ในแม่น้ำ ซึ่งมันก็สลดหดหู่ แล้วก็ถามว่าทำไมไม่เก็บ ก็ขี้เกียจ ไม่ยี่หระ และมักง่าย บางคนก็ถามว่า ทำไมไม่เก็บงานเข้าหอศิลป์ เราก็ถามว่าสร้างหอศิลป์แล้วจะเอาตังค์ที่ไหนมาสร้าง ความจริงมีกิเลสอยากมีหอศิลป์ขอบตนเอง แต่พอคิดแล้วมันยาก แต่ก่อนตายคิดว่าจะวาดภาพเยอะมาก ตั้งเป้าหมาย 100 รูป ก่อนสิ้นปี ส่วนหอศิลป์รินคมซึ่งเป็นลูกชายผมก็เช่าห้องเล็กๆ ให้ลูกชาย รินคม เด็กควรจะเก็บงานให้เขา ถ้าเขาอายุ 30-40 เขายังมีร่องรอยเก่าๆ เราเช่าห้องแถวเพื่อเก็บงาน รูปไหนสวยก็เก็บใส่กรอบเพื่อแสดง เป็นสถานที่ให้เด็กวาดรูป เสาร์อาทิตย์มาวาดภาพกัน เอารูปไปติดตามตรอก จัดกิจกรรมตามมีตามเกิด

ผมไม่เชื่อเรื่องการสอน แต่เชื่อเรื่องของการเรียน ผมไม่รับสมัคร ไม่ประกาศรับสมัคร แต่คนจะมาเขาจะมาเอง มาตอนไหนก็ได้ ถ้าเราอยู่เราก็สอน ถ้ารินคมอยู่รินคมก็สอน แฟนผมก็สอน วาดรูปไปกับเด็กๆ อย่างน้อยเด็กหลายคนก็รู้ว่า อย่างน้อยเขาก็มีที่อยู่ เป็นสถานที่สำหรับวาดรูป มีอาจารย์สอน มีครูสอน เด็กบางคนมาด้วยตนเอง พ่อแม่ให้มา แต่เราไม่มีเจตนาสอน มีคนเรียนก็สอน ผมมีเพื่อน 2-3 คน ที่ตระเวนสอนศิลปะเด็กประถมตามที่ต่างๆ เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เราก็จะสอนเด็กพวกนี้โดยไม่ต้องเชิญ เด็กๆ ก็จะดีใจ มีคนแปลกหน้ามาเยี่ยม มาแจกสี แจกอะไร ผู้อำนวนการโรงเรียนไม่ต้องเลี้ยงข้าว เลี้ยงน้ำอย่างเดียวก็พอ เราทำกิจกรรมมาหลายปี แต่ละปีเราสอน 10 โรงเรียน

ถามว่าสอนทำไม เราก็ไม่รู้ แต่เรารู้สึกว่า การที่เราได้พบกับใครสักคนในวัยเยาว์ มันเป็นเรื่องดีสำหรับเรา เพราะตอนเป็นเด็กเราไม่เคยมีครู เรารู้จักเปี๊ยกโปสเตอร์ผ่านโปสเตอร์ ไม่เคยเจออาจารย์เฉลิมชัย ไม่เคยเจอจักรพันธ์ ไม่เคยเจอเหม เวชกร เรายังเติบโตได้ขนาดนี้ เมื่อเจอใครสักคนเราตื่นเต้นมากเลย เจอนักเขียนครั้งแรก ฟัง ส.ศิวลักษณ์พูด เราตื่นเต้นมาก เราเจอประเทือง เอมเจริญ เรามีความสุขมาก เด็กสักคนมีคนชวนวาดรูป ได้วาดรูปด้วยกัน เด็กบางคนไม่ลืม แล้วก็จะงอกงาม เหมือนเด็กบางคนที่รักดนตรีแล้วเจอชายเมืองสิงห์ร้องเพลง โอ้โห! ดังนั้น เวลาเราไปหาเด็กๆ เราก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กบางคน มันจะอยู่ในตัวเขาตลอดชีวิต มันจะสนุก

มรดกคำสอนของ จ่าง แซ่ตั้ง

มีประโยคหนึ่งที่จ่างสอนเรา คือ “เราต้องทำด้วยความรู้ของเรา ไม่ได้ทำด้วยความรู้ของคนอื่น” คือถ้าเราทำด้วยความรู้ของคนอื่นเหมือนเรากินอาหารแล้วไม่ได้ย่อยไม่ได้ดูดซึม เหมือนรับมรดกแล้วใช้ ไม่ได้เอาเงินไปงอกเงย พออาจารย์ปัดภาพ เราก็ตั้งคำถามขึ้นมาเลยว่า “แล้วเราจะพบตัวตนได้ยังไง” ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งไม่เจอ ยิ่งค้นพบ ก็ยิ่งไม่เจอ ทุกวันนี้ผมก็ไม่รู้ว่า เจอตัวตนหรือยัง แต่ทุกคนเมื่อเห็นลายเส้นก็จะรู้ว่าเป็นลายเส้นของศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ถ้าอ่านกลอน ก็จะรู้ว่า กลอนบทนี้ ศักดิ์สิริ เป็นคนแต่ง มันก็ออกมาจากสิ่งที่เราเป็น เราก็เป็นของเราแบบนี้ เราตรงต่อความรู้สึกตัวเอง อีกอย่างที่ประทับใจคือ อาจารย์จ่าง พาเราเดิน การเดินก็เหมือนการเดินธุดงค์ ท่านพาเดินตั้งแต่ซอยวัฒนาถึงสุขุมวิทย์เพื่อจะไปร้านหนังสือเอเชียบุ๊ค แต่แทนที่จะขึ้นรถเมล์หรือขึ้นเรือที่ท่าน้ำ กลับพาเราเดิน ผ่านทางรถไฟ กระทั่งถึงเอเชียบุ๊ค เวลาจะไปไหนพาไปดูนิทรรศการอะไรก็พาเดิน คุยกันไป เราก็เลยติดเดิน มันเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น ไม่เร่งรีบ มองเห็นอย่างละเอียด เราจึงประทับใจ

เราทำสิ่งใดไม่ได้เกิดจากความอยากจะเป็น หรืออยากจะทำ มันจะเป็นไปเอง เราไม่รู้ตัวว่าเขียนกลอนได้อย่างไร แต่ถ้านึกย้อนกลับไปตอนเรียนประถมศึกษา ครูให้วาดมังคุด วาดมะม่วง นึกได้แค่นั้น ถ้าจะนึกก็เพราะเราคัดลอกรูปจากโปสเตอร์หนัง วาดการ์ตูน วาดสิงห์ดำ วาดอัศวินสายฟ้า วาดการร์ตูนหนังสือการ์ตูน วาดผู้หญิงที่เรารัก วาดผู้หญิงที่เราคิดถึง แต่งกลอน แต่งเพลง เราร้องเพลงโดยธรรมชาติ ครอบครัวเล่นดนตรี น้าชายเป่าแซ็กโซโฟน แม่ร้องเพลง รวงทอง ลั่นทม

สิ่งที่เราเป็น ทำให้เราเหมือนอยู่ในโลกที่เป็นการแสดง เหมือนเป็นเรื่องกึ่งความจริงกึ่งความฝัน แม้แต่ความทุกข์ก็เหมือนไม่ทุกข์ แม้จะเจ็บปวดก็เหมือนเรื่องไม่จริง ในเรื่องที่เป็นความสุขมันก็เหมือนเรื่องไม่จริง ความทุกข์จริงๆ ก็คงเป็นเรื่องปวดฟัน การถูกคนว่า ถูกคนนินทา เศร้าสร้อย ซึมเศร้า เป็นเหมือนเรื่องไม่จริง ความสำเร็จเป็นเรื่องไม่จริง เช่น การได้รางวัล การได้เงิน เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่จริง เงินทองหายไปหมด ชื่อเสียงก็เหมือนกับการให้รางวัลหลอกเด็ก รางวัลก็ยึดถืออะไรไม่ได้

เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะเราทำเสร็จตลอด วาดภาพเสร็จตลอด อันไหนดีก็เก็บไว้ อันไหนดีอยู่แล้วก็ยังวาดทับ แล้วเราก็จะไปวาดรูปเล่นๆ อยู่ในพื้นที่สวยๆ ชายทะเล พอวาดเสร็จ แล้วเราก็เอาภาพวาดพิงต้นไม้ไว้ วางไว้โขดหิน หรือแขวนไว้ที่ศาลา แล้วก็เขียนจดหมายบอก ใครพบภาพนี้แล้วชอบ เก็บไว้ดูแลรักษาด้วยนะ แล้วก็ถ่ายภาพแล้วก็โพสต์ Facebook ล่าสุดไปวาดภาพที่จังหวัดแพร่ วาดเสร็จก็เหน็บไว้ที่ต้นเฟื่องฟ้าหน้าโรงแรม แล้วก็เขียนจดหมายว่า ใครชอบก็เอาไปได้เลย ถามว่าเสียดายมั้ย คือถ้ารูปอยู่กับคนที่เขาชอบก็น่าจะดี