Home Blog Page 5

ทุ่งลอแห่งความทรงจำ : อาจารย์แก้ว จันธิมา (2492)

0

“ก่อนหน้านี้เราขายข้าวให้กับพ่อค้าภาคกลาง พวกเขารับซื้อและขายต่อให้กับพ่อค้ารายใหญ่เพื่อส่งออกต่างประเทศ สมัยก่อนมีระบบรับจำนำข้าว ระบบประกันราคาข้าว แต่ปัจจุบันตลาดต่างประเทศปิด เราขายข้าวให้กับพ่อค้าเพื่อนำข้าวเข้าโรงสีบรรจุใส่ถุงแล้วส่งกลับมาขายยังบ้านเรา คนบ้านเรากินข้าวภาคกลาง ถ้าเรายังทำแบบเดิมคงมีสภาพย่ำแย่กว่าเดิมแน่นอน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนเราเป็นประเทศส่งออกข้าว มีระบบรับจำนำ ระบบประกันราคาข้าว เดี๋ยวนี้ไม่มี เมื่อส่งออกข้าวไม่ได้ ข้าวที่เหลือก็คืออาหารสัตว์เพราะต่างประเทศอย่างเวียดนามเขาครองตลาดผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนประเทศเพื่อบ้าน เช่น ลาว พม่า เขมร เราอาจมองว่าเขาล้าหลังประเทศไทย 20-30 ปี แต่อย่าลืมว่า ผลผลิตการเกษตรของเขาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์จริงๆ ไม่มีสารพิษตกค้าง”

อาจารย์แก้ว จันทิมา อดีตอาจารย์สอนวิชาเกษตร โรงเรียนบ้านสักทุ่ง ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา เป็นลูกชาวนาทุ่งลอต้องเดินเท้าผ่านทุ่งลอเพื่อเรียนหนังสือที่อำเภอเชียงคำเป็นระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร ในห้วงความทรงจำถึงภาพความหลังแห่งการเปลี่ยนแปลงในทุ่งลอ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2495 ยุคบุกเบิกป่าเป็นทุ่งนาด้วยแรงงานคน พ.ศ.2500 ยุคเครื่องจักรบุกเบิกของกำนันเชียรชัย วงศ์ใหญ่ พ.ศ.2510 ยุคอพอลโล่ยุคเทคโนโลยีและเครื่องจักรการเกษตร พ.ศ.2540 ยุครุ่งเรื่องของชาวนายุคปลูกข้าวส่งออกต่างประเทศ พ.ศ.2546 ยุคสารเคมีและยากำจัดศัตรูพืช จนถึงยุคปัจจุบันที่ราคาข้าวตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ชาวนา หางมองบนเส้นแห่งเวลา (Time line) จะทำให้เรามองเห็นจุดกำเนิดเติบโตตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและจะทำให้มองเห็นอนาคตของชาวนาทุ่งลอ

ทุ่งลอ พ.ศ.2495- 2507 ยุคบุกเบิกของชาวนา

“ทุ่งลอ” พ.ศ.2495 คือป่าละเมาะมีผืนนาปลูกข้าวเนื้อที่ไม่กี่ร้อยไร่ มองออกไปยังภูเขาทางทิศตะวันตก มีการเพาะปลูกข้าวไร่เพียงไม่กี่แปลง ลักษณะการทำข้าวไร่ก็เหมือนกับการปลูกข้าวโพด คือขุดหลุมนำเมล็ดข้าวหยอดลงในหลุ่มแล้วใช้ดินกลบ หลังจากนั้นรอฝน ส่วนการทำนาบนพื้นราบก็เหมือนการทำนาปัจจุบัน มีการปล่อยน้ำเข้าแปลงนา ใช้ควายไถปงหรือไถโคลนแล้วหว่านเมล็ดข้าว ส่วนผืนนาที่เพิ่งบุกเบิกจะใช้วิธีไถผงหรือการไถนาโดยไม่มีน้ำแล้วหว่านเมล็ดไถกลบแล้วรอฝน การบุกเบิกไร่นายุคสมัยก่อนเขาใช้เครื่องจักร์ รถแทรกเตอร์ถูกสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ยี่ห้อ Ford ยี่ห้อ Ferguson ส่วนพื้นที่ป่าที่ไม่รกชัฏจะบุกเบิกด้วยจอบเสียมหรือจ้างคนบุกเบิกคิดค่าแรงไร่ละ 100 บาท

คนทุ่งลอสมัยก่อนทำนาได้ข้าวเอาไว้กิน พ.ศ.2500 บ้านเมืองกันดาร ถนนหนทางไม่มี การเดินนทางต้องเดินด้วยเท้าถ้าโชคดีก็ได้นั่งเกวียน บ้านเกิดลุงอยู่บ้านสักทุ่ง ตำบลลอ อำเภอเชียงคำ จังหวัดเชียงราย (บ้านสักทุ่ง ตำบลหสงศ์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ปัจจุบัน ) ต้องเดินเท้าไปเรียนหนังสือชั้น ป.5 โรงเรียนปิยมิตร อำเภอเชียงคำ เดินผ่านทุ่งลอสู่ทิศตะวันออกถึงอำเภอเชียงคำ ทุ่งลอยุคสมัยก่อนเป็นป่าละเมาะ ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดโค่นเหลือเพียงตอ เมื่อเดินเท้าถึงแม่น้ำอิงฤดูแล้งจะเดินข้าม ส่วนฤดูฝนก็จะนั่งเรือ ลุงมักจะแวะหมู่บ้านชาวลื้อซึ่งอยู่ใกล้กับน้ำอิง (บริเวณหมู่บ้านปางมดแดงในปัจจุบัน) ตอนนั้นเริ่มมีการบุกเบิกป่าโดยใช้รถแทรกเตอร์ คนที่บุกเบิกทุ่งลอมากที่สุดคือ กำนันเชียรชัย วงศ์ใหญ่ เพราะกำนันมีเครื่องจักรจำนวนหลายคัน เวลาเดินทางผ่านเราจะมองเห็นเครื่องจักรเครื่องยนต์ตะกุยตะกายบุกเบิกพื้นที่อยู่เสมอ

พ.ศ.2507 คนอีสานอพยพหนีภัยแล้งมาตั้งรกรากอยู่บริเวณหมู่บ้านปางมดแดง ส่วนคนชาวลื้อก็อพยพมาอยู่บริเวณบ้านสันป่าเหียง หรือบริเวณบ้านสักทอง ตำบลหงส์หิน อำเภอจุน จังหวัดพะเยา จนถึงปัจจุบัน การอพยพย้ายถิ่นของคนอีสาน นำมาซึ่งการขยายตัวทางเศรษกิจ มีการตั้งโรงเรียน ตชด.5 มีการค้าขาย คนภาคเหนือเริ่มคุ้นเคยกับวัฒนธรรมคนอีสาน เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ ,การแสดงดนตรีหมอลำอันมีคุณลักษณะของวัฒนธรรมที่สนุกสนาน นั่นคือความทรงจำของลุงสมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนปิยมิตร

สายพันธ์ข้าว สายพันธุ์คนทุ่งลอ

คนทุ่งลอยุคสมัยก่อนปลูกข้าวเพียงไม่กี่สายพันธุ์ เริ่มจากข้าวนวลจันทร์ ข้าวกำผาย ข้าวเหนียวหอมพม่า ข้าวยุคสมัยก่อนเหนียวเม็ดใหญ่เหนียวติดมือ ต่อมาก็มีคนนำพันธุ์ข้าวเหนียวหอมพม่ามาปลูก ข้าวเหนียวหอมพม่ามีเม็ดเล็กกว่าแต่มีกลิ่นหอมมาก เมื่อปลดไหข้าวนึ่งเราจะได้กลิ่นข้าวเหนียวสุกหอมฟุ้งในห้องครัว คนสมัยก่อนเขาทำนาเก็บข้าวไว้กิน แต่ละครอบครัวเขาจะมียุ่งฉางหรือเล้าข้าวสำหรับเก็บข้าว มีการค้าการขายข้าวบ้างในช่วง พ.ศ.2500 มีคนขี่เกวียนเดินทางเข้าหมู่บ้านสอบถามขอซื้อข้าวเหนียว ภายหลังถนนหนทางเข้าถึงหมู่บ้าน จึงมีกลุ่มพ่อค้าจากเชียงราย อำเภอพาน อำเภอเทิง เข้ามารับซื้อข้าว พวกเขามีรถบันทุกหกล้อ รถสิบล้อ ตอนนั้นคนทุ่งลอเริ่มปลูกข้าวจ้าวข้าวหอมมะลิขายให้กับพ่อค้ารับซื้อ

วัฒนธรรมการทำนา ยังคงมีลักษณะของการลงแขกหรือเอามือ ชาวนาสมัยก่อนเขาลงแขกหรือเอามือเพียงครึ่งวัน ทำงานช่วงเช้า ทานข้าวกลางวัน เสร็จงานแยกย้ายกลับบ้าน คนที่ต้องทำงานทั้งวันก็คือลูกจ้างแรงงาน ซึ่งนายจ้างจ่ายค่าตอบแทนด้วยผลผลิต แรงงานชายค่าจ้างฤดูกาลละ 200 ถัง ส่วนแรงงานหญิงค่าจ้างฤดูกาลละ 150 ถัง ค่าเช่าควายนาฤดูกาลละ 100 ถัง หรือเงิน 300 บาท ลูกจ้างทำนาสมัยก่อนทำงานดีมาก คันนาแทบไม่มีหญ้าขึ้น ไม่มีน้ำรั่วในนาแต่ละแปลง ตอนเด็ก ลุงจะตื่นแต่เช้ามืดเพื่ออ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ ฤดูเพาะปลูก ยามเช้าเราจะได้ยินเสียงย่ำเท้าของลูกจ้างเดินออกไปทำงาน ฤดูเก็บเกี่ยวช่วงหัวค่ำมองออกไปยังท้องฟ้าทุ่งลอยังคงสว่าง กองไฟถูกจุดให้แสงสว่าง ชาวนาจะนวดต้นข้าวด้วยแรงงานคน (บุบข้าว) แล้วโยนฟางที่เหลือจากการนวดข้าวลงกองไฟเป็นเชื้อเพลิงให้แสงสว่าง

เทคโนโลยีเกษตรจากญี่ปุ่น

ฤดูปลูกข้าว ยุคสมัยก่อนเราใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว ฤดูกาลโบราณเที่ยงตรง ทุ่งลอมีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็ก เช่น สระน้ำ บวกควาย มีการสร้างอ่างกักเก็บน้ำโรงเรียนบ้านสักทุ่ง อ่างกักเก็บน้ำบ้านสักลอ เขื่อนห้วยป่าเมี่ยง สวนบ่อน้ำการเกษตรในทุ่งลอเพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงหลัก เรารับอิทธิพลจากชาวนาอำเภอป่าแดด เชียงราย ช่วงแรกมีการจ้างผู้ชำนาญมาตอกบ่อน้ำ หลังจากนั้นเราก็เริ่มเรียนรู้และตอกบ่อน้ำกันเอง การสูบน้ำเราจะใช้เครื่องยนต์รถไถเพื่อการเกษตร (อีต๊อก) ขนาด 8-10 แรง ดึงปั่นเครื่องสูบน้ำใช้เวลาประมาณ 3 วัน น้ำจึงเต็มนา 10 ไร่

การตอกน้ำบ่อ (บ่อบาดาล) เป็นผลพวงจากยุคอพอลโล่ (2510) ยุคที่มนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ การเกษตรผู้ปลูกข้าวเริ่มใช้รถไถเดินตามยี่ห้อคูโบต้าหรือยันมาร์ 7-10 แรงม้า ทดแทนแรงงานสัตว์วัวควาย เริ่มใช้รถไถสีล้อเล็กแบบนั่งขับ 20-30 แรงม้า มาทำการเกษตร เทคโนโลยีการเกษตรเข้าสู่ทุ่งลอพร้อมกับรถจักรยานยนต์ 50 ซีซี จากประเทศญี่ปุ่น

บ่อน้ำเพื่อการเกษตรถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวก ชาวนาสามารถทำนาโดยไม่ต้องรอฤดูฝน ช่วงหลังฝนเริ่มไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวนาสูบน้ำเข้านาแล้วเริ่มไถหว่านจนต้นข้าวเติบโต เมื่อฝนตกน้ำจะไม่ท่วมต้นข้าว เมื่อใส่ปุ๋ยข้าวจะงามเติบโตอย่างรวดเร็ว ยุคนั้นชาวนาใช้ปุ๋ย 16-20-0 และปุ๋ยน้ำตาลและแอมโมเนียซันเฟต จนเมื่อมีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้บอกว่าดินทุ่งลอเป็นดินระหว่างภูเขา ปุ๋ยที่เหมาะสมคือปุ๋ยสูตร 15-15-15 เราถึงเริ่มใข้ปุ๋ยสูตรอื่น แต่ชาวนาก็ยังไม่เคยใช้ยาฆ่าแมลงในแปลงนาข้าว พ.ศ.2540 เป็นยุคทองของการทำนา พื้นที่ป่าทั้งหมดถูกบุกเบิกกลายเป็นทุ่ง ชาวนาได้ผลผลิตข้าวจ้าวเหลืองน้ำหนักมาก ปริมาณมาก 50-60 ถังต่อไร่

เกษตรกรรมยุคสมัยก่อนไม่ค่อยมีโรค ไม่ค่อยมีศัตรูพืช แต่ภายหลัง พ.ศ.2546 ทั้งโรคและศัตรูพืชมีมากขึ้นชาวนาทุ่งลอจึงเริ่มใช้ยาฆ่าแมลงและยากำจัดศัตรูพืช สมัยก่อนบ้านเรามีปูนาจำนวนมาก ช่วงฤดูฝนชาวบ้านมักจะเก็บปูจากไร่นามาทำน้ำปู เดียวนี้ปูเริ่มหายากขึ้นเพราะเราใช้ยาฆ่าแมลง สังเกตเวลาใช้ยาฆ่าปู วันรุ่งขึ้นสัตว์อื่นตายตาม ทั้งปลาไหลปลาหลีมสัตว์เล็กสัตว์น้อย ส่วนคนก็สะสมสารพิษสู่ร่างกาย เราคิดไม่ถึง ไม่คิดว่าการกระทำของเรามันจะเบียดเบียนธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม

เคมีสู่เกษตรอินทรีย์สมัยใหม่

ดร.มิซาบุโร ทานิกุจิ ย้ายมาอยู่ทุ่งลอ พ.ศ.2534 เขาสร้างฟาร์มทำการเกษตร ให้ทุนการศึกษากับนักเรียน ให้ทุนปลูกต้นไม้ ทุนดูแลต้นไม้ จัดซื้อกล้าต้นสักมาให้นักเรียนปลูกแล้วให้งบประมาณดูแล เขาเป็นคนใจดีมากๆ เรามองเขาเป็นคนช่วยเหลือ ชาวบ้านทุกคนรู้ว่าเขามาในนามมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ยามเมื่อเสียชีวิตที่ดินก็กลายเป็นมรดกให้กับของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นั่นเป็นยุคเริ่มต้นของเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรหลายคนค้นหาพันธุ์ข้าวทางเลือกตามกระแสรักสุขภาพ แต่เมื่อปลูกข้าวทางเลือกเกษตรกรก็พบว่า ตลาดรับซื้อยังไม่โต ปลูกข้าวไรส์เบอรี่และพันธุ์ข้าวชนิดอื่นได้ผลผลิตดีแต่กลับไม่มีตลาดรองรับผลผลิต

ก่อนหน้านี้เราขายข้าวให้กับพ่อค้าภาคกลาง พวกเขารับซื้อและขายต่อให้กับพ่อค้ารายใหญ่เพื่อส่งออกต่างประเทศ สมัยก่อนมีระบบรับจำนำข้าว ระบบประกันราคาข้าว แต่ปัจจุบันตลาดต่างประเทศปิด เราขายข้าวให้กับพ่อค้าเพื่อนำข้าวเข้าโรงสีบรรจุใส่ถุงแล้วส่งกลับมาขายยังบ้านเรา คนบ้านเรากินข้าวภาคกลาง ถ้าเรายังทำแบบเดิมคงมีสภาพย่ำแย่กว่าเดิมแน่นอน ยุคสมัยเปลี่ยนแปลง สมัยก่อนเราเป็นประเทศส่งออกข้าว มีระบบรับจำนำ ระบบประกันราคาข้าว เดี๋ยวนี้ไม่มี เมื่อส่งออกข้าวไม่ได้ ข้าวที่เหลือก็คืออาหารสัตว์เพราะต่างประเทศอย่างเวียดนามเขาครองตลาดผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนประเทศเพื่อบ้าน เช่น ลาว พม่า เขมร เราอาจมองว่าเขาล้าหลังประเทศไทย 20-30 ปี แต่อย่าลืมว่า ผลผลิตการเกษตรของเขาเป็นระบบเกษตรอินทรีย์จริงๆ ไม่มีสารพิษตกค้าง ส่วนเมล็ดข้าวของเขามีคุณภาพ

ปัจจุบันนี้ ชาวนาทุ่งลอปลูกข้าวสองแบบ แบบแรกคือปลูกข้าวเพื่อจำหน่าย แบบที่สองคือปลูกข้าวเพื่อรับประทาน การปลูกข้าวเพื่อรับประทานแม้จะมีการใช้ปุ๋ยเคมีบ้างแต่ก็ใช้ในปริมาณน้อย ยาฆ่าแมลงแทบไม่มี เราทานข้าวทุ่งลอก็ถือว่าปลอดภัยกว่าซื้อข้าวจากที่อื่น เพราะเราไม่รู้ว่าเกษตรกรที่อื่นเขาใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงหรือไม่ ใช้จำนวนเท่าใด หากเราอยากปลอดภัย หรืออยากให้ข้าวเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ เราต้องค่อยเป็นค่อยไป ค่อยเปลี่ยนแปลง ค่อยเปลี่ยนแนวคิด เริ่มรวมกลุ่มเป็นเกษตรกรแปลงใหญ่

ตอนนี้อายุเฉลี่ยชาวนาททุ่งลอคือ 60 ปี เด็กรุ่นใหม่หลายคนกลับบ้านมาทำนาทำการเกษตร ลองสังเกต บางคนลางานออกโรงงานมาทำนา มาทำสวนเกษตรผสมพื้นที่ 2 ไร่ มีรายได้นับหมื่นนับแสน คนประสบความสำเร็จคือคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศหรือต่างเมือง บางคนเรียนรู้การเกษตรจากญี่ปุ่น ความคิดของคนรุ่นใหม่ด้านเกษตรกรเปลี่ยนไปแล้ว ลุงมองเห็นคนรุ่นใหม่ เลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ ทำสวนเกษตรผสมผสาน ทำงานอย่างอื่นประกอบ พวกเขาถึงประสบความสำเร็จ

“เกื้อพงษ์ ชัยดรุณ” บนเส้นทางนักประวัติศาสตร์เมืองพะเยา

0

“ผมศึกษาศิลาจารึกอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พ.ศ.2559-2560 ผมสำรวจกว๊านพบว่าสิ่งที่ตนเองสันนิษฐานเป็นความจริง ผมเชื่อว่าเมืองพะเยายุคแรกอยู่บริเวณกว๊านพะเยา พงศาวดารโยนกกล่าวถูกต้องเรื่องลักษณะเมืองพะเยา แต่บรรยายตำแหน่งที่ตั้งของเมืองพะเยาผิด ผมสำรวจพื้นที่ภูมิประวัติศาสตร์ ยืนบริเวณดอยด้วนมองดูเมืองกว้างพันวา ยาวพันวา มันเป็นเมืองใหญ่มาก เมืองเก่าเมืองแรกของพะเยาอยู่บริเวณกว๊านพะเยา ตอนขุนศรีจอมธรรมสร้างเมืองก็พบว่าเป็นเมืองเก่าก็เลยสร้างทับ เมืองพะเยายุคแรกอยู่บริเวณกว๊านพะเยา สบต่ำหรือสบต๋ำ ผมยืนบริเวณสะพานขุนเดชมองมาทางทิศตะวันออก พบพื้นที่ลาดเอียงผืนน้ำรวมกันอยู่ตรงนั้น นั่นคือสบต่ำหรือสบต๋ำ”

น้อยคนนักจะรู้จักตัวตนของ “เกื้อพงษ์ ชัยดรุณ” ชายวัย 67 ปี รูปร่างผอมที่มักเดินทางสำรวจโบราณสถานในจังหวัดพะเยา 40 ปี บนเส้นทางนักประวัติศาสตร์อิสระ เขาเดินทางสำรวจ ขุดค้น พบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ จดบันทึกและเผยแพร่ผลงานทางประวัติศาสตร์เป็นหนังสือจำนวนกว่า 30 เล่ม ความรู้เรื่องอักษรโบราณ ความจัดเจนในข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ความแม่นยำในพิกัดเมืองโบราณ ตกผลึกจนสามารถบรรจุเป็นแผนพัฒนาเมืองพะเยา

เรียนประวัติศาสต์ผ่านศิลาจารึก

ปัจจุบันผมเป็นผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนอนุบาลบ้านสวนเด็ก ควบคู่กับการทำงานนักวิชาการอิสระ นักเขียน และผู้บรรยายให้กับหลายองค์กร เริ่มต้นศึกษางานด้านประวัติศาสตร์พะเยาเมื่อ พ.ศ.2529 ผมเพิ่งเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ ท่านอาจารย์ของผมแนะนำให้ผมรู้จักกับ ท่าน ศ.ธวัธ ปุณโณทก ราชบัณฑิต เพื่อสำรวจและทำสำเนาศิลาจารึกในจังหวัดพะเยาหลังจากนั้นนำส่งเอกสารให้กรมศิลป์เพื่อแปลเอกสาร ผมบอกกับท่าน ศ.ธวัธ ปุณโณทก ผมสนใจและอยากอ่านตัวอักษรฝักขามให้ ท่านอาจารย์มอบหนังสือแบบเรียนตัวอักษาฝักขามให้ ผมเรียนรู้จากศิลาจารึกของจริง การเจอกับของจริงเราจะคุ้นเคยกับลายมือบนหลักศิลาจารึก ศิลาจารึกบางหลักสะกดผิด เขียนคำตกไม่ครบถ้วน ผมมีปัญหาก็โทรปรึกษาอาจารย์ ความรู้เพิ่มพูนความรู้จนกลายเป็นความหลงใหล

ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์เราสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายมิติ หากต้องการเขียนบทความทางการแพทย์ เราสามารถเลือกศิลาจารึกซึ่งมีบันทึกเกี่ยวกับความรู้ด้านการแพทย์โบราณ เรื่องเศรษฐกิจเราสามารถดูจารึกเรื่องการค้าขายเรื่องแรงงานทาสทำงานให้เจ้านาย หากสถานเป็นไพร่เป็นไพร่ของใคร เป็นข้าวัดไหน ยุคสมัยก่อนไพร่ขาดโอกาสด้านการค้าขายต้องรับใช้เจ้านาย รับใช้ศาสนาจนวันตายสืบต่อถึงรุ่นลูกหลานเหลน เมื่อ 500-600 ปีก่อน ช่วงหลังสมัยรัตนโกสินทร์การจดบันทึกมีโอกาสที่ข้อมูลจะผิดพลาดสูง เพราะระบบการบันทึกบ้านเราไม่เหมือนจีนสมัยโบราณ จีนเป็นระบบการบันทึกของราชสำนัก มีหอหลวงราชบัณฑิต คัดประวัติศาสตร์สืบต่อกันไว้ เวลาบันทึกก็คัดตอนเกิดเหตุ หลักฐานด้านประวัติศาสตร์ของจีนจึงค่อนข้างชัดเจนเรื่องศักราช พยานหลักฐาน หลักศิลาจารึกของไทยมีลักษณะเหมือนหนังสือราชการในปัจจุบัน มีการบันทึกไม่เป็นระบบ

เมื่ออ่านศิลาจารึกเราจะพบประเด็นความขัดแย้งทางศาสนา แน่นอนว่า สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์อาศัยซึ่งกันและกัน ศาสนาต้องการกษัตริย์เพื่อทำนุบำรุงศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการสถาบันศาสนาเพื่อค้ำจุนบัลลังก์ ศาสนาควบคุมสังคมแล้วแต่พระมหากษัตริย์จะสนับสนุนฝ่ายไหน อรัญวาสีหรือคามวาสี เกิดเป็นความทะเลาะเบาะแว้ง เช่น สมัยพระเจ้าติโลกราชศรัทธาสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี ฝ่ายอรัญวาสีก็เจริญรุ่งเรือง มันแสดงถึงเรื่องราวทางการเมืองของยุคสมัยผ่านหลักศิลาจารึก

หลักฐานใต้ผืนน้ำกว๊านพะเยา

ผมศึกษาศิลาจารึกอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พ.ศ.2559-2560 ผมสำรวจกว๊านพบว่าสิ่งที่ตนเองสันนิษฐานเป็นความจริง ผมเชื่อว่าเมืองพะเยายุคแรกอยู่บริเวณกว๊านพะเยา พงศาวดารโยนกกล่าวถูกต้องเรื่องลักษณะเมืองพะเยา แต่บรรยายตำแหน่งที่ตั้งของเมืองพะเยาผิด ผมสำรวจพื้นที่ภูมิประวัติศาสตร์ ยืนบริเวณดอยด้วนมองดูเมืองกว้างพันวา ยาวพันวา มันเป็นเมืองใหญ่มาก เมืองเก่าเมืองแรกของพะเยาอยู่บริเวณกว๊านพะเยา ตอนขุนศรีจอมธรรมสร้างเมืองก็พบว่าเป็นเมืองเก่าก็เลยสร้างทับ เมืองพะเยายุคแรกอยู่บริเวณกว๊านพะเยา สบต่ำหรือสบต๋ำ ผมยืนบริเวณสะพานขุนเดชมองมาทางทิศตะวันออก พบพื้นที่ลาดเอียงผืนน้ำรวมกันอยู่ตรงนั้น นั่นคือสบต่ำหรือสบต๋ำ การศึกษาประวัติศาสตร์ต้องดูภูมิศาสตร์กายภาพประกอบ

ตอนสร้างประตูน้ำกว๊านพะเยา เขาขึ้นเครื่องบินถ่ายภาพ มีปริมาณน้ำขึ้นไม่มาก สามารถมองเห็นซากเมืองเก่า มองเห็นแนวคูเมือง ฟันธงได้เลยว่ากว๊านพะเยาเป็นเมืองเก่า บริเวณวัดติโลกสังฆารามสร้างทับซ้อนเมืองเก่า การขุดค้นทางด้านโบราณคดีมันสอดคล้องกัน การขุดค้นโบราณสถานวัดฮ่องไฮเจอพระพุทธรูปปางลีลาซึ่งข้างใต้มีอีกวัฒนธรรมซึ่งเก่าแก่กว่าซ่อนอยู่ แต่งบประมาณของเราหมดต้องกลบฝังไว้ดังเดิมก่อน

การรวบรวมทางประวัติศาสต์ของพะเยาไม่เป็นระบบเหมือนต่างประเทศ เราต้องสร้างหอสมุดที่รวบรวมคลังข้อมูลจำนวนมหาศาล เราต้องใช้เทคโนโลยีช่วยอธิบายหรือนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองพะเยา ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีแต่เหมือนของเล่นที่ไม่สามารถใช้สอยได้จริง ประเทศไทยเราล้าสมัยเรื่องการนำเสนอประวัติศาสตร์ ผมอ่านข้อมูลพบว่าข้อมูลมีการผิดพลาดหลายจุด เราต้องมีการตรวจสอบกระบวนการทางประวัติศาสตร์ เริ่มจากการอ่าน แปล วิเคราะห์ ระดมสมองช่วยกัน

ปัจจุบันผมเขียนหนังสือประมาณ 30 เล่ม มีความเที่ยงตรงเรื่องข้อมูล ศิลาจารึกมีการแบ่งออกเป็นยุคสมัย แบ่งโดยปีศักราช หากไม่มีก็แบ่งด้วยรูปตัวอักษรในแต่ละยุคสมัย ประวัติศาสตร์ของพะเยาชัดเจนสมัยพ่อขุนงำเมือง แต่ก่อนหน้านั้นมันคือตำนาน เมื่อเราเจอเมืองยุคแรกมันก็ขยับเป็นประวัติศาสตร์เพราะมีหลักฐานมาสนับสนุน ผมเดินสำรวจกว๊านพะเยาจับตำแหน่งพิกัด พบข้อมูลล้ำค่า ผมบันทึกและพิมพ์หนังสือเผยแพร่พันเล่มเท่ากับคนพันคนเก็บหนังสือผมไว้ ผมตายก็สบายใจเพราะมีคนเก็บข้อมูลไว้พันคน มันเป็นอานิสงส์สำหรับคนรุ่นหลังที่จะศึกษาต่อไป ไม่ต้องเหมือนคนรุ่นผมต้องศึกษาไขว่คว้าหาเอง ประวัติศาสตร์พะเยานิ่งขึ้นเพราะการเผยแพร่ความรู้ แม้คนพะเยาไม่อยากรู้ แต่คนต่างถิ่นมีการอ้างอิงข้อมูลของผมอยู่เสมอ

ประวัติศาสตร์กับการก่อสร้างวัดติโลกอาราม

สำหรับผม กิจกรรมเวียนเทียนกลางน้ำไม่มีอะไรเสียหาย มีแต่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้คนเป็นคนดีขึ้น เราสามารถปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบททางสังคม แต่ต้องดูแลสิ่งแวดล้อม เคารพกฎหมาย ทำอย่างไรไม่ให้มีเรื่องเดือดร้อน ยุคสมัยหนึ่งเจ้ายุทธิษฐิระสร้างวัดติโลกอาราม พอสมัยเจ้าหัวแสนกัลยาก็สร้างอีกสมัยหนึ่ง ถ้าเราจะฟื้นฟูก็เป็นยุคของเรา เวลาผ่านไป 100 ปีก็เป็นประวัติศาสตร์ บางครั้งการยืนยันความคิดแบบเดิมแต่ก็ยังไม่รู้ว่าแบบเดิมเป็นอย่างไร หลายอย่างล่มสลายโดยเรายังไม่รู้เลยว่าวัดวาอารามสมัยก่อนหน้าตาอย่างไร แต่หากเทียบเคียงก็ควรต้องใช้พยานแวดล้อมประกอบ

นักอนุรักษ์นิยมควรคำนึงถึงเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม สถาปัตยกรรมต้องกลมกลืนกับธรรมชาติ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และเจริญ มาบุตร เป็นศิลปินมีรสนิยมสูงเรื่องเหล่านี้ท่านรู้ อีกประการคือการก่อสร้างมีกระบวนการประชาพิจารณ์ ประชาชนต้องเห็นชอบ ปัจจุบันทุกคนสนับสนุนแต่ขาดงบประมาณก่อสร้าง ตอนนี้เรามีแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว เชื่อมโยงวัดติโลกอารามกับวัดติโลกสังฆาราม เพราะวัดติโลกอารามเป็นส่วนหนึ่งของติโลกสังฆาราม แต่ที่สำคัญคือข้อมูลทางสถิติว่า เมื่อสร้างเสร็จแล้วผลด้านการท่องเที่ยวจะมีคนเข้ามาเที่ยวจำนวนเท่าใด

สำหรับผม ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องความสุขทุกข์ การทำงานประวัติศาสตร์ทำให้เราสุขใจ แต่ทุกข์กาย บางสถานที่ซึ่งเราเดินทางไปก็เหนื่อยหอบ เบื้องหลังงานแต่ละชิ้นได้มาด้วยความยากลำบาก หลายครั้งมีคนคัดลอกงานของผมก็ต้องให้เครดิตกันบ้าง นักประวัติศาสตร์บ้านเราลำบากไม่เหมือนต่างประเทศ นักประวัติศาสตร์เมืองไทยหลายท่านอยู่อย่างสมถะ ไม่เหมือนต่างประเทศที่นักประวัติศาสตร์ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือองค์กรเอกชน การทำงานด้านประวัติศาสตร์ผมใช้ทุนของตนเองศึกษารวบรวมข้อมูล ผมต้องถ่ายภาพจารึกเมืองพะเยาใหม่ทั้งหมด สแกนตัวหนังสือที่มีปัญหา ทำให้ชัดแล้วอ่านใหม่ วิเคราะห์ตีความใหม่ แต่ผมภูมิใจในความเป็นนักวิชาการอิสระ

โลกดนตรีกับทฤษฎีวิเคราะห์ เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร

0

“มีคนถามผมว่า ฝึกไล่สเกลแล้วเอาไปทำอะไรได้ ผมตอบคำถามพวกเขาโดยเปรียบเทียบกับการเล่นฟุตบอลในสนามแข่งขัน ทำไมต้องฝึกทักษะหลายอย่าง ทักษะที่ฝึกฝนมาต้องใช้ควบคู่กับกลยุทธ์อีกหลายอย่าง ไม่ใช่รอให้บอลมาถึงเท้าแล้วยิง การเล่นกีตาร์ก็เช่นเดียวกัน เราต้องฝึกทักษะหลายอย่าง การไล่สเกลก็เป็นการฝึกแบบหนึ่ง เปรียบเสมือนแผนที่หรือทางเดิน” เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร

มองโดยผิวเผิน เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร เป็นชายผิวขาวร่างสัดทัดสวมแว่นตาไว้หนวดเครา ลักษณะเหมือนผู้ฝึกสอนกีฬา แต่เมื่อได้พูดคุย ถอดความคิด คุณจะพบว่า เขาคือผลผลิตทางการศึกษาด้านดนตรีแจ๊สในสถาบันการศึกษาของประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.เจตนิพิฐ สังข์วิจิตร คือนักวิจัย นักทฤษฎีดนตรีวิเคราะห์ นักประพันธ์เพลง ลุ่มลึกในมุมมองด้านการวิเคราะห์ผลงานเพลง ด้วยทฤษฎีและหลักการทางดนตรีที่แม่นยำ ทำให้เขาเป็นนักทฤษฎีดนตรีวิเคราะห์คนสำคัญของประเทศ นอกจากนั้น เขายังเป็นมือกีตาร์แจ๊สฝีมือดีและมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการวารสารดนตรีรังสิต

ดนตรีร็อกและแจ๊ส คือ วัฒนธรรมตะวันตก

ตามมุมมองของผม เมื่อเอ่ยถึงประวัติศาสตร์ดนตรีสากลโดยเฉพาะดนตรีร็อก เราจะนึกถึงยุคสงครามเวียดนาม ค่าย GI และการเล่นดนตรีสไตล์ตะวันตกที่เล่นโดยศิลปินไทยระดับตำนาน เช่น กีตาร์คิง แหลม มอริสัน , กีตาร์ปืน กิตติ กาญจนสถิตย์ พวกเขาเป็นนักดนตรียุคบุกเบิก เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นหลัง ดนตรีเป็นแรงบันดาลใจที่ส่งต่อถึงกัน เช่นเดียวกับนักดนตรีต่างประเทศ ถ้าไม่มี จิมมี่ เฮนดริกซ์ (Jimi Hendrix) ก็อาจไม่มีริตชี แบล็กมอร์ (Ritchie Blackmore) และส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังอิงเว มาล์มสทีน (Yngwie Malmsteen) ศิลปินคือแรงบันดาลใจส่งต่อให้แก่กัน

ดนตรีที่เราเล่นเป็นดนตรีฝั่งอเมริกัน ในยุคฮิปปี้สไตล์การเล่นดนตรีค่อนข้างดิบ นักดนตรีไทยเล่นดนตรีในค่าย GI พวกเขาไม่ธรรมดา ยุคสมัยก่อนนักดนตรีเล่นดนตรีจากการฟัง ต้องแกะเพลงจากตู้เพลงหรือแผ่นเสียง นักดนตรียุคสมัยนั้นมีความจำและโสตทักษะที่ดีมาก เขาใช้ประสบการณ์จากการฟังสะท้อนออกมาผ่านเสียงดนตรี ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมประสบการณ์อย่างโชกโชน ต้องให้เครดิตนักดนตรีเหล่านี้ที่ส่งต่อแรงบันดาลใจมาสู่รุ่นพวกเรา

สำหรับพัฒนาการของดนตรีแจ๊สในประเทศไทย ต้องให้เครดิตกับสถาบันการศึกษาที่เห็นคุณค่าของดนตรีแจ๊ส เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยรังสิต และอีกหลายแห่งได้สอดแทรกดนตรีแจ๊สเข้าไปในการเรียนการสอน ร่วมกันเป็นแม่พิมพ์ผลิตบุคคลากรทางดนตรีแจ๊ส ถ้าย้อนกลับไปยุคก่อนที่ดนตรีแจ๊สเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา การเรียนการสอนมักจะเป็นการศึกษานอกระบบ บุคคลกรสำคัญ เช่น อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ,อาจารย์อานนท์ ศิริสมบัติวัฒนา ,อาจารย์สำราญ ทองตัน นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรของยามาฮ่าที่เกี่ยวกับ Harmony ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการศึกษาดนตรีแจ๊สในยุคนั้น

ดนตรีแจ๊สมีจุดเด่นคือ Improvisation เสมือนเป็นการเติมคำในช่องว่าง จำเป็นต้องมีข้อมูลมากพอถึงจะสามารถเติมคำในช่องว่างนี้ให้ได้ใจความ ดนตรีแจ๊สเป็นครูที่ดีในการเรียนรู้เรื่อง Harmony เมื่อศึกษาควบคู่กัน กระทั่งมีข้อมูลและประสบการณ์มากพอ การ Improvisation ก็ไม่ใช่ความลับของโลกใบนี้ ถ้าเราจับหลักได้ก็สามารถนำไปใช้กับดนตรีแบบอื่นได้ ผมต้องขอบคุณดนตรีแจ๊สถ้าไม่เช่นนั้น ผมคงเป็นมือกีตาร์ร็อกที่ใช้เทคนิคเล่นเร็วเพียงอย่างเดียว เทคนิคเป็นส่วนหนึ่งในการเล่นดนตรีต้องรู้จักใช้ รู้จักควบคุม อย่าให้เทคนิคควบคุมหรือกักขังเรา

สถาบันการศึกษาดนตรี เช่น มหวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำระบบการศึกษาดนตรีแจ๊สเข้ามา เมื่อการเรียนดนตรีแจ๊สอยู่ในระบบการศึกษา สิ่งแรกที่เห็นอย่างชัดเจนคือนักศึกษามีพัฒนาการขึ้นตามลำดับใช้ระยะเวลาในการพัฒนาน้อยลง คำแนะนำของอาจารย์ส่งผลเป็นอย่างมากต่อความเข้าใจ การฝึกซ้อม และความรักในดนตรีแจ๊ส ผมโชคดีเจอครูดีมาโดยตลอด สมัยผมเรียนกีตาร์แจ๊สกับอาจารย์แดน ฟิลลิปส์ นั่นเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ดนตรีแจ๊สที่เปิดโลกทัศน์มาก มีวิธีการฝึกซ้อมแบบนี้ด้วยเหรอ? หลังจากเรียนกีตาร์ชั่วโมงแรกจำได้ว่าเป็นการเล่นเพลง Blues ในลีลาแบบ Jazz กัน เมื่อเรียนเสร็จก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่มเพื่อนๆ และได้ข้อสรุปว่ากีตาร์แจ๊สไม่นิยมการดันสาย (Bending) แต่นิยมการการสไลด์ (Slide) ซึ่งต้องหักห้ามใจพอสมควร เพราะเราเองก็มาจากพื้นเพความเป็นร็อกที่นิยมการดันสาย การศึกษากีตาร์แจ๊สตรงนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่ได้เรียนรู้ แจ๊สเป็นครูที่ดีมาก

แสวงหาวิถีทางแห่งดนตรี

ผมเล่นกีตาร์สไตล์ร็อก ชอบกีตาร์ฮีโร่ ดนตรีร็อกหนักๆ กีตาร์เสียงแตก กลองสองกระเดื่อง เคยคิดทำวงดนตรีเพื่อออดิชันเล่นตามผับ ผมแกะเพลงไปเรื่อยๆ บางเวลาก็แกะเพลงแจ๊ส เราแกะเพลงได้แต่เล่นตามต้นฉบับไม่ได้ เกิดคำถามขึ้นว่า เกิดอะไรขึ้น พยายามฝืนแต่ก็ยาก รู้สึกฝืนมาก เพิ่งเข้าใจหลังจากมีโอกาสเรียนดนตรีแจ๊สว่า เหตุผลที่เพราะมันเป็นเรื่องของภาษา แจ๊สคือดนตรีภาษาหนึ่ง เช่นเดียวกับดนตรีร็อกหรือบลูส์

นิตยสาร The Quiet Storm ผมติดตามอ่านหลายคอลัมน์ บอกกับตัวเองว่าจะต้องเรียน กระทั่งมีโอกาสเรียนกับอาจารย์กิตติ กีตาร์ปืน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะใช้ชื่อ “บ้านประชาชน” เรียนได้ไม่นานเพราะทุนทรัพย์ไม่อำนวย จากนั้นก็เริ่มเก็บเงินกระทั่งได้เรียนที่ “จนัธ’ 79” แต่ก็ติดปัญหาเดิมคือเรื่องทุนทรัพย์ อ่านคอลัมน์ใน The Quiet Storm รู้สึกว่าเขาสอนพวก Harmony ผมเก็บเงินอีกครั้งแล้วจึงมีโอกาสได้ไปเรียนกับอาจารย์แดง ผมสนใจอยากเรียนดนตรี

แต่ยุคสมัยก่อนทางเลือกในการศึกษามีน้อยมาก ช่วงใกล้จบมัธยมต้นก็หาข้อมูล ถ้าจำไม่ผิดมีดุริยางค์ทหาร แต่สุดท้ายผมเลือกเรียนต่อสายวิชาชีพ ปวช.-ปวส. และเรียนต่อวิศวกรรมศาสตร์แต่ก็เรียนไม่จบ ผมตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย ระหว่างนั้นผมช่วยแม่ทำงาน ครอบครัวของเราทำธุรกิจร้านขายของชำ แม่ของผมต้องเดินทางไปซื้อสินค้าเพื่อนำมาขาย ผมทำหน้าที่ขับรถพาแม่ไปตลาด ขณะที่ผมรอแม่ซื้อสินค้าก็มักจะอ่านนิตยสารดนตรี The Quiet Storm เริ่มคิดว่าเราไม่น่าจะเอาใบปริญญามาให้แม่ได้แล้ว แต่ก็มีจุดเปลี่ยนจนได้

วันหนึ่งขณะผมเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า ผมเห็นโรงเรียนดนตรีของมหิดลมีเอกสารประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาตรีดนตรีรุ่นแรก ผมตัดสินใจหยิบเอกสารนี้ติดมือกลับบ้านไปด้วย บอกกับครอบครัวว่าจะไปสมัครเรียนที่นี่ แต่ผมไม่ทราบเลยว่า การสอบเข้าวิชาดนตรีต้องเตรียมตัวกันอย่างไร มีเนื้อหาเกี่ยวกับภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ผลการสอบครั้งแรกเป็นไปตามคาดคือสอบไม่ผ่าน ผมกลับไปเตรียมตัวอีกครั้ง ซึ่งพอรู้แนวทางจากการสอบครั้งแรกมาแล้ว

ผมฝึกฝนเตรียมตัวทุกวันทำเป็นกิจวัตร จัดตารางซ้อมทุกอย่างที่ใช้สอบเพื่อรอเวลากลับไปสอบอีกครั้ง จำได้ว่าการสอบเข้าครั้งที่สอง อ.เด่น อยู่ประเสริฐ เป็นกรรมการสอบ ผมเตรียมเพลง Easy to Love แต่งโดย Cole Porter เป็นเพลง Standard Jazz เอามาทำเป็น Chord Melody โดยอาศัยแนวคิดจากคอลัมน์ของ อาจารย์แดง ที่เขียนไว้ในนิตยสาร The Quiet Storm มาเป็นแนวทาง พอถึงช่วง Improvisation มีแต่งทำนองไว้บ้างแต่เล่นจริงลืมทุกอย่าง ก็โชคดีที่สอบผ่านในครั้งนี้

ผมเรียนดนตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นรุ่นแรก (เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมดนตรี) แต่ก็เกือบจะไม่ได้เข้าเรียนแม้ว่าจะสอบผ่าน ปัญหาเดิมคือเรื่องการเงิน โชคดีที่พี่สาวช่วยสนับสนุน ตอนเรียนมหิดลอาคารเรียนยังสร้างไม่เสร็จ ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม ลิฟท์ยังสร้างไม่เสร็จ ก็รวมเงินกันซื้อพัดลม บางคนหิ้วพัดลมไปเปิดในห้องเรียนด้วย จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเรียนปริญญาตรีทางดนตรีที่มหิดล ผมโชคดีมากเจอครูดี เพื่อนดี รุ่นพี่-รุ่นน้องดี สองปีแรกได้เรียนกีตาร์คลาสสิกกับ อ.สุวิช กลิ่นสมิทธิ์ ผมไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสเรียนกีตาร์คลาสสิกเลย ได้เรียนรู้เทคนิคมือ ผมมีโอกาสเรียนเพิ่มเติมกับ อ.ปราญ์ อรุณรังสี หลักสูตร 1 ปี มีโอกาสช่วยงาน อ.ปราชญ์ จัด Work Shop เล่นดนตรี หรือประกวดกีตาร์ด้วย

กลุ่มเพื่อนมหิดลที่พักด้วยกันเรียนดนตรีแจ๊ส เราเห็นเขาฝึกซ้อมหรือเปิดเพลง เราก็ซึมซับเริ่มคุ้นเคยกับเสียงเครื่องเป่า ก่อนหน้านี้ฟังแต่ดนตรีร็อก เมื่อเรียนดนตรีกับ อาจารย์ปราชญ์ อรุณรังสี ก็เริ่มฟังดนตรีแจ๊สมากขึ้น ช่วงแรกฟังเพลง Standard Jazz แบบ Swing แต่ฟังได้ไม่นาน จึงหาฟัง Fusion Jazz ก่อน เช่น Yellowjackets, Spyro Gyra, T-Square, Casiopea แล้วค่อยเข้าใกล้ Standard Jazz มากขึ้น จนกระทั่งผมกับเพื่อนรวมกลุ่มเข้าพบ อาจารย์เด่น อยู่ประเสริฐ เพื่อขอให้เปิดวิชารวมวง Fusion Jazz

ตอนนั้นวิชาที่เปิดสอนมีแต่รวมวงแจ๊ส หรือ คลาสสิก อาจารย์เด่น ให้โอกาส ผมจึงได้เล่นรวมวง Fusion Jazz พวกผมได้ โก้ เศกพล อุ่นสำราญ (Koh Mr.Saxman) มาดูแลวง ได้รับความรู้ ประสบการณ์มาก พี่โก้ชวนเราออกไปแจมกับนักดนตรีในวงของเขา ส่งประกวดวงดนตรีของเราจนได้รางวัล เป็นประสบการณ์และเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในดนตรีแจ๊สของผม สังคมนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลช่วงที่ผมเรียนเป็นสังคมที่ดีมาก มีสิ่งแวดล้อมดี มีเพื่อนที่ดี ช่วงเวลาของการเรียนผ่านไปอย่างเร็ว เมื่อใกล้เรียนจบ ผมรู้สึกเคว้งคว้าง ตั้งคำถามกับตนเองว่า เรียนดนตรีจบแล้วจะทำงานอะไร?

เติบโตเป็นอาจารย์สอนดนตรีของมหาวิทยาลัย

ผมทำงานเป็นอาจารย์วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต สอนนักศึกษาปริญญาตรี-โท มีโอกาสได้เล่นดนตรีกับ อ.เด่น อยู่ประเสริฐ บนเวทีทั้งระดับชาติและนานาชาติ จากที่เราเคยนั่งดูสมัยเรียนกระทั่งได้มีโอกาสเล่นร่วมกัน บางครั้งก็เล่นเพลงแต่งของผมด้วยเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก นอกจากนี้ยังได้ทำวงดนตรีและแต่งเพลงของตนเองด้วย ด้านการทำงานเชิงวิชาการดนตรี เริ่มชัดเจนจากช่วงการเรียนปริญญาโทเพราะก่อนหน้านั้นแทบจะไม่เคยทำงานวิชาการดนตรี สอนดนตรี เล่นดนตรี หรือแต่งเพลง เสียมากกว่า

ย้อนกลับไปช่วงปี 2552 ผมได้รับทุนศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ด้านดนตรีแจ๊ส

การเรียนระดับปริญญาโทแตกต่างจากปริญญาตรี มีการบ้านที่ต้องส่งเป็นเอกสารเชิงวิชาการ ต้องนำเสนอเชิงวิชาการ ต้องหาข้อมูลจากห้องสมุด รายวิชาที่ต้องส่งงานแบบนี้ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร แต่จะยากตรงการทำวิทยานิพนธ์ ต้องอยู่กับคอมพิวเตอร์และหนังสือนานมาก รู้สึกอึดอัด ให้ผมซ้อมกีตาร์ทั้งวันทั้งคืนยังรู้สึกดีกว่า แต่ก็เป็นความโชคดี อ.วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น กลับจากเรียนเมืองนอก ท่านสอนการทำวิทยานิพนธ์ให้กับผม ได้ความรู้เยอะมาก วิทยานิพนธ์ตอนปริญญาโทผมทำเรื่องเกี่ยวกับวิเคราะห์เพลงของนักกีตาร์ 2 คน คือ แพท เมธินี (Pat Metheny) และไมค์ สเติร์น (Mike Stern) โดยนำแนวคิดมาวิเคราะห์เปรียบเทียบในเพลง Giant Steps ของ จอห์น โคลเทรน (John Coltrane)

พ.ศ.2555 ผมมีโอกาสทำงานในกองบรรณาธิการวารสารดนตรีรังสิต ผมเรียนรู้งานวิชาการ กระทั่งได้รับโอกาสเป็นบรรณาธิการวารสารในปี 2559 ปัจจุบันวารสารอยู่ในกลุ่ม TCI กลุ่ม 1 นอกจากนี้ยังสอนวิชาดนตรีแจ๊สและการวิเคราะห์ในระดับปริญญาโท ก่อนจะเข้าสอนก็กังวลว่าเราจะสอนได้ไหม? จะทำเสียชื่อไหม? จะโดนลองของไหม? ช่วงเวลานี้ก็ได้เรียนรู้ งานวิชาการ การสอนกีตาร์ การวิเคราะห์ การเล่นดนตรี การแต่งเพลง เริ่มทำงานวิจัยเรื่อง ความทรงจำสำหรับวงดนตรีแจ๊สวงเล็ก (Memory for Small Jazz Ensemble)

หลังจบปริญญาเอกในปี 2563 ผมทำวิจัยสร้างสรรค์เพื่อระลึกถึงนักดนตรีแจ๊สคนสำคัญที่พัฒนาดนตรีแจ๊สไปตามยุคสมัย ไมล์ส เดวิส (Miles Davis) ชื่อเรื่องวิจัยคือ “บทประพันธ์เพลง เดวิสฟินอมินอน (Davis Phenomenon)” สนับสนุนทุนวิจัยโดยมหาวิทยาลัยรังสิต วิจัยสร้างสรรค์ชิ้นนี้นำเสนอด้วยมิติวงแจ๊สขนาดใหญ่หรือ Big Band เพลงประกอบด้วย 3 ท่อน แต่ละท่อนก็นำอิทธิพลทางดนตรีที่เชื่อมโยงกับ ไมล์ส เดวิส มาเป็นวัตถุดิบให้กับการแต่งเพลง ผมได้ประสบการณ์จากการแต่งเพลงให้กับ Big Band มากยิ่งขึ้น ได้เรียนรู้แตกต่างจากตอนทำวิทยานิพนธ์ของปริญญาเอก ซึ่งเป็นการแต่งเพลงสำหรับกลุ่มเครื่องจังหวะ (Rhythm Section) ผสมผสานกับไวโอลิน เชลโล แซ็กโซโฟน และคลาริเน็ต

ปี 2564 ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เรื่อง “บทประพันธ์เพลง หัตถยุทธ ลีลา (Hattayut Leela)” เป็นการแต่งเพลงสำหรับวงแจ๊สขนาดใหญ่หรือ Big Band โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพวาดของศิลปิน 4 คน คือ เอ็ดวาร์ด มูงค์ (Edvard Munch) ปาโบล ปิกัสโซ (Pablo Picasso) วาสซิลี คันดินสกี (Wassily Kandinsky) และแอนดี วอร์ฮอล (Andy Warhol) เป็นประสบการณ์ที่ดีด้านการทำงานวิจัยสร้างสรรค์ ช่วงที่เก็บข้อมูลภาพวาดของศิลปินทั้ง 4 คนนี้ ผมพบว่าได้จุดเชื่อมโยงทางแนวคิดหรือหลักการทางดนตรี สำหรับนำมาเป็นวัตถุดิบการประพันธ์ไปได้หลายประเด็นเลยครับ ดนตรีกับศิลปะมีหลายอย่างเชื่อมโยงกันจริงๆ ต่อมาผมทำวิจัย โดยได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เช่นกันเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับแต่งเพลงสำหรับกีตาร์ไฟฟ้าจำนวน 10 เพลง เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการศึกษาการเล่นกีตาร์ไฟฟ้า 5 สไตล์ และศึกษาเรื่องการ Improvisation

พัฒนาการสู่การเป็นนักวิชาการเชิงวิเคราะห์

หลังเรียนปริญญาเอก ผมมีโอกาสเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หรือกรรมการให้กับนักศึกษาปริญญาโท รวมถึงมีโอกาสพิจารณาผลงานทางวิชาการมากขึ้น เช่น บทความ หนังสือ ตำราเรียน งานวิจัยทางดนตรี หรือเป็นกองบรรณาธิการให้กับวารสารทางวิชาการ ก็ยิ่งเห็นมิติการทำงานเชิงวิชาการมากขึ้น ยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมงานวิชาการถึงสำคัญ ทำไมต้องระวังการใช้คำศัพท์เทคนิคทางดนตรี ถ้าจะใช้ต้องมีความเข้าใจและใช้ให้ถูกต้อง ในชั้นเรียนวิชาดนตรีแจ๊สและการวิเคราะห์ ผมมักถามนักศึกษาว่า คำศัพท์ที่นำมาใช้มีความหมายอย่างไร ถ้าไม่เข้าใจความหมายหรือทำให้ประเด็นต่างๆ กำกวม ควรนำมาใช้หรือไม่ อย่างไร บางครั้งเป็นคำศัพท์ที่ได้จากการพูดต่อๆ กันมา ตรงนี้ยิ่งต้องระวัง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผมเองก็เคยเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อเราได้เรียนรู้มากขึ้น การใช้ศัพท์เทคนิคทางดนตรีจึงต้องระมัดระวัง

การทำงานวิชาการเชิงวิเคราะห์ ต้องมีความรู้เชิงทฤษฎี สิ่งสำคัญประเด็นที่วิเคราะห์ต้องชัดเจน

ผมพบว่า การวิเคราะห์สามารถพิจารณาได้หลายมุมมอง ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสอดคล้องกับหลักการและเหตุผล นักทฤษฎีดนตรี 3 คน วิเคราะห์เพลงเดียวกันก็อาจวิเคราะห์ต่างกัน เราอาจเชื่อถือทั้ง 3 คน ผมมองว่าเป็นข้อดีที่ทำให้เห็นหลักการและเหตุผลหลากหลาย กรณีตัวอย่าง เช่น C Major Scale มีสมาชิกโน้ตทั้งหมดเหมือน A Minor Scale แต่อะไรที่เป็นปัจจัยชี้ให้เห็นว่าเป็น Scale เหล่านี้บ้าง ถ้าเรามีความรู้ทฤษฎีดนตรี แต่งเพลงได้ เล่นได้ วิเคราะห์ได้ และสามารถอธิบายเชิงวิชาการได้ จะมีส่วนช่วยสะสมประสบการณ์หลายมิติ สามารถตอบได้ว่า มีปัจจัยอะไรบ้าง

จากการสอนวิชาดนตรีแจ๊สและการวิเคราะห์ ทำให้ผมมีข้อมูลหลากหลาย กระทั่งนำองค์ความรู้เหล่านี้มาถ่ายทอดเป็น “หนังสือโมเดิร์นแจ๊ส (Modern Jazz)” เป็นการนำดนตรีแจ๊ส 6 ยุค มากล่าวถึงเชิงประวัติศาสตร์และนำเพลงในยุคเหล่านั้นมาวิเคราะห์ ผลพวงจากการทำงานเชิงวิเคราะห์ ผมนำเสนอองค์ความรู้ทางกีตาร์ไฟฟ้าด้วย “หนังสือแนวคิดพื้นฐานทางนิ้วระบบเคจด์ สำหรับกีตาร์ไฟฟ้า (Basic Concept The CAGED Fingering System for Electric Guitar)” เป็นการแสดงแนวคิดพื้นฐานทางนิ้วระบบ CAGED ทั้ง Scale, Arpeggio, Chord นำแนวคิดเหล่านี้มาสร้างเป็นแบบฝึกทักษะ

ทฤษฎีคือเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ดนตรี

ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยมหิดล ผมมีโอกาสเรียนกับอาจารย์ปราชญ์ อรุณรังสี เรียนทั้งวัน เรียนเรื่องทฤษฎี เรียนเรื่องการ Improvisation เรียนเอียเทรนนิ่ง (Ear Training) การเรียนโหมดเป็นเหมือนพื้นฐานว่าแนวคิดของโหมดนี้เป็นแบบใด ความจริงเรารู้เรื่องโหมด เช่น ซี เมเจอร์สเกล มีโหมดต่างๆ ซ่อนอยู่ 7 โหมด แต่มันก็จะถึงทางตัน แล้วทำอย่างไรต่อ เอาไปสร้างสรรค์อย่างไรได้อีก กระทั่งเราได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ทั้งการวิเคราะห์ การแต่งเพลง การ Improvisation ผมเอา 3 เรื่องมาผสมผสานกัน ทำให้เห็นทิศทางของโหมดมากยิ่งขึ้น แล้วนำมาสังเคราะห์เป็นประเด็นต่างๆ เอามาใช้ในชั้นเรียน หรือสร้างงานของตนเอง

ผมฝึก Improvisation เรียนรู้เรื่องโหมด แจ๊สเป็นครูที่ดีทำให้ผมเห็นแนวคิดโหมด สามารถทดลองได้หลายอย่าง เช่น เราจะใช้โหมดให้สอดคล้องกับคอร์ดได้อย่างไรบ้าง เพราะคอร์ดเปลี่ยนไปตามวาระต่างๆ ทริคของโหมดมีอะไรบ้าง รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดกับสเกล เมื่อเห็นคอร์ดหนึ่งคอร์ด เราสามารถใช้สเกลใดได้บ้าง คอร์ดสามารถใช้โหมด สเกล อะไรได้เยอะมาก แจ๊สสอนผมในเรื่องเหล่านี้ ย้อนกลับไปในวัยที่เรายังนั่งดู VDO สอนกีตาร์ของ Scott Henderson ไปหาซื่อที่ร้าน Rex แถวประตูน้ำ

ตอนนั้นเกิดคำถามทำไมไอเดียเขาเยอะเหลือเกิน ต้องขอบคุณดนตรีแจ๊สครับทุกวันนี้ผมได้คำตอบจากประสบการณ์ของผมแล้ว เพลงที่บอกคีย์ตามหนังสือเพลง ผมจะไม่เชื่ออีกต่อไป หลายเพลงเปลี่ยนคีย์เป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะเพลงแจ๊ส คีย์ที่บอกเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เราต้องดูบริบทอื่นประกอบเช่น คอร์ด เพราะบางทีคีย์ในเพลงอาจมีการเปลี่ยน จุดนี้ทฤษฎีมีส่วนช่วย ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ คนที่เรียนแจ๊ส จะได้เรียนรู้เรื่องฮาโมนี่ หากทำไม่ได้ก็จะวิเคราะห์ดนตรีไม่ได้ ถ้าเข้าใจเรื่องฮาโมนี่ การ Improvisation ก็จะสนับสนุนกัน นั่นเป็นข้อดีของคนเรียนแจ๊ส

นักเขียน บรรณาธิการวารสารดนตรีรังสิต

ผลงานหนังสือ แนวคิดพื้นฐานทางนิ้วระบบเคจด์ สำหรับกีตาร์ไฟฟ้า : Basic Concept The Caged Fingering System for Electric Guitar อาจต้องเล่าย้อนกลับไปในยุคสมัยก่อน เด็กสมัยนี้หัดเล่นกีตาร์หาข้อมูลได้ง่ายมากทางอินเทอร์เน็ต ข้อมูลมีเยอะมาก แต่เป็นข้อมูลที่มีทั้งถูกและไม่ถูกต้อง นักศึกษาบางคนไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาได้มาจากอินเทอร์เน็ตนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร บางคนอาจนำมาเป็นข้อมูลสำหรับการเตรียมสอบเข้าสถาบันทางดนตรี จดจำเพียงเพื่อใช้ในการสอบ สอบเสร็จก็ลืม ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรลืม ควรเอาไปต่อยอด เราในฐานะอาจารย์ควรมีสิ่งชี้นำทางให้กับเขา นั่นเป็นเหตุผลให้ผมทำหนังสือ

มีคนถามผมว่า ฝึกไล่สเกลแล้วเอาไปทำอะไรได้ ผมตอบคำถามพวกเขาโดยเปรียบเทียบกับการเล่นฟุตบอลในสนามแข่งขัน ทำไมต้องฝึกทักษะหลายอย่าง ทำอย่างไรให้ทีมชนะ? รอให้บอลมาถึงเท้าแล้วยิงให้เข้าประตู จากนั้นก็รอให้หมดเวลาการแข่งขันเท่านั้นหรือ? ทักษะที่ฝึกฝนมาต้องใช้ควบคู่กับกลยุทธ์อีกหลายอย่าง ไม่ใช่รอให้บอลมาถึงเท้าแล้วยิง การเล่นกีตาร์ก็เช่นเดียวกัน เราต้องฝึกทักษะหลายอย่าง การไล่สเกลก็เป็นการฝึกแบบหนึ่ง เปรียบเสมือนแผนที่หรือทางเดิน คุณจะเดินมั่วๆ ก็ได้แต่อาจต้องแลกด้วยเวลา แต่ก็อย่าไปยึดติดกับการฝึกทักษะมากจนไม่กล้าสร้างสรรค์อะไร เวลาที่จะใช้ทักษะทางดนตรีก็คือช่วงเวลาการสร้างสรรค์งาน หรือการเล่นบนเวที เราสามารถประยุกต์ทักษะและเทคนิคเพื่อนำมาใช้ได้

ดนตรีเป็นเรื่องของเวลาและกาลเทศะ ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่เรากำลังเล่น Improvisation เรารู้ว่าเรากำลังเล่นสไตล์แจ๊สต้องดูสไตล์เพลงและต้องดูงานที่ไปเล่น ถ้าเล่นตามเทศกาลดนตรีก็อาจปล่อยของได้เยอะ แต่ถ้าเล่นงานบันทึกเสียงให้คนอื่นหรืองานแต่งงานก็ต้องพิจารณาให้ดี กาลเทศะเป็นเรื่องสำคัญ การนำความรู้ไปใช้ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมทำหนังสือทางนิ้วขึ้นมา ไม่อยากให้เล่นแต่ทางนิ้วตามแบบฝึกหัด แต่ต้องเอาไปต่อยอดเรื่องอื่นๆ หรือนำมาสร้างสรรค์ผลงาน

กระบวนการวิเคราะห์ดนตรีมีหลายแนวทาง สำหรับผมจะต้องมีประเด็นที่อยากนำเสนอก่อน จากนั้นวางโครงการดำเนินเรื่องราว การทำงานวิเคราะห์นี้เหมือนการแต่งเพลงเลยครับ นอกจากมีประเด็นแล้วต้องวางโครงเรื่อง ผมแต่งเพลงมาหลายวิธีและค้นพบว่าวิธีนี้เป็นอีกแนวทางที่ตอบสนองเราได้มาก การเลือกใช้คำศัพท์เทคนิคทางดนตรีสำหรับการวิเคราะห์ก็สำคัญ อาจดูนิยามศัพท์จากแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือ แต่อย่าเชื่อถือทันที ควรหาจากหลายแหล่งข้อมูลแล้วนำมาพิจารณาร่วมกัน มุมมองการวิเคราะห์ก็สำคัญ ควรมีมุมมองหลากหลาย คอร์ดเดียวกัน องค์ประกอบคอร์ดเหมือนกัน กดสายกีตาร์ตำแหน่งเดียวกัน นักวิเคราะห์ดนตรี 2 คนก็อาจตีความแตกต่างกันได้ การวิเคราะห์นั้นมีประโยชน์มากช่วยสะท้อนถึงตัวตน ทำให้มองเห็นดนตรีเชิงลึกมากขึ้น เข้าใจว่าสิ่งที่ทำในเพลงของตนเองหรือเพลงจากศิลปินที่ชื่นชอบว่าคืออะไร สามารถส่งต่อองค์ความรู้ แรงบันดาลใจ ให้กับผู้อื่นผ่านมุมมองการวิเคราะห์

สร้างสรรค์ดนตรีในวิถีศิลปะ กอล์ฟ ทีโบน

0

“ผมทำดนตรีด้วยการอิมโพรไวส์ (Improvisation) พอได้เป็นไอเดียก็จะนำมาแต่งเป็นเพลง รวมถึงเพลงทีโบนที่ผมแต่ง แม้แต่การแสดงสดถ้าได้ดูวงทีโบนเล่นบนเวทีจะพบว่า ลักษณะการเล่นดนตรีของพวกเราคล้ายกับวงแจ๊ส เพราะการแสดงบนเวทีโดยการอิมโพรไวส์จะได้รสชาติของดนตรีที่สดและสนุก ทุกครั้งที่เล่นมันมีสีสัน ผู้เล่นและผู้ฟังจะไม่รู้สึกเบื่อ มันมีพลังงาน เวลาเรานำเสนอในแต่ละครั้งมันจะมีความแตกต่าง” นครินทร์ ธีระภินันท์ (กอล์ฟ ทีโบน)

กอล์ฟ ทีโบน หรือ นครินทร์ ธีระภินันท์ คือมือกีตาร์วงทีโบน (T BONE) วงดนตรีระดับตำนานที่ทำให้คนไทยรู้จักดนตรีแนวเร็กเก้-สกา ซึ่งมีรูปแบบการแสดงดนตรีที่สด สนุกสนาน กอล์ฟ มือกีตาร์ของวงทีโบน มีพื้นฐานด้านการเรียนศิลปะ มีประสบการณ์ทำงานเป็นอาจารย์สอนดนตรี มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความสามารถด้านการประพันธ์เพลงและการอิมโพรไวส์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว (Improvisation) ลักษณะการนำเสนอดนตรี เร็กเก้-สกา บนเวทีของทีโบนจึงคล้ายกับการเล่นดนตรีแจ๊ส แต่ใช้วิธีคิดและกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะ ทำให้ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผลงานเพลงของทีโบน ถูกพัฒนาให้มีลักษณะร่วมสมัย เป็นที่นิยมของนักฟังเพลงทั้งไทยและต่างประเทศ

ครอบครัวทีโบน ครอบครัวนักฟังเพลง

ผมเติบโตมากับดนตรี ครอบครัวของผมชอบฟังเพลง พ่อผมชอบฟังเพลงศิลปินต่างประเทศ อย่างเช่น แฟรงค์ ซินาตรา, แอนดี วิลเลียมส์ ,เอลวิส เพรสลีย์ ส่วนคุณแม่จะฟังเพลงลูกกรุง เช่น ชรินทร์ นันทนาคร , ศรีไศล สุชาตวุฒิ , ดาวใจ ไพจิตร เพลงสตริงเช่น The Impossible ช่วงเรียนประถมศึกษา ผมเริ่มเล่นกีต้าร์จากการหัดตามเพื่อนข้างบ้าน ผมได้ฟังเพลงดีๆ ของน้าของผมซึ่งเรียนหนังสืออยู่ต่างประเทศ เขามีแผ่นเสียงเยอะมาก เราอยู่ในสภาพแวดล้อมของการฟังเพลง เมื่อเปิดวิทยุจะมีเพลงหลากหลายมาก นักจัดรายการวิทยุจะเปิดเพลงอย่างอิสระ ถือเป็นโชคดีที่ผมเติบโตมาในยุคสมัยนั้น

สมัยนั้น ผมฟังเพลงเพื่อความบันเทิง ฟังไม่ละเอียด แต่ผมได้ฟังเพลงเยอะมาก เมื่อเริ่มศึกษาดนตรีก็จะรู้จักเพลงได้เร็วเพราะโตมากับสภาพแวดล้อมของนักฟังเพลง การหัดเล่นดนตรีจึงไม่เป็นเรื่องยาก ผมไม่ได้ประกวดแข่งขันอะไร ผมเล่นดนตรีเพื่อความพอใจและความสุขใจในการเล่น ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นนักดนตรี ช่วงนั้น ผมกำลังไปได้ดีกับการเรียนศิลปะ ส่วนการเรียนดนตรีก็จริงจังขึ้นตามอายุ แต่ไม่คิดว่าการเล่นดนตรีจะเป็นอาชีพได้ ผมเรียนกีตาร์คลาสสิคเพื่อเพิ่มทักษะการเล่น (Skill) แต่ทำไปทำมาความอยากเล่นดนตรีก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังเรียนจบช่างศิลป์ ผมตัดสินใจเรียนดนตรีอย่างจริงจัง ชีวิตเริ่มเปลี่ยนเป็นนักดนตรี หลังจากนั้นจึงเดินทางไปเรียนดนตรีที่สหรัฐอเมริกา ข้อดีของการเรียนต่างประเทศคือเราสามารถเลือกทำในสิ่งที่เราสนใจ เป็นแหล่งที่มีช่องทางในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมที่ดีมาก ผมได้ดูดนตรีดีๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่โลกยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เมื่อกลับประเทศไทย ผมทำวงทีโบน วงทีโบนเริ่มก่อตั้งตอนที่ผมเรียนจบช่างศิลป์ เมื่อผมเดินทางไปเรียนต่างประเทศ

แก๊ป ทีโบน น้องชายของผมก็เข้ามาแทนและเป็นคนนำดนตรีเร็กเก้ สกา เข้ามานำเสนอในประเทศไทยเป็นวงแรก ก่อนหน้านั้นช่วงที่เรียนช่างศิลป์ผมก็มีวงดนตรี มีสมาชิกในวง อย่างเช่น ภควัฒน์ ไววิทยะ (เมย์ คิดแน็ปเปอร์ส) น้องชายพี่ ธเนศ วรางกูรนุเคราะห์ ชื่อเก๋ พวกเราทำวงดนตรี เมื่อเรียนจบก็แยกย้าย ผมทำวงใหม่คือทีโบน เล่นตามเกสเฮ้าส์ เล่นเพลงบลูส์ อาร์แอนด์บี

สร้างสรรค์ดนตรีจากตัวตนของศิลปิน

ผมทำดนตรีเหมือนการวาดรูป เหมือนการทำงานศิลปะ มันทำให้วิธีการทำดนตรีแตกต่างออกไป ผมคิดว่าเมื่อทำแบบนี้ผมจะทำดนตรีได้ดีกว่า ทำให้ผมมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเพลงและวิธีเล่นที่ดีกว่า การเล่นกีตาร์ของผมก็เหมือนการต่อเลโก้ เหมือนซื้อเลโก้มาชุดหนึ่ง แต่ไม่มีคู่มือในการต่อเลโก้ หน้ากล่องอาจเป็นรูปรถ แต่เวลาต่อเลโก้ ผมไม่ได้ต่อโลโก้เหมือนรูปภาพหน้ากล่อง ผมต่อเลโก้เป็นรถของผม เมื่อเป็นรถของผม วิธีการนำเสนอของผมก็จะแตกต่าง แต่ก็ต้องแลกกับการไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปสักพักหนึ่ง เพราะมันไม่อยู่ในวิธีปกติ ผมเรียนศิลปะ ผมอาจเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยการลอกเลียนแบบ แต่เพื่อการพัฒนาด้านเทคนิค การลอกเลียนแบบเพื่อสร้างงานไม่อยู่ในความคิดของผม ถ้าทำให้เหมือนผมก็ทําได้ แต่ผมไม่ชอบ มันมีบางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่า เวลาเล่น หรือวาด มันไม่สบาย มันไม่เป็นตัวเรา

แต่เมื่อถึงสถานการณ์จริง ช่วงเริ่มต้นผมก็จำเป็นต้องเล่นให้เหมือน เพราะช่วงหนึ่งผมต้องทำมาหากินด้วยการเป็นนักดนตรีกลางคืน ผมพยายามเล่นเพลงของคนอื่นแต่มีแอบเปลี่ยนบ้างนิดหน่อย เช่น เวลาเข้าท่อนโซโล่ก็โซโล่แบบผม เปลี่ยนคอร์ด เปลี่ยนวิธีการเรียบเรียงนิดหน่อย

ผมทำดนตรีด้วยการอิมโพรไวส์ (Improvisation) พอได้เป็นไอเดียก็จะนำมาแต่งเป็นเพลง รวมถึงเพลงทีโบนที่ผมแต่ง แม้แต่การแสดงสดถ้าได้ดูวงทีโบนเล่นบนเวทีจะพบว่า ลักษณะการเล่นดนตรีของพวกเราคล้ายกับวงแจ๊ส เพราะการแสดงบนเวทีโดยการอิมโพรไวส์จะได้รสชาติของดนตรีที่สดและสนุก ทุกครั้งที่เล่นมันมีสีสัน ผู้เล่นและผู้ฟังจะไม่รู้สึกเบื่อ มันมีพลังงาน เวลาเรานำเสนอในแต่ละครั้งมันจะมีความแตกต่าง ไม่เหมือนกับการเปิดซีดีที่เปิดร้อยรอบก็เหมือนกัน การอิมโพรไวส์เป็นรากฐานการคิดที่แตกต่าง ทำให้ดนตรีแตกต่าง ดนตรีของทีโบนไม่อยู่ในระบบของแฟชั่น เรามีสไตล์ที่ชัดเจน ไม่ฝืนตัวตน ปรับตัวได้แต่ไม่มากเกินไป อยู่ได้ทั้งการใช้ชีวิต การทำมาหากิน มีความสุขแต่พอตัว

ผมคิดว่า การทำงานของผมมีพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ การเขียนภาพ การทำดนตรี มันช่วยพัฒนางานโดยรวมให้มีเอกลักษณ์และสไตล์เฉพาะตัว ทำให้มันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการนำเสนอ แต่มันก็ไม่ได้เป็นการพัฒนาโดยไม่มีพื้นฐาน คือเราต้องศึกษาเพิ่มเติม ต้องเพิ่มความลึกในการทำงาน ทั้งเรื่องการบันทึกเสียง การแต่งเพลง มันเป็นหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกัน ผมมองทุกอย่างค่อนข้างแตกต่างจากคนทั่วไป งานบางอย่างที่ผมทำ ก็ทำมาหากินไม่ได้เลย แต่การเริ่มต้นจากตัวเองมากๆ เมื่อรู้สึกตึงเราจะขยับได้ แต่ถ้าเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ไม่เป็นตัวของเรา มันไปไหนไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่วิถีของเราในการเริ่มฟอร์มไอเดีย

สำหรับการถ่ายภาพ (Street Photography) ผมถ่ายภาพประมาณ 8 ปี ผมเลือกที่จะถ่ายภาพเพราะใช้เวลาค่อนข้างน้อย ถ้าวาดภาพต้องใช้เวลานาน แล้วผมก็มีงานประจำวันที่ต้องทำ ถ้าต้องมานั่งวาดภาพคงไม่มีเวลา แต่การถ่ายภาพผมทำได้ง่าย ผมเดินทางบ่อย เวลาจะไปไหนก็พกกล้องถ่ายภาพ แล้วเราก็ถ่ายภาพได้ เราต้องการมองให้มันเป็นศิลปะขนาดไหน ก็หัดปรับแค่วิธีการมอง ผมจริงจัง คิดว่าภายใน 3 – 5 ปี เราจะขึ้นไปถึงระดับแนวหน้าของการถ่ายภาพได้ระดับไหน ซึ่งในศิลปะสาขาที่ผมสนใจ ผมก็คิดว่า ผมสามารถทำได้ค่อนข้างดี (หัวเราะ) เมื่อทำได้ถึงจุดหนึ่งผมก็รู้สึกพอใจ รู้สึกได้ลอง เพราะทักษะการถ่ายภาพ ค่อนข้างแข็งแรง เวลาจับกล้องทำให้รู้สึกว่า มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติในการถ่ายภาพ เพราะเราเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแบบนั้นมาแล้ว คล้ายกับการเล่นดนตรี

ความจริงผมไม่ได้นำหลักการทางศิลปะมาใช้ แต่ศิลปะอยู่กับผม ศิลปะไม่ใช่ส่วนอื่นของชีวิต เวลาทำงานผมจะรู้สึกว่า เราทำในลักษณะนี้อยู่แล้ว ผมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตนเอง ผมทำงานในรูปแบบที่ผมทำ เพราะมันได้งานเร็วกว่าวิธีอื่น คือกระบวนการคิดให้เป็นงาน บางคนนำหลักการอะไรบางอย่างมาใช้กับตัวเอง บางทีมันไม่ใช่วิถีของเขา เขานำเอามาใช้ได้แบบผิวเผิน เพราะศิลปะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา

วิกฤตธุรกิจดนตรีที่คลี่คลาย

ศิลปินที่ผมรู้จักหลายคนแต่งเพลงเก่งมาก ผมทำแบบนั้นไม่ได้ แต่ผมรู้ว่าวิธีที่ผมจะทำได้ ต้องเริ่มต้นอย่างไร เมื่อเราทำงานโดยไม่ฝืนตนเอง ศิลปะจะมาก่อน ไม่เลื่อนลอย ผมพิสูจน์ได้ว่า ผลงานที่เกิดจากการเริ่มต้นด้วยศิลปะก็สามารถเป็นที่ต้องการได้ เช่นเดียวกับวิธีการเล่นกีตาร์ในรูปแบบของผมก็สามารถเป็นเทรนด์ได้ แม้แต่กีต้าร์ที่ผมเลือกใช้ยังเป็นเทรนด์ คนที่ชื่นชอบ เขาจะชื่นชมในวิถีของเรา ผมคิดว่า เราควรเดินทางไปในวิถีนี้โดยไม่ฝืนความเป็นตัวตน ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมทำเพลงและโปรดิวเซอร์ให้กับวงดนตรี เช่น ไคโจ บราเธอร์ส , The Super Glasses Ska Ensemble , ส้ม อัมรา , Skalaxy , Day tripper เราไม่ได้ทำเพียงทีโบน แต่เราทำอยู่เรื่อยๆ ทีโบนทำงานแยกกัน ระหว่างผมกับแก็ป แต่ภาพรวมเราคือทีม

มาถึงวันนี้เรากำลังจะปล่อยเพลงใหม่ อัลบั้มใหม่ ในอนาคต เราจึงต้องจัดการและรวบรวมผลงานทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อง่ายต่อการติดตาม เช่นเพลงของทีโบนใน Spotify, Apple Music , Joox , youtube นำทุกอย่างกลับมารวมกันเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน คิดว่าหลังจากเสร็จเรียบร้อยเราจะปล่อยผลงานใหม่

อีกอย่างที่ผมอยากจะสารภาพ จุดอ่อนที่ผมเรียนรู้คืออาร์ตมากๆ ก็อยู่ยาก (หัวเราะ) ผมเคยทำค่ายเพลง ลงทุนด้วยเงินส่วนตัวแบบเรียกว่าสุดตัว แต่สุดท้ายก็หยุด เพราะขาดทุน คิดว่าเพลงมันล้ำเกินไปหน่อย แต่เพลงดีมาก ผมชอบ ช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา วงการเพลงกำลังปรับเปลี่ยน วิธีการฟังเพลงเปลี่ยน คนไม่ซื้อซีดี, mp3 ระบาด วัฒนธรรมการโหลดเพลงฟรีจากอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น ผมคิดว่าควรหยุดเพื่อไม่สร้างหนี้สินมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะผมต้องจ่ายคนเดียว

ทีโบนทำอัลบั้มล่าสุดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราละเลยเรื่องธุรกิจมานาน เมื่อทำเพลง “พราว” คิดว่าถึงเวลาที่ผมจะเข้ามาจัดการ ไม่งั้นเมื่อถึงเวลาต้องเล่นคอนเสิร์ตมันก็จะยุ่ง ช่วงที่มีเวลาผมก็เอาเวลามาจัดการธุรกิจให้มากขึ้น ทำให้เป็นระบบธุรกิจมากขึ้น วงทีโบนมี full band และ Acoustic เรามีเพลงอะคูสติกแต่ไม่ได้เล่น พอวงเต็มก็จะเล่นเพลงสกา ก็เลยทำวงอะคูสติก พอทำแล้วชอบก็เลยทำเพลงอะคูสติก ยุคสมัยก่อน ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ทำให้ดนตรีของทีโบนแปลก มีความน่าสนใจสูงมาก แต่ทีโบนก็มีจุดอ่อนเยอะเพราะเราเล่นเพลงนอกกระแสนิยม

มันไม่ใช่เพลงป๊อปที่คนทัวไปฟังกัน มีข้อจำกัด แต่ก็มีข้อดีก็คือถ้าคนที่ชอบก็จะชอบเรื่อยๆ แฟนเพลงเหนียวแน่นมาก เพลงทีโบนมีความร่วมสมัย ปัจจุบันนี้ผมยังเล่นดนตรีให้นักฟังเพลงรุ่นลูกฟัง บางคนเด็กมาก แปลกมากที่เขาร้องเพลงเราได้ เป็นอีกเจนเนอเรชั่น ผมว่าเราทำเพลงในช่วงที่มันยังไม่มีใครทำ ถือเป็นโชคดี เพลงเรามีเยอะ ก็เลยทำมาหากินได้ทุกวันนี้

การถ่ายทอดพลังงานบวกทางดนตรี

ผมเคยทำงานเป็นอาจารย์สอนดนตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมไม่มีวุฒิการศึกษาด้านดนตรี แต่อาจจะด้วยความสามารถก็เลยมีโอกาสได้สอนครับ ตอนเรียนต่างประเทศ อาจารย์ที่สอนผม เขาถ่ายทอดแนวคิดที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเหมือนกันเพราะแนวคิดและการปฏิบัติที่ได้ผลกับตัวเอง ก็เลยนำมาถ่ายทอด ผมเป็นนักดนตรีที่เรียกว่าไม่มีใครเหมือนก็ว่าได้นะ (หัวเราะ) อย่าเพิ่งหมั่นไส้ เพราะสิ่งที่ผมทำมันเป็นจุดที่เรียกว่าเลยจุดของการแข่งขันกับคนอื่นนอกจากตัวเอง ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยศิลปากรให้เกียรติเชิญผมไปสอนเป็นเวลากว่ายี่สิบปี ผมหยุดสอนในปี 2566 เพราะผมต้องการเริ่มต้นใหม่ ถ้าเราอยู่อย่างสบายเราจะตายไปกับสิ่งที่เรามี เราต้องสร้าง ต้องทำ ถ้าอยู่กับความสบายตลอดเวลา ชีวิตก็จะหมดไปกับความเคยชิน ผมสอนนักศึกษามานาน เมื่อถึงเวลาก็ควรหยุด เพื่อเอาเวลามาเรียนรู้ หรือทำอย่างอื่นที่อยากทำ

ผมสอนดนตรีเด็กวัยรุ่น ผมอยู่กับเด็กวัยรุ่นแล้วมีความสุข เหมือนเขาต่อชีวิตผม ทำให้เราได้เรียนรู้หลายอย่างจากเขา เราเรียนรู้เรื่องเทรนด์ของเขา เราได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้เขาได้ทำต่อ เรามีพลังงานบวกที่ดี ผมทำงานกับเด็กตลอด ลูกศิษย์เก่งๆ ของผมมีหลายคน เช่น เรโทรสเปกต์ ,Telex Telex ,The kopyCat ผมสอนให้เขาคิด ผมบอกอยู่เสมอว่า เรียนดนตรีไม่แต่งเพลงไม่ได้นะ ต้องแต่งเพลง ต้องทำทุกอย่างให้ได้ ทำทุกอย่างให้เป็น เหมือนการต่อเลโก้ ต่อเลโก้เป็นรถในแบบที่เขาคิด

กระบวนการก็จะเป็นการประกอบอะไรสักอย่างหนึ่งที่เป็นของเขา ซึ่งไม่ใช่การตั้งหน้าตั้งตาเลียนแบบ ผมว่ามันหมดสมัยกีตาร์ฮีโร่ แต่กีตาร์ฮีโร่ก็ยังมีอยู่จริง แต่ต้องถามว่า คุณจะเล่นกีตาร์ให้เก่งที่สุดในโลกเพื่ออะไร ถ้าทำแล้วอยู่ในจริตของคุณ คุณก็ทำให้ถึงที่สุด มันไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำ แต่การเล่นดนตรีเราต้องเติบโตไปด้วยกัน ทั้งการแต่งเพลง ความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์การทำงาน Producer

สิ่งแรกที่คุณจะเรียกตนเองเป็นศิลปินได้ ประการแรกเพลงต้องมาจากเรา ผมชอบทำงานกับคนที่มีเพลงเป็นของตนเอง ผมคิดว่าเขาก็มีความสุขที่ได้เห็นงานของเขาเป็นรูปเป็นร่าง ผมก็จะช่วยให้เขาเป็นตัวเขามากที่สุด แต่ในแง่ของความเป็นตัวตน ผมก็ช่วยทำให้เขาเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ส่วนเรื่องของซาว์ดดนตรี ผมอาจช่วยทำให้แรงขึ้น นิ่มนวลขึ้น ลงตัวขึ้น บางที่ต้องระวังเหมือนกัน เพราะงานของเขา เราก็ต้องเคารพในความเป็นตัวเขาให้มากที่สุด

การฝึกและวิธีคิดดนตรีที่แตกต่าง

ปัจจุบัน เด็กถูกสอนดนตรีในรูปแบบคล้ายๆ กัน ถ้าเราส่งลูกเรียนดนตรีเพื่อจุดประสงค์คือให้พื้นฐานการเรียนดนตรีดีขึ้น มีสมาธิดีขึ้น ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพื่อความบังเทิง ผมคิดว่ามีประโยชน์ แต่ถ้าเด็กสนใจอยากเป็นนักดนตรีจริงๆ อยากแนะนำให้มีจุดมุ่งหมายสักนิดก่อนตัดสินใจเข้ามาเรียนดนตรี ควรทำการบ้านเกี่ยวกับสถานที่ศึกษาให้มากขึ้น ไป Open house ไปดูก่อนตัดสินใจ ผมว่ากระบวนเรียนมีผลต่อการสร้างงานเยอะมาก แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่มีใครช่วยให้คุณเก่งได้ ถ้าไม่ช่วยเหลือตัวเอง

กีตาร์คือเครื่องดนตรีที่แตกต่าง กีตาร์ต่างจากเปียโน เพราะเปียโนมีการวางนิ้วที่มีระเบียบแบบแผน แต่กีตาร์ไปทิศไหนก็ได้ กีตาร์เป็นเครื่องมือดนตรีที่ผมคิดว่ายาก วีธีมอง มันจะเป็นวิธีที่เราเล่น ถ้าเรามองอย่างที่มันควรจะเป็น เราจะรู้ว่า การเล่นกีตาร์เป็นเหมือนการขับรถแบบมีแผนที่ เราจะต้องรู้ว่าบนคอกีตาร์มีตัวโน้ตกี่ตัว ตัวโน้ตประกอบด้วยอะไรบ้าง เมื่อเล่นกีตาร์ ก็ให้นึกถึงการเดินทางออกจากบ้าน โดยเริ่มจากโน้ตตัว C เดินทางไปที่ตัวโน้ต E เราจะเดินทางไปทางไหนได้บ้าง เราจะพบว่าโน้ตตัว C มีอยู่หลายตำแหน่ง เราจะสร้งสรรค์หรือจินตนาการอย่างไรก็ได้ เพราะเรารู้ว่าโน้ตบนคอกีตาร์มันประกอบด้วยอะไรได้บ้าง ดังนั้นเมื่อเรารู้ว่า คอเป็นยังไง โน้ตเป็นยังไง ก็สามารถดีไซน์การเล่นกีตาร์ เหมือนกับการออกแบบเส้นทางกลับบ้าน (Mapping)

ถ้าใช้วิธีฝึกที่ผมแนะนำ ภายใน 6 เดือน ผู้ฝึกหัดจะรู้ว่า กีตาร์มันจะเป็นแผนที่แผ่นเดียวกัน มองเห็นโน็ตบนคอกีตาร์ทั้งหมด จะย้ายคอร์ดไปตรงไหนก็ได้ บางคนมองสเกลเป็นภาพเพียงอย่างเดียว แต่ผมมองทุกอย่างเป็นโน้ตและภาพของสเกล เวลาที่เรามองเห็น มันก็จะช่วยขยายรูปแบบการเล่นหลายอย่างออกไป โดยเฉพาะขอบเขตหรือวิธีการนำเสนอ คอร์ดจะมีสไตล์ที่เราคิดเอง แต่เวลาสอนก็ต้องดูว่า เด็กนักเรียนมีพื้นฐานวิธีการเรียนแบบไหน อย่างเด็กนักเรียนจากโรงเรียนทางเลือก อาจถูกสอนด้วยวิธีหาเหตุผลและตั้งคำถาม ให้คิด ให้ลองถูก ลองผิด เมื่อเขาเรียนกีตาร์ในแบบของผมอาจจะรุ่ง แต่ถ้าเรียนแบบท่องจำ เรียนแบบผมเขาอาจจะต้องปรับตัว เพราะบางครั้งการท่องจำจนติดเป็นนิสัยก็เป็นจุดอ่อน ผมต้องช่วยเพิ่มความมั่นใจเพื่อให้กล้าที่จะลอง กล้าทำ ผมว่ากระบวนการคิดมันทำให้เราฉลาดขึ้น

แต่ถ้าเราเล่นแบบเดิมเราจะวิ่งหาผลลัพธ์ตามแฟชั่น การเล่นดนตรีคนอื่น แบบที่เขาเป็นกันอยู่ ใช้ในการทำมาหากินในแง่ความบังเทิงได้ แต่ถ้าอยู่ในสังคมฝรั่งและอยากเป็นศิลปิน การจะเป็นศิลปินได้ต้องมีตัวตน เช่น น้าแอ๊ด คาราบาว ฟังร้อยรอบก็ป็นน้าแอ๊ด เพราะน้าแอ๊ดสามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่า นั่นเป็นตัวตนของเขา สำหรับคนมีการศึกษาด้านดนตรี เขาอาจไม่ชอบเพราะดูธรรมดาเกินไป แต่ความจริงนั่นโคตรเจ๋ง เพราะมันมีสไตล์ ผมว่าในมุมมองของความเป็นตัวตน ความเป็นตัวตนก็สามารถทำมาหากินได้ โดยไม่ต้องมีความซับซ้อนทางดนตรีใดๆ

ความจริงวิธีที่เราซ้อม วิธีที่เราคิด หลักการคือ อิมโพรไวส์ (Improvisation) ถ้าผมเล่นเพลงแจ๊ส สำหรับผมแจ๊สมันท้าทายมาก เพราะการเล่นแจ๊สแบบไม่มั่วกับการเล่นมั่ว อยู่เส้นเดียวกัน เพราะถ้าเล่นมั่ว โอกาสที่คนจะเข้าใจว่าเล่นแจ๊สก็จะมีสูงมากเพราะมันฟังแล้วงงเหมือนกัน แต่คนที่เล่นถูกต้อง มันก็ฟังดูมั่วได้เหมือนกัน [หัวเราะ] ดังนั้น การเล่นดนตรีแจ๊ส เป็นการแยกตัวเองให้ออกว่า สิ่งที่เรากำลังเล่นมันไม่ได้มั่ว มันเป็นสิ่งที่เราศึกษา เพราะแจ๊ส 1 เพลง เปลี่ยนคีย์บ่อยมาก มันท้าท้าย มันมีเรื่องการฟัง (Ear Training) มีเรื่องของการอิมโพรไวส์เพื่อให้เพลงน่าฟัง เราจะทำอย่างไรให้เกิดภาษาดนตรีแบบนี้ได้ คือการสร้างสรรค์ตลอด อิมโพรไวส์คือการคิดสดในเวลานั้น เราฝึกตนเองเพื่ออิมโพรไวส์ให้แข็งแรงขึ้น น่าฟังขึ้น หรือโหดร้ายขึ้น

การอิมโพรไวส์ฝึกให้เรามีไหวพริบดี สร้างข้อจำกัดในสิ่งที่ไม่มีข้อจำกัดได้ดี มันยากที่จะสอนอิมโพรไวส์ แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ ต้องคิด ต้องฟัง ต้องเล่น เอามาประกอบเพื่อเข้ากับตนเอง ใครได้เรียนดนตรีแจ๊สแล้วเริ่มเรียนอิมโพรไวส์ เขาสามารถพัฒนาระดับการสร้างสรรค์ ระดับการสร้างสรรค์จะถูกดันขึ้นทันที ผมพูดแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าดนตรีประเภทนี้ดีกว่าประเภทอื่น แต่ผมพูดในฐานะนักดนตรีแจ๊สเพราะเป็นแนวที่ผมถนัดและผมสอนอยู่ครับ

สุดท้าย เวลาเล่นก็จะพยายามลืม พอเล่น Improvisation ก็ต้องฟังเยอะ บางอย่าง ถ้าเรารู้มากเกินไปก็จะไม่เป็นธรรมชาติ เราต้องใช้หูให้เป็นธรรมชาติ เราไม่จำเป็นต้องฟังออกหมด อีกอย่างที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญคือ การฟังดนตรี ปัญหาที่เกิดขึ้นในการสอนดนตรีแจ๊สของผมคือ เด็กนักเรียนดนตรีแจ๊สไม่ฟังแจ๊ส มันเป็นสิ่งที่ยากมากในการเรียน อย่าลืมว่าดนตรีเป็นเหมือนภาษาประเภทหนึ่ง ต้องเรียนแบบหัดพูดภาษาเพราะถ้าไม่ฟังเราจะไม่มีไอเดีย เราจะพูดไม่ได้ เราหัดเล่นเพลงมาจากยูทูป เราก็เล่นได้ แต่ถ้าไม่มีพื้นฐานด้านการฟังก็จะเกิดปัญหาคล้ายๆกัน เช่นเดียวกับคนสมัยนี้ที่ใช้การมองเห็นมากกว่าการฟัง เวลาฟังเพลงก็ต้องเปิดยูทูป ผมแนะนำฟังอย่างเดียวว่า ไม่ต้องดูครับ

ถ้าเราฟังอะไรนานๆ เราเหมือนถูกสะกดจิต เมื่อสะสมนานวัน ทักษะการฟังจะพัฒนา ภาษาดนตรีเราจะพัฒนา ดนตรีคือภาษา ภาษาร็อก ภาษาเร็กเก้ ภาษาแจ๊ส ถ้าจะเรียนดนตรีต้องคิดเหมือนการเรียนภาษา เหมือนคนใต้พยายามพูดภาษากลาง คุณก็จะพบว่า พูดอย่างไรก็เป็นภาษาทองแดงหรือเป็นภาษาไทยสำเนียงคนภาคใต้ นั่นหมายความว่า คุณมีรากของภาษาใต้ดีแล้ว ถ้าเราอยากเรียนดนตรีแจ๊ส เราก็ต้องฟังเพื่อจะได้ซึมซับภาษา มันเป็นวิธีที่ดีมาก เหมือนเราเปิดเพลงให้เด็กฟัง อยากให้เด็กชอบเพลงแจ็สก็เปิดเพลงแจ๊สทุกวัน ผมว่า ถ้าจะเป็นนักดนตรี สามารถตรวจสอบได้เลยว่า เขาฟังมากขนาดไหน ถ้าฟังเยอะ ก็จะเจริญเติบโต

สร้างพื้นที่ปลูกฝังศิลปะตั้งแต่วัยเด็ก

ถ้าครอบครัวไม่มีศิลปะ เด็กไม่สามารถนำศิลปะเข้ามาหาตัวเขาได้ มันไม่ใช่เรื่องความแตกต่างเรื่องรายได้ของแต่ละครอบครัว มันเป็นเรื่องของข้อมูลที่พ่อแม่จะมีให้ลูก ถ้าเป็นครอบครัวที่เข้าใจเรื่องการนำเสนอ มีศิลปะในครอบครัว มีการปรับใช้ศิลปะในครอบครัว ประเทศไทยหลายครอบครัวไม่เอาศิลปะ ศิลปะไม่อยู่ในตัวตนเลย ทั้งที่เมื่อก่อนเมืองไทยเป็นเมืองศิลปะ ตอนนี้เราตามสื่ออย่างเดียว ผมคิดว่าเราควรทำให้ศิลปะเป็นส่วหนึ่งของครอบครัว ทำให้ดินสอสีกับกระดาษเป็นเรื่องปกติที่เด็กต้องใช้ในการดำเนินชีวิต เวลาว่างนอกจากใช้โทรศัพท์ก็ให้กระดาษกับดินสอสีสอนให้เด็กคิดเอง วาดเอง ปลูกความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่เด็กๆ เดียวนี้เราเอากระดาษกับดินสอให้เด็ก เด็กจะเบื่อ แต่อาจจะต้องนำเสนอทางเลือกศิลปะให้มากขึ้น พาเด็กออกไปดูอะไรหลายอย่างที่เป็นงานศิลปะมากขื้น ทำให้เด็กรู้สึกว่า หันไปทางไหน ตรงไหนในบ้านก็มีปากกาและกระดาษให้เขาวาดภาพ

ผมเคยสอนวิชา คลาสลิสนิ่ง หรือ การฟังแบบมีศิลปะ คือ ลึกลงไปในมิติต่างๆในดนตรี แนะนำความคิดเป็นแบบศิลปะ ซ้อมแบบมีศิลปะ ไม่ฝึกดนตรีเหมือนสับอีโต้ อย่าลืมว่าดนตรีเป็นเรื่องของพลังงานที่มองไม่เห็น นอกจากได้ยินเสียง มันมาแล้วมันก็หายไปเหมือนสถาปัตยกรรมไร้เงา ผมนำเรื่องที่ละเอียดอ่อนมานำเสนอมากขึ้น เช่น Dynamic , Space , Shape เป็นต้น เหมือนกับการอ่านหนังสือนิยาย ถ้าเราอินกับหนังสือเล่มนั้นมากๆ เรามีจินตนาการ ภาพมากมายในหัวเข้าไปรวมกับการอ่านหนังสือ เพลงก็เหมือนหนังสือ ผมคิดว่า ต้องทำให้การเรียนดนตรีเป็นศิลปะมากขึ้น ตรงนี้คงไม่ต้องพูดว่าแก้ไขที่ใคร แก้ไขตรงไหน ถ้าเป็นนักดนตรีที่ไม่มีศิลปะก็จะผลิตนักดนตรีที่ไม่มีศิลปะ

เป้าหมายของการเล่นดนตรี เป้าหมายของการเป็นที่ยอมรับ มันต่างกัน ต้องคิดก่อนว่า เราอยากทำมาหากินได้ในระดับไหนในการเป็นนักดนตรี ถ้าเป้าหมายของเราคือรวยและดัง ต้องดูคนอื่น ถ้าจะดูวงทีโบน ก็ต้องดูว่า ถ้าเมื่อไหร่พวกผมตายไปแล้ว คนจะยังพูดถึงทีโบน มีคนทำแบบนี้ เคลื่อนไหวแบบนี้ มีคนเล่นกีตาร์แบบนี้ คนคิดแบบนี้ นำเสนอแบบนี้ เหมือนกับเราได้วางรากฐานอะไรบางอย่างว่า มันมีทางเลือกต่างกัน อย่างแรกเราต้องเปิดกว้างในสิ่งที่เราต้องการ ดนตรีเป็นอาชีพที่ต้องมีระเบียบวินัยเรื่องเวลา การซ้อม เมื่อเราลงมือทำมันคือการสะสมความสามารถ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราจะรู้ว่า เราเล่นได้ขนาดไหน แล้วมันจะกลับมาเป็นรางวัล เป็นโบนัสให้คุณ

เมื่อวงดนตรีมีมาตรฐาน การเป็นที่ยอมรับก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ช่วงที่ยังไม่ถึงจุดนั้น เราต้องไม่ท้อ ทำไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์มันไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว เหมือนการประกวดดนตรี แต่ทุกวันที่เราทำ มันก็จะทำให้เราเล่นได้ดีขึ้น เหมือนกับการแข่งวิ่ง เราซ้อมทุกวัน กล้ามเนื้อเราพร้อม โอกาสในการนำเสนอก็มีมากขึ้น เพราะความสามารถเรามีมากขึ้น เมื่อมีความพร้อมในการนำเสนออย่างมาก การโชว์ก็จะง่ายขึ้น ผลมันจะกลับมาแต่อาจจะช้า เราต้องมีความอดทน

พรมแดนของการนำเสนอดนตรี

ทีโบนมีโอกาสเล่นคอนเสิร์ตต่างประเทศ เช่น Glastonbury Festival ทีโบนทำการแสดงมาแล้ว 2 รอบ ปัจจุบัน ทีโบนยังได้รับคำเชิญแต่ติดปัญหาเรื่องงบประมาณ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เพราะเราเป็นวงดนตรีวงใหญ่ ผู้จัดเทศกาลให้ตั๋วเครื่องบินกับเราเพียง 6 ใบ พร้อมกับค่าตัว แต่ทีโบนมีนักดนตรี 9 คน ซาวด์เอ็นจีเนียและผู้จัดการวงดนตรี รวม 11 คน เราต้องนำเงินค่าตัวมาซื้อตั๋วเครื่องบิน

การแสดง Glastonbury Festival ครั้งแรก ผมได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ครั้งที่ 2 ผมได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ส่วน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ก็สนับสนุนเรื่องตั๋วเครื่องบิน สำหรับปี 2566 เรามีโปรแกรมทัวส์คอนเสิร์ตที่ฮ่องกง ในงาน ฟรีสเปส แจ๊ส เฟสติวัล ทีโบนเล่นดนตรีต่างประเทศบ่อยมาก เล่นดนตรีให้ต่างชาติดูก็ท้าทายดี มันเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก เพราะเราจะเห็นวงดนตรีที่เล่นดนตรีเก่ง วงดนตรีที่สนุก วงดนตรีที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็น ผมคิดว่าเป็นโชคดี

การข้ามพรมแดนเพื่อเล่นดนตรีในต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกคือ วงดนตรีไทยที่ทำเพลงสากลพราะเขาคิดว่า เมื่อมีเพลงภาษาอังกฤษ คนจะฟังเยอะขึ้น ความจริงแล้วไม่เกี่ยวข้องกันเลย ความจริงอยู่ที่วิธีการนำเสนอ เหมือนวงดนตรีหมอลำไปเล่นต่างประเทศ ชาวต่างชาติก็สนุก ชาวต่างชาติเมื่อฟังเพลงสากลมากๆ เขาก็เลือกที่จะไม่ฟังเพราะรู้สึกว่า ชาติของเขาสามารถทำเพลงสากลได้ดีกว่า “ทีโบน” เป็นวงดนตรี เรกเก้-สกา แต่เนื้อหาเป็นภาษาไทย เป็นเพลงไทย มันคือสิ่งใหม่ แต่ถ้าร้องเพลงภาษาอังกฤษแนวนีโอโซล ชาวต่างชาติจะรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่เขาทำอยู่ ประเทศของเขาทำอยู่ ทางเลือกจะน้อยลง

ยุคสมัยปัจจุบัน พรมแดนการนำเสนอไม่มี ผมว่าการนำเสนอดนตรีเราไม่ต้องพยายามเปลี่ยนสัญชาติตนเอง อย่าดูถูกภาษาของตนเอง อย่าคิดว่า ความเป็นไทยเป็นสิ่งล้าสมัย ต้องนำเอาสิ่งที่เรียกว่าชนชาติของตนเองนำเสนอให้ร่วมสมัยขึ้น ไม่ควรเอาความเป็นฝรั่งมาขายให้ฝรั่ง ดนตรีคือส่วนผสมเหมือนการทำอาหาร Test หรือ รสชาติ มีทางเลือกเยอะ บางทีก็ต้องผสมผสานให้คนต่างชาติเขากินง่ายขึ้น สิ่งนี้เป็นโจทย์ ผมอยากให้ดูวงดนตรีหมอลำทำการแสดงในต่างประเทศ สนุกสนานมาก มันส์สุด เต้นรำกันอย่างสุนกสนาน การเดินทางไปเล่นดนตรีที่ต่างประเทศลำบากมาก ผมอยากมีกีตาร์เล็กๆ แต่เสียงดี เพราะช่วงหลัง ผมเดินทางไปเล่นดนตรีที่อังกฤษปรากฎว่าระหว่างการเดินทาง กีตาร์ลูกบิดพัง หัก ตอนเล่นคอนเสิร์ตโตเกียวสกาก็มีปัญหาเรื่องกีตาร์

ผมอยากได้กีตาร์ตัวเล็ก ผมมีเพื่อนชื่อฮาวเวส เป็นมือกีตาร์อยู่นิวยอร์ค แนะนำให้ซื้อกีตาร์ตัวที่ผมเล่นอยู่ คือ กีตาร์ไอซ์แลนด์ตัวสีฟ้า บอดี้ ทำจากไม้ในคอกม้าอายุร้อยกว่าปี การสั่นสะเทือนของไม้ดีมาก เป็นกีตาร์ที่เสียงดีมาก มีช่างทำกีตาร์ชาวไทยพยายามเลียนแบบเยอะมาก แต่ก็ทำไม่เหมือน เพราะช่างทำกีตาร์ลืมนึกไปว่า เสียงของกีตาร์ไม่ใช่เรื่องของการดีไซน์แต่เป็นเรื่องของไม้ ผมมีกีตาร์เยอะมาก แต่เมื่อรู้สึกว่าเล่นแล้วไม่สบาย ผมก็ขายแล้วใช้กีตาร์ตัวเดิม ซึ่งทำให้ผมพบว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของกีตาร์ที่เราเล่น เมื่อเราหากีตาร์ตัวนั้นเจอ มันไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ผมพบกีตาร์ตัวนั้นมานาน ผมใช้กีตาร์ Klein มันออกแบบสำหรับสรีระของการยืน ดังนั้น เมื่อผมแคร์เรื่องนี้ ผมก็ไม่แคร์เรื่องรูปร่างหน้าตากีตาร์ว่าจะเป็นอย่างไร

พานทอง แสนจันทร์ ศิลปะความรู้สึกบนพระพักษ์พุทธรูป

0

“ความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติถูกสอนให้กับนักศึกษา หลังจากนั้น นักศึกษาจึงนำความรู้มารวมกันเพื่อสร้างผลงานของตนเอง การทำงานศิลปะคือการคำนวนสัดส่วน รูปทรงโดยไม่มีการวัด เป็นการคำนวนด้วยสมอง ประสบการณ์ ทักษะ สิ่งเหล่านี้ทำให้งานศิลปะเป็นที่ยอมรับ เมื่อมองลงลึกในผลงานศิลปะ ความเป็นตัวตนของศิลปินจะแสดงออกในผลงาน เรื่องเหล่านี้นักศึกษาไม่มีทางเข้าใจ จนกว่าเขาจะพัฒนาไปจนถึงขั้นที่สามารถทำงานเป็นตัวตนแล้ว”

พานทอง แสนจันทร์ คือศิลปินเชียงราย ผู้บุกเบิกศิลปะร่วมสมัยด้วยการนำเสนอภาพความรู้สึกเศร้าบนใบหน้าพระพุทธรูป นักสะสมผลงานศิลปะชาวต่างชาติชื่นชมและนิยมเก็บสะสมผลงานของเขา นั่นทำให้พานทอง แสนจันทร์ มีชื่อเสียงและมั่นใจว่า เขาสามารถเลี้ยงตนเองด้วยอาชีพศิลปินอิสระ เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ กลับมาทำงานศิลปะอย่างจริงจังที่บ้านเกิดของตน สร้างเครือข่ายศิลปิน ทำงานศิลปะเชื่อมโยงสังคม เขาใช้ศิลปะในการทำกิจกรรมและงานเทศกาล สร้างการมีส่วนร่วม ทำให้ผู้คนได้เห็นประโยชน์ของศิลปะ

ความเศร้าบนใบหน้าพระพุทธรูป

ผมเป็นคนเชียงราย เกิดที่อำเภอพาน ชอบเรียนศิลปะและสอบได้คะแนนเต็มในวิชาศิลปะตั้งแต่เด็ก ผมเรียนศิลปะจนจบการศึกษา ปวส. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ,ปริญญาตรีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน เริ่มประสบการณ์ทำงานจากฝ่ายโฆษณาบริษัทเอกชน ทำหน้าที่วางแผนการตลาด การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา หลังจากนั้นทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนวิชาศิลปะ วาดภาพและแสดงผลงานในแกลเลอรีร่วมกับกลุ่มศิลปินต่างๆ

ผมนำเสนองานศิลปะผ่านเรื่องราวปฏิมากรรมพุทธคยา วัดเจ็ดยอด (โพธารามวิหาร) ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผลงานของผมจึงประกอบด้วย พระพุทธรูป ความเก่าแก่ ความขลัง แสง สีและเงา เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความเศร้า ผู้ที่ชื่นชม และนิยมเก็บสะสมผลงานของผมส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ผมเคยมีรายได้จากผลงานศิลปะถึงเดือนละหนึ่งแสนบาท นั่นทำให้ผมมั่นใจว่า อาชีพศิลปินสามารถสร้างรายได้เลี้ยงชีวิต

ผมทำงานศิลปะอย่างจริงจัง จัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะที่ 9 Art Gallery ถือว่าประสบความสำเร็จมาก ช่วงเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ ผลงานศิลปะของผมถูกเลียนแบบและวางจำหน่ายอยู่ทั่วทุกมุมถนนคนเดิน จังหวัดเชียงใหม่ หลายปีต่อมา ผมเดินทางชมงานนิทรรศการศิลปะที่ประเทศฝรั่งเศสและประเทศจีน ผมยังพบงานเลียนแบบผลงานของผม ผมรู้สึกภูมิใจและเห็นใจผู้ที่เขียนภาพเลียนแบบ เพราะเขาก็ต้องการเงินเพื่อเลี้ยงชีวิตเหมือนกับผม ช่วงหลัง ผมจึงพัฒนาผลงานให้มีความเป็นตัวตนมากขึ้น

การเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ เป็นผลจากความพยายามสร้างหอศิลป์เชียงราย แม้โครงการจะถูกล้มเลิก แต่เราก็ผลักดันโครงการบ้านศิลปินและโครงการแสดงผลงานศิลปะที่ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงราย การรวมตัวเรียกร้องเพื่อให้เกิดหอศิลป์ไม่ไร้ประโยชน์ แต่ก่อให้เกิดการรวมกลุ่ม ทำให้ศิลปินมีบทบาทต่อสังคมมากขึ้น อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่เคยใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ก็มีกลุ่มศิลปินรุ่นน้องที่เติบโตขึ้นเพื่อคอยสนับสนุน ส่วนศิลปินรุ่นน้องก็มีคน คอยชี้แนะแนวทาง

มุมมองทางศิลปะนอกเฟรมเขียนรูป

ที่อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ศิลปินมีบทบาทต่องานเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลลอยกระทง เทศกาลแห่เทียนเข้าพรรษา หรือมีบทบาทในกิจกรรมทางสังคม เช่น การเขียนรูปให้กับวัด โรงเรียน กลุ่มศิลปินมีเงินกองทุนทำงานศิลปะเพื่อสังคม เราสร้างหอศิลป์ประจำอำเภอ มีบ้านศิลปินอันมีลักษณะเหมือนหอศิลป์อยู่ในแต่ละพื้นที่ นักเรียน นักศึกษา สามารถศึกษาดูงาน ชาวบ้านสามารถร่วมกิจกรรม ศิลปะจึงอยู่ในชุมชน ผู้คนมองเห็นศิลปะ ศิลปะจึงมิใช่ของสูง ยากเกินกว่าจะเข้าใจ

ตัวอย่างเช่น เทศกาลเครื่องจักสาน ศิลปินออกแบบเครื่องจักสาน สร้างโครงร่างไม้ไผ่แล้วให้ชาวบ้านที่เชี่ยวชาญจักสานไม้ไผ่เป็นรูปแบบต่างๆ เช่น สานแมงสีหูห้าตา วัด สัตว์ นักกีฬา ฯลฯ แล้วส่งผลงานประกวดจนได้รับรางวัลที่ 3 ถือว่าประสบความสำเร็จมากเพราะชาวบ้านหวงแหนผลงานศิลปะ เขาเริ่มมองเห็นความสำคัญของศิลปะ เข้าใจความดีงามของศิลปะ

เดี๋ยวนี้ เมื่อใกล้เวลางานเทศกาล ชาวบ้านจะนึกถึงศิลปิน เช่นเทศกาลปลา ชาวบ้านก็อยากให้ศิลปินทำผลงานศิลปะเกี่ยวกับปลาเพื่อนำไปแสดง ชาวบ้านอาจไม่เข้าใจศิลปะ แต่พวกเขาทำงานศิลปะได้เป็นอย่างดี เช่น เทศกาลฤดูหนาว พวกเราทำงานศิลปะจนได้รับรางวัลที่ 1 ของจังหวัด ชาวบ้านสร้างหุ่นไล่กากว่า 200 ตัว นำไปแสดงในงานกาชาติเชียงราย หุ่นไล่กามีความงดงาม เมื่อนำหุ่นไล่กาจำนวนมากแสดงพร้อมกัน ก็ทำให้เกิดพลังและความสะเทือนใจ

ถนนเชื่อมโยงศิลปะ

อนาคตอันใกล้ เราจะทำโครงการถนนศิลปะซึ่งจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับอำเภอพาน ระยะทาง 3 กิโลเมตร ตั้งแต่บริเวณวัดไชยมงคลถึงหกแยกอำเภอพาน สมัยก่อนเรียกว่า“ถนนสายมังกร” พื้นที่ว่างบนตึก สิ่งก่อสร้างจะเป็นพื้นที่ทำงานศิลปะ ผมกำลังหางบประมาณโครงการด้วยการจัดการประมูลผลงานศิลปะ

ศิลปินจะมีพื้นที่แสดงความสามารถและตัวตน พื้นที่ระยะทาง 3 กิโลเมตร จะสร้างจุดสนใจให้กับนักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านทาง ตอนนี้ โครงการได้รับการอนุมัติจากนายอำเภอพาน อยู่ระหว่างประชุมระดมความคิดซึ่งถนนศิลปะจะเชื่อมโยงกับเทศกาล Thailand Biennale 2023 ถนนศิลปะจะเป็นสิ่งดึงดูดศิลปินระดับโลกมาทำงานกับพวกเรา ศิลปะจะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ผมอยากให้อำเภอพานเป็นที่กล่าวถึงในกลุ่มนักท่องเที่ยว

ผมยังมองหาความช่วยเหลือจากภาครัฐในการทำโครงการ สำหรับ Thailand Biennale 2023 เขามีประงบประมาณแต่ถูกใช้จ่ายเป็นค่าจ้างศิลปินระดับโลก หากภาครัฐมีงบประมาณสนับสนุนโครงการ เพื่อให้ศิลปินท้องถิ่นได้ทำงานก็เป็นเรื่องดีมาก เพราะศิลปินไม่ต้องดิ้นรนหางบประมาณเพื่อทำโครงการเอง ตอนนี้ผมพูดคุยกับผู้อำนวยการสถานศึกษา ขอให้เด็กนักเรียนมาร่วมกิจกรรมศิลปะ โดยกลุ่มศิลปินจะใช้เงินกองทุนสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ค่ากับข้าว ค่าขนม พร้อมทั้งให้ศิลปินที่ร่วมโครงการช่วยสอนศิลปะ ให้ความรู้แก่เด็กนักเรียนไปด้วย

กระบวนการพัฒนาศิลปะของนักศึกษา

อาจารย์สอนศิลปะ สอนพื้นฐาน ทัศนธาตุ ( Visual Elements) ตรรกะ (Logic) ทฤษฎีสี ( Color Theory) การวาดเส้น ( Drawing )สอนให้รู้ว่าเส้นนำความรู้สึกของเราอย่างไร การเขียนภาพความเศร้าทำอย่างไร ลายเส้นแบบไหนที่ทำให้คนรู้สึกเศร้า หม่นหมอง หรือบางครั้งเราอยากเขียนความโดดเดี่ยว การแสดงออกถึงความโดดเดี่ยว อาจมีเพียงสิ่งเล็กๆ ซึ่งถูกจัดวางบนพื้นที่กว้างๆ ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว

ความรู้ทางทฤษฎีและปฏิบัติถูกสอนให้กับนักศึกษา หลังจากนั้น นักศึกษาจึงนำความรู้มารวมกันเพื่อสร้างผลงานของตนเอง การทำงานศิลปะคือการคำนวนสัดส่วน รูปทรงโดยไม่มีการวัด เป็นการคำนวนด้วยสมอง ประสบการณ์ ทักษะ สิ่งเหล่านี้ทำให้งานศิลปะเป็นที่ยอมรับ เมื่อมองลงลึกในผลงานศิลปะ ความเป็นตัวตนของศิลปินจะแสดงออกในผลงาน เรื่องเหล่านี้นักศึกษาไม่มีทางเข้าใจ จนกว่าเขาจะพัฒนาไปจนถึงขั้นที่สามารถทำงานเป็นตัวตนแล้ว

ศิลปินที่มีประสบการณ์เขียนภาพจำนวนมาก เมื่อเกิดความคิดหรือมีภาพบางอย่างเกิดขึ้น เราต้องรีบจดบันทึก หลังจากนั้นจึงนำเรื่องราวมาเขียน ตัวอย่างเช่น บางครั้งมองเห็นนกบินอยู่บนท้องฟ้า ก็รู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยว เราก็คิดว่า เราจะนำความรู้สึกโดดเดี่ยวแบบนี้มาเขียนเป็นภาพวาดได้อย่างไร ศิลปะเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก

ผมไม่สามารถสอนนักศึกษาศิลปะให้เก่งขึ้นภายในวันเดียว แต่ผมสอนหัวใจของความรู้ เพื่อนำไปพัฒนา ทำให้เขากลายเป็นคนที่สร้างผลงานศิลปะที่ดีได้ ยุคสมัยก่อนเราต้องฝึกฝนอย่างมากเพื่อวัดสัดส่วนและแรเงา แต่ปัจจุบันเราใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อให้การทำงานเร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น การฉายโปรเจ๊กเตอร์เพื่อให้เห็นสัดส่วนรูปภาพบนเฟรม เพื่อให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้องแล้วจึงค่อยเขียนโครงร่าง หลังจากนั้นจึงใช้ทักษะด้านศิลปะในการเขียน การลงสีแสงเงาซึ่งเป็นเรื่องทักษะและประสบการณ์

เทคนิคทางศิลปะมีหลากหลาย การใช้เทคนิคทางศิลปะสามารถเป็นความเฉพาะตัวได้ ตัวอย่างเช่น ศรีใจ กันทะวัง ศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้ ( Woodcut ) คือตัวอย่างนักเรียนศิลปะที่เขียนรูปไม่เก่ง แต่เขาค้นพบตัวตนด้วยเทคนิคการทำภาพพิมพ์แกะไม้ ปัจจุบันผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับและรู้จักอย่างแพร่หลาย ผลงานศิลปะอีกประเภทคือการใช้ความคิด เช่น มณเฑียร บุญมา นำเสนองานศิลปะด้วยการนำกระถางดอกไม้มาวางแล้วทุบทิ้ง เพื่อนำเสนอความก่อเกิดและสูญสลาย เป็นงานศิลปะสมัยใหม่ หรือตัวอย่างผลงานของ ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช นำเสนอผลงานศิลปะด้วยการเอาผัดไทยไปแสดงในงานศิลปะระดับโลก

ศิลปินก็ทำงานศิลปะเพื่อเลี้ยงชีพ

การอธิบายเรื่่องราวทางศิลปะให้คนไทยเข้าใจเป็นเรื่องยาก ผู้คนจำนวนมากท้องยังหิว มีฐานะยากจน บางคนแม้ร่ำรวยแต่มองเห็นความสำคัญด้านอื่นมากกว่า เขาไม่เห็นประโยชน์ของศิลปะ เพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นนักสะสมกลองมโหระทึกซึ่งเป็นกลองโบราณ บางครั้งเขาก็ขายกลองโบราณได้กำไรเพียงเล็กน้อย ผมแนะนำให้เขาสะสมผลงานศิลปะ ตอนนี้หัวใจของเขารู้สึกได้ถึงความงาม รู้สึกถึงความแตกต่าง เข้าใจมูลค่าศิลปะ ปัจจุบัน งานศิลปะหลายชิ้นที่เขาเก็บสะสมราคาสูงขึ้นหลายเท่าตัว

นักสะสมงานศิลปะเมืองไทยมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นนักสะสมเพื่อขายเก็งกำไร นักสะสมแบบคุณบุญชัย เบญจรงคกุล หรือ คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี มีน้อยมากในเมืองไทย แม้แต่หอศิลป์ระดับโลก ก็ไม่นิยมซื้อผลงานศิลปะเก็บไว้ เพราะงานศิลปะราคาสูงมีภาระเรื่องการดูแลรักษา การจัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะในหอศิลป์ทั่วโลก จึงมีลักษณะเป็นงานกิจกรรมมากกว่า

ผมทำงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทำงานศิลปะด้วยสิ่งที่มีอยู่ในตัวตน ทำงานศิลปะด้วยหลายสิ่งที่เราซ่อนไว้ในตัวตน แต่คนทั่วไปจะมองเห็นหรือเปล่า

บางคนยอมซื้อผลงานศิลปะตามราคาที่เราเสนอ นั่นแสดงว่าเขามองเห็นคุณค่า ถามว่าผลงานศิลปะเป็นสินค้าหรือไม่ สำหรับผมคำตอบก็คือเป็นสินค้า อย่าคิดมาก คิดเสียว่าการทำงานศิลปะเป็นการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ เราขายภาพจำนวน 1 ภาพ การขายนั้นก็ทำให้ชีวิตเราดำเนินต่อไปได้ อย่าคาดหวังไว้สูง คาดหวังว่าตนจะประสบความสำเร็จเป็นศิลปินแห่งชาติ นอกเสียจากว่า เรามีชีวิตอยู่แล้ว จะทำอะไรให้กับสังคมได้มากกว่าเดิม

ประสงค์ ลือเมือง เขียนภาพจากใจลงในเฟรม

0

“ความเป็นศิลปินเกิดจากธรรมชาติภายใน มีการสะสม บ่มเพาะภายใน ผมคิดว่า ภายในของผมทำงาน เหมือนผมเวลาเจออาจารย์ ถวัลย์ ดัชนี เหมือยเขื่อนแตก ถ้าไม่แบบนั้นผมไม่ตื่นเลย สำหรับคนอื่นเขาอาจวาดรูปเป็น แต่ภายในยังไม่ได้รับการสั่งสมมา ผมมีความรู้สึกว่า มีบางอย่างที่ขาดหายภายในจิตใจของผมอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนขยันแต่ความรู้สึกภายในมันแรงกว่า”

ประสงค์ ลือเมือง คือศิลปินวาดภาพของประเทศไทย เขามีความมุ่งมั่นในการเป็นศิลปินตั้งแต่วันหนุ่ม ถูกฝึกให้เขียนภาพตามวิถีสล่าหรือช่างศิลป์ล้านนาโบราณ เขียนภาพตามงานฤดูหนาว เขียนโปสเตอร์ เป็นตัวแทนเขียนภาพส่งประกวด เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคัดลอกภาพเขียนและเรียนรู้วิธีเขียนภาพวาดจากผลงานของศิลปินจากหนังสือในห้องสมุด กระทั่งได้รับรางวัลงานเขียน รางวัลเหรียญทอง จิตรกรรมบัวหลวง กรุงเทพฯ ,รางวัลเหรียญเงินเกียรตินิยมอันดับสอง นิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ กรุงเทพฯ ,รางวัลยอดเยี่ยม นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัยธนาคารกสิกรไทย กรุงเทพฯ , Honorable Mention Prize, The Art Exhibition by Petroleum Authority of Thailand, Bangkok รางวัลเหรียญทองเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง นิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ กรุงเทพ

เด็กที่เติบโตในครอบครัวของสล่าช่างศิลป์

ตั้งแต่จำความได้ ผมก็มองเห็นพ่อกับแม่ซึ่งเป็นสล่าหรือช่าง ทำงานผู้รับเหมาสร้างบ้าน ทำตู้ ตั่ง เตียง หรือเฟอร์นิเจอร์ เมื่อเติบโตอายุ 7 ขวบ พ่อแม่ให้ผมอ่านหนังสือ พ่อสายตาสั้น ผมต้องอ่านตัวเลข อ่านแบบ อ่านพิมพ์เขียว ผมจึงเข้าใจแบบแปลนสร้างบ้านตั้งแต่เด็ก ถูกฝึกให้เป็นช่างตั้งแต่เด็ก สภาพแวดล้อมไม่ได้มีเพียงพ่อที่เป็นช่าง ยังมีลูกน้องของพ่อซึ่งเป็นช่าง แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่า ตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผมได้รับคัดเลือกให้ไปคัดลายมือประกวด แข่งขันระดับจังหวัด ผมรู้สึกว่าชอบและฝึกฝนจริงจัง ตอนเรียนชั้น มส.1 เพื่อนผมเขียนรูปเก่ง ผมก็เลยคัดลอกผลงานของเพื่อน เพราะผมเขียนไม่ทัน ผมก็เลยคัดลอกเขา เพื่อน เขียนเรื่องคาราเต้ เขียนเรื่องยูโด ตอนนั้นผมตื่นตาตื่นใจมากๆ

ผมเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เพราะมีวิชาวาดภาพ ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะเรียนเทคโน เรียนสายอาชีพ ผมอยากเรียนศิลปะ ผมอยากเรียนที่โรงเรียนสิริกรศิลปวิทยาเพราะเป็นโรงเรียนสอนวิชาศิลปะ แต่แม่ผมบอกว่า การเรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ค่าเทอมไม่แพงเพราะเป็นสถานศึกษาของรัฐบาล แต่เมื่อเรียนเทคโน ผมก็ต้องเขียนแบบ ออกแบบ ผมชอบเขียนรูปมากกว่า ผมชอบอ่านหนังสือ อ่านนิยายจีนเรื่องมังกรหยก เขามีภาพประกอบ ผมก็เขียนตาม

ตอนนั้นอายุ 16 ปี เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เพราะอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เดินทางมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ท่านเป็นศิลปิน ดูบ้าๆ บอๆ รุงรัง หมาเห่า ทำเสียงโหวกเหวกโวยวาย ผมคิดว่าคนนี้ใช่เลย เหมือนตัวละครในนิยายกำลังภายในจีน เหมือน จิวแป๊ะทง เฒ่าทารก เหมือนตัวละครในหนังสือและจินตนาการในความคิดของผม ถวัลย์ ดัชนี เวลาพูดเขาจะพูดแบบศิลปิน เขาเล่าว่า เขาทำงานอะไร อย่างไร เคยเดินทางไปประเทศ เคยอ่านหนังสือวิถีของเต๋าของเซ็น ผมมีพื้นฐานอยู่ก่อน ก็เลยเข้าใจง่าย ถวัลย์ ดัชนีคือตัวละครที่มีอยู่จริงในโลกของผม

หลังจากฟังบรรยายของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผมเดินเข้าห้องสมุด ตัดสินใจจะไม่เรียนหนังสือ จะเป็นแบบอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ผมเปิดดูหนังสือสอนศิลปะ มีหนังสือเล่มหนึ่งสอดอยู่ชื่อว่า “ปรัชญาชีวิตของคาลิน ยิบราน” เมื่ออ่านก็คล้ายกับคำพูดของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งคาลิน ยิบรานก็เป็นลูกศิษย์ของวิลเลียม เบลก (William Blake) เป็นต้นแบบของการเขียนภาของถวัลย์ ดัชนี ที่เขียนคนมีกร้ามเนื้อ ผมเหมือนอยู่ในเส้นทางเดียวกัน ผมเกิดความฮึกเฮิม มั่นใจ

วันนั้น เกือบทั้งวัน ผมมึนๆ เบลอๆ ผมคิดว่า ภายในมันแตก หลังจากนั้น เมื่อผมเข้าประกวดวาดภาพได้รางวัลศิลปินล้านนา ผมยุ่งอยู่กับการเป็นคนเก่ง กลายเป็นคนเด่นในชั้นเรียน ได้รับรางวัลติดบอร์ดโรงเรียน ช่วงหลังผมถูกให้ออก (retire) เพราะผมไม่เรียนหนังสือ ขลุกอยู่แต่ในห้องสมุด มัวแต่วาดรูป แต่ผมไม่เสียใจเพราะต่อมาผมเข้าเรียนในโรงเรียนที่ผมอยากเรียน คือ สิริกรศิลปวิทยา

คัดลอกงานเขียนภาพ เรียนรู้ ภาพวาดของศิลปิน

ผมเรียนวาดภาพที่โรงเรียนสิริกรศิลปวิทยา เป็นตัวแทนโรงเรียนเขียนรูปแสดงในงานแสดงต่างๆ ผมไม่เรียนหนังสือ ใช้เวลาส่วนใหญ่เขียนรูป เขียนตามงานฤดูหนาวที่จังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ซึ่งยุคสมัยก่อนจะมีงาน 10 วัน ถ้าไม่มีงาน ผมจะทำงานให้โรงเรียน เช่น เขียนป้ายโฆษณาโรงเรียน เขียนโปสเตอร์โรงเรียน นั่นเป็นสิ่งที่ผมถูกใจที่สุด หลังเรียนจบ ผมมีนิสัยแบบเดิม เขียนรูปอย่างเดียว ผมสอบเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร ศิลปากรมีข้อดีคือที่คณะศิลปะกรรม ช่วงก่อนสอบ 2 สัปดาห์ เขาจะเปิดติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นการติวเข้มข้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มช่างศิลป์ ผมตื่นตาตื่นใจกับการติวเข้ม การเขียนภาพเน้น คนนั่ง คนยืน เขาให้ผมเขียนจนหลับคากระดาษ ผมสอบติดเป็นตัวสำรองอันดับหนึ่ง ผมไม่รู้ว่า ประกาศรายชื่อเมื่อไหร่อย่างไร รุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรส่งโทรเลขมาถึงบ้าน บอกให้ผมมอบตัวเพื่อเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วันที่ผมมอบตัว เพื่อนรุ่นเดียวกันประถมนิเทศน์กันแล้ว

ผมรู้สึกว่า ผมช้ากว่าคนอื่น ทำให้ผมต้องเร่ง เร่งภายใน เร่งฝึกฝีมือ ภายในมันมีสัญชาตญาณ ภายในมันเต้น รู้สึกว่าผมช้ากว่าคนอื่นอยู่เสมอ ผมรู้สึกเป็นปมด้อย ผมเลยใช้วิธีเดิมคือคัดลอกหนังสือในห้องสมุด นั่นเป็นความรู้มากที่สุดที่สะสมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะคนที่เราคัดลอกผลงานของศิลปินใหญ่ เราจะเข้าใจวิธีการวางองค์ประกอบ การใช้สีแบบไหน ผมได้ความรู้เยอะมาก เพราะยุคสมัยก่อนไม่มีสื่อโซเชียล มีแต่ดูหนังสือ เวลาเรียนในห้องเรียนดรออิ้ง ลายเส้น (Drawing) เป็นเวลาครึ่งวัน เวลาเขียนเพื่อนเขียนประมาณ 3 แผ่น ผมจะเขียนประมาณ 7-10 แผ่น มันมีงานพิเศษเขียนบนภูเขาทอง เป็นภาพเบิร์ดอายวิว ปรากฎว่าผมได้ 95

ผมชอบ จ่าง แซ่ตั้ง ,อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี , ประเทือง เอมเจริญ ผมดูงานที่ซุกซ่อนในบ้านเก่า ผมชอบแนวทางเพราะอาจารย์จ่างเขียนหนังสือเต๋า วิถีแห่งเต๋า นั่นก็เป็นแรงบันดาลใจ หลังจากนั้น หนังสือที่แปลเกี่ยวกับเซ็นก็แปลออกมาจำนวนมาก พจนา จันทรสันติ เราก็เลยกลายเป็นคนยุคนั้น ตั้งแต่ปี 2522 แล้วตอนนั้น ผมอยู่ใกล้ร้านหนังสือดอกหญ้า ผมจะอยู่กับเรื่องพวกนี้ ผมก็ชัดขึ้นมากอีก ผมชอบคำสวยๆ ในนิยายกำลังภายในจีนที่แปลโดย ว ณ เมืองลุง วิถีแห่งเต๋า ผมมีกลุ่มที่คุยกันเรื่องนี้ เรื่องคาลินยิบราน เซ็น นำบทนั้นบทนี้มาคุยกัน ผมอาจไม่เข้าอะไรลึกซึ้ง แต่ผมเข้าใจเรื่องอารมณ์ในแต่ละบท มันประณีต ทำให้มองเห็นภาพ เหมือนการฝึก

เมื่อผลคะแนนการสอบออกมา อาจารย์จะตกใจ เขาก็จะถามว่า เธอคิดอะไรแบบนี้ได้อย่างไร ผมไม่กล้าพูดกับเขามากกว่าผมไปคัดลอกแล้วนำมาปรับนิดหน่อย เพราะผมมองในทีท่าของศิลปินใหญ่ เวลาผมฟังครู ผมก็ฟังผ่านๆ เพราะตอนนั้น ผมข้ามไปไกลมาก ผมมานึก เวลาเข้าห้องเรียนผมต้องถอยไปกลับไป ผมจะพูดมากก็ไม่ได้เพราะเพื่อจะหมั่นใส้ เวลาเขาพูดมาก ภาพมันอยู่ในใจ อย่างอาจารย์บอกว่า คนเก่งวางอย่างไร เช่น ปิกัสโซ่ ภาพผลงานก็จะออกมา การแสดงตัวตนมันก็จะออกมาตอนให้คะแนน ส่วนใหญ่อาจารย์ตกใจว่า ทำไมสามารถทำได้มากว่าที่สอน เวลาเข้าห้องเรียนก็ไม่เข้า นั่นเป็นสิ่งที่เขาแปลกใจ

ในมุมมืดของเมืองหลวง จิตใจกลับแจ้งสว่างมองเห็นรายละเอียดธรรมชาติของชนบท

ตอนผมเรียนศิลปากรปี 5 ปี งานของผมมีบุคลิก กระทั่งถึงวันที่คิดว่า ผมถูกให้ออก (retire) อาจารย์ฉลูด นิ่มเสมอ บอกว่า คุณไม่ต้องมาเรียนเอางานมาส่งก็พอ ผมก็เลยรู้สึกว่า จบแล้ว เพราะไม่มีอะไรผูกพันกับห้องเรียนอีกแล้ว ผมเหมือนโดนไล่ให้ไปทำงาน ต่อมา พ.ศ. 2530 ผมได้รางวัลในลิขิตสวรรค์ บัวหลวง หลังจากนั้นผมก็ไม่ไปมหาวิทยาลัยศิลปากร เพราะผมมีงานตลอด

ตอนผมอยู่ในกรุงเทพฯ เวลาผมอยู่ในที่มืดตอนกลางคืน จิตใจของผมจะสว่าง ในจินตนาการผมจะมองเห็นรายละเอียดชนบท เหมือนตอนเด็กผมไม่สนใจ แต่เมื่อเติบโตผมกลับมองเห็นภาพของชนบทเป็นเรื่องราวที่ชัดเจนขึ้น จนเป็นหมือนข้อมูลอย่างดี

หลังจากประกวดผลงานศิลปะได้รับรางวัล ผมมีเงินเก็บจากการประกวดก้อนหนึ่ง ผมตัดสินใจกลับบ้าน เพราะผมไม่ชอบเมืองหลวงที่วุ่นวาย ภาพบ้านนอกชัดเจน สว่าง กว้างขวางมหาศาล ถ้าผมอยู่กรุงเทพมองมาบ้านนอก ผมจะมองเห็นปลา ชัดเจนในรายละเอียด ผมมีอานิสสงค์ ในช่วงเรียนเพราะผมเขียนรูปจำนวนมาก เขียนรูปขนาด 2 เมตร คืองานถนัด แล้วจะมีงานแบบนี้มาก เมื่ออายุ 25 ปี ผมได้แสดงนิทรรศกาลเดี่ยว เพราะผมได้รางวัล ผมมีภาพวาดนับร้อยชิ้น เขามองผมเป็นศิลปิน การแสดงผลงานทำให้ผมมีทุนในการทำงาน ผมจัดนิทรรศกาลแสดงผลงานศิลปะของตนเอง ปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ.2531-2535 หลังจากนั้น มีคนรอซื้อผลงาน มีคนติดตามผลงาน

ช่วงที่ผมได้รางวัล หลายคนห้าม บอกว่า ประสงค์ไม่ต้องไป ไม่มีใครอยู่บ้านนอกแล้วจะมีชื่อเสียง มีงานดี ไม่มีใครตามไป เราเพิ่งประกวดได้รางวัล แต่จิตใจผมไม่มีความต้องการตั้งแต่ก่อนที่ผมจะได้รางวัลแล้ว ผมรู้แล้วว่า แหล่งอาหาร แหล่งจิตวิญญาณที่อุดมสมบูรณ์มันอยู่ที่นี่ ผมกลับไปทำงานที่บ้าน ผมกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน เป็นบ้านร้าง บ้านไม้เก่า เมื่อเดินทางถึง ผมก็เอาฝาห้องนอนออก ตากับยายก็งง เหลือแต่ฝาบ้าน บนบ้านไม่มีห้องนอน หลังจากนั้น ก็เริ่มสังสัยและตั้งคำถามผมว่า ทำไมมีคนมาเยี่ยมบ้านบ่อยครั้ง บางคนเป็นคนมั่งมี บางคนมีตำแหน่งใหญ่โต เพื่อนบ้านเริ่มดูและเริ่มไม่เข้าใจ หลังจากที่ผมมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยก็เริ่มเบาใจเพราะผมเริ่มมีเงินเก็บ ผมเริ่มสร้างแกเลอรี่เพิ่มอีกหลายหลัง

ผมไม่แสดงผลงานในกรุงเทพฯ หลายปีแล้ว หลายคนเปิดแกลเลอรี่ ผมก็ช่วยเขา ผมไม่คิดว่าต้องแสดงอะไร แต่เป็นความคิดว่า ผมช่วยเขาเพราะเขาเคยช่วยผม ยิ่งในช่วงหลังลืมไปเลย ยิ่งนาน ผลงานเขียนยิ่งเอกลักษณ์หรือมีบุคลิก นักสะสมตัวจริงจะเหลือเพียง 10 คน แต่เป็นตัวจริงเหนียวแน่นเหมือนโดนจริต ยิ่งงานชิ้นใหญ่ ก็จะมีสัก 5 คน เหมือนผลงานเลือกคนตามธรรมชาติ เพราะคนที่จะสะสมผลงานของเราได้ อันดับแรก ต้องมีบ้าน ต้องเป็นคนที่มีหอศิลป์ มีพื้นที่สำหรับติดภาพ ซึ่งในช่วงที่ผ่าน คนเขียนงานก็จะเขียนไว้ในหอศิลป์ แนวคิดใหญ่ พื้นที่ใหญ่ เป็นพื้นที่จริงจัง การประดับบ้านไม่ค่อยมี

ความเป็นศิลปินเกิดจากธรรมชาติภายใน มีการสะสม บ่มเพาะภายใน ผมคิดว่า ภายในของผมทำงาน เหมือนผมเวลาเจออาจารย์ ถวัลย์ ดัชนี เหมือยเขื่อนแตก ถ้าไม่แบบนั้นผมไม่ตื่นเลย สำหรับคนอื่นเขาอาจวาดรูปเป็น แต่ภายในยังไม่ได้รับการสั่งสมมา ผมมีความรู้สึกว่า มีบางอย่างที่ขาดหายภายในจิตใจของผมอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ใช่คนขยันแต่ความรู้สึกภายในมันแรงกว่า มันตึงๆ ตังๆ เกิดจากสัญชาติญาณภายใน เหมือนเลือดเดือด ยิ่งในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา ยิ่งใหญ่ขึ้น งาน ไม่เคยน้อยลง เวลาครูสอนศิลปะในห้องเรียน กับการดูหนังสือ ผมสามารถตอบโต้กับหนังสือได้ชัดเจน ยิ่งเวลามองเห็นงานศิลปินใหญ่ใจมันจะเต้นตึงๆ ตังๆ มีการตอบโต้ ตอบสนอง ยิ่งเวลาชมงานนิทรรศกาลแสดงศิลปะ ใจมันฟู ไม่หลับไม่นอน

นักศึกษาพอเรียนจบก็เลิกเขียน เพราะไม่มีคะแนนให้ ไม่รู้จะส่งใคร แต่สำหรับผมไม่สนครู ครูของผมอยู่ในหนังสือ หรือเป็นงานของศิลปินใหญ่ ตอนผมถูกให้ออก (retire) ผมรู้สึกดี รู้สึกว่าไม่ต้องเป็นนักศึกษาอีกแล้ว ตอนเป็นนักศึกษา เขาให้ส่งงานสเก็ต แต่ผมส่งงานจริง ความรู้สึกไม่ได้เป็นนักศึกษาแล้ว เพื่อนยังเป็นนักศึกษา ยังตื่นสาย เวลาส่งสเก็ตผมยังต้องปลุกให้มันตื่น แต่เวลาส่งงานผมเอางานไปส่ง อาจารย์ที่ปรึกษาทราบแล้วว่า ผมไม่ใช่นักศึกษาแต่เป็นคนทำงานศิลปะจริงๆ

ผมเขียนภาพโดยไม่มีแบบ เป็นการเขียนจากความคิดถึง ตอนเรียนปี 4 ปี 5 เรียนเขียนลายไทย แต่เขียนไม่เป็น ที่เรียนเพราะผมอยากเขียนวิถีชาวบ้านไทยๆ ซึ่งพวกเขาไม่ให้ความสนใจ คนชนบทอาจซ่อนอยู่ในงานสถาปัตย์ของไทย ที่ผมเห็นอีกแบบ ผมมองเห็นขึ้เหล้า พอไม่เหมือนใคร อาจารย์ก็เลยเห็นชัด ก็เลยส่งเสริม มองเห็นว่าเรามีสายตาอีกหนึ่ง ที่ได้รางวัลเพราะเป็นภาพที่แปลก งานแปลกตา ผมเขียนทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นเรียน

เมื่อเริ่มเขียนภาพให้ลืมความคิดแต่มองเห็นภาพจากใจ

สำหรับวิถีจีน เข้ามาในความรู้สึกของผมตั้งแต่เด็ก แต่ผมถ่ายทอดไม่เป็น เมื่อเติบโตเรียนมหาวิทยาลัยตอนปี 4 ผมเริ่มเขียนพระโพธิสัตย์ มีกลิ่นอายของจีน แต่เส้นสายมันถอดจีนออกไป ลายเส้นเป็นประสงค์ ลือเมือง กระทั่งปัจจุบัน ก็ยังมีกลิ่นอายของความเป็นจีน ผมก็เริ่มแปลกใจว่า ศิลปินจีน เริ่มมาเยี่ยมเยือนที่บ้าน แต่ละครั้งมากลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วเวลาพูดคุยก็จะคุยกันรู้เรื่องกันดี เรื่องบัดสโตก ฝีแปรง ทั้งที่คุยภาษาจีนไม่ได้ แต่สื่อสารในงานได้ ยิ่งช่วงหลังโควิดยิ่งไหลบ่า ผมใกล้ชิดศิลปินชาวจีนที่คุยอารมณ์งานร่วมกันได้

เรื่องวิถีพุทธ ช่วงที่ผมได้รางวัล ยังไม่มีเรื่องศาสนา เมื่ออายุ 25 ปี เนื้อหาเรื่องพุทธก็ติดตามมา ผมเริ่มศึกษาธรรม พิจารณาอสุภ กระดูก ลมหายใจ ซึ่งเป็นแนวทางพุทธ เนื้อหาของงานศิลปะก็เริ่มจากพระไตรปิฎก เริ่มพิจารณาจากคู่ตรงข้าม ขาวดำ หญิงชาย เนื้อหาเรื่องธรรมะแต่ไม่ได้เขียนตรงตัว แต่เขียนเรื่องของความรู้สึก ถ้าเขียนตรงตัวอาจเป็นภาพประกอบเล่าเรื่อง เหมือนภาพฝาผนังโบสต์วิหาร แต่ของผมเป็นเรื่องของอารมร์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อารมณ์ที่มองเห็นความคิดปรุงแต่ง เล่าเรื่องผ่านอารมณ์ เหมือนยิ่งเขียนก็จะยิ่งเลือนหายไป รสชาติทางศิลปะจะแสดงออกมามากว่า ยิ่งถามยิ่งตอบไม่ได้ เนื้อหากลายเป็นเรื่อง ชักนำ ชักจูง หรือชี้นำ

ผมทำงานศิลปะเป็นเวลา 36 ปี ทุก 5 ปี ก็จะเปลี่ยนรูปแบบ แต่เนื้อหาเดิม จากสีน้ำมัน เป็นสีน้ำ ดรออิ้ง มาเป็นหมึก เพราะในช่วงเวลา 5 ปี ผมอยากเห็นมุมใหม่ เหมือนกินข้าวอิ่มแล้วอยากเปลี่ยนแกง ส่วนแนวคิด เปลี่ยนไปไม่มาก แต่ถ้าผมคิดเรื่องธรรมะก็จะเป็นประมาณว่า ช่วงนี้จะเขียน ดินน้ำลมไฟ อสุภ มันจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย มองย้อนกลับไปในอดีต ผมคิดว่า ผมชัดเจนมากตั้งแต่วัยเรียน ความรู้สึกเหมือนตราตรึงในใจ ไม่หนีไปไหน แถมยังดุเดือดกว่าเดิม หลายคนถาม 60 ปี ทำงานได้แบบนี้ หลายคน 60 ปีเกษียณ ลาออกไปเลี้ยงลูก แต่งงานของผมใหญ่ขึ้น

ตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมไม่เคยสเก็ตช์ภาพ เขียนงานวันต่อวัน เพื่อนก็เข้าใจยาก เพราะทุกคนถูกสอนให้สเก็ต การสเก็ตทำให้รู้สึกว่าทำงานผิดพลาด แต่ถ้าผมทำงานมันจะเป็นการตอบโต้เป็นคำ ยิ่งผมเจริญสติผลงานศิลปะจะออกมาเป็นวัน เหมือนการเขียนบันทึกประจำวัน วันละตารางฟุต ข้อดีของการไม่มีสเก็ตคือ ผมจะมีภาพในใจ ผมสามารถเขียนภาพยาว 3 กิโลเมตรก็ได้ ผมจะมองเป็นภาพ เช่น ถ้าผมมองภาพสีเหลี่ยม ผมจะมีเห็นตำแหน่งองค์ประกอบ แต่ถ้าสเก็ต ผมจะค่อยๆ คิด วางเป็นลำดับ 1, 2, 3 ถ้าผมเห็นจะเกิดจินตนาการ วันนี้มองเห็นแบบนี้ พรุ่งนี้อาจมองเห็นอีกแบบ ผมจะมองเห็นตอนที่ผมเขียน แต่ถ้าผมสเก็ต ผมจะต้องเขียนแบบที่ผมสเก็ตนานถึง 6-7 เดือน มันแห้งแล้ง

ภาพที่ผมมองเห็นก่อนลงมือเขียน 60 เปอร์เซ็น ผมจะเห็นเบลอๆ ภาพจะชัดขึ้นตอนที่ผมเขียน ถ้าผมทำงานหลายคน ทำไม่ได้ เพราะผมจะติดอยู่กับการสเก็ต ทำให้เกิดความกลัว ไม่กล้า ถ้าพังก็เปลี่ยน ซึ่งมันไม่มีอะไรกีดขวางกีดกั้น เลือดเนื้อภายในกาย จิตใจของผมก็เลยคึกคัก เพราะผมไม่รู้สึกผิด ผมรู้สึกอยากเขียน รู้สึกแล้วเขียน จบ ไปเป็นงาน เปรียบเทียบเหมือนคำพูดของผม พูดแล้วก็เป็นรูปออกไป คือมันฟุ้งออกมาจากใจ

ตั้งแต่เด็ก ผมไม่ได้ถูกฝึกให้คิด แต่ถูกฝึกให้เห็นภาพ ลืมเรื่องสมอง แต่มองเห็นภาพจากใจ ตรงตัว ใจมองเห็น ลืมความคิด มันเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติธรรม เจริญสติภาวนา ซึ่งเป็นเรื่องที่อธิบายยากหากไม่เคยฝึกเจริญสติ ความโชคดีของการทำงานเหล่านี้คือ การทำงานหนัก พิจารณาหนักๆ ฝีมือการวาดภาพของผมอาจด้อยกว่าหลายคน แต่การพิจารณาก็คือการมองอย่างถี่ถ้วนกว่าคนอื่น ในวงการเรียกกันว่า มีตาทิพย์ คือการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนกว่าคนอื่น ลึกซึ้งกว่าคนอื่น

ผลงานเข้มข้นเกิดจากความจริงใจ ไม่ผ่านแนวคิดใด ไม่ผ่านรูปแบบ

มีหลายอย่างที่ช่วยค้ำจุนผม เหมือนเดินทางไปไหนบางแห่ง สายตาคนก็จะมองผม เวลาจะทำอะไรก็ต้องตั้งใจทำ ผมอยู่กับกลุ่มศิลปินได้เพราะผมเคารพงานของเขา ยิ่งคนที่มีงานดียิ่งต้องเคารพงานของเขา ศิลปินทำอะไรก็เหมือนต้องฟังเพราะเขาเหนือกว่า มิใช่เหนือกว่าเพราะอิทธิพลทางความคิด แต่เพราะผลงานที่ทำออกมา ผมไม่ใช่คนเฮฮา แต่ผู้คนเข้ามาหาผม เพราะพวกเราคุยกันเรื่องงาน ผมรักษาความดีความงาม ผมทำงานจากกำลังภายใน คือทำงานแบบไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ

ผลงานที่เข้มข้นเกิดจากความจริงใจ มันออกมาโดยไม่ผ่านแนวคิดใด ไม่ผ่านรูปแบบ

เสียงภายนอกไม่มีอิทธิพลกับผม คนนั้นบอกว่าดี คนนี้บอกว่าไม่ดี สิ่งรอบข้างรอบตัว เสียงภายในของผมดังกว่า เพราะถ้าผมปล่อยให้เสียงภายนอกดังกว่า เสียงภายในก็เลยผ่อ มันแตกต่างกัน ส่วนความรู้สึกก็จะฟุ้งออกมาโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการอันใด หลายคนอยากแสดงบุคลิก เปรียบเทียบเหมือนเวลาทำงาน เขาบอกให้ใส่สีเขียว ความจริงผมอาจชอบสีแดง แต่ผมต้องใส่สีเขียวเพราะเสียงข้างนอกดังกว่า แต่การที่ผมมองเห็นเพื่อนแล้วอยากทำงานด้วย ก็เป็นเพราะใจผมฮึกเฮิม อยากทำ มันไม่ใช่รูปแบบ แต่มันเป็นการตอบโต้

ผมตื่นเช้าขึ้นมาเขียนรูป เขียนรูปได้มากได้น้อยไม่เป็นไร แต่ทำให้เป็นนิสัยสันดาน เพราะหัวใจกับมือต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอด สองส่วนที่ควบคู่กันมาตั้งแต่ต้น คือ 1 ผมทำงานถ่ายทอดเป็นธรรมชาติ 2 ผมมีความละเอียดเรื่องการพิจารณา เพราะผมปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ผมก็เลยมองเห็นหลายมุมที่ลึกซึ้งกว่าคนปกติที่ไม่ได้พิจารณา ที่จะช่วยให้สมบูรณ์แบบ ผมสังเกตว่า ศิลปินจะอยู่ด้านปุถุชน สุดโต่ง กินเหล้าเมายา แต่ผมอยู่ในทางธรรม ธรรมะช่วยกล่อมเกลาจิตใจ ซึ่งแตกต่างจากคนอื่น

สูตรของการเรียนศิลปะ เรียนจบศิลปากรแล้วก็เรียนต่อเมืองนอก เพื่อหาความรู้ใหม่ ได้เห็นของจริงในต่างประเทศ สำหรับนักสะสมก็คงดูดี คงจะมีความเชื่ออยู่ว่า งานจะดีขึ้น งานจะมีความร่วมสมัยมากขึ้น เมื่อมาถึงผมข้ามไปหมด อย่างการที่ผมชอบ จ่าง แซ่ตั้ง, ถวัลย์ ดัชนี ,ประเทือง เอมเจริญ เมื่อเห็นงานผมจะรู้และเข้าใจในงานของเขา ศิลปะเอเชียเป็นเรื่องนุ่มเนียนกว่า ต่างประเทศ ชัดเจน เรื่องความเป็นปุถุชน แสดงออกผ่านฝีแปรง จัดจ้าน ไม่สนใจ แต่เอเชียนุ่มละมุน ประณีต บรรจง ไม่มีเสียงดังโหวกเหวกแบบศิลปะตะวันตก ตะวันตกดิบแบบสุดขั้ว ส่วนเอเชียอาจดิบเหมือนกันแต่ยังมีความเป็นช่าง มีสุนทรีย์ ถ้าเปรียบเทียบตะวันตกและตะวันออก ตะวันตกจะชัด ความมีเลือดมีเนื้อ ปุถุชน ชัดเจนมาก

ผมเคยดูเบียนนาเล่ที่เยอรมัน เมื่อ 20 ปีก่อน เป็นงานกลางแจ้ง เป็นการแสดงความคิด แต่ผมมองในแง่มุมของคนวาดภาพ ผมไม่ถูกใจเท่าใด เพราะส่วนใหญ่เป็นงานกลางแจ้ง มาไวไปไว พอมาถึงเชียงรายก็ยังเป็นประมาณนั้น เพราะว่า ผมยังอยู่กับอารมณ์แบบคนเขียนภาพ แต่เบียนนาเล่ไม่ใช่งานวาดเขียน เบียนนาเล่เป็นการแสดงออกแนวความคิด คิดใหม่ ทำใหม่ ไปไว้ แต่ถ้าเป็นงานรูปเขียน ผมพูด 7 วัน 7 คืน แต่เป็นเริ่งที่ดีนะครับ เพราะคนที่ทำงานศิลปะ หรือชอบงานศิลปะ ก็จะได้เงินมุมมองและเกิดข้อเปรียบเทียบ แสดงออกแบบชัดเจน แต่ในงานรูปเขียนยังซ่อนอารมณ์ในผลงาน ซ่อนในเส้นสีน้ำหนัก แต่ถ้าได้ดูเบียนนาเล่ ผมจะได้เรื่องแนวคิดในการที่จะช่วยมาเสริมมาสร้าง

เล่าเรื่องชีวิตศิลปินนักร้องรักแต่งเพลง พยัต ภูวิชัย

0

“เพลง คือ เนื้อร้อง ทำนอง จังหวะ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ คำร้อง คือ ผู้โดยสาร, ทำนอง คือ พาหนะ, จังหวะ คือ เส้นทาง เพลงคือการสื่อสารของอารมณ์ที่ไม่ต้องใช้เท้าเดิน เราร้องเพลงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เราร้องเพลงทางโทรศัพท์สามารถสื่อสารออกไปทั่วโลก หากเราไม่มีท่วงทำนอง ก็ให้คนอื่นสร้างทำนองลงในคำร้องของเรา ถ้อยความคิดจะมีกี่ประโยคก็มีท่วงทำนองได้ บทเพลงคือครู เราแกะลูกโซโล่กีต้าร์ กลอง ถ้าเราแกะคำร้อง แกะความคิด เราจะเข้าใจด้วยตนเองโดยใช้บทเพลงเป็นครู มิว่าจะเป็นชุดคำ ชุดความคิด ชุดดนตรี มันคือการสื่อสารอารมณ์ที่ถูกส่งออกนอก” พยัต ภูวิชัย

ท่วงทำนองการขับร้อง ประสานกับเสียงกีตาร์ของศิลปินรักแต่งเพลง พยัต ภูวิชัย ถ่ายทอดความเศร้า ความเหงา ยียวน เคล้าคลึงความรู้สึกผ่านภาษาเพลง เสียงอันเศร้าสร้อยเนิ่นช้าอย่างตั้งใจในการขับร้อง เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้นักฟังเพลงจดจำสุ้มเสียงของเขา แต่ผลงานการขับร้องมิอาจเทียบเทียมกับเส้นทางศิลปินนักแต่งเพลง หลายผลงานการประพันธ์เพลงของเขา เป็นตำนานบทเพลงของประเทศไทย หมาเศร้า, ยังยิ้มได้, กรุณาฟังให้จบ ยังคงถูกผู้คนกล่าวขานและขับร้อง บนเส้นทางนักแต่งเพลงหลายสิบปีจึงเรื่องราวนำเสนอเป็นบทสัมภาษณ์ ดังนี้

Stairway to Heaven บทเพลงแห่งแรงบันดาลใจในวัยเด็ก

ผมรับอิทธิพลทางดนตรีจากครอบครัว ผมมีพี่น้อง 5 คน เล่นดนตรีทุกคน ตอนเด็ก ผมมองเห็นพี่ชายเล่นกีตาร์เพลง Stairway to Heaven ตอนนั้นผมยังเล่นกีตาร์ไม่เป็น แต่ผมมองรูปร่างนิ้วมือ การจับคอร์ดกีตาร์ มือของเขาแปลกดี ตอนพี่ชายออกไปเที่ยวตามประสาวัยรุ่น ผมจับกีตาร์ขึ้นมาจับคอร์ด Em พี่อีกคนเดินเข้ามาแล้วสอนผมว่า จับคอร์ดกีตาร์ให้แน่น เสียงไม่บอด แล้วใช้มือขวาดีดกีตาร์เป็นจังหวะ นั่นเป็นพื้นฐานการเล่นกีตาร์ ทำให้ผมมี Timing ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการเล่นดนตรี

วัยเด็กผมชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังเพลงจากวิทยุทรานซิสเตอร์ (Transistor) ตอนผมอายุประมาณ 6 ขวบ เขาจัดประกวดร้องเพลงที่ศาลากลางจังหวัด ผมเดินเท้าไปศาลากลางเพื่อเข้าประกวด ผมเลือกร้องเพลง “เป็นไปไม่ได้” ของวง The impossible ได้รับรางวัลเป็นดินสอ 1 กล่อง ผมคิดว่า ดนตรีอยู่ในสายเลือดของพวกเรา แต่ตอนนั้นเราก็ยังไม่รู่ว่า เราอยากเติบโตเป็นอะไรเพราะตอนอายุ 9 ขวบ ผมชอบเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ ชอบอ่านหนังสือ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เป็นนวนิยายเรื่องราวจำนวน 12 เล่ม ผมอ่านจนจบ ส่วนพี่สาวก็จะอ่านนิยายประโลมโลก

ผมอายุ 13 ปี เรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผมมีวงดนตรี ผมตีคอร์กีตาร์เล่นกับวงดนตรี เพลงที่ผมแกะเป็นเพลงแรกคือ Stairway to Heaven เพราะเราเคยได้ยิน เคยเห็นวิธีการเล่น พวกเราเล่นดนตรีด้วยกันแต่ก็ไม่นึกว่าจะเล่นดนตรีเป็นอาชีพ หลังเรียนจบผมศึกษาต่อปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งของผมเสียชีวิต ผมร่วมงานศพซึ่งบำเพ็ญกุศลที่วัด หลังจากเสร็จงานบำเพ็ญกุศล พวกเรากลับบ้านนั่งล้อมวงกินเหล้าเล่นดนตรี ขณะกำลังเล่นดนตรี มีชายคนหนึ่งถามว่า เพลงที่กำลังเล่นใครเป็นคนแต่ง ผมบอกเขาว่า ผมเป็นคนแต่งเอง แล้วเขาก็ชวนผมมาทำเพลงด้วยกัน หลังเสร็จสิ้นงานศพประมาณเกือบเดือน ชายคนนั้นเดินทางมาหาผมที่บ้าน เขานั่งคุยกับคุณพ่อของผม พ่อของผมเป็นอดีตนักการเมือง ชอบประพันธ์ กวี กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ทำหนังสือ พวกเขาคุยกันเข้าใจ ชายคนนั้น บอกกับพ่อผมว่า “จะชวนพยัตไปจนด้วย” พวกเราหัวเราะ แต่หลังจากนั้น พวกเราก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมานานหลายปี

ผมออกจากบ้าน เขียนเพลง เรียบเรียง ทำดนตรี กระทั่งบทเพลง “หมาเศร้า” สร้างชื่อให้กับพี่ชาย “แก้ว ลายทอง” กลายเป็นที่รู้จักในวงการดนตรีเพื่อชีวิต นั่นเป็นงานดนตรีชิ้นแรกในชีวิตของผม ผมชอบเขียนกลอนตั้งแต่เด็ก เติบโตเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เขียนเพลง เขียนร้อยแก้ว เริ่มเขียนในสมุดเรียน เขียนกลอนจีบสาว เราชอบเขียนหนังสือ ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนก็อยู่กับเพื่อน ไม่ค่อยได้แต่งเพลง แต่หลังจาก แก้ว ลายทอง ชวนไปทำดนตรี ผมก็ฟังเพลงทุกวัน พวกเราเติบโตกับการฟังเพลง ซึ่งในช่วงนั้น ผมอยู่กับกวี ได้อ่านหนังสือหลากหลาย เริ่มรู้จักใจตนเองว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ช่วงเวลาที่ผมทำเพลง ผมรับทำงานดนตรีให้กับ พิบูลศักดิ์ ลครพล เพราะผมทำกิจกรรม กวี ดนตรี ศิลป์ พวกเรากับเหล่ากวีรู้จักคุ้นเคย กระทั่งผมถูกชวนให้เป็นหนึ่งในสมาชิกวง “มาชารี” ผมและชูเกียรติ ฉาไธสง ทำหน้าที่เรียบเรียงบทกวีของ พิบูลย์ศักดิ์ ลครพล เป็นบทเพลง

“ยังยิ้มได้” บทเพลงชีวิตที่มอบให้ไว้กับภรรยา

ผมกลับไปใช้ชีวิตที่จังหวัดสุพรรณบุรี ทำงานเป็นนักดนตรีกลางคืน 2 ปี ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำเพลง พวกเรามีอุปกรณ์เครื่องดนตรี เราทำเดโมเสร็จก็เดินทางเข้ากรุงเทพ เพราะในช่วงเวลาที่เราทำเพลงให้แก้ว ลายทอง มีคนชอบวิธีการทำงานของเรา ซื้อลิขสิทธิ์เพลงของเรา ว่าจ้างพวกเราให้ทำงานดนตรี พวกเราทำงานเบื้องหลังมานาน อยากทำงานเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง เราทำงานเป็นนักดนตรีกลางคืน เมื่อมีเวลาว่าง ก็ทำงานให้กับ ศุ บุญเลี้ยง เราทำดนตรีบันทึกเสียงในห้องอัดเล็กๆ ผู้บริหารค่ายเพลงได้ยินบทเพลงที่เรากำลังเล่น ทำให้ผมมีโอกาสทำอัลบั้มของตนเอง

น้องคนหนึ่งชวนผมมาทำงานให้กับ บริษัท แกรมมี่ ตอนนั้นผมจะฝึกเขียนเพลงเพราะบริษัทแกรมี่มีนักร้องในสังกัดนับร้อยคน ผมจะได้ฝึกเขียนเพลง แต่การทำงานกับบริษัทแกรมมี่ ไม่เหมือนกับการเขียนบทกวีหรือทำงานศิลปะ บริษัท ต้องมีภาพลักษณ์ความเป็นศิลปิน เราจะขายให้กับใคร ใครเป็นคนฟัง การทำงานมีหลักการบางอย่างที่เราไม่เคยสัมผัส กว่าผมจะทำความเข้าใจก็ใช้เวลา 1 ปี เขียน 100 เพลง ผลงานผ่านเพียง 2 เพลง

ผมนั่งเขียนเพลงให้กับวงกะลาค่ายจินนี่เร็คคอร์ด ผมแก้ไขงานเขียนเพลงหลายวัน เขียนตลอดทั้งคืน ชีวิตผมในยามนั้น ไม่มีอะไรโดดเด่นในชีวิต มีเพียงเพลงกวีฟังยาก เพลงชาวร็อคที่ไม่มีชื่อเสียง ผมทำงาน 3 เดือน มีรายได้ 3,000 บาท ผมนั่งเขียนเพลง ส่วนภรรยาก็กลับจากการทำงาน ล้มตัวลงนอนบนโซฟาด้วยเสื้อผ้าชุ่มเหงื่อ ผมหันมามองภรรยาแล้วคิดว่า ผมจะเลี้ยงเธอได้อย่างไร ผมจึงตัดสินใจเลิกเขียนเพลงให้กับวงกะลา

หลังจากนั้น ผมก็พบกับทางออก “หลายครั้งที่ชีวิตเจอกับปัญหา ทำให้ใจเธออ่อนล้าลงบ้างไหม ฉันถามด้วยความรัก ถามด้วยความห่วงใย ไม่ได้ดูถูกเธอ…” บทเพลงมาพร้อมกัน ทั้งเนื้อร้องและท่วงทำนอง หลังจากผมแต่งเพลงเสร็จ ผมปลุกภรรยาขึ้นมาฟัง ภรรยาของผมห้ามไม่ให้ขายเพลงนี้กับใคร แต่เมื่อผ่านเวลาประมาณหนึ่งปี พวกเราก็ทนกับความจนไม่ไหว ผมจึงบอกกับภรรยาของผมว่า ผมให้ พลพล ร้องเพลงนี้เพราะเสียงของเขาเหมาะ หลังจากนั้น บทเพลง “ยังยิ้มได้” กลายเป็นบทเพลงพลิกชีวิตของผม

ผมเขียนเพลง 100 เพลง ผลงานผ่าน 10 เพลง งานบางชิ้นแม้ไม่ผ่านแต่ก็ถูกเรียกให้แก้ไข ปรับปรุง ผมเขียนเพลงตามใบสั่ง เหมือนสั่งกับผมว่า เพลงที่ผมเขียนต้องได้รับความนิยม กฎเกณฑ์บังคับคงเป็นเรื่อง ความสดใหม่และคมคาย (Piquant) แต่เรื่องราวในบทเพลงยังเป็นการบอกเล่า ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง อกหัก จีบสาว คิดถึงบ้าน ส่วนกลวิธิเล่าเรื่อง (Plot) ก็คล้ายกับการเล่าเรื่องในบทภาพยนตร์หรือบทละคร ผมค้นพบวิธีทำงานของตนเอง การเขียนเพลงเหมือนกับการเขียนลายเซ็น เราต้องมีวิธีจับปากกาในแบบของตนเอง มีมุมมองในการเล่าเรื่อง มีอุปกรณ์การเล่าเรื่อง ต้องคิดอยู่เสมอว่า เราจะมองต่างมุมในเรื่องเดียวกันได้อย่างไร การเขียนเพลงก็เหมือนกับการศึกษา เริ่มจากโรงเรียนอนุบาล เขียนเพลงจนได้ปริญญา เมื่อเขียนเพลงกระทั่งผู้คนชื่นชอบผลงานเพลงก็เปรียบเสมือนเราเรียนจบปริญญาเอก (ดร.)

ตอนผมเริ่มทำงานกับบริษัท แกรมมี่ ชีวิตยังลำบาก ผมได้รับค่าตอบแทนจ่ายเป็นเช็ค 3,000 บาท เขียนเพลงให้เขา เรียบเรียงเพลงให้เขา ได้ค่าเนื้อร้องทำนอง แต่ระหว่างทาง เพื่อนพี่น้องก็ขอให้ช่วยเขียนเพลงบ้าง จ้างเรียบเรียงบ้าง เพลงยังยิ้มได้ก็พลิกชีวิต เราก็ได้ส่วนแบ่งเป็นกอบเป็นกำ เมื่อเรามีแรง มีความหวัง คนก็อยากให้เขียนให้เยอะขึ้น ผมทำงานกับแกรมมี่ 10 ปี ผมลาออกมาสร้าง บริษัท บัตเตอร์ฟลาย มิวสิค ทำเพลงเพื่อชีวิตลูกทุ่ง ทำเพียงปีเดียวก็ลาออก เพราะมีทีมอื่นมาทำงานต่อ เราสร้างศิลปิน 2 คน ตอนนั้นเราทำเอง ลงมือเอง หลังจากนั้น แกรมมี่โกลด์ ชวนผมทำดนตรีให้กับ โกไข่กับนายสน ผมกลับไปช่วยแล้วเพลง “ความคิดถึงกำลังเดินทาง” ก็เป็นที่นิยม ตอนนั้น ผมอยากเขียนเพลงลูกทุ่ง แล้วผมก็มีโอกาสเขียนเพลงให้กับ ตั๊กแตน ชลดา

การเขียนเพลงเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เราทำซ้ำไม่ได้ ผลงานเขียนเพลงจึงใหม่อยู่ทุกวัน แต่วันหนึ่งเผมก็กลับไปใช้ชีวิตในชนบทเพื่อจะมีเวลาให้กับการเขียนเพลง ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่การกับค้าขาย แต่สิ่งที่ติดตัวเรามาในช่วงเวลาของการทำงานกับแกรมมี่คือ พาณิชย์ศิลป์ (Commercial Art) ผมไม่รู้สึกย่ำแย่ ทุกคนที่ผมทำงานด้วยดูแลผม แต่ยุคสมัยก่อนการทำงาน การทำเพลง ผมไม่มีเงิน อย่างซื้อกางเกงยีนส์ตัวละ 500 บาท ไม่ใช่เรื่องง่าย เวลาทำวง “มาชารี” เราก็เอาเพลงไปขาย เอาเพลงไปร้อง ขายเทปได้เราก็ได้ส่วนแบ่งจากการขายเทปม้วนละ 5 บาท ผมเคยเปิดหมวกขายเทป แก้ว ลายลอง วันแรกขายได้ 99 ม้วน ได้เงิน 4,950 บาท เราก็รู้สึกดี

ยุคเล่นดนตรีเปิดหมวก ความจริงกระจอก พวกเรารวยด้วยวิธีแบบนั้นไม่ได้ แต่ใจเราใหญ่มาก มันเป็นเพียงการเดินทาง มันไม่ใช่อาชีพยั่งยืน ไม่มีใครเปิดหมวกทุกวัน คนสร้างงานต้องมีเวลาไปเรียนรู้อย่างอื่น เพราะมันเปลี่ยนทุกขณะ มันเหมือนดอกไม้ ระหว่างทางชีวิตก็ถูกหล่อหลอม เราโชคดี เมื่อถึงวันที่เราเข้าใจฟ้าก็สว่างแล้ว ทั้งดนตรี วิธีทำงาน เคี่ยวเข็ญกัน มันเป็นการฝึก เป็นการหาสิ่งหนึ่งที่เราชอบ ตัวอย่างเช่นเพลง “ยาใจคนจน” ถ้ามองให้เห็นมุมอื่นก็ถือเป็นแรงบัลดาลใจ เป็นแฟนคนจนแล้วเป็นยังไง หรือชมแฟนคนจน สร้างทำนองเป็นป๊อป แต่ถามว่าเขาเป็นแรงบัลดาลใจมั้ย ตอบว่า เป็น! วิธีการวางความคิด เพลงก็ไม่ซ้ำ บางทีเราจะหาแรงบันดาลใจจากลมฟ้าอากาศมันไม่มีหรอก มันเบื่อ มันซ้ำ แต่บางทีเพลงก็ลอยลมมา เหมือนคนเล่นต่อมุขกัน ต่อกันจบไม่ลง แต่มันคือการฝึกวิธีคิดวิธีเขียนเพลงอยู่ทุกวัน

ในชีวิตของผม ถ้าจะมีอะไรประสบความสำเร็จก็คงเป็นเรื่องเพลง เพลงเป็นสิ่งที่เรารัก เป็นสิ่งที่ทำมาตั้งแต่เด็ก พอเริ่มมีการจ้างงาน พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง จ้างทำเพลง ,ศรีเผือก คนด่านเกวียน ขอซื้อลิขสิทธิ์เพลง ,วงโฮป ขอให้เราเขียนเพลง เราก็สนุกกับการทำงานมากขึ้น มันอาจไม่พอเลี้ยงตัวเองทั้งปี แต่ก็มีมาเรื่อยๆ เราก็คิดว่า เราสามารถเลี้ยงตนเองได้ ความคิดของเราเปลี่ยนไปหมด สำหรับการเขียนเพลงแต่ละแนวเพลง สำหรับนักแต่งเพลง เราสามารถเขียนเพลงได้ทุกแนว สำหรับคนเขียนเพลงมันเป็นวิธีคิดเดียวกัน เปลี่ยนเพียงการเสิร์ฟ เปลี่ยนอุปกรณ์ เปลี่ยนภาษา

พล็อตการเขียนเพลง ก็คือ ใคร ทำอะร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร สามารถเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนกลวิธีเล่าเรื่อง เราจะเล่าเรื่องจากหลังมาหน้า หรือจะตัดกลับไปกลับมา เพราะภาษาไม่เหมือนกับภาพยนตร์ แต่ภาษามีเวลาได้ เมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้ เวลาอยู่ตรงไหนก็ได้ แต่บางคนเขาเขียนถึงอารมณ์ แต่ลืมเรื่องของ ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร การเล่าเรื่องยังต้องมีฉาก มีอุปกรณ์ เช่น เราถูกคนรักบอกเลิกที่ห้างสรรพสินค้า บรรยากาศการเล่าเรื่องก็ต่างจากการถูกค้นรักบอกเลิกกลางทุ่งนา

“เพลง คือ เนื้อร้อง ทำนอง จังหวะ ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ คำร้อง คือ ผู้โดยสาร, ทำนอง คือ พาหนะ, จังหวะ คือ เส้นทาง เพลงคือการสื่อสารของอารมณ์ที่ไม่ต้องใช้เท้าเดิน เราร้องเพลงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เราร้องเพลงทางโทรศัพท์สามารถสื่อสารออกไปทั่วโลก หากเราไม่มีท่วงทำนอง ก็ให้คนอื่นสร้างทำนองลงในคำร้องของเรา ถ้อยความคิดจะมีกี่ประโยคก็มีท่วงทำนองได้ บทเพลงคือครู เราแกะลูกโซโล่กีต้าร์ กลอง ถ้าเราแกะคำร้อง แกะความคิด เราจะเข้าใจด้วยตนเองโดยใช้บทเพลงเป็นครู มิว่าจะเป็นชุดคำ ชุดความคิด ชุดดนตรี มันคือการสื่อสารอารมณ์ที่ถูกส่งออกนอก

ถ้าเพลงมีลักษณะเป็นก้อน อาจเป็นก้อนความคิด ก้อนอารมณ์ ตัวอย่างเช่น เรานึกถึงบ้าน องค์ประกอบของบ้านมีอะไรบ้าง รั้ว หลังคา หน้าต่าง เพดาน สารพัดที่เชื่อมโยงกัน เราต้องตั้งธงว่า เพลงของเราจะเดินทางไปไหนในความรู้สึก อันไหนไม่สำคัญเราตัดออก เป็นอุปกรณ์ความรู้สึกเราคัดทิ้ง วิธีสื่อสารของบทเพลงคือ การเขียนน้อยแต่ได้มาก เขียนเพลงด้วยเวลาน้อยแต่ได้เยอะ”

เขียนความรู้สึกลงในบทเพลง

บทเพลงต้องมีความรู้สึก แต่เราจะพูดอย่างไร จะเล่าอย่างไรให้คมคาย ถ้าพูดถึงเรื่องพล็อต (Plot) มันกว้างมาก แต่หากเขียนเพลงเรื่อยๆ มันจะเป็นไปตามสันดาน คล้ายกับเวลาที่เราฟังเรื่องตลก เราก็จะรู้ว่า คนนี้เล่าเรื่องตลก คนนี้เล่าเรื่องไม่ตลก นั่นคือความคมคาย เรื่องเดียวกันแต่เล่าไม่เหมือนกัน ลีลาการกใช้ภาษา ลีลาการขยายความ ดนตรีไม่มีความแตกต่างในเรื่องเล่า แต่เราต้องรู้ว่า เรากำลังทำอะไร เรากำลังเสิร์ฟอาหารให้กับใคร

ดนตรีก็คือสันดาน แต่ละแนวดนตรีมีความไพเราะ ผมทำในสิ่งที่ผมชอบ ศิลปินกับนักดนตรี ก็เหมือนกับ คนขับอาขยานกับคนท่องอาขยาน คนขับอาขยานออกมาจากวิญญาณ มันคนละอย่าง ดนตรีก็คือเราเล่นดนตรีตามสันดานตนเอง เล่นตามสิ่งที่ตนเองชอบ เล่นให้สนุก เล่นให้เศร้า เวลาแกะเพลงเป็นยังไง ความรู้สึกต้องเป็นแบบนั้น เพราะตอนสร้างบทเพลงมันเป็นแบบนั้น หรือบางวันนึกสนุกก็แปลงอารมณ์ของเพลง มันก็เป็นเรื่องของอารมณ์ แต่เราก็ต้องจริงกับมัน รักมัน

เราสอนเขียนเพลง เราไม่ได้สอนให้เป็นแบบ พยัต ภูวิชัย เราสอนวิธีคิด ส่วนจะคิดอย่างไรก็เป็นไปตามสันดาน เพราะมีประตูอีกเป็นล้านๆ บาน หากุญแจให้เจอ ถ้าเปิดประตูบานนี้ไม่ได้ ไม่โดน ไม่สวย ไม่สนุก ก็เปิดประตูบานใหม่ อย่าซ้ำซากอยู่กับทางเข้าออกเดิมๆ ถ้าคิดได้ ก็เหมือนกับการใช้ชีวิต แต่ถ้าใจเราไม่นำทาง เราก็ย่ำซ้ำอยู่ที่เดิม เราบอกอยู่ตลอดว่า ทำให้ใหม่อยู่เสมอ ใหม่สำหรับตัวเรา เช่น คำบางคำเราไม่เคยใช้เราก็ทดลองใช้ ผมเขียนเพลงทุกวัน ผมดูออกว่าบทเพลงเหมาะกับใคร เพราะเราถูกฝึกให้มอง เช่น นักร้องคนนั้นเสียงเป็นแบบนี้ แฟนคลับของเขาชอบกินลาบ หรือแฟนคลับเขากินสเต็ก แต่งตัวแบบนี้ มีนิสัยแบบนี้ มันบอกอยู่แล้วว่า เขาต้องการทำอะไรในสันดานของเขา ถ้าไม่มีสันดานเราก็ต้องปั้นให้เขา อย่างเช่นเ ราบอกกับศิลปินว่า จีบหนุ่มอีสานหน่อยสาวเหนือ แค่นี้เขาก็ไม่เคยแล้ว เป็นความรู้สึกใหม่ แต่ก็ใช้วีธีการที่เป็นตัวเขา เคลื่อนย้านมูฟเม้นต์ความคิด

การเขียนเพลงการเขียนบทกวีคือการเดินทาง

ผมเขียนเพลงประมาณ 1,000 เพลง เขียนวันละ 1 เพลงเป็นอย่างน้อย ซึ่งบางเพลงเป็นเพลงที่โลกไม่รู้จัก ถ้าย้อนกลับไปในวันเริ่มต้น เรามองเห็น พิบูลศักดิ์ ลครพล เขียนบทกวี มองเห็น เนวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เขียนบทกวี เราก็อยากเขียน เราอยากเป็นนักเขียน แต่เราเขียนเพลง แต่เราไม่ได้ฝักใฝ่การออกหนังสือ แต่เรายังเขียนอยู่ บางวันมีอารมณ์ก็ยังเขียนอยู่ บางวันก็บอกตนเองว่า เขียนสักบท จะเขียนอะไร ส่วนใหญ่ก็พระอาทิตย์ขึ้น

พระอาทิตย์ตก ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องงานศพ เขียน 60 ศพ ก็จะไม่ซ้ำกัน บทกวีหรือบทเพลง เป็นการนึกสนุกเขียน จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเป็นเรื่องข้างหน้า แต่เราต้องมีเป้าหมายว่าจะไปไหน เช่น อยากไปเชียงใหม่ เดินไป ขึ้นรถไฟ ขึ้นเครื่องบิน ปั่นจักรยาน แต่ต้องมีความคิดก่อน เฮ้ย ! อยากไป ร่างแผนที่ เตรียมอุปกรณ์การเดินทาง เราไม่ได้เขียนพล็อต กวีใครเขียนพลีอต? ตั้งแต่เล่น Facebook เราเขียนบทกวีในโทรศัพท์ตลอด เพราะมันแก้ไขง่าย สดใหม่ เห็นอารมณ์ทันที ผมว่ามันโชว์สันดาน โชว์สิ่งที่รู้สึก

เราฟังเพลงตั้งแต่เด็ก สมัยก่อนมีแต่วิทยุ สมัยก่อนเพลงไม่ดังวิทยุไม่เปิด เราก็โชคดีที่ได้ฟังเพลงซึ่งเป็นที่นิยมหลายเพลง ความดังคือป๊อปเซ้นต์ที่ติดตัวอยู่ เมโลดี้ฝังอยู่โดยไม่ต้องไปเรียน แต่บางคนก็ชอบโฟร์ค เขาสามารถหยิบสิ่งที่เขาเคยได้ยินมาอยู่ในโฟร์คของเขา ภาษาเพลง ภาษากวี ภาษาสื่อ เหมือนกัน ใครมีลายมือแบบไหนก็ลายมือแบบนั้น สำหรับการสร้างเมโลดี้แล้วนำเนื้อเพลงใส่ เป็นปัญหาของนักแต่งเพลงที่เขาต้องเรียนรู้ ตอนอยู่แกรมมี่ มีคนจำเมโลดี้แล้วเขียน แต่สำหรับผม ใครร้องเพลงนี้ เราสามารถเล่าเรื่องอะไรในบทเพลงได้ ดนตรีเขาแบบไหน Rock หรือ Pop

ดนตรีกับการเขียนเพลงเป็นอาชีพของผม เพราะผมประกอบอาชีพอื่นไม่เป็น ความจริงจัง การกัดฟันสู้ ทุกเพลงที่เราทำคือเดิมพันชีวิต แต่เราต้องเอาชนะตนเองก่อน คือต้องเขียนเพลงให้ตนเองชอบก่อน ต้องให้คนที่สั่งให้เราเขียนเพลงชอบ แต่เราคิดถึงนักร้อง เขาต้องชอบเพลงที่เราเขียน ถ้าคนฟังไม่ชอบก็ถือเสมอตัว แต่จะมีกี่คนมานั่งทำเรื่องพวกนี้ให้เป็นสันดาน (นิสัย) มองให้ถ้วน มองให้สุด ค่อยเขียน ขัดเกลาถ้อยความระหว่างเขียน

สำหรับสันดาน (นิสัย) การเขียน ไม่เกี่ยวกับการเขียน เพราะสันดานมีมาแต่เดิม ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึกเขียน เปรียบเทียบสันดานเเหมือนกับการที่แม่ใช้เราตำข้าวคั่วเวลาทำอาหารในวัยเด็ก ตำข้าวคั่วไม่ละเอียดแม่ก็ด่า คนเขียนเพลงก็เช่นเดียวกัน ถ้าคนเขียนเพลงไม่ละเอียด หั่นหอมไม่ละเอียดหรือตำข้าวคั่วไม่แหลก เมื่อทำอาหารก็ไม่อร่อย ถ้าข้าวคั่วตำแหลก รสชาติอาหารก็นัว อร่อย นั่นละคือสันดาน ไม่มีใครสอนใครได้ เพราะยุคปัจจุบัน ใครมีโทรศัพท์ก็เป็นครู ในโลกโซเชี่ยล โลกตื่นแล้ว

คนรุ่นใหม่ที่อยากเขียนเพลงมีมากมาย พวกเขาเป็นคนเก่งมาก เมื่อนำมาเทียบกัน ผมกลายเป็นคนขี้เหร่ ผมเพียงเอาชีวิตรอดในงานของตนเอง แต่ผมภาวนาให้นักแต่งเพลงรุ่นใหม่ เขียนเพลงได้ดีทุกเพลง คมคายได้ทุกเพลง นักแต่งเพลงรุ่นใหม่หลายคนสามารถแต่งเพลงได้คมคายต่อเนื่องกันนับ 20 เพลง ผมให้กำลังใจเขา สำหรับผม หากไม่ฝึกฝนก็จะกลายเป็นเหมือนไดโนเสาร์ เพราะเราพยายามจะอยู่กับสิ่งที่เราชอบบนโลกที่กำลังหมุนไป ผมอยากเขียนเพลงที่ผมชอบและคนฟังก็ชอบ

ก้องมาจากขุนเขา สุวิชานนท์ รัตนภิมล

0

“เมื่อ 50 ปี ก่อนมิชชันนารี เข้าไปเผยแพร่ศาสนาพร้อมกับบทเพลง เป็นบทเพลงที่ไพเราะมาก เมื่อร้องเสียงประสานกับกีตาร์ไพเราะมาก ส่งผ่านถึงคนภูเขา ทำให้คนภูเขาได้สัมผัสกับดนตรีดีๆ เสียงดีๆ สัมผัสดนตรีมากกว่าคนข้างล่าง เขารู้จักท่วงทำนอง คนกะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอเขาร้องประสานคู่เสียงได้อย่างแม่นยำแล้วก็ส่งผ่านถึงคนสร้างเพลง”

สุวิชานนท์ รัตนภิมล คือศิลปินนักเขียนของประเทศไทย เขาเขียนสารคดี บทความ บทกวี เขียนเพลง เติบโตในแดนใต้ อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง เรียนชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ สงขลา เอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เรียนต่อปริญญาโทด้านปรัชญา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียนได้หนึ่งเทอมก็ออกมาเขียนหนังสือ กลับบ้านเกิด เดินทางในโลกกว้าง จนย้อนกลับมายังถิ่นภาคเหนืออีกครั้ง ทำงานหนังสือเล่มเล็กๆเกี่ยวกับชนเผ่าในภาคเหนือ ชื่อ เสียงภูเขา ได้รับแรงบันดาลใจในช่วงที่ทำงานกับกองบรรณาธิการนิตยสาร “เสียงภูเขา” ออกเดินทางรอนแรมตามป่าเขา หมู่บ้านชนเผ่าตามภูเขา บันทึกเรื่องราวชนเผ่าในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย เรื่องราวของเขาสดใหม่สำหรับนักอ่าน เรื่องราวของคนภูเขาเผ่าต่างๆ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ เขาพบกับเสียงดนตรีชนเผ่า ชักนำวัฒนธรรมดนตรีบนดอยสูงนำเสนอต่อสาธารณชน กลายเป็นดนตรีภูเขา ต่อสายใยยืดยาวต่อรุ่นลูกหลานมาถึงตอนนี้

เดินตามฝันบนเส้นทางชีวิตนักเขียน

ความสนใจในการเขียนหนังสือ เริ่มต้นจากการอ่านหนังสือของนักเขียนชาวเยอรมัน ชื่อ แฮร์มัน เฮสเส(Hermann Karl Hesse ) เพราะวรรณกรรมไทยยุคสมัยนั้น เราจะนึกถึงผลงานของพระสุนทรโวหาร (ภู่) กลอนฉันทลักษณ์ ซึ่งผมไม่อินมากนัก ไม่อาจสร้างแรงกระเพื่อมทางใจให้เขียนสัมผัสบทกลอนได้ ครั้นดูนิยายไทยที่ตัวละครผัวๆเมียๆ หักรักชิงสวาท หักหลัง ตบตี ซึ่งไม่ใช่งานที่ผมรู้สึกอยากเขียน ไม่อยู่ในความฝันของผมเลย แต่เมื่อได้อ่านงานของ แฮร์มัน เฮสเส ผมรู้สึกทึ่งมาก จับใจเรา เมื่ออ่านนิยายเรื่อง คนุลน์ (Knulp) หรือ ทางเลือก ผมรู้สึกแปลกใจว่า นิยายมีแบบนี้ด้วยหรือ การเดินเรื่องของตัวละคร ไม่ใช่ตัวละครที่เคลื่อนเข้าฉากแล้วก็ดราม่า ด่าทอ ไม่ต่างจากชาวบ้านชาวเมืองที่เราคุ้นเคยและเอือมระอา ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย

แต่งานเขียนของ แฮร์มัน เฮสเส บอกถึงการเดินทางในทุ่งกว้าง การค้นหาความหมายชีวิต การค้นหาสัจธรรม การแสวงหาสิ่งดีงาม ค้นหาทางออกของชีวิต ค้นหาทางเลือกการอยู่ในโลก ผมรู้สึกว่า งานแบบนี้มีด้วยหรือ? การเดินเรื่องไม่เป็นแบบนิยายไทย นิยายไทยเริ่มเรื่อง ตัวละครเข้าสู่บทสนทนา (Dialogue) สักพักก็อิจฉาริษยา งานของแฮร์มัน เฮสเส เปิดเรื่องด้วยฉากสวยๆ ในทุ่งหญ้ากว้างๆ เด็กหนุ่มแปลกแยกกับสังคม แปลกแยก (Alienation) กับพื้นที่ที่ตนเองอยู่ ค้นหาความหมายชีวิตของตนเอง รักบทกวี มีขลุ่ยเลาหนึ่ง ผูกเปลนอนค้างแรมตามต้นไม้ ในสุสาน ผมรู้สึกเข้าถึงกับงานเขียนหนังสือและการใช้ชีวิตแบบนี้ ทำให้รู้สึกว่า นิยายที่ดีต้องเป็นมากกว่านิยายไทย

ถ้าไม่เห็นในมูฟเม้นท์ (Movement) แบบนี้ ผมก็คงไม่เปลี่ยนใจมาสนใจเขียนหนังสือแน่ๆ ในช่วง ปี 1 อายุ 20 ปี หลังจากนั้นก็ท่องโลกวรรณกรรมโลก ตามอ่านหนังสืออีกมากมาย พบกับ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Miller Hemingway) จอห์น สไตน์เบ็ก (John Ernst Steinbeck) คาลิล ยิบราน (Kahlil Gibran) ลีโอ ตอลสตอย (Count Leo Nikolayevich Tolstoy) แม็กซิม กอร์กี (Maxim gorky) เออร์สกิน คอลด์เวลล์ การ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกส กฤษณมูรติ รพินทรนาถ ฐากุล ตอนนั้นมีบางคนถามว่า เคยอ่านนิยายเรื่อง “ปิศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือเปล่า ผมอึ้งเลยเพราะในช่วงแรกผม ไม่อ่านนิยายไทย มีนักเขียนไม่กี่คนที่ผมอ่าน อย่างเช่น นิคม รายยวา ผมชอบมาก งานเรื่องสั้นของ สุรชัย จันทิมาธร งานเขียนของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ชาติ กอบจิตติ จำลอง ฝั่งชลจิตร แดนอรัญ แสงทอง กานติ ณ ศรัทธา วินัย อุกฤษณ์ มาลา คำจันทร์ สถาพร ศรีสัจจัง พจนา จันทรสันติ ผมคิดว่าอยากทำงานเขียนให้ถึงระดับนี้เลย ทั้งของนักเขียนไทย นักเขียนต่างแดน มันเป็นความฝันของผม

หลังจากนั้นผมจึงพบกับ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ เจองานเขียนของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ แม้งานเขียนจะอยู่ในขนบนิยายไทย แต่ก็ใกล้เคียงกับชีวิตจริง นั่นคือความสนใจในงานเขียนหนังสือของผม หลังจากนั้น ผมผ่านอีกหลายด่าน การเดินทาง การฝึกฝน พบเจอผู้คน เรียนรู้เรื่องการส่งงานให้กับกองบรรณาธิการ ผมเติบโตจากการทำบทความ ความเรียง รายงานข่าว สกู๊ป สารคดีลงตีพิมพ์ในนิตยสาร (Magazine) ผมไม่ใช่นักเขียนที่นึกอยากเขียนแล้วก็เขียนให้เพื่อนอ่าน เราต้องผ่านด่านบรรณาธิการ ผลงานเราจึงจะปรากฏ เราถึงต้องอดทน ไม่มีเงิน ลำบาก และใช้เวลานานมากกว่าจะได้งานชิ้นหนึ่งๆ

ผมใช้ชีวิตเดินทางตามฝัน เส้นทางชีวิตก็มาจากงานเขียนของ เออร์สกิน คอลด์เวลล์ ว่าด้วยเรื่องของนักเขียน นักเขียนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมเพียงลำพังกับเครื่องพิมพ์ดีด ใช้เวลา 3 เดือน ในการเขียนงานแต่ละชิ้นออกมา มันเท่มาก ผมอยากใช้ชีวิตแบบนั้น อยู่ในกระท่อมหลังหนึ่ง เช่าอยู่ ทำงานเขียนอยู่ในเมืองหนึ่ง เอาเดินทางไปตามเมืองต่างๆเพื่อเขียนหนังสือ ฝันหวานมาก เป็นอุดมคติของเรา เออร์สกิน คอลด์เวลล์ คือแรงเสริมส่งอย่างแรง ชีวิตนักเขียนมันโรแมนติก สวย เท่ สง่างาม อยู่เพียงลำพัง โดดเดี่ยวก็สามารถทำงานได้

ในช่วงที่ผมเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผมอ่านงานเขียนของ ฌ็อง-ปอล ซาตร์ ปรัชญาแอ็กซิสต็องเชียลีสต์ ทำให้ผมเริ่มอ่านงานเขียนของ อัลแบ การ์มู นิชเช่ ซาตร์ ปรัชญาปฏิเสธคุณค่าดั้งเดิม ปฏิเสธวัฒนธรรม ประเพณี แต่ตามใจสุดๆ ผมชอบมากตอนเรียนปรัชญา แต่เมื่อเรียนปริญญาโทคณะปรัชญา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปรัชญากลายเป็นเรื่องไกลตัว เริ่มตั้งคำถามกับตนเอง ถ้าอยากเขียนหนังสือ เราไม่น่าจะมาแปลภาษาเล่มใหญ่ๆ อย่างนี้ ตอนนั้นผมอยากพิสูจน์ตัวเองว่าชอบอะไรกันแน่ ระหว่างตำรากับงานเขียน สุดท้ายผมใส่ชุดดำอยู่สามวัน ขี่จักรยานเสือหมอบ ปั่นเวียนรอบมหาวิทยาลัยทุกวัน ไม่ยอมเข้าห้องเรียน 3 วัน ปั่นจักรยานเสือหมอบไปคิดไป ตอนนั้นรู้สึกขัดแย้งอยู่ข้างในมาก เพราะเท่ากับทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ผมบอกกับอาจารย์ที่ปรึกษาว่าผมได้งานแล้ว แท้จริงผมกลับบ้านที่พัทลุง ไปกรีดยาง ผมลาพักการเรียนชั่วคราว แต่ก็ไม่กลับสู่ห้องเรียนอีกเลย จนถึงปัจจุบัน

เปลี่ยนชีวิตนักศึกษาสู่วิถีนักเขียน

ตอนนั้น ผมทำงานเขียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ตั้งกลุ่มทำหนังสือ เขาให้ทุนเราทำหนังสือแจกในมหาวิทยาลัย ตั้งกลุ่มวรรณกรรมชื่อเลโคลน เมื่อลาออกจากมหาวิทยาลัย อาจารย์ท่านนี้มีผลส่งบันดาลใจให้ผมมาก แกเขียนจดหมายจากปารีส ช่วงเรียนต่อในฝรั่งเศส จดหมายถูกส่งถึงผมที่สวนยางจำนวนหลายฉบับ ตลอดเวลาปีกว่าๆ ผมเสียดายจดหมายเหล่านั้นมากเพราะจดหมายถูกไฟไหม้ที่เขาใหญ่ เป็นการเขียนโต้ตอบเรื่องงานเขียน ทำให้เรามีพลังใจมาก เขายินดีดูแลงานทุกชิ้นที่ผมเขียน

ตอนนั้นอาจารย์สมบัติ เครือทอง เรียนวรรณคดีที่ฝรั่งเศส มีอิทธิพลกับผมมาก ซึ่งเขาก็แนะนำนักเขียนตะวันตกอีกหลายท่าน หลังเรียนจบท่านเป็นอาจารย์ที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร แล้วมาอาศัยอยู่ที่ภูเก็ต ท่านเป็นแรงบันดาลใจอย่างแรง ส่งเสริมแนะนำ งานวรรณกรรมตระกูลต่างๆ การอ่าน การเขียน ตระกูลความจริง อัตถนิยมมายา ผมเขียนคุยกับเขาดุเดือดมาก ผมมีความสุข รอคอยจดหมาย ผมเล่าฉากที่จะเขียนนิยายในหมู่บ้าน เป็นเรื่องของผู้หญิง ที่คาดหวังลูกชาย ฐานะยากจน มีลูกหลายคน แต่มีคนหนึ่งอยากเป็นนักร้องก็เลยเดินตามฝัน เราพูดถึงในหมู่บ้านที่คอมมิวนิสต์เข้ามาในหมู่บ้าน เราเกิดความสงสัย ผมเขียนได้หนึ่งในสี่ก็หยุดเขียน

ผมเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้เทอมเดียวก็กลับมาถามตนเองว่า นายอยากทำอะไร แบกหนังสือกลับห้องทุกวัน ปรัชญาตะวันตก ในเมื่ออยากเขียนหนังสือทำไม่ออกไปเขียนหนังสือ กระทั่งหยุดพักการเรียนแล้วเดินทางกลับใต้ จังหวัดพัทลุง ผมบอกแม่ว่าขอหยุดเรียน ไม่กล้าบอกแม่ว่าลาออก เราใช้เวลากรีดยางกลางคืน กลางวันหาข้อมูลกับชาวบ้าน คุยกับชาวบ้าน หาข้อมูลเก่าๆ คิดว่าจะกลับมาเขียนเรื่องราวหมู่บ้านของตนเอง เหมือนกับนายคนุลน์กลับบ้าน ฝันหวานมาก ผมใช้ชีวิตดุเดือดมาก เหนื่อย หนัก ตอนนั้นจำได้ว่า ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ มีงานอัลบั้มแรกออกมา …ถ้าเธอเหนื่อยนัก หยุดพักเสียก่อน ล้มตัวลงนอน แนบตักฉันนี่ จะหนาวจะร้อน จะคอยพัดวี หลับฝันถึงสิ่งดี หลีกหนีสิ่งเลว… ผมหมุนเครื่องนวดยางไป ฟังเพลงไปด้วย เหงื่อไหลซกๆ แต่เรามีกำลังแรงใจมาก ทำงานหนักมาก เขียนหนังสือด้วยเครื่องพิมพ์ดีดในเวลากลางคืน

หลังจากนั้น พ่อกับแม่ก็ไม่มีความสุข เมื่อชาวบ้านเริ่มนินทาว่า ผมเรียนปริญญาโทจนเพี้ยน ผมต่างจากเด็กคนอื่นในหมู่บ้านที่จบปริญญาตรีแล้วทำงาน ตอนดึกคืนหนึ่ง ผมได้ยินเสียงแม่ร้องไห้ หลังจากนั้น ผมเดินทางด้วยรถไฟเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกับกีตาร์ เครื่องพิมพ์ดีดและหนังสือ เป้าหมายเดินทางเขียนหนังสือ ขอเพื่อนนอนบ้านเพื่อน พักอยู่เกาะมันใน ที่จังหวัดระยอง 3 เดือน เพื่อเขียนหนังสือ เขียนเพลง ตอนนั้นยังไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่อยากเขียน เขียนทุกวัน เกาะไม่มีไฟฟ้า ไม่มีคน มีแต่คนงานเลี้ยงเต่า นานๆครั้งจึงจะเออกจากเกาะ

ตอนนั้นหลุดโลก มองออกไปไกลๆ เห็นแต่ฝั่ง ในเกาะมีเพียงคนงาน แล้วผมก็เลี้ยงชีวิตด้วยการตกปลาหมึก มีเครื่องมือหาปลาหมึก ชักคะเย่อปลาหมึก คนซึ่งอาศัยอยู่ก่อนเขาสอนให้จัดการกับปลาหมึก เวลาน้ำขึ้นสูงก็หย่อนเหยื่อเทียมแล้วลาก พอได้ปลาหมึกก็เอากลับที่พัก ถ้าได้เยอะก็ตากแห้ง ถ้าหมดก็หาใหม่ มีข้าวสารให้อย่างเพียงพอที่จะกินได้เป็นเดือน ตอนนั้นเข้าสู่ความเป็นนักเขียนอย่างที่ฝันไว้ หลังจากนั้น ผมกลับเข้ามากรุงเทพฯ มีกีตาร์หนึ่งตัว เขียนเพลง เขียนบทกวี จากนั้นผมก็ย้ายไปช่วยเพื่อนทำงานที่สุรินทร์ เขาชวนทำงานเพลงเด็ก เขียนเพลง เล่านิทาน ทำหนังสือ ทำได้เกือบปี จากนั้นผมก็เดินทางกลับเชียงใหม่อีกครั้ง ทำหนังสือชื่อ “เสียงภูเขา”

ซึ่งในช่วงที่อยู่เชียงใหม่ผมก็เขียนงานตลอด ตอนแรกเราอยากเขียนวรรณกรรมอย่างเดียวแต่พื้นที่สำหรับการเขียนมีน้อยมาก ผมจึงเขียนสารคดี ความเรียง เขียนทุกอย่างที่เป็นงานเขียน ซึ่งผมไม่ปฏิเสธงานในทุกรูปแบบ ทำให้ผมสามารถทำงานเขียนหนังสือได้หลากหลาย เพราะในยุคสมัยนั้น นักเขียนเก็บข้อมูลและทำให้เป็นเรื่องสั้น ถ้าไม่เป็นเรื่องสั้นเขาไม่ปล่อยงานเผยแพร่ต่อสาธารณชน แต่ผมไม่สน ผมเขียนความเรียง บันทึก บทกวี กลอนเปล่า ผมจึงมีพื้นที่ให้แสดงความสามารถ บทกวีชิ้นแรกของผมเกี่ยวกับทางเดินบนฝั่งแม่น้ำเงา ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ ใช้ชื่อคัดบทกวีว่า นายพรานผี พูดถึงผมจนมั่นใจในตัวเองมากว่ามาถูกทางแล้ว ท่านบอกว่า ผมเป็นรุ่นใหญ่ปลอมตัวมา และให้คะแนนเป็นดาวห้าดาวสำหรับงานเขียนชิ้นแรก

งานบทกวีและบทกวีไร้ฉันทลักษณ์ แจ้งเกิดกับ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ หรือนายพรานผี บนหน้าหนังสือข่าวพิเศษ และอาทิตย์เคล็ดลับ ผมได้ฝึกฝน ผมไม่สนุกกับการเขียนกลอนสัมผัส ไม่ชอบกลอนขนบ ซึ่งมันจำกัดมากสำหรับงานเขียนบทกวี จำกัดความคิด พยัญชนะ สู้กลอนที่ระเบิดออกมาจากใจไม่ได้ เรารู้สึก กลั่นออกมา ทะลุออกไป เราชอบพลังแบบนี้ที่เป็นมวลสารแบบตรงใจ มาจากข้างในจริงๆ เราฝึกฝนกระทั่งรู้สึกว่า คำเป็นคำของเรา มุมมองของเรา ซึ่งเวลาแต่งกลอนเปล่า คำที่คล้ายกับคำของคนอื่น ผมไม่ใช้ หรือเลี่ยงหลบให้มากที่สุด มันต้องเป็นลายมือของเรา เป็นความรู้สึกของเรา

ตอนนั้น ผมอยู่ที่สุรินทร์ ผมเปิดดูหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “เสียงภูเขา” เมื่อเห็นครั้งแรก ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะทำเป็นนิตยสารดีๆได้ หลังจากนั้น ไม่นานผมได้ข่าวว่าหนังสือเล่มนี้ต้องการคนไปทำงาน ซึ่งอยู่ในสายงาน NGO เขาก็แจ้งต่อๆกันมา ใครสนใจก็ไปสมัครงาน ผมก็เดินทางไปชียงใหม่ มีกระเป๋าใบเดียว เดินเข้าไปในซอยแถวสันติธรรม หลังตลาดธานินทร์ ย่านช้างเผือก เดินเข้าไปถามว่า มูลนิธิพัฒนาภาคเหนืออยู่ที่ไหน กระทั่งเจอคนประสานงานทำหนังสือ

ผมรออยู่สัมภาษณ์ เขาบอกพรุ่งนี้ให้มา ผมขอนอนบนสำนักงานด้วย ผมก็นอนในอาคารไม้แห่งนั้น ใช้อาคารสำนักงานเขานอน กระทั่งถึงรุ่งเช้า ผมบอกกับผู้ให้สัมภาษณ์ว่า ผมอยากทำงานหนังสือเล่มนี้ ผมอยากสัมผัสผู้คนบนดอย ผมบอกเขาอย่างนั้นแต่ความจริงเงื่อนไขที่เราอยากอยู่ก็เพื่อจะเขียนหนังสือ อยู่ได้ มีรายได้สักหน่อย เป็นเรื่องเป็นราว ที่สำคัญเป็นเรื่องของชาวเขา เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับผม ปรากฏว่า มีคนแข่งกับผมเพียง 2 คน เขาเลือกผมทำงาน ผมเริ่มทำงานที่นั่น ทำงานบนโลกภูเขาทุกแห่ง ทำให้ผมเจอพี่ยอด วีรศักดิ์ ยอดระบำ เขาเพิ่งออกจากป่า

ผมเห็นงานพี่ยอด ในฟ้าเมืองทองมาก่อน ตอนนั้น อยู่ปี 4 หลังจากนั้น ทำงานสักปีพ.ศ.2533 ผมพบพี่ยอด มีคนบอกว่า พี่ยอดอยู่ลำพูน เจอกันวันแรกถูกชะตา เขาทำให้ผมศรัทธา ทั้งที่ไม่รู้จักอะไรกันมากมาย เหมือนเจอเพื่อนเก่า หลังจากนั้นพี่ยอดก็มาหาผมที่ออฟฟิต ขับรถจี๊ป ชวนผมออกข้างนอก พูดคุยกัน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งที่ผมออกเดินทางกับพี่ยอดเป็นว่าเล่น เสียงภูเขาให้อิสระกับการทำงานกับผม มาก

โลกบนภูเขาแห่งความทรงจำ

เรื่องราวชนเผ่าพื้นเมืองเรื่องที่ละเอียดมาก เมื่อก่อนนั้น บุคคลภายนอกหมู่บ้านไม่รู้เลย ผมต้องเก็บข้อมูลรายละเอียดทุกวัน กว่าจะรู้ว่าเป็นเผ่าอะไร ปกาเกอะญอ มูเซอ ม้ง ลีซอ เย้า ดาระอั้ง ลัวะ ลื้อ ขมุ ฯลฯ ตอนแรกผมคิดว่า พวกเขาต้องอยู่ในป่า ลึกลับ ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก เมื่อได้เห็น ได้สัมผัสของจริง เขามีอะไรมากกว่าที่คิด เรียบง่าย ดั้งเดิม เป็นธรรมชาติ รู้จักหมู่บ้านปกาเกอะญอ หมู่บ้านม้ง หมู่บ้านลีซอ หลังคามุงด้วยใบตองตึง แป้นเกร็ด ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีรถ มีแต่เสียงตั๊กแตน เสียงป่า เสียงเคาะเสียงตี ชาวบ้านยังสร้างบ้านด้วยส่วนผสมของไม้ไผ่ ไม้ ใบไม้ พืชพัก เมล็ดพันธุ์แปลกแตกต่าง เหมือนอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่ง ไม่ใช้ภาษาที่เราคุ้นเคย ตอนกลางคืนมีเพียงวิทยุทรานซิสเตอร์ ได้ยินเสียงคนเล่นเตหน่า เสียงกีตาร์ตัวเดียวลอยมาในอากาศเย็นๆกลางคืน ผมรู้สึกดีมากๆ นั่นเป็นที่มาของการรู้จักเพลงภูเขา

เพลงพี่ทองดีดีงอยู่ตามสถานีวิทยุ ผมถามชาวบ้านที่ไปพักด้วยว่าใครร้อง เขาบอก ทองดี ตุ๊โพ อยู่บ้านหนองเจ็ดหน่วย มูเส่คี(อำเภอกัลยานิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน) ผมตามหาพี่ทองดีจนเจอ แล้วผมก็รู้จักกับพี่ลีซะ ชูชื่นจิตสกุล ในเวลาต่อมา ทำเพลงด้วยกัน เดินทางเล่นดนตรีด้วยกัน ผมเล่นดนตรีแต่งเพลงมาตลอด กลับมาจากภูเขาก็เขียนหนังสือ เล่นดนตรี แต่งเพลง ผมมีวินัยกับงานเขียนมาก บางทีเขียนจนหลับคาโต๊ะ บางทีก็ตื่นมากลางดึกเขียนจนสว่าง ใช้เครื่องพิมพ์ดีด อย่าลืมว่า เวลาที่เราส่งต้นฉบับเราต้องใช้ร่างที่สะอาดที่สุด ฉะนั้น เวลาที่เราแก้ไขคำผิดเยอะๆ ทำให้หน้ากระดาษเลอะ เราต้องพิมพ์ใหม่ เรื่องหนึ่ง เวลาจะส่งอย่างน้อยต้องเขียน 3 ร่าง ต้องใช้พลังมาก แก้จนลงตัวถึงจะส่งนิตยสารได้

ช่วงเวลาที่พบเจอชนเผ่าต่างๆนั้น ผมชอบมากเลย เพราะเราชอบบรรยากาศที่ช้า อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เราเข้าไปมองเห็นไม้ฟืนวางเป็นตับ แค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว กลางคืนก่อไฟ กลิ่นควันไฟก็หอม ควันไฟไม่เหม็นเหมือนควันไฟเดี๋ยวนี้ จะหยิบจับอะไร ชีวิตมันช้า ไม่ต้องเร่งรีบ วัสดุที่ใช้ อาหารที่ใช้ ข้าวที่ปลูกเอง แตงก็เก็บมาใหม่สดๆจากไร่ ไม่มีมาม่า ไม่มีปลากระป๋อง มีแต่ผักอีหลืน มะเขือ เนื้อก็เนื้อไก่ เนื้อหมูบ้าน หรือปลาจากแม่น้ำ มันเป็นสังคมที่สงบสุข ไม่แข่งขัน ไม่วุ่นวาย รุ่งเช้าก็ไปไร่ไปนา นาก็เล็กๆ อยู่ในหุบเขา ไร่ข้าวบนไหล่เขาเต็มไปด้วยอาหาร เข้าไปมุมไหน มันชอบ จับใจไปหมด ทุกเผ่าใกล้เคียงกันมาก

แม้ว่า ปัญหาเรื่องยาเสพติดยังรุนแรง แต่เราไปโดยเจตนาอยากเรียนรู้ ไม่ระมัดระวังเลย เวลาเจอคนเสพฝิ่นเราก็มอง เขาเสพฝิ่นกันยังไง วิถีการผลิต ชีวิตความเป็นอยู่ก็คล้ายกันทุกเผ่า เพียงแต่ชนเผ่าปกาเกอะญอ เข้มแข็งในพื้นที่ของการผลิต มีไร่ข้าวที่แข็งแรง มีอาหารเพียงพอ หลากหลาย ถ้ามูเซอ ก็ยังลำบาก มีข้าวไม่พอกิน ข้าวต้องไปซื้อ รับจ้างทำงาน คนปกาเกอะญออยู่กับบ้าน กับไร่นา ไม่ค่อยเห็นมีใครไปรับจ้าง ม้งก็ยังรับจ้างเพื่อเอาเงินมาซื้อข้าว

ชาวเขาพึ่งพาตนเองได้มาก แทบจะเป็นชุมชนอุดมคติ แทบไม่ต้องพึ่งพาภายนอก อยู่ได้อย่างมีความสุข ผมมองเห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติที่ละเอียดมาก การหาปลา การตัดไม้ไว้ใช้ประโยชน์ การให้โอกาสไม้เติบโต เขาทำจริงๆ ไม่ใช่เพียงการพูดเฉยๆ หรือเผ่ามูเซอ ประเพณีเต้นรำรอบต้นวอ มันงดงามมาก คนทั้งหมู่บ้านเต้นจะคึรอบต้นไม้เพื่อถวายพระเจ้าอื่อซา โอ้โห! ในประเทศไทยมีอะไรอย่างนี้ด้วยหรือ ในหมู่บ้านไม่มีคนทำงาน ปิดหมู่บ้านแล้วทำขนมถวายพระเจ้าของเขา เผ่าลัวะเขาก็ฆ่าควายเพื่อเซ่นไหว้เสาหลักเมือง มองเห็นการทอผ้าลายน้ำไหลที่สวยงามมาก ลายเสื้อก็สวยงาม ภาษาพูดก็แปลกที่สุด ทุกอย่างมองเห็นแล้วงดงาม ไม่ได้รู้สึกว่า เผ่านี้เป็นคนเสพยาเสพติด เผ่านี้เป็นคนขายตัว เผ่านี้เป็นคนทำลายป่า ไม่ได้รู้สึกแบบนี้เลย เมื่อ 20 ปี ก่อน ชุมชนของเขาไม่ใหญ่ ถนนไม่มี รถไม่มี เหมือนรังต่อรังแตนที่อยู่ในป่า

ผมมองเห็นเขากินข้าวกับน้ำพริกและเกลือ ล้อมวงกันกินอย่างเอร็ดอร่อย มีผักเยอะมาก มีปลา ห่อหมกปลาแม่น้ำ แค่นั้น กินอย่างเอร็ดอร่อย มันทำให้เราอยากสัมผัส เราอยากรู้ว่า เขาอยู่อย่างไร กินอย่างไร ผมจึงรู้ว่า เขามีขนบการใช้ชีวิต พืชพันธุ์ธัญญาหาร เครื่องแต่งกาย พิธีกรรม ความเชื่อ ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องราวเหล่านี้ เรื่องราวใหม่ๆจากภูเขา งานทุกชิ้นได้รับการตอบรับ บางทีผลงานลงปกนิตยสารเรียงกันอยู่ห้าหกฉบับในเดือนหนึ่งๆ กระทั่งต้องใช้นามปากกาเพื่อจะเขียนงานให้เยอะขึ้น

ผมต้องออกจาก “เสียงภูเขา” ในช่วงเวลาที่องค์กรทำงานอิ่มตัวด้วย เป็นส่วนหนึ่งของงาน NGO ก็ว่าได้ เป็นงานเกี่ยวกับสิทธิ เรื่องมนุษยชน สิทธิในที่ดิน ที่อยู่ที่ทำกินที่อาศัย สิทธิความเป็นมนุษย์ ผมทำงาน 7-8 ปี และมีครอบครัว ถ้าออกเดินทางเหมือนสมัยก่อนไม่น่าจะเหมาะ อีกอย่างโครงการใกล้จะปิดตัว ผมจึงตัดสินใจทำงานเป็นนักเขียนอาชีพเต็มตัว แล้วก็เขียนหนังสือส่งต้นฉบับให้กับกองบรรณาธิการ ใช้เวลาเลี้ยงลูก

ช่วงที่ออกมาจาก “เสียงภูเขา” ตอนนั้นเงินเดือนไม่มี รายได้เป็นศูนย์ ผมจะวางแผนทำงานเขียนหนังสือ ผมจะรู้หมดเลยว่า คอลัมน์ไหนในนิตยสารเป็นคอลัมประจำ คอลัมน์ไหนเป็นคอลัมน์จรรับเรื่องจากนักเขียน ผมมีตารางในการส่งงาน หลังจากนั้นรอเพื่อให้ผลงานได้รับการตีพิมพ์ บางทีตีพิมพ์พร้อมกัน 3-4 เล่มในสัปดาห์ ผลงานของผมจะถูกตีพิมพ์แทบทุกสัปดาห์ บางทีก็สารคดี ความเรียง บทกวี บันทึก เรื่องสั้น หมุนวนกันไป แต่ละเดือนก็พอจะต่อชีวิตได้

ตอนนั้น เป็นนักเขียนอาชีพ ถ้าเงินไม่พอก็เข้าโรงจำนำ นอกจากโรงจำนำ มีอะไรขายได้ก็นำไปขาย เพื่อจะมีเงินนำไปเลี้ยงลูก ผมสู้ชีวิตดุเดือดมากเพื่ออยู่ให้ได้ในอาชีพนักเขียน ขายเหล็ก ส่วน กีตาร์ เครื่องพิมพ์ดีด หรือสิ่งอื่นที่สามารถจำนำได้เราก็นำไปจำนำ เพื่อจะได้มีเวลาเขียนหนังสือ แต่เราก็ใช้ชีวิตยาก เพราะมีค่าใช้จ่าย ค่าเช่าบ้าน ค่ารถที่ต้องผ่อน ค่าใช้จ่ายของลูก ค่าเดินทาง อัตคัดไม่เพียงพอ เขียนหนังสือเป็นเวลา 10 ปี จึงมีคอลัมของตนเอง เขียนให้กับสยามรัฐ เนชั่นสุดสัปดาห์ มติชนสุดสัปดาห์ หนังสือข่าวพิเศษ นอจากนั้นก็เป็นหนังสือพิมพ์รายวัน ผู้จัดการ กรุงเทพธุรกิจ ทำงานเหมือนเหมือนโรงงาน

ดนตรีชนเผ่าคือดนตรีของโลก

ผมชอบกีตาร์มาตั้งแต่อายุ 14 ปี เริ่มฝึกเล่นกีตาร์ ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยก็ตั้งวงดนตรี เล่นเพลงของแฮมเมอร์ เล่นเพลงเพื่อชีวิต เขียนเพลงครั้งแรก ตอนอยู่ชั้นปีที่ 3 เขียนไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยเป็นเพลง ช่วงที่หยุดอยู่บ้านก็เขียนเพลง บางเพลงยาวมาก เพลงส่วนใหญ่ก็จะเป็นเพลงที่เป็นนามธรรม เขียนไว้เยอะมาก หลังจากนั้น งานเขียนกับงานเพลงอยู่กับผมตลอด แต่ได้รับความมั่นใจมากๆ ตอนทำนิตยสารเสียงภูเขา มีพี่คนหนึ่งชื่อ ไผท ภูธา เป็นนักแต่งเพลงในค่ายรถไฟดนตรีหรือแกรมมี่ด้วยไม่แน่ใจ เขามาเชียงใหม่บ่อยๆ ได้พบกันในบ้านของพี่ๆที่คุ้นเคยในเชียงใหม่

ผมเคยเอาเพลงให้เขาดู ร้องให้เขาฟัง เขาก็บอกเพลงแต่งดี แต่เพลงที่ดีควรเป็นแบบนี้นะ จังหวะตัวโน๊ตต้องมีกี่ตัว ห้องหนึ่งมีกี่คำ ท่อนฮุกต้องฮุกยังไง เป็นมาตรฐานของเพลงที่ดี ที่จะทำให้คนฟังรู้สึกแปลกใจได้ การเลือกคำมาใส่จะต้องไม่ขาดไม่เกิน จะต้องพอดี ผมได้บทเรียน ได้ความมั่นใจมามากพอสมควร ถึงวันนี้ ผมเขียนไว้เป็นร้อยเพลง บันทึกเสียงแล้วราว 40 เพลง วัยหนุ่มเราก็อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นฟร้อนแมนหน้าเวที ร้องเพลงที่เราเขียนเองอะไรอย่างนี้ แต่ไม่มีช่องทาง โอกาสผมมีน้อยมาก ผมจึงทำเพลงเอง ขายเอง เคยมีบริษัทเล็กๆใต้ดินเอาเพลงไปจัดจำหน่าย ก็ได้กลุ่มคนฟังใหม่ๆขึ้นมาบ้าง ไม่เคยนำเพลงเสนองานกับบริษัทใหญ่ๆ

ลูกได้รับอิทธิพลทางดนตรีเต็มๆ เลี้ยงลูกด้วยเสียงดนตรีก็ว่าได้ ทันทีที่ลูกตื่นก็ได้ยินเสียงฮาโมนิคเบาๆ เสียงกีตาร์เบาๆ เสียงฮาร์โมนิคทุกวัน ทำเป็นเพลง แล้วก็จะเปิดเพลงคลาสสิคตลอดวัน ก็ไม่คิดหวังว่า ลูกจะจับไวโอลิน เราอยากให้ลูกเป็นคนดี อ่อนโยนกับโลก เปิดเพลง ดนตรีคลาสสิคเป็นกิจวัตรจนลูกหลับไปทุกวัน ที่บ้านเต็มไปด้วยเพลง คาสเส็ต ซีดี เล่นเพลงบ้าง เพื่อนฝูงมาเที่ยวที่บ้านก็เล่นดนตรีกัน ขึ้นเวทีก็พาลูกไป พอจับไวโอลิน ก็พาไปเล่น เราก็คิดว่าพาไปเพื่ออยากให้รู้ว่าพ่อทำอะไร

แล้วก็รู้จักเครื่องดนตรีชนเผ่าทุกชิ้นที่เขาเล่นกัน ผมใกล้ชิดกับนักดนตรีกะเหรี่ยงที่สร้างเพลงได้ แล้วก็ตามหาคนสร้างเพลง ทั้งเพลงที่เป็นดนตรีดั้งเดิม หรือเพลงที่เขียนขึ้นมาใหม่

พูดถึงเพลงภูเขา เพลงภูเขาอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลทางดนตรี คือ มิชชันนารี ครูสอนศาสนา เมื่อ 50 ปีก่อน คนเหล่านี้เข้าไปพร้อมกับบทเพลง เป็นบทเพลงที่ไพเราะมาก เมื่อร้องเสียงประสานกับกีตาร์ไพเราะมาก ส่งผ่านถึงคนภูเขา สิ่งเหล่านี้ทำให้คนภูเขาได้สัมผัสกับดนตรีดีๆ เสียงดีๆ แทบจะเรียกว่าสัมผัสดนตรีมากว่าคนข้างล่าง เขารู้จักท่วงทำนอง ซึ่งเพลงในโบสถ์เป็นเพลงที่ดีมาก เพลงดีๆ คนข้างนอกไม่รู้เรื่องเลย คนกะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอเขาร้องคล่อง ประสานคู่เสียงได้อย่างแม่นยำแล้วเพราะมันมาจากโบสถ์ แล้วก็ส่งผ่านถึงคนสร้างเพลง ใช้เนื้อหาความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติ ชีวิตกับความยากลำบาก สิทธิตนเอง มันทำให้บทเพลงเติบโต ซึ่งเขาไม่มีโอกาสเอาเพลงเหล่านี้มาร้องมาเล่นให้คนอื่นได้ฟังเลย ผมได้ไอเดียนำเพลงภูเขามาเปิดเวที สร้างเวทีคอนเสิร์ตให้เกิดในเมือง ให้โอกาสเขาได้บันทึกเสียง กระทั่งเกิดงานแสดงดนตรีในเมืองหลวง ที่ภาคใต้ก็เคย เป็นผลพวงมาจากสิ่งที่มีอยู่ ทำให้เขาสร้างต่อ เมื่อมีเวลาก็กลายเป็นการจุดประกาย เพลงภูเขาจึงถูกจุดขึ้นมา

ตอนนั้น ชิ (ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์) เล่นกีตาร์แล้วเอาเพลงที่แต่งมาให้ผมฟัง หลังจากนั้น ก็เอาเพลงบันทึกเสียงเป็นกีตาร์ เราคุยกันเรื่องเตหน่า ว่าจะทำอย่างไรกับเตหน่า เพราะคนเล่นเตหน่าขาดแคลน เตหน่าถูกห้ามมิให้นำมาเล่นในโบสถ์คริสต์ ผมก็บอกว่า เราจะทำอย่างไรให้เตหน่าเข้ามาอยู่ในวิถีชนเผ่า ชิ ก็เป็นคนหนึ่งที่ทำให้เตหน่า รวมถึงตือโพ มือเตหน่า กลับมา คนเพลงภูเขาเมื่อเดินทางมาเยือนเชียงใหม่ เขาจะเข้ามาหาผม มาพักที่บ้าน มาเจอธันวา พอวา เป็นประจำ คลีโพ น้องคลีก็สร้างเพลงเตหน่าเป็นเนื้อเป็นตัวขึ้นมา ด้วยอิทธิจากพ่อ พี่ทองดี ตุ๊โพ เล่นเพลงเตหน่า เพลงภูเขาได้ส่งผ่านรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ผมเห็นถึงพัฒนาการมาตลอดนะ

สำหรับเครื่องดนตรีชนเผ่า เผ่าปะล่องหรือดาระอั้งก็จะมีดิ่ง แต่เราหาคนที่อยากเป็นศิลปินชนเผ่า เป็นนักดนตรีที่อยากเสนอเพลงตนเองจริงๆได้ยาก ถ้าเจอก็เป็นเพลงเดิมๆ ดิ่ง กับวอ ของดาระอั้ง เพราะมาก ลีซอ มีพิณจือลือ พิณที่ใช้หนังงูห่อหุ้ม หรือไม่ก็แคนมม้ง ถ้าเป็นเย้าลีซอ ก็กลอง ปี่ คล้ายปี่มโนรา หรือว่า ขมุก็จะเป็นเครื่องดนตรีประเภทไม้ไผ่ ร้องสด แต่เราไม่เจอคนที่สร้างงานเหมือนคนกะเหรี่ยง เหมือนชิ นำเพลงมาเป็นปึก ซึ่งมันจะเป็นอะไรก็ได้ เพราะเขาสร้างงาน ส่วนเผ่าอื่นเราจะเจอผู้เฒ่า เด็กหนุ่มเมื่อถามก็จะเขินๆ อายๆ ไม่ค่อยจับมันเท่าไหร่ มันไม่ใช่ที่จะเริ่มอะไรได้ ความจริงผมเล็งไว้ทุกเผ่า ตอนนี้ ก็ขมุ มีเพจ ภูฉา ทุ่งขุนหลวง ตอนนี้เขามีก้วนอยู่ที่น่าน ชื่อ เฉลิม พยายามจะนำเสนอเพลงตัวเอง

ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม การอยู่การกิน การให้กำลังใจ เมื่อยู่อย่างยากลำบากเราก็ต้องสู้ วิถีชีวิต เรื่องตัดพ้อต่อว่า เช่นเป็นคนป่าไม่มีใครสนใจ หรือ ฉันอยู่ตรงนี้มานานทำไมต้องมาไล่ฉัน ที่ของฉันกว้างใหญ่เท่ากับปีกนกเหยี่ยว ถ้ามีเสียงนกเหยี่ยวที่ไหนแผ่นดินของฉันจะขยายไปที่นั่น เราฟังแล้วเรารู้สึกดีมาก

คิดว่ามันเป็นอัตลักษณ์ใหม่ เพลงภูเขาถุกร้อง มีคอนเสิร์ตใหญ่ หนังสือพิมพ์เริ่มลง ทีวีเริ่มออกรายการ ชิ เป็นรอยต่อของดนตรีภูเขารุ่นใหม่ เพลงของเขาตอบสนองคนรุ่นใหม่ได้ดีขึ้น เขาก็มีทักษะในการหยิบคำสอนเก่าๆ เข้าอยู่ในท่วงทำนองของเขา เรื่องเล่าของเขาเติมเองบ้าง เอารากเหง้าของเขา ผ่านไลน์เตหน่า เมโลดี้ใหม่ น้องคลี หรือวงคลีโพก็กำลังงอกงาม มีเพลงใหม่ๆที่แต่งขึ้นได้น่าฟังเหลือเกิน ยังมีมาเรื่อยๆ

เครื่องดนตรีชนเผ่า เราถือเป็นสีสัน สีสันเหล่านี้เป็นเครื่องดนตรีของโลกเลยนะ เครื่องดนตรีชนเผ่าไม่ใช่ดนตรีของประเทศอย่างเดียวนะ แต่เป็นดนตรีของโลก เนื้อเพลง ดนตรี มันสามารถเดินทางไปในโลก สามารถไปเล่นต่างประเทศให้คนอื่นฟัง ดนตรีของคนกะเหรี่ยง ดาระอั้ง ขมุ มันขลัง ไม่มีที่ไหน มีในคุณ เหมือนดนตรีของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปิน ไม่มีเสียงใดที่จะดังเหมือนเตหน่า ถ้าจะมีก็มีพม่า อินเดีย ซึ่งเสียงแค่คล้ายกัน แต่ท่วงทำนองและเนื้อหาเป็นคนละท่วงทำนอง คนละรูปแบบหน้าตา ก็ต่างกัน การอธิบายเรื่องก็ต่างกัน

ดนตรีชนเผ่าเหมือนเป็นดนตรีท้องถิ่น แต่มันเป็นดนตรีของโลก สามารถส่งผ่าน ข้ามผ่านพรมแดน เพลงของชิล่าสุดไปเล่นที่มองโกเลีย เล่นที่ออสเตรเลีย เนปาล ญี่ปุ่น เพราะมันเป็นดนตรีโลก ในสายเลือดมีเมโลดี้เก่า ไม่ว่าคลี หรือชิ มันมีเมโลดี้ที่แสดงถึงความเป็นชนเผ่า คำประโยคสั้นๆ ที่ออกเสียงก็มีเสน่ห์ ยิ่งเขาใส่เมโลดี้ และร้อง แปล มันจับใจ ผมว่าเพลงเหล่านี้อยู่ในกระแสธารของคนรุ่นมใหม่ เพลงก็เดินทางของมัน มนเป็นดนตรีของโลก จะมีชีวิตเล่าเรื่องไปอีกนาน

เสียงจากความรู้สึกอันฉับพลัน เชา-ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย

0

“เสียงกีตาร์เป็นภาษาที่ไม่สามารถรับรู้และเข้าใจได้ในทันที ผู้สื่อสารต้องอาศัยความพยายามหลายเท่าเพื่อให้ผู้รับสารรับรู้ได้ว่า เราต้องการสื่อถึงอะไร บทเพลงบอกถึง ความเศร้า ความเสียใจ มันอยู่ในการเล่นกีตาร์ของเรา แล้วเราจะทำอย่างไรให้รู้สึกได้ถึงความเศร้า ความเสียใจ มันเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งซึ่งทำให้การเล่นดนตรีของเรามีความหมาย”

เชา-ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มือกีตาร์วง Cocktail เขาประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น อยู่กับตัวตนโดยไม่ถูกอิทธิพลทางการตลาดครอบงำ เขามองโลกดนตรีด้วยความเป็นจริง เฝ้าคอยเข็มนาฬิกาที่หมุนวนจนกระทั่งคนฟังหมุนคลื่นวิทยุมาพบเจอและเปิดหัวใจรับฟัง เชา-ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย ใช้เทคนิคการสร้างสรรค์ดนตรี สร้างเมโลดี้จากกีตาร์แบบฉับพลัน (Improvise) สุ้มเสียงกีตาร์อันลุ่มลึก ชัดเจน เมโลดี้อันงดงามอยู่ในความทรงจำของผู้ฟังหลายคน

ดนตรีและคำสัญญาของพ่อ

ผมโชคดีที่เติบโตในครอบครัวที่มีพื้นฐานที่ดี ทำให้เราไม่ต้องกระเสือกกระสน มีเวลาทดลองสิ่งใหม่ มีเวลาใช้ชีวิต คนเราเกิดมาไม่เท่ากัน เราต้องใช้โอกาสที่มีมากกว่าคนอื่น ครอบครัวผมมีฐานะปานกลาง ชีวิตไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่เคยขาดแคลน มีพ่อคอยดูแลและบอกอยู่เสมอว่า ยุคสมัยก่อนพ่อเป็นเด็กขาดแคลน สิ่งใดที่พ่อขาดแคลน พ่อจะพยายามหาให้ลูก พ่ออยากให้ผมมีความสามารถหลากหลายด้าน มีความสามารถด้านอื่น มากกว่าการเรียน พ่อพยายามพาผมทำกิจกรรมหลายอย่าง แต่สุดท้ายผมก็รักดนตรี

ตอนเด็กผมเริ่มเล่นเปียโน เล่นคีย์บอร์ด ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ผมทำได้ดี ผมรู้สึกว่า ตนเองเล่นดนตรีได้ดี สอนเล่นอะไรก็สามารถเล่นได้ ผมมีญาติสนิทชื่อ แวน (อิทธิพร รักการชั่ว) เขาโตกว่าผม 4 ปี ตอนนั้นเขาเล่นกีตาร์และเริ่มตั้งวงดนตรี ผมจึงหัดเล่นกีตาร์ตามพี่ชาย เริ่มจากการหัดเล่นกีตาร์โปร่ง หลังจากนั้น ผมสมัครเรียนกีตาร์คลาสสิกกับสถาบันสยามยามาฮ่า มัธยมศึกษาปีที่ 2 ผมสนใจกีตาร์ไฟฟ้า คุณพ่อของผมสนับสนุนการเล่นดนตรีแต่ก็มีข้อแม้ว่า “สิ่งที่เรียนมาแล้วห้ามเลิก” ผมจึงเล่นคีย์บอร์ด เล่นกีตาร์คลาสสิก เล่นกีตาร์ไฟฟ้า ควบคู่กัน ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับคุณพ่อ

ผมเรียนดนตรีกีตาร์คลาสสิกจนจบเกรด 5 สอนดนตรีที่สถาบันยามาฮ่าอยู่พักใหญ่ ช่วงที่ผมฝึกเล่นกีตาร์ไฟฟ้า ผมก็ได้เล่นดนตรีกับวงดนตรีของพี่ชาย บทเพลงแรกที่ผมเริ่มฝึกเล่นคือ Smells Like Teen Spirit ของ Nirvana ผมเริ่มฝึกตีคอร์ดกีตาร์เพื่อให้เล่นกับเขาได้ พอเขาฟัง Oasis ผมก็เล่นตาม ส่วนเพลงไทยสากลผมฟังเพลงของ แบล็กเฮด อัลบั้ม “เพียว” ผมแกะทุกเพลงในอัลบั้ม เพลงที่ชอบมากคือ “หมดใจ” เพลงนี้ทำให้ผมศึกษารูปแบบการเล่นบลูส์และกลายเป็นส่วนหนึ่งในสไตล์การเล่นของผมจนถึงปัจจุบัน เพลง “หมดใจ” ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในวิธีการเล่นกีตาร์ของผม

ตอนเรียนมัธยมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ผมเข้าประกวดแข่งขันวงดนตรี เพื่อนของผมหลายคนฟังเพลงสากล ผมจึงรู้จัก Guns N’ Roses , Metallica, AC/DC รวมถึงเพลงอัลเทอร์เนทีฟ และเป็นช่วงการเริ่มต้นของเบเกอรรี่มิวสิค มีศิลปินอย่างเช่น โยคีเพลย์บอย, POP ซึ่งก่อนหน้านั้น เรารู้จักการเล่นกีตาร์ในทางคอร์ดตรงๆ ไม่มีการใช้โน้ตไมเนอร์ หรือ เมจอร์ 7 เบเกอรี่มีอิทธิพลหลายอย่างในการเล่นดนตรีของผม ยุคนั้นถือว่าใหม่มาก เบเกอรี่ ช่วยขยายการฟังเพลง บอย โกสิยพงษ์ ทำให้ผมเริ่มฟังเพลงลึกขึ้น ช่วยขยายคลังข้อมูลเพลงของผม ช่วงมัธยม ผมจะเล่นกีตาร์ตรงๆ ทื่อๆ แบบร็อก พอฟังเพลงของค่ายเบเกอรี่มิวสิค คอร์ดมีเทนชั่นมากขึ้น มีความหลากหลาย ทำให้สำเนียงการเล่นขยาย

การเริ่มต้นใหม่ของ Cocktail

ตอนผมเรียนชั้นมัธยม ผมทำวงดนตรีชื่อ Cubic เมื่อวง Cocktail ยุคแรกเลิกทำวงดนตรี ผมจึงชวนโอมมาเป็นนักร้องนำ เราทำวงดนตรีเล่นได้เพียง 2 งานก็แยกวง เพราะทิศทางการเล่นตรีของสมาชิกแตกต่างกัน แต่ก่อนจะแยกวง ผมคุยกับ โอม (ปัณฑพล ประสารราชกิจ นักร้องนำ) หลังจากนั้น เราจึงตัดสินใจทำวงดนตรีกันอีกครั้ง โอมชวนมือเบสและมือกีตาร์มาเล่น ผมชวนมือกลองซึ่งเป็นเพื่อนสมัยมัธยมมาเล่น นั่นเป็นจุดเริ่มต้น Cocktail ในอัลบั้ม In the Memory of Summer Romance

ผมเรียนจบจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน แล้วเรียนต่อมหาวิทยาลัยศิลปากร โลกของผมเปลี่ยน ผมมีชีวิตที่แตกต่าง เริ่มตั้งคำถาม นักศึกษาต้องอยู่กันอย่างนี้จริงเหรอ แต่ผมก็คิดว่า คนเราจะเป็นคนที่สมบูรณ์ได้ต้องเจอเรื่องราวเหลานี้ ชีวิตต้องมีการผจญภัย ทำให้เรารู้รสชาติชีวิต ตัวอย่างเช่น การเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อศึกษาโบราณสถาน ความบันเทิงเดียวที่มีของนักศึกษาโบราณคดีคือการล้อมวงร้องเพลงรอบกองไฟ เราต้องเดินทางเอง นั่งรถบัส นั่งรถไฟ หลังจากนั้นก็โบกรถ เกาะรถผลไม้เพื่อเข้าไปเรียนต่างสถานที่ นอนพักตามโรงเรียนเก่าหรือขออาศัยนอนตามหมู่บ้าน หนาวก็ก่อไฟผิง จิบวอดก้า ผิงกองไฟ สร้างความอบอุ่น เล่นกีตาร์สายเพี้ยน กีตาร์สายขาด

ศิลปากรทำให้ผมรู้จักเพลงเพื่อชีวิตเยอะมาก ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดี ผมฟังเพลงเพื่อชีวิตเยอะมาก ตอนแรกผมคิดว่า เพลงเพื่อชีวิตเป็นดนตรีของคนยุคเก่า เป็นเพลงยุคสมัยของพ่อ ยุคสมัยของลุง ผมฟังเพลงเพื่อชีวิตอย่างจริงจัง ถือเป็นการเปิดโลกดนตรี ผมได้แนวคิดจากดนตรีเพื่อชีวิตเยอะมาก ซึ่งแนวคิดอาจไม่ส่งผลต่อเทคนิคการเล่นกีตาร์ แต่ส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก มันทำให้เราลึกซึ้งในเนื้อหาของบทเพลง

ยุคสมัยก่อน ผมเล่นดนตรีโดยไม่สนใจเนื้อร้อง เพลงเป็นอย่างไรก็เล่นไปตามนั้น ไม่เคยตีโจทย์ว่า สิ่งที่นักร้องนำขับร้อง สิ่งที่เขาต้องการสื่อสารคืออะไร สิ่งที่สะท้อนออกมาคืออะไร การตีความเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับนักดนตรี เพราะเสียงกีตาร์เป็นภาษาที่ไม่สามารถรับรู้และเข้าใจได้ในทันที ผู้สื่อสารต้องอาศัยความพยายามหลายเท่าเพื่อให้ผู้รับสารรับรู้ได้ว่า เราต้องการสื่อถึงอะไร บทเพลงบอกถึง ความเศร้า ความเสียใจ มันอยู่ในการเล่นกีตาร์ของเรา แล้วเราจะทำอย่างไรให้รู้สึกได้ถึงความเศร้า ความเสียใจ มันเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งซึ่งทำให้การเล่นดนตรีของเรามีความหมาย ผมไม่สามารถอธิบายให้เป็นรูปธรรมได้ว่า เราต้องดีดหรือเล่นกีตาร์อย่างไร หรือต้องใช้เทคนิคแบบไหน ถึงจะส่งผ่านความรู้สึกเศร้า มันเป็นสิ่งที่มือกีตาร์ต้องรู้สึกและถ่ายทอดออกมา

“วัย” ผลงานเบิกทางสู่การเป็นศิลปินค่ายเพลง

Cocktail เริ่มทำอัลบั้ม In the Memory of Summer Romance ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ทำผลงานเสร็จและวางขายตอนเรียนมหาลัยวิทยาลัยปี 4 เมื่อเรียนจบก็คิดจะเลิกทำเพลง แต่ก่อนเลิก พวกเราอยากทำผลงานเพลงอีกหนึ่งเพลง เป็นบทเพลงสุดท้าย นั่นคือเพลง “วัย” เป็นบทเพลงที่ทำให้เราได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินค่าย จีนี่ เรคคอร์ด(Genie Records)

ภายหลังเซ็นสัญญากับค่ายเพลง สิ่งที่ส่งผลต่อการทำงานของ Cocktail คือ การยกระดับมาตรฐานการบันทึกเสียง แต่เดิมเราทำงาน เรียนรู้ด้วยตนเอง อาศัยการทดลอง ลองผิด ลองถูก

แต่เมื่อเราทำงานกับค่ายเพลง มีโปรดิวเซอร์ ความละเอียดในงานสตูดิโอกลายเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และปรับตัว แต่เดิมเราคิดไลน์การเล่นดนตรีแบบใดก็ได้ เราใส่มันลงไป พยายามถมทับพื้นที่ แต่ทุกอย่างกลับดูแน่น เราพยายามใส่ลงไปให้เยอะโดยไม่คิดว่า จะเหลือพื้นที่ไว้ให้หายใจหรือไม่ ข้อคิดคือ เรายิ่งเล่น ยิ่งเพิ่ม ยิ่งเล็กลง ไม่ใช่ยิ่งใหญ่

สำหรับตัวตนหรือแนวคิดของการทำเพลงของ Cocktail ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ใครจะบังคับให้เราเปลี่ยนไม่ได้ ค่ายเพลงมองว่าพวกเราเป็นคนแปลก ไม่เข้ากับมาตรฐานวงร็อกในยุคสมัยนั้น มีลักษณะไม่เข้าพวก พวกเราดูเป็นคนซีเรียส จริงจัง จุกจิก แต่บางครั้งก็ทำตัวง่ายๆ กับบางเรื่องที่ควรจะเป็นเรื่องยาก เรามักตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ทำไมเราแต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ ทำไมเรายิ้มไม่ได้ ฯลฯ แต่เรื่องงานเพลง ค่ายเพลงมองว่า เราแตกต่าง เรื่องดนตรี การใช้ไวโอลิน เชลโล่ ไวโอล่า ดนตรีคลาสสิคเป็นเรื่องแปลกในยุคสมัยนั้น แต่เรายืนยันกับค่ายเพลงว่า เราอยากทำงานแบบนี้

ช่วงแรก หลายคนมองว่า Cocktail เป็นวงดนตรีนอกกระแส ผู้บริหารค่ายเพลงบอกเราว่า ทำงานกับ Cocktail “พี่ไม่เอาเงินแต่พี่เอาความมัน เอาความสนุก” เพราะผู้บริหารค่ายเพลงคิดว่า เราเป็นวงดนตรีที่ไม่น่าจะมีชื่อเสียง แต่เขาชอบผลงาน ชอบความแปลก เราดึงดันการทำงานในแบบของเรามาถึงวันนี้ ใช่! โลกนี้ไม่ต้องการวงดนตรีอย่างวง “บอดี้สแลม” หรือ “บิ๊กแอ๊ด” เป็นวงที่สอง เขาต้องการวงดนตรีที่เป็นแบบของคุณเป็นวงแรก

การเติบโตอันแปลกต่างของ Cocktail

ผลงานของ Cocktail มีพัฒนาการดีขึ้น มีความละเอียดละเมียดละไม นอกจากประสบการณ์ เราใช้งบประมาณมากขึ้น เป็นคำตอบที่ตรงกับความจริงที่สุด ยุคสมัยก่อน เราทำเพลงด้วยตนเองทั้งหมด โอม (ปัณฑพล ประสารราชกิจ นักร้องนำ) เป็นคนแต่งเพลง ผมเรียบเรียงและทำงานดนตรีหลายอย่าง บางครั้งงานก็เยอะมาก เมื่อวงดนตรีเดินทางมาถึงจุดหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับ ได้รับความเชื่อถือ คนกล้าที่จะลงทุนกับเรามากขึ้น เรามีเงินมากพอที่จะจ้างคนที่มีความสามารถและคนเก่งมาทำงานกับเรา อัลบั้มล่าสุด เราใช้คนเยอะมาก เพราะเมื่อเราทำงานมาถึงจุดหนึ่ง เราต้องการเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ ให้คนรุ่นใหม่ช่วยเรียบเรียง ช่วยคิด ช่วยหามุมมองใหม่ ทำให้ดนตรีมีชั้นเชิงที่แตกต่าง เกิดรสชาติใหม่

สมัยก่อน ผมเป็นคนเรียบเรียงดนตรีออร์เคสตรา (Orchestra) เมื่อเรามีทุนมากขึ้น ทำให้เรามีโอกาสร่วมงานกับคนเก่งและมีความถนัดในสายงานั้น งานบางอย่างเราคิดแต่ไม่มีความชำนาญที่จะทำมันออกมา ต้องอาศัยคนเก่งมาช่วยเพื่อให้จินตนาการของเราเป็นจริง ซึ่งบางครั้ง มันอาจเหนือกว่าจินตนาการของเรา สิ่งที่ทำให้คุณภาพผลงานของ Cocktail พัฒนาขึ้นเพราะเราใช้งบประมาณมากขึ้น ใช้คนมากขึ้น ใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ มาช่วยเราทำงาน ทำให้ผมมีเวลาโฟกัสเครื่องดนตรีหลักของผมมากขึ้น สมัยก่อนจะบันทึกเสียงกีตาร์ ผมต้องคิดเมโลดี้เปียโน ต้องใช้สมองไปกับงานอีกส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมเล่นกีตาร์ มีเวลาฝึกซ้อม มีเวลาคิดไลน์กีตาร์มากขึ้น

กีตาร์ในความทรงจำของ เชา-ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย

ตั้งแต่สมัยทำวงดนตรีอินดี้จนถึงปัจจุบัน ผมเล่นกีตาร์สไตล์บลูส์ (Blues) ร็อก (Rock) คันทรี่ (Country) บัลลาด (ballad) มีความเป็น Classical ผมผสมผสานและสนใจพวก sound Ambient ซึ่งเป็นดนตรีที่เน้นตัวโน้ต เสียงและบรรยากาศ ผมเรียนกีตาร์ classic ดนตรีจึงมีกลิ่นอายทางดนตรีที่แปลก ส่วนโอมก็ฟังเพลงคลาสสิกเยอะ เมื่อส่วนผสมลงตัว มันก็เกิดความเชื่อมโยงและแตกแขนง โอมมีความเป็น Asian มีความเป็นไทย จีน ญี่ปุ่น เมื่ออิทธิพลทางดนตรีผสมผสาน มันจึงแสดงออกมาในแบบของ Cocktail

สำหรับกีตาร์ ผมไม่ยึดติดกับความเป็นวินเทจ (Vintage) ผมชอบความสมัยใหม่ ผมใช้กีตาร์ Strandberg ผมชอบกีตาร์ Abasi ซึ่งป็นกีต้าร์โมเดลแปลกๆ Gibson ผมก็ชอบ เพราะผมชอบ Zakk Wylde เขาเท่ส์ แต่เมื่อมีโอกาสใช้ Gibson ผมก็พบว่า Gibson เป็นกีตาร์ที่หนักมาก ผมเปลี่ยนมาใช้ Gibson studio ซึ่งมีน้ำหนักเบา ต่อมาก็รู้สึกว่า มันไม่เพียงพอกับการเล่น ผมอยากขยายเทคนิควิธีการเล่น ผมจึงเปลี่ยนมาใช้ Kiesel ปัจจุบันผมใช้ Strandberg และ Aristides เป็นหลัก

ผมคิดไลน์การเล่นกีตาร์ 2 วิธี คือ การใช้ความรู้สึกและการทำการบ้าน การใช้ความรู้สึก คือ ผมจะเปิดเพลงไปเรื่อยๆ อิมโพรไวส์ (Improvise) ประมาณ 100-200 รอบ บันทึกเสียง 40-50 Track แล้วคัดเอางานมา ตัดต่อ ผสมผสาน เรียบเรียง ผมใช้เวลากับการอิมโพรไวส์ ส่วนรูปแบบการทำการบ้าน คือ ผมจะตั้งโจทย์ว่า เพลงนี้ผมอยากใช้เทคนิคใด เล่นสไตล์ไหน ผมพยายาม reference อ้างอิง ค้นคว้า เหมือนเราทำรายงานส่งอาจารย์ แล้วเล่นกีตาร์ตามทิศทาง ตามเทคนิคที่วางไว้ วิธีนี้ผมจะไม่ค่อยแนะนำ ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่มีเวลาในการบันทึกเสียงน้อย เพลงทดลอง หรือเพลงที่มี Concept โดยส่วนตัวผมชอบวิธีแรกมากกว่า อย่างเช่น เพลงดึงดัน มาจากการอิมโพรไวส์

ริทึ่มชีวิต พล คชภัค ผลธนโชติ

0

“สิ่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จคือ “ความพยายาม” วงโยธวาทิต สอนผมเรื่อง ความอดทน ต้องอดทนกับการฝึกซ้อม เราซ้อมไม่ได้วันนี้ ต้องมีวันที่สอง ต้องอดทนซ้อมดนตรีในเมโลดี้เดิม สัดส่วนดนตรีแบบเดิมในส่วนที่เราไม่แม่นยำ ถ้ามีความพยายาม มีความอดทน เราสามารถผ่านไปได้แน่นอน”

คชภัค ผลธนโชติ หรือ พล Clash คือมือกีตาร์ที่น่าสนใจในแง่มุมการใช้ชีวิต เขาประสบความสำเร็จจากกการทำงานในวงการดนตรีตั้งแต่วัยหนุ่ม เริ่มจากการเซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัดค่ายอัพจี เครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ทำงานเป็นพิธีกรรายการดนตรี เติบโตในสายงานการผลิตดนตรี Music Producer , Executive Producer และผู้บริหารค่ายเพลง Boxx Music และ Zircle Muzik ช่วงวัยเด็ก เขาเคยได้รับรางวัลจากการประกวดวงโยธวาทิต รางวัลถ้วย ก ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชการที่ 9 กับ วงโยธวาทิตโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว ได้รับรางวัลประกวดวงดนตรีสากล ฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ด และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเป็นศิลปินในวงการดนตรีไทยจนถึงปัจจุบัน

วัยเด็กในวงโยธวาทิตราชวินิตบางแก้ว

ผมเติบโตจากครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวชนชั้นกลางมีฐานะครอบครัวไม่ร่ำรวย มีของเล่นแต่มีไม่มากเหมือนเด็กคนอื่น ผมปั่นจักรยาน ดีดลูกแก้ว เล่นหุ่นยางนักมวยปล้ำ เริ่มเรียนดนตรีเมื่อชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนอโศกวิทย์อ่อนนุช เริ่มเล่นดนตรีในวงดุริยางค์ของโรงเรียน ตีกลองตุ้ม (กลองใหญ่) กลองแต๊ก ช่วงเช้า พวกเราจะเล่นเพลงชาติหน้าเสาธง ส่วนช่วงเย็นพวกเราจะเล่นเครื่องดนตรีไทย ผมทำหน้าที่ตีฉิ่งซึ่งผมเพิ่งทราบว่า “ฉิ่ง” คือเครื่องดนตรีที่สำคัญมาก วงดนตรีไทยจะเริ่มเล่นได้จะต้องเริ่มจากการตีฉิ่ง จับฉิ่งตีแล้วเล่นควบคุมจังหวะช้าหรือเร็ว แต่ตอนเด็กผมก็มองว่า ฉิ่ง เป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็ก เล่นแล้วดูไม่เท่ส์

พ่อกับแม่แต่งงานเมื่ออายุประมาณยี่สิบกว่าปี บทเพลงวัยของพ่อกับแม่ เช่น วงดนตรีนกแล พี่เบิร์ด หาดทรายสายลมสองเรา คริสตินน่า ไมโคร ส่วนเพลงสากล เช่น Beegee ,Scorpion ผมเล่นกีตาร์คลาสสิคตอนเรียนชั้นประถมศึกษา คุณแม่เห็นว่าผมชอบเล่นดนตรีจึงให้สมัครสอบที่โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว ผมเป็นนักเรียนพิเศษที่เล่นดนตรีได้ ยุคสมัยก่อนมีห้องสำหรับนักเรียนดนตรี เป็นนักเรียนนักดนตรีไทยและนักเรียนดนตรีสากล ผมเป็นนักเรียนดนตรีสากล

ผมเล่นดนตรีคลาสสิคอย่างจริงจริง เล่นเครื่องเป่า ซิมโฟนิคแบนด์ (Symphonic Band) เครื่องลมทองเหลือง (Brass Instruments) เรียนรู้การเล่นดนตรีคลาสสิค เรียนรู้ทฤษฎีดนตรี เรียนรู้การอ่านโน้ต ฝึกเคาะจังหวะ ฝึกการอยู่ร่วมเป็นหมู่คณะ มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ วงโยธวาทิตโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว กำลังจะแข่งขันชิงรางวัลถ้วย ก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชการที่ 9 ซึ่งเป็นถ้วยรางวัลใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีนักดนตรีในวงโยธวาทิตประมาณ 80 คน พวกเราซ้อมดนตรีหนักมาก ผมต้องซ้อมดนตรีทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ ซ้อมดนตรีหลังเลิกเรียน เสาร์ -อาทิตย์ ก็ต้องซ้อมดนตรีที่โรงเรียน ช่วงปิดเทอมก็ต้องซ้อมดนตรี เวลาสำหรับการเรียนมีน้อยมาก ช่วงชีวิตวัยรุ่นหมดไปกับการซ้อมดนตรี

ชีวิตผมไม่สนุกกับวิชาการ ผลการเรียนของผมย่ำแย่ ช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 5 – 6 ผมไม่เรียนหนังสือ นอนหลับในห้องเรียน ผมติด มส. (ไม่มีสิทธิสอบ) หลายวิชา ผลการเรียนของผมย่ำแย่ที่สุดในช่วงของการแข่งขันวงโยธวาทิต ฉะนั้น ความสำเร็จเพียงอย่างเดียวในชีวิตของผมคือการเล่นดนตรี ผมตั้งใจและทุ่มเทกับการแข่งขันวงโยธวาทิต เพราะถ้าผมแพ้ หมายความว่า ชีวิตช่วงวัยเรียน ผมจะเป็นผู้แพ้ตลอด แพ้อย่างไม่มีวันชนะ ผมทุ่มเทกับการแข่งขัน กระทั่งวงโยธวาทิตโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว ได้รับรางวัล ผมดีใจมาก ร้องไห้ น้ำตาไหล เรื่องเลวร้ายหลายอย่างคลี่คลาย อาจารย์ฝ่ายวิชาการหลายท่านช่วยให้ผมสอบผ่าน

นอกจากได้รับรางวัลกับวงโยธวาทิต ผมได้รับรางวัลจากการประกวดแข่งขันวงดนตรี ฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ดส์ (Hotwave Music Awards) สมาชิกในตอนนั้นก็คือสมาชิกวง Clash ประกอบด้วย คชภัค ผลธนโชติ (พล) ปรีติ บารมีอนันต์ (แบงค์) ฐาปนา ณ บางช้าง (แฮ็คส์) สุกฤษณ์ ศรีเปารยะ (สุ่ม) อนันต์ ดาบเพ็ชรธิกรณ์ (ยักษ์) พวกเราได้รับรางวัลที่ 2 เซ็นสัญญาเป็นศิลปินกับค่ายอัพจี เครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ผมตัดสินใจเอาดีกับการเล่นดนตรี เลือกเรียนดนตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

ช่วงชีวิตอันสับสนสู่เส้นทางชีวิตศิลปิน

ผมเซ็นสัญญากับแกรมมี่ รอแกรมมี่เรียกตัวหลายปี วันหนึ่งหลังเตะฟุตบอล รุ่นพี่คนหนึ่งถามผมว่า เรียนดนตรีแล้วทำอะไรได้ ผมตอบว่า “เป็นครู แต่ผมก็อยากเป็นศิลปิน” ตอนนั้นผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ ผมมีเพียงความอยาก มีเพียงความฝันที่อยู่ในหัวสมอง รุ่นพี่บอกว่า เคยคิดหรือไม่ว่า “ถ้ามีครอบครัว ลูกของเรามาขอตังค์แล้วเราไม่มีให้เขา จะทำยังไง” ผมเริ่มคิด ถ้าเราเล่นดนตรีไปเรื่อยๆ แล้วเราจะหาเงินจากการเล่นดนตรีได้หรือไม่ ผมเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตแล้วตัดสินใจ ลาออกจากการเรียนดนตรี

ผมสมัครเรียนธุรกิจคอมพิวเตอร์ (Bussiness com) เริ่มเปลี่ยนวิธีคิด อยากทำงาน อยากทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว ดูแลลูก ภรรยา ผมตั้งใจเรียนและตั้งใจอ่านหนังสือ ซึ่งนั่นเป็นการพิสูจน์ความจริงในชีวิตที่ผมคิดและเข้าใจผิดมาตลอดว่า “ผมโง่” หลังจากตั้งในเรียน การเรียนของผมดีขึ้นอย่างไม่เคยเป็น ผมได้เกรดเฉลี่ย 3.7 ผมรู้สึกดีใจและบอกกับตนเองว่า “ผมไม่ได้โง่” เพียงแต่ผมไม่ตั้งใจ ความฝันที่จะเป็นศิลปิน ความฝันเรื่องการเล่นดนตรี เลือนหาย ผมกลายเป็นเด็กเรียนและเล่นกีฬาแบดมินตันอย่างจริงจัง ผมอยู่กับเพื่อนซึ่งเป็นนักแบดมินตันทีมชาติ อยู่กับสังคมของนักกีฬาแบดมินตัน

วันหนึ่ง แฮ็คส์ (ฐาปนา ณ บางช้าง) โทรศัพท์บอกผมว่า แกรมมี่ชวนพวกเราไปเป็นศิลปินออกเทป ความรู้สึกในตอนนั้น ผมรู้สึกว่า ผมไม่ได้ช่วยเพื่อนทำงานดนตรีนานเป็นปี แล้วผมก็เปลี่ยนวิธีคิดมาเรียนคอมฯ วันหนึ่งเมื่อเพื่อนมาชวนเราเซ็นสัญญา ผมก็รู้สึกเขิน ประหม่า เกิดเป็นความรู้สึกเพราะผมไม่ได้ช่วยเพื่อน แต่เมื่อพวกเขาทำสำเร็จผมก็จะไปกับเขา ผมจึงตัดสินใจบอกกับเพื่อนว่า “กูไม่ได้อยู่ช่วยพวกมึงเลย พวกมึงทำกันไปเลย” หลังจากนั้น ยักษ์ (อนันต์ ดาบเพ็ชรธิกรณ์) บอกผมว่า “เพลงกอดเป็นบทเพลงที่เราทำมาด้วยกัน” ผมลังเล ไม่แน่ใจ แล้วเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนสนิทฟัง เพื่อนผมบอกว่า “มึงก็ทำในสิ่งที่มึงรัก”

ช่วงบ่ายหลังเลิกเรียน ผมขึ้นรถเมล์กลับบ้าน สะพายกีตาร์ที่ไม่ได้เล่นมาแรมปีเดินทางไปตึกแกรมมี่เพื่อ Audition ผมยังไม่ได้ให้คำตอบกับเพื่อนว่าจะร่วมวงอีกครั้งหรือไม่ แต่เมื่อเดินทางถึงตึกซีมิค แกรมมี่ เพื่อนสมาชิกวง Clash ทุกคนรอผมและบอกว่า “มึงมาแล้ว” นับตั้งแต่นั้น ชีวิตของผมก็เปลี่ยนแปลงสู่เส้นทางนักดนตรีและไม่เคยเปลี่ยนแปลงวิถีนักดนตรีจนถึงวันนี้ เป็นเวลา 22 ปี

การมองโลกในแง่ดีสู่ทัศนทางดนตรีที่ดี

ผมไม่ซีเรียส ไม่เครียดกับการเล่นดนตรี ผมรู้สึกว่า ดนตรีคือความบันเทิง คือการสร้างความบันเทิงให้ตนเอง เราเล่นดนตรีเรามีความสุข เล่นให้ผู้อื่นฟังผู้อื่นก็มีความสุข ผมมองโลกในแง่ดีในเรื่องดนตรีมาก ผมบอกกับน้องที่เป็นศิลปินในค่ายของผม น้องบางคนเล่นดนตรีไม่ประสบความสำเร็จ ผมจะบอกว่า ใจเย็นๆ ความสำเร็จเรื่องดนตรีของแต่ละคนมาถึงไม่เท่ากัน วันนี้คนนี้สำเร็จ ก่อน อีกสิบปีเขาอาจจะสำเร็จ

ปีหน้าเขาอาจประสบความสำเร็จ ไม่มีใครรู้เลย แต่ต้องตอบคำถามตนเองให้ได้ก่อนว่า ข้อแรก คุณยังมีความสุขอยู่หรือไม่กับการเล่นกีตาร์หรือเครื่องดนตรี ตีกลอง ร้องเพลง ถ้ามีความสุข ก็เป็นสารตั้งต้นหรือจุดเริ่มต้นที่ดี ข้อสอง ดนตรีไม่เคยทำร้ายใคร เสียงเพลงสร้างความสุข ถึงแม้ไม่สำเร็จทางธุรกิจผมก็ไม่เครียด เพราะชีวิตล้มเหลวมากกว่าประสบสำเร็จอยู่แล้ว ผมไม่เคร่งเครียดกับการฝึกซ้อมจนเกินไป เราฝึกซ้อมแล้วเราพอใจ มีความสุข วันนี้เล่นไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ต้องได้ ผมจะคิดแบบนี้เสมอ

การทำเพลงให้ประสบความสำเร็จมีหลายปัจจัย สารตั้งต้นของเพลงต้องดี ถ้ามองในเชิงการตลาด เราต้องมีเป้าหมาย หากไม่มีเป้าหมายเราสามารถเผยแพร่ต่อสาธารณะชนได้เลย แล้วไม่ต้องเครียดว่า จะมีคนฟังหรือไม่มีคนฟัง แต่หากมีเป้าหมาย เช่นทำเพลงเพื่อจัดคอนเสิร์ต เป้าหมายคือการทำเพลงเพื่อให้มีคนมาดู ทำเพลงให้มีคนมาฟัง แล้วต้องมีคนฟังเพลงมากจำนวนเท่าใด เพราะการทำคอนเสิร์ตต้องมีคนจำนวนมาก ซึ่งรายละเอียดค่อนข้างลึกขึ้น

การเปิดตัวศิลปินหรือปล่อยผลงานเพลงสู่ตลาดผู้ฟัง ขึ้นอยู่กับความพร้อมของศิลปินซึ่งมีรายละเอียดหลายอย่าง เช่น บทเพลงมีความพร้อม มี Directions หรือเป้าหมายเป็นของตนเอง มีความเป็นตัวตน มีการฝึกซ้อมมาอย่างดี ตลาดเพลงจะอยู่ตรงไหนของตลาดนักฟังเพลง เพราะปัจจุบันการเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จยากกว่ายุคสมัยก่อน คู่แข่งมีจำนวนมาก โลกโซเชียลมีเดียเปิด เป็นเรื่องยากการที่เราจะผุดออกจากตลาดดนตรีอันโกลาหล ศิลปินต้องชัดเจน มี Content ที่โดดเด่นกว่าผู้อื่น

นอกจากเล่นดนตรี ผมทำงานเป็นพิธีกรรายการทีวี รายการแมลงมัน คู่กับเอ๋ อีโบล่า (กิตติศักดิ์ บัวพันธุ์) ,ทำงานพิธีกรรายการทีวี จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ช่องดิจิตอล และพี่นอ นรเทพ มาแสง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเป็นพิธีกร คือ มุมมองการพูดคุย แต่ก็ไม่ยากเพราะเป็นมุมมองทางดนตรี อยู่ในความสามารถหรือความรู้ที่มี ศิลปินมีแนวคิด จุดยืนอย่างไร เมื่อได้คำตอบที่ตรงกับผม ผมจะเก็บมาใช้ ข้อไหนเป็นคำตอบที่มีแนวคิดที่ดี เก็บเอาใส่ความทรงจำไว้ แล้วนำมาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต แนวทางการทำงาน

งานพิธีกรคือการทำงานเป็นทีม เราทำงานกับ พิธีกรคู่ แม่บ้าน คนขับรถตู้ มีทีมไฟ กล้อง โปรดิวเซอร์ มีคนเขียนสคลิป ทั้งหมดเราเขียนออกมาเพื่อให้เราเป็นเคนพรีเซ็นท์ออกไป นั่นหมายความว่า หน้าที่ของเราคือการนำเสนอทุกอย่างให้ดี สิ่งที่ผมเรียนรู้ คือการอยู่ร่วมกับผู้อื่นแล้วเห็นอกเห็นใจ สิ่งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ตั้งใจทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ผมไม่เลือกงาน ถ้ามีโอกาส ผมจะทำ ผมจะลองศึกษาเรียนรู้ การที่เขาเลือกเราให้ทำงานบางอย่าง เขาก็คงเห็นอะไรในตัวเรา ผมอาจมองไม่เห็นศักยภาพของตนเอง แต่คนอื่นเขามองเห็น ผมเรียนรู้แบบนี้ จึงสามารถประกอบอาชีพพิธีกรได้

จุดวิกฤตบนเส้นทางชีวิตดนตรี

สำหรับวง Clash คงหยุดการทำวงดนตรีสักพักเพราะพวกเราอยู่ด้วยกันมานาน เราควรออกจาก Safe Zone เพราะผมไม่ชอบชีวิตที่วนเวียนซ้ำเดิมทำให้เราหยุดการพัฒนา พวกเรารู้สึกเบื่อหน่าย ผมต้องการความรู้ ต้องการบางสิ่งบางอย่างเพื่อกระตุ้นการทำงาน ผมมีประสบการณ์การทำค่ายเพลง การสร้างศิลปิน Clash สำหรับผมคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ ผมไม่เคยลืมบุญคุณของคำว่า Clash การที่ผมสามารถทำงานตำแหน่ง Music Producer,Executive Producer และผู้บริหารค่ายเพลง ก็เพราะมีพื้นฐานจากคำว่า Clash

ชีวิตการทำงานในวงการดนตรีของผมเคยพบความล้มเหลว (Fail) พบกับความรู้สึกแย่เพราะยอดขายเทปไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ก็ขายได้ถึง 500,000 ตลับ แต่ความรู้สึกล้มเหลวจนแทบอยากจะออกจากวงการเพลงก็คือการทำงาน Producer ผลงานของผมไม่ผ่าน ผมใช้เวลาทำงาน 1 ปี มีผลงานเพลงจำนวน 10 เพลง แต่ พี่ตี่ กริซ ทอมมัส ซีอีโอของแกรมมี่ บอกว่าผลงานของผมยังดีไม่พอ จิตใจของผมสับสน โลกที่เคยสดใสมืดมน การทำงานนับแรมปีถูกตัดสินเพียงไม่กี่นาที ผมซึมเศร้าอยู่หลายวันในสมองคิดเพียงว่า ผมคงไม่เหมาะกับการทำงานในตำแหน่ง Music Producer หลายคนให้กำลังใจและบอกว่า “มึงอย่าเลิก คนอย่างมึงหาได้ไม่กี่คน” ผมใช้เวลาอยู่กับความล้มเหลว 1 สัปดาห์ แล้วจึงตัดสินใจพบกับพี่ตี่ (กริซ ทอมมัส) อีกครั้ง

ผมพยายามพิสูจน์ให้ผู้บริหารค่ายเพลงมองเห็น กระทั่งวงดนตรี เก็ตสึโนวา (Getsunova) วงดนตรีที่ผม Produce ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้น พี่ตี่ (กริซ ทอมมัส)ไม่เคยแตะผลงานของผมอีกเลย ผมเหมือนสอบผ่าน แข็งแกร่ง เมื่อน้องหลายคนพบเจอกับความล้มเหลว ผมบอกเสมอว่า ผ่านมันไปให้ได้ เหมือนเราต้องฝึกจิตใจตนเอง ชีวิตของคนเราล้มเหลวอยู่เสมอ แต่ความล้มเหลวนั้นควรเกิดจากความตั้งใจในการทำงานแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าผลงานไม่ดีลองฝึกทำใหม่ ทำซ้ำ อย่าโทษ อย่าบอกว่า “เขาไม่เข้าใจเรา” เพราะเมื่อศิลปินถูกนำเสนอต่อสาธารณะชน ผู้คนมีสิทธิไม่เข้าใจผลงานของคุณได้ เขามีสิทธิชอบหรือไม่ชอบผลงานของคุณได้

ผมเริ่มอาชีพ Music Producer โดยพี่ตี่ (กริซ ทอมมัส) เป็นคนสอน เขาสอนเรื่องโครงสร้างการเรียบเรียงเพลง แต่ลึกถึงโครงสร้างของการทำงาน Music Producer ไม่ได้คุมแค่เพลง ต้องควบคุมคน Music Producer อาจไม่ต้องทำเพลง แต่ต้องมี Music Director ที่เก่ง หาเพลงที่นำมาร้องแแล้วดีกับศิลปิน Music Producer ไม่ใช่แค่ทำเพลง แต่เป็นผู้จัดการ บริหารบุคคลเพื่อผลิตผลงานสู่ตลาด ลักษณะเหมือนงานกลุ่ม ผมเป็นคนไม่ทำงานคนเดียว ผมจะเลือกว่า ใครสามารถทำงานของผมให้ประสบความสำเร็จ เพิ่มขึ้น แม่นยำ

สิ่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จคือ “ความพยายาม” วงโยธวาทิต สอนผมเรื่อง ความอดทน ต้องอดทนกับการฝึกซ้อม เราซ้อมไม่ได้วันนี้ ต้องมีวันที่สอง ต้องอดทนซ้อมดนตรีในเมโลดี้เดิม สัดส่วนดนตรีแบบเดิมในส่วนที่เราไม่แม่นยำ ถ้ามีความพยายาม มีความอดทน เราสามารถผ่านไปได้แน่นอน ต่อมาคือเรื่องของการเปิดสมองรับข้อมูลใหม่ เปิดใจรับฟังความรู้ หาความรู้จากผู้อื่น ถ้าเราเปิดรับ จะทำให้เราได้เรียนรู้ แล้วจะเข้าใจ หรือ “อ๋อ” ถ้าเราคิดว่าวันนี้ดีที่สุดแล้ว พรุ่งนี้อาจมีวันที่ดีกว่าพุทธศาสนา มีคำสอนเรื่องการเดินทางสายกลาง ผมรู้สึกว่า ไม่ตึง ไม่หย่อน เป็นไปตามกาลเวลา เดียวมันก็ดีเอง