Home Blog Page 7

ในนามศิลปินแห่งชาติ “พิบูลศักดิ์ ลครพล”

0

“วิธีคิดงานวรรกรรมก็เหมือนกับงานศิลปะ ต้องตั้งคำถามว่า ใช้ศิลปะการเขียนแล้วจะได้อะไร? นักเขียนรุ่นเก่าอย่างพวกเรามีสูตรการเขียน ส่วนนักเขียนรุ่นใหม่เขียนหนังสือได้ดีเพราะระบบการพิมพ์ล่มสลาย นักเขียนในโลกออนไลน์เกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะไม่มีพื้นที่สื่อหนังสือให้ลงตีพิมพ์ หนังสือวรรณกรรมโดยตรงของไทยไม่มีแล้ว”

พิบูลศักดิ์ ลครพล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2560 บนเส้นทางชีวิตศิลปินได้รับอิทธิพลจากงานวรรณกรรมมาแต่ครั้งเยาว์วัย ยามเติบโตความคิดทางศิลปะแสดงออกผ่านศิลปะหลายแขนง งานอักษรเขียนหนังสือนิยาย เรื่องสั้น บทกวี งานดนตรีมีผลงานบทประพันธ์เพลงให้ศิลปินขับร้อง งานโฆษณาหลายชิ้นยังเป็นที่จดจำ ปัจจุบัน ภาพวาดห้วงชีวิตยามอาทิตย์อัสดงยังคงงดงาม ปลายพู่กันสีน้ำของศิลปินแห่งชาติยังเคลื่อนไหว กระแสความคิดศิลปินยังคงทรงพลัง

วัยเยาว์ศิลปินแห่งชาติ

ผมมีความผูกพันกับเมืองพะเยาเพราะเมื่อครั้งยังเด็กเคยเดินทางมากับคุณยาย มาไหว้สาพระเจ้าตนหลวงตามประเพณี ตอนนั้นนอนที่วัดพระเจ้าตนหลวงมองเห็นกว๊านพะเยายังสวย มีรถเล็กเพียงไม่กี่คันที่เดินทางจากแม่ใจมาเมืองพะเยา คุณยายผมเล่าว่า คุณยายเป็นคนเชื้อสายไทยลื้อชาวลำพูน อพยพย้ายถิ่นฐานมาเพราะเจ้าหลวงเมืองลำพูนส่งคนมาสอดส่องดูสาวงามเพื่อเอาไปเป็นเมีย คุณยายต้องหลบอยู่ในป่าเพราะลูกผู้พี่ถูกทหารพาไปเป็นเมียเจ้าหลวงลำพูน ต่อมา คุณยายก็พบรักกับคุณตาซึ่งเป็นพ่อค้าวัวต่างจากรัฐฉานประเทศพม่า เมื่อแต่งงานก็ขายวัวควายซื้อที่ดินตั้งรกรากอยู่แม่ใจ

ผมชอบอ่านหนังสือชอบวาดภาพมาตั้งแต่ยังเด็ก ครั้งแรกที่เริ่มจับพู่กันวาดสีน้ำเพราะเพื่อนชวนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานไปวาดภาพทิวทัศน์ป่าเขา ผมก็ยังไม่รู้ว่าสีน้ำคืออะไร ไม่มีสมุดวาดภาพเป็นของตนเอง ไม่มีพู่กัน เมื่อเดินทางถึงจุดชมวิว ผมมองเพื่อนวาดภาพ ผมขอยืมพู่กันจิ้มจุ่มสีน้ำวาดเทลงบนกระดาษ นั่นเป็นครั้งแรก ต่อมาเมื่อเรียนหนังสืออยู่โรงเรียนศิริมาตย์เทวี อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ในชั่วโมงศิลปะคุณครูสอนแกะสลักไม้เพื่อทำภาพพิมพ์ ผมทำงานด้วยความตั้งใจ เมื่อหมดชั่วโมงผมนำผลงานส่งครู คุณครูท่านถามผมว่า เธอทำงานศิลปะอะไรมาให้ครู ครูมอบงานแกะสลักภาพพิมพ์หมู่บ้าน แต่ผมแกะสลักภาพหญิงสาวหันหลังเปลือยกายพิมพ์เป็นภาพส่งคุณครู

ผมรักงานศิลปะและวรรณกรรมจึงเลือกเรียนต่อที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอาชีวศิลป์ เรียนอยู่ชั้นปี 1 คุณยายของผมก็เสียชีวิต ผมบรรพชาเป็นสามเณร ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ลาสิกขา เพราะคิดว่าชีวิตของผมไม่เหลือใครอีกแล้ว แต่วันหนึ่งก็มีเพื่อนนำนิตยสารชัยพฤกษ์มาให้ผมอ่าน เรื่องสั้นชื่อ “น้ำใจ” ผลงานเขียนเรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิตของผมได้รับการตีพิมพ์ เป็นแรงผลักดันให้ผมกลับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง

วัยหนุ่มห้วงวัยแห่งการแสวงหา

หลังกลับไปเรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาอาชีวศิลป์ ผมรู้จักกับ“ชาญ ฮวดสวัสดิ์” วันหนึ่งขณะอยู่ในห้องเรียนเขานุ่งขาวห่มขาวเดินเข้ามาในห้องเรียน เขาเข้ามากุมมือของผมเพื่อถ่ายเทพลังแล้วบอก “ไปอยู่กับผมเถอะ” ชาญ อาศรมสาธนา รับอิทธิพลจากงานวรรณกรรมและใช้ชีวิตตามหนังสือของรพินทรนาถ ฐากุร สร้างอาศรมของตนเองด้วยไม้โกงกางอาศัยอยู่บนเกาะเสม็ด ยุคสมัยนั้นเป็นยุคสงครามเวียดนาม วัยรุ่นยุคฮิปปี้ชอบอ่านหนังสือมีรสนิยมการอ่านที่ดี วรรณกรรมของรพินทรนาถ ฐากุร, คาลิล ยิบราน เป็นวรรณกรรมที่ได้รับความนิยม ผมกับเพื่อนนิยมในตัวของชาญจึงตัดสินใจเดินทางติดตามไปยังเกาะเสม็ดตามคำเชิญ

สมัยก่อนการเดินทางไปเกาะเสม็ดใช้เวลายาวนานเพราะเรือเดินทางมีเพียงลำเดียว เรือเดินทะเลลำเล็กบรรทุกสินค้าเต็มลำเรือ ผู้โดยสารต้องทำหน้าที่ลูกเรือช่วยไต้ก๋งเรือขนข้าวสาร ขนถ่าน ขนมันสัมปะหลัง กว่าจะมีที่นั่งให้หย่อนก้นก็เป็นที่เหน็ดเหนื่อย ยามเรือเดินทะเลเทียบท่าถึงเกาะเสม็ด เราเดินเท้าผ่านหาดทรายเป็นระยะทางไกลเพราะอาศรมสาธนาตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมของเกาะ ผมยังจำเสียงย่ำเท้าที่เหยียบลงบนผืนหาดทรายแก้วเกาะเสม็ด ทรายเม็ดละเอียดเวลาเดินจะได้ยินเสียง ยามหันหลังมองออกไปยังผืนทรายจะมองเห็นรอยเท้าที่ย่ำเดินผ่านมา ที่นั่นคือสวรรค์ ผมไม่คิดจะกลับไปเรียนหนังสืออีก เมื่อก้าวย่างบนหาดทรายถึงจุดหมายจะพบอาศรมสาธนา ถัดต่อจากนั้นรู้สึกว่ามีศิลปินหลายท่านจับจองพื้นที่พักอาศัย เช่น อาจารย์พิชัย นิรันดร์ , อาจารย์อนันต์ ปาณินท์, อาจารย์ประเทือง เอมเจริญ ผมเรียนรู้งานศิลปะ อ่านหนังสือ อ่านปรัชญา อาศัยอาศรมสาธนาเป็นโรงเรียนชีวิต

หลังจบการศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอาชีวศิลป์ ผมเรียนต่อวิทยาลัยครูเชียงใหม่ เชียงใหม่ยุคสมัยนั้นเป็นแหล่งรวมศิลปวิทยา ผมกับเพื่อนถนอม ไชยวงษ์แก้ว พวกเราตั้ง “ซาลอง” หรือคำเรียกชมรมนักเขียนฝรั่งเศสที่ซอยวัดนันทาราม งานเขียนหนังสือของผมหลายชิ้นได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารหลายฉบับ ผมทำงานหลายอย่าง ตอนกลางวันผมฝึกสอนหนังสือที่โรงเรียนพุทธิโสภณ ตอนกลางคืนเป็นคนเขียนภาพโปสเตอร์โรงหนัง ยุคสมัยนั้นเชียงใหม่รุ่งเรืองมาก มีโรงหนังอันเป็นแหล่งวรรณกรรมหลายแห่ง การดูภาพยนต์ตะวันตกคือการสะสมวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งช่วงเวลานั้น ผมเริ่มรู้จักอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ท่านเพิ่งเรียนจบจากเนเธอร์แลนด์

คุณครูนักเขียนของนักเรียนแม่ฮ่องสอน

เมื่อเรียนจบจากวิทยาลัยครูเชียงใหม่ ผมได้รับการบรรจุเข้ารับราชการครูที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผมสอนโรงเรียนบ้านป่าลาน ส่วนแฟนของผมสอนที่โรงเรียนแม่ลาน้อย ผมเป็นครูสอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 เป็นครูหนุ่มสอนหนังสือและแต่งเพลงให้เด็กร้อง พานักเรียนไปเรียนที่น้ำแม่จ๋าเก็บก้อนหินนับเลข ผมเริ่มมองเห็นแล้วว่าระบบการศึกษาของไทยมีปัญหาจึงมุ่งเป้าหมายว่า เด็กนักเรียนต้องอ่านหนังสือได้ ผมบันทึกเรื่องราวผ่านวรรณกรรม “ทุ่งหญ้าสีน้ำเงิน” หนังสือได้รับรางวัลสัปดาห์หนังสือ ส่วนห้องสมุดได้รับรางวัลห้องสมุดดีเด่นของจังหวัด คุณครูทั่วจังหวัดแม่ฮ่องสอนเดินทางข้ามน้ำ 13 ท่า เหมารถเดินทางมาศึกษาดูงาน มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับที่นั่น สอนไม่ตรงตามหลักสูตรแต่เด็กทุกคนอ่านออกเขียนได้

ผมบอกนักเรียนของผมว่า ถ้าเดินผ่านหน้าบ้านของใครแล้วไม่ได้ยินเสียงอ่านหนังสือระวังให้ดี ทุกเย็นผมจะเดินอยู่หน้าบ้านของนักเรียน เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านเด็กนักเรียนคนใดก็จะได้ยินเสียงอ่านหนังสือ เมื่อเยี่ยมเยือนบ้านหลังใดก็จะได้กินน้ำชา สมัยก่อนชาวไทยใหญ่จะคั่วใบชาใส่กาน้ำร้อนเพื่อต้อนรับแขก เวลากินก็ใส่เกลือนิดหน่อย เขาเรียกว่า “น้ำเมี่ยง” แม่ฮ่องสอนคือฉากวรรณกรรมหลายชิ้นงานของผม เห็นได้ชัดว่าศิลปวรรณกรรมไม่ได้เห็นผลในเร็ววัน แต่ผลพวงแห่งความดีงามจะเห็นผลเมื่อวันเวลาผ่านไปนับสิบปี ลูกศิษย์ของผมหลายคนเติบโตเป็นนักอ่าน

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี แนวคิดการกระจายเศรษฐกิจสู่ชนบทมีเงินผันเข้าหมู่บ้าน ครู ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ มีเกียรติและศักดิ์ศรีมากขึ้น หมู่บ้านเริ่มมีรถขนของป่าไปขายในเมือง กระทรวงศึกษาธิการย้ายมาอยู่กับกระทรวงมหาดไทย คุณครูมีขีดขั้นบนบ่าเครื่องแบบข้าราชการ มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ถือเป็นความอ่อนแอของระบบการศึกษา ผมถูกยืมตัวไปสร้างห้องสมุดให้กับโรงเรียนชุมชนบ้านปางหมู อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน

โรงเรียนแห่งใหม่เป็นชุมนุมของคุณหญิงคุณนาย ภรรยานายด่านศุลกากร ภรรยานายตำรวจ เศรษฐกิจค่อนข้างดีเพราะเป็นเส้นทางผ่านของหยกจากรัฐฉาน ประเทศพม่า ตอนเย็นจะมองเห็นพ่อค้าขนส่งหยกด้วยม้าหรือลาผ่านหมู่บ้าน มองเห็นปะหล่องหรือกระเหรี่ยงคอยาวเดินทางผ่านหรือพักค้างแรมในหมู่บ้านเป็นเรื่องปกติ ข้าราชการหลายคนมีช่องทางทำกิน จนเมื่อ พ.ศ.2519 เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลามหาวิปโยค เพื่อนของผมหลายคนหลบหนีเข้าป่า ส่วนผมพร้อมครอบครัวอพยพมาอยู่ในเมืองหลวง

การแข่งขันของคลีเอทีฟบริษัทโฆษณา

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมออกจากระบบราชการ ทำงานเป็นนักเขียนอาชีพแต่ก็พบว่า การเขียหนังสือเพียงอย่างเดียวเป็นหลักพึ่งพิงของครอบครัวไม่ได้ แต่พื้นฐานงานวรรณกรรมทำให้ผมได้งานบริษัทโฆษณา ผมทำงานตำแหน่งก็อปปี้ไรส์เตอร์เพียง 1 ปี ก็เลื่อนตำแหน่งทำงานโฆษณาทีวีซึ่งถือว่าเร็วมาก งานโฆษณาธนาคารทหารไทยซึ่งถ่ายทำที่จังหวัดน่านทำให้วัดภูมินทร์เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย แต่งานโฆษณาก็มีข้อเสียเรื่องการแข่งขัน การแข่งขันทำให้ชีวิตขาดความสุข เวลาเข้าห้องน้ำสมองจะนึกถึงเรื่องการแข่งขัน ต้องรับข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก ต้องอ่านพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ทุกเล่ม

ยามทุกข์ใจ ผมจะปรึกษาอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ตอนท่านแสดงผลงานที่หอศิลป์เจ้าฟ้าผมก็เดินทางชมผลงานศิลปะของท่าน ท่านก็แนะนำว่า “ฟ้าอยู่ใต้แก่นต๋าเฮานี้ คิงบ่ดีกึ๊ดนัก” หมายความว่า ถ้าคิดมากเกินไปเราจะมองไม่เห็นตัวปัญหา ตอนนั้นผมทำงานหนัก มีปัญหาเกี่ยวกับการเขียนหนังสือวัยฝันวันเยาว์ลงนิตยสารดิฉัน รู้สึกว่าตนเองเขียนหนังสือได้ไม่ดีเท่าที่ควร ท่านแนะนำว่า “คิงทำงานหนัก ลองเขียนเรื่องกางเกงยีนส์ตกน้ำ” ผมฟังแล้วสะดุ้งเพราะไม่คิดว่าท่านจะติดตามอ่านงานของผม ผมได้รับคำแนะนำและครุ่นคิด จึงตัดสินใจลาออกจากบริษัทโฆษณา เริ่มเขียนหนังสือบ้านดวงใจอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่วายมีบริษัทเอเยนซี่โฆษณาติดต่อให้ทำหน้าที่เจรจาตกลงกับธนาคารทหารไทยเพื่อทำหนังโฆษณา ผมยื่นข้อเสนอเงินเดือนเป็นสองเท่า ภายหลังทำงานโฆษณาธนาคารทหารไทยสำเร็จผมก็ลาออกเพราะรู้ว่าไม่ใช่เส้นทางชีวิตของผม ช่วงหลัง ผมหันเหชีวิตมาทำงานวาดภาพ อาจารย์ถวัลย์ท่านก็ตำหนิผมในงานแสดงศิลปะว่าไม่ตั้งใจทำงานเท่าที่ควร ท่านคอยติดตามดูแลชี้แนะผมอยู่ตลอด

สู่ฝันมาชารีดนตรีกวีสัญจร

หลังลาออกจากบริษัทโฆษณาผมก่อตั้งสำนักพิมพ์ “สู่ฝัน” ทำนิตยสารบทกวีรายเดือน “สู่ฝัน” มียอดขายหนังสือของสำนักพิมพ์สูงกว่า 20,000 เล่ม ส่วน “ขอความรักบ้างได้ไหม” ยังเป็นนวนิยายที่ขายได้และถูกนำมาแต่งเป็นบทเพลงเสนอสังกัดค่ายเพลงไนท์สปอตโปรดักชั่นแต่ก็ตัดสินใจถอนตัวมาก่อน “ขอความรักบ้างได้ไหม” เป็นบทเพลง บทกวี เป็นความฝันวัยเยาว์ซึ่งต้องเล่าย้อนกลับไปถึงค่ำคืนหนึ่งของฤดูหนาวในงานเหมันต์รำลึก ผมขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงของสุกี้ยากี้ได้รับรางวัลชนะเลิศ เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มน้อยผมเดินทางเข้ากรุงขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงรายการโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรม การเป็นนักร้องคือความฝันวัยเยาว์ซึ่งแม้ไม่ประสบความสำเร็จทางการตลาด แต่ผมก็พบกับข้อสรุปแห่งชีวิตว่า เราคือคนเขียนเพลง เขียนบทกวี เดินทางมาถึงจุดนี้ได้ด้วยแรงแห่งวรรณกรรม ทำเพลงด้วยหัวใจโดยไม่มีพื้นฐานทางดนตรี อ่านตัวโน๊ตไม่ได้ แต่หลายปีต่อมานวนิยาย “ขอความรักบ้างได้ไหม” ก็กลายเป็นบทภาพยนต์ที่ออกฉายในโรงหนังทั่วประเทศ

สำหรับ “มาชารี” ต้องกล่าวย้อนถึงยุคสมัยเรียนหนังสืออยู่วิทยาลัยครูเชียงใหม่ ผมกับเพื่อนทำกิจกรรม นักเขียน ดนตรี กวีสัญจร มุ่งสู่ชนบทส่งเสริมการอ่านการเขียน ครั้งแรกทำกิจกรรมร่วมกับชมรมวรรณศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อหาเงินซื้อหนังสือเข้าชมรมร่วมกับกลุ่มด้ายสีขาว พวกเรามอบบทกวี ดนตรี เสียงเพลง เป็น “มาชารี” สัญลักษณ์ที่ดาลใจจากมายเชรีแปลว่า “ที่รักของฉัน” พ.ศ.2529 พวกเราทำโครงการโดยใช้ดนตรี บทกวี บทเพลงเป็นสื่อกิจกรรมตามสถานศึกษา เริ่มต้นจากภาคเหนือแล้วกระจายทั่วประเทศ มีผู้ใหญ่คนสำคัญคือ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ วาณิช จรุงกิจอนันต์ ร่วมทำจัดกิจกรรม ผมทำหน้าที่ประสานงานกับคุณครูห้องสมุดพานักเขียนร่วมทำกิจกรรม “มาชารี” แจ้งเกิด นักเขียน กวี นักดนตรีหน้าใหม่จำนวนหลายคน บทกวีหลายบทของผมได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น ส่วนงานดนตรีก็มีผลงานประพันธ์เพลงให้ศิลปินนักร้อง เช่น กุ้ง กิตติคุณ , ครูซัน สมพงษ์ ,ศุ บุญเลี้ยง , ศักดิ์สิริ มีสมสืบ, ชัยบลูส์

ชีวิตผมประสบความสำเร็จได้ด้วยการอ่าน ผมชอบหนังสือมาตั้งแต่ยังเด็ก ซื้อหนังสือเรื่องสั้นเป็นของตนเองชื่อ “แก้งคร้อ” รวมเรื่องสั้นชุด ปกรณ์ ปิ่นเฉลี่ยว เล่มละ 5 บาท ผมมุ่งมั่นเขียนเรื่องสั้นจนเรื่องสั้นเรื่องแรกชื่อ “น้ำใจ” ได้รับตีพิมพ์ในนิตยสารชัยพฤษ์ การอ่านการเขียนสำหรับผมคือเสรีภาพของมนุษย์ ทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สามารถจินตนการภาพใบหน้าตัวละครอย่างแตกต่าง นั่นคือเสรีภาพ แต่ปัจจุบันเสรีภาพของผู้คนเปลี่ยนแปลงตามสังคมซึ่งสื่อมีอิทธิพลมากขึ้น

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำลายวัฒนธรรมการอ่าน

ยุคสมัยก่อน โทรศัพท์เป็นแบบหยอดเหรียญ เวลาจะโทรติดต่อใครต้องยืนคอยคิวอยู่หน้าตู้โทรศัพท์สาธารณะ พอองค์การโทรศัพท์เริ่มเดินสายติดโทรศัพท์บ้านก็ดีอกดีใจเพราะไม่ต้องรอคิวโทรศัพท์ เดียวนี้โลกเปลี่ยนแปลงตู้โทรศัพท์สาธารณะถูกรื้อเก็บ โทรศัพท์มือถือเชื่อมกับโลกผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่สังคมกลับแยกชิ้นกระจายเป็นสังคมเฉพาะกลุ่ม คนชอบตั้งกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ พอตั้งกลุ่มก็แยกย่อยจนขาดเอกภาพ ผู้คนบนโลกโซเชี่ยลสนใจเรื่องใดก็จะอยู่กลุ่มนั้น กลุ่มสังคมสนใจเรื่องใดก็จะอ่านเฉพาะเรื่องที่ตนเองสนใจ

เปิดดูข่าวโทรทัศน์ปัจจุบัน สังคมเปิดเผยมากขึ้น เนื้อหาทางทีวีมีการย้อนกลับเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่เพราะความขาดแคลน เรื่องราวของสังคมจึงคับแคบแต่สังคมของเรากว้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อถึงกันเพียงแค่กดปุ่ม จิตใจและความคิดของมนุษย์บนโลกยิ่งคับแคบ มนุษย์เดินทางถึงดวงจันทร์แต่สามัญสำนึกลับตกต่ำลง ผู้คนเย็นชาอยู่อย่างตัวใครตัวมัน เราแปลกแยก โดดเดี่ยว มีสังคมอันเป็นปัจเจกเพราะโลกอยู่ในมือถือของเรา ความซับซ้อนของวรรณกรรมเปรียบให้เห็นถึงสังคม การสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายต้องศึกษาให้ดีว่าพวกเขาเป็นอย่างไร ก่อกำเนิดมาจากที่ไหน เลือกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

วัฒนธรรมการอ่านของเราอ่อนแอลง วัฒนธรรมการดูและการฟังเข้มแข็งขึ้นเพราะมันสะดวกง่ายดาย อยากรู้อะไรถามอาจารย์กู๋ (Google) พิมพ์คำเดียวรู้เรื่อง รู้รอบ แต่ไม่รู้ลึก เพราะเด็กเยาวชนยังขาดประสบการณ์ตรง เด็กอยากเขียนอะไรก็ค้นหาในกูเกิลเมื่อเจอบทความถูกใจก็ดัดแปลง เมื่อนำข้อมูลผิดเพี้ยนมาดัดแปลงก็จะผิดเพี้ยนกันต่อเนื่อง พวกเราจะโทษเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ แม้แต่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงยังใช้ประโยคเดิม “ฟ้าสีทองผ่องอำไพประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” นั่นแสดงถึงคลังความรู้ แสดงถึงความอ่อนแอทางวัฒนธรรมการอ่าน เด็กเยาวชนเพิ่งรำลึกความหลังถึงประวัติศาสตร์อันขาดหาย เมื่อดูหนัง 6 ตุลา เริ่มรู้สึกทึ่งและก่อความรู้สึกเกลียดชังเผด็จการขึ้นมาทันทีทันใด อันความจริงแล้วพวกเขาไม่เข้าใจเรื่องราวลึกซึ้งหรอกว่า เมื่อมีเผด็จการแล้วยังมีเผด็จที่ซ่อนแฝงอยู่ในนั้นอีก ภาพสะท้อนสังคมแสดงอยู่ในเนื้อหาวรรณกรรม ช่วงหลังยอดขายวรรณกรรมลดลงแม้กระทั่งเรื่องที่รับรางวัลซีไรต์ โดยเฉพาะนิยายที่มีกลวิธีการเล่าเรื่องซับซ้อน มีการเมืองแฝง

ทัศนะของศิลปินแห่งชาติต่อวรรณกรรมไทย

ยุคสมัยก่อนสังคมไทยคุ้นเคยกับมุขปาฐะหรือเรื่องเล่า เช่น วรรณคดี ขุนช้างขุนแผน , พระอภัยมณี , รามเกียรติ์ เรื่องราวไม่ซับซ้อนมีวิธีเล่าเป็นลำดับ ต่อมาคือยุคของเรื่องสั้นหักมุม เช่น งานเขียนของ อาจินต์ ปัญจพรรค์, ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว รูปแบบการเล่าเรื่องแบบหักมุมจบส่งผลต่อนักเขียนรุ่นหลังคือ ยุคของ นิมิตร ภูมิถาวร งานเขียนมีลักษณะเฉพาะตามความถนัดของนักเขียน เช่น ครูคำหมาน คนไค เขียนนิยายเรื่อง “ครูบ้านนอก” คำพูน บุญทวี เขียนนิยาย “ลูกอีสาน” ส่วนงานเขียนยุคปัจจุบัน ซับซ้อน กลวิธีการเขียนเปลี่ยนแปลงไป

ตัวบทวรรณกรรมอาจเหมือนเดิม มีเนื้อหาเรื่อง รัก โลภ โกรธ หลง ขึ้นอยู่กับนักเขียนจะนำเสนอออกมาอย่างไรส่วนวิธีคิดงานวรรกรรมก็เหมือนกับงานศิลปะ ต้องตั้งคำถามว่า ใช้ศิลปะการเขียนแล้วจะได้อะไร? นักเขียนรุ่นเก่าอย่างพวกเรามีสูตรการเขียน ส่วนนักเขียนรุ่นใหม่เขียนหนังสือได้ดีเพราะระบบการพิมพ์ล่มสลาย นักเขียนในโลกออนไลน์เกิดขึ้นจำนวนมาก เพราะไม่มีพื้นที่สื่อหนังสือให้ลงตีพิมพ์ หนังสือวรรณกรรมโดยตรงของไทยไม่มีแล้ว ไม่เหมือนยุคสมัยก่อน มีพื้นที่สำหรับงานวรรณกรรมจำนวนมาก แต่หนังสือยังมีพลังมหาศาล นิยาย “ร้อยป่า” ของคุณสมพันธุ์ ปานะถึก (วิเทศวรกิจ) ทำให้ผมอยากสอบเข้าโรงเรียนป่าไม้ ผมอ่านหนังสือของ แสงเพชร เสนีย์บดินทร์ นักเขียนลำปาง ได้รับแรงบันดาลใจให้เดินข้ามภูเขาไปลำปางเพราะอยากเห็นฉากของเรื่อง

นักเขียนรุ่นใหม่ต้องการแรงบันดาลใจ ผมบอกกับพวกเขาว่า ผมไม่มีอะไรจะแนะนำ ขอให้คุณเขียนในสิ่งที่อยากเขียน เขียนในสิ่งที่คุณเป็น แล้วเขียนให้ดีที่สุด แต่ต้องจริงใจกับสิ่งที่ตนเองเขียน นักเขียนรุ่นใหม่เก่งกาจในศิลปะการเขียน ศิลปะการคิดจัดเจนเชิงสัญลักษณ์ แดกดันด่าว่ามนุษย์ เมื่อหลายสิ่งไม่สามารถกล่าวเป็นคำพูดได้ต้องอาศัยสัญลักษณ์

งานเขียนหนังสือยุคปัจจุบันมีสัญลักษณ์เยอะมาก ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ลองนึกถึงสัญลักษณ์แทนคำพูดในแอพพลิเคชั่นไลน์ (Line) เมสเซ็นเจอร์ (Messenger) เราส่งรูปสัญลักษณ์การยิ้มให้กับเพื่อนหรือในกลุ่ม แท้จริงเป็นการยิ้มเยาะหรือเปล่า เราส่งสัญลักษณ์การปรบมือ แท้จริงเป็นการปรบมือจากใจหรือไม่ เรากดไลค์ทางเฟสบุ๊ค แท้จริงชื่นชอบหรือเพียงรับทราบข้อมูล เรามองเห็นสัญลักษณ์แต่มองไม่เห็นภาษาอักษร มองไม่เห็นภาษากาย ผมทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการตัดสินรางวัลใหญ่หลายรางวัล คณะกรรมการตัดสินทำงานเหนื่อยมากเพราะต้องอ่านหนังสือทุกเล่มอย่างละเอียด ผมชอบเป็นกรรมการตัดสินรางวัลบทกวีมากกว่า เพราะบทกวีเป็นการเขียนหนังสือใช้ถ้อยความน้อยแต่กินความหมายกว้าง กินความทั้งโลกและจักรวาล

ธรรมวิถีแห่งกวี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

0

“การอ่านหนังสือเป็นการอ่านความคิดคนอื่น การเขียนหนังสือเป็นการอ่านความคิดของตัวเราเอง ไม่ว่าอ่านหรือเขียน เป็นการทำงานความคิด ซึ่งคนไทยยังขาดอยู่ เราต้องลึกซึ้งในรากเหง้า เราจึงจะไม่ตกเป็นเหยื่อความเป็นอื่น คำหนึ่งที่ดี คือ ลึกซึ้งรากเหง้า เข้าใจปัจจุบัน เท่าทันอนาคต ถ้าเราไม่อ่านหนังสือเราก็ตกเป็นเหยื่อ”

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ คือ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2536 ใช้ชีวิตตามหลักพุทธธรรม มีชีวิตในร่มโพธิ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ศึกษาเล่าเรียนทางธรรมที่สวนโมกข์ของท่านพุทธทาสภิกขุ มีเพื่อนศิลปินในธรรมวิถี เช่น เขมานันทะ เขาเป็นเด็กชอบอ่านหนังสือ เขียนกลอน เป่าขลุ่ย เล่นดนตรี ชีวิตนักศึกษาทำกิจกรรมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองเช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา (พ.ศ. 2516) หรือ วันมหาวิปโยค, เหตุการณ์ 6 ตุลา (พ.ศ. 2519) หรือ เหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหตุการณ์ทางการเมืองทำให้เขาเติบโตเป็นศิลปินเพื่อประชาชน เรียกร้องประชาธิปไตย เคลื่อนไหวทางการเมือง กระทั่งขึ้นดำรงตำแหน่งการเมืองระดับประเทศ เช่น สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ,สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผลักดันงานด้านศิลปวัฒนธรรม มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 57(1)

เด็กชายนักกลอน

ผมถือว่าชีวิตของผมนั้น เกิดสามหน หนึ่ง คือ เกิดจากพ่อแม่ สอง เกิดจากสวนโมกข์ของท่านพุทธทาสภิกขุ สาม เกิดจาก 14 ตุลา เหตุการณ์ทางการเมือง ส่วนชีวิตก็แบ่งออกเป็น ชีวิตเด็กบ้านนอก ชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย ชีวิตทางการเมือง ชีวิตบ้านอกของผม เกิดที่ อำเภอพนมทวน เป็นอำเภอแรกของจังหวัดกาญจนบุรี เดิมชื่ออำเภอเหนือ อยู่ตอนเหนือของจังหวัด อำเภอพนมทวนชื่อเดิม คือ “บ้านทวน” ทวน ลำน้ำทวน ลำน้ำเริ่มจากแม่กลอง ไหลไปตามธรรมชาติ จากทิศใต้สู่ทิศเหนือถึงสุพรรณบุรี เรียกว่า ทวนทิศ ทวนลม จึงเรียกว่า บ้านทวน

ผมเป็นเด็กในยุคสมัยที่มีการอนุญาตให้ขายฝิ่น พ่อผมเปิดโรงยาฝิ่น ช่วงหลังรัฐบาลสั่งห้าม ก็เปิดโรงเหล้าแต่คงไม่เจริญรุ่งเรืองในทางเศษฐกิจ จึงเปิดเป็นวิกลิเก ประสบการณ์ของผม คือ 1.ได้สัมผัสกับชาวบ้าน 2. สัมผัสเรื่องดนตรีและกาละเล่น สมัยก่อนบ้านทวนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เราจุดตะเกียง จุดเทียน ชีวิตที่ได้ผ่านพบ มีทั้งชาวนา คนหาปลา มีข้อห้ามของโรงเรียน คือห้ามเล่นน้ำและไล่โหนรถ ผมเรียน ป.1-4 สมัยนั้น เป็นโรงเรียนวัด โรงเรียนวัดบ้านทวน

ผมโชคดี ที่พ่อเป็นคนอ่านหนังสือ มีหนังสืออยู่ในบ้านเยอะ แกชอบคัดโคลงกลอนดีๆ เช่น โคลงสุภาษิต ไว้ที่ฝาบ้าน เขียนด้วยถ่าน ด้วยช็อค แล้วก็ให้ผมท่อง ผมท่องได้ พ่อชี้ ผมก็ท่องตาม เมื่อท่องได้ พ่อก็เขียน ก ไก่ เป็นแบบของพ่อ ก เอ๋ย กอไก่ จงขันเรื่อยไปข้าจะฟัง ข ไข่ อยู่ในรัง พวกฝรั่งเขาชอบกิน ฃ ฃวด ไว้ใส่เหล้า เจ๊กไหว้เจ้าเขาชอบริน ผมก็ชอบริน ต เต่า หลังเป็นกระดูก เรียกให้ถูกเรียกว่า กระดอง ฮ นกฮูก จับต้นมะยม ลูกตาโตกลม เด็กเห็นก็กลัว นี่เป็น ก ไก่ ที่ผมท่องได้ น้องของผมทุกคนท่องได้ สมัยก่อนแม่อ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็อ่านออกเพราะพ่อเป็นคนสอน

ก่อนเข้าโรงเรียน พ่อให้ผมอ่านหนังสือพิมพ์ให้ครูฟัง ผมก็อ่านหนังสือให้ครูฟัง ครูบอกว่าไม่ต้องเข้า ป.เตรียม (เตรียมประถมวัย) แต่เข้าเรียนประถม 1 เด็กบ้านทวน เข้ามีวันพระวันโกน แต่ห้ามโหนรถเมล์ ห้ามเล่นน้ำ เกรงเกิดอุบัติเหตุ ผมก็เลยว่ายน้ำไม่เป็น ผมเรียนจบประถม 4 ไปเรียนในเมือง เดินทาง 24 กิโลเมตร ถนนเป็นลูกรัง พ่อฝากผมไว้กับป้าซึ่งอาศัยอยู่ในเมือง คุณป้าเป็น ภรรยา ของ ส.ส. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายสวัสดิ์ สาระสาสิน ลูกของป้าก็เป็นเพื่อนนักเรียนกันมาตั้งแต่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6

บ้านของผมเป็นครอบครัวคนอ่านหนังสือ ผมจึงชอบเขียนกลอน เพราะที่โรงเรียนก็ต้องอ่านบทอาขยาน ก็ทำให้เราอยากหัดเขียนกลอน มีคำภาษิตว่า ความรักมักทำให้คนเป็นกวี ตอนนั้นเริ่มวัยรุ่น รักชอบเพื่อนต่างเพศ สมัยก่อนเขาแบ่งโรงเรียนชาย โรงเรียนหญิง ผมก็ชอบเขียนโคลง เรารับการเขียนโคลงมาจากพ่อ เวลาเพื่อนๆ จีบสาวโรงเรียนสตรี เอาชื่อนามสกุลมาให้ผมช่วยเขียนโคลงจีบสาว ให้ผมช่วยเขียนโคลงให้ ผมก็เขียนให้ เกือบครึ่งห้อง ที่ผมเขียนให้เพื่อน เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย เพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกันตั้งแต่มัธยมต่อมาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นิด้า พาผมไปบ้าน ก่อนเข้าบ้าน ก็บอกว่า เอ็งอย่าไปบอกนะว่า โคลงที่ติดฝาบ้านเอ็งเป็นคนเขียนเพราะแฟนข้าคิดว่าข้าเขียนมาตลอด นับว่า เป็นศิลปินวรรณกรรมเพื่อชีวิตบทแรก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์วัยมัธยมที่ได้มา

เมื่อเรียนจบ อยากเข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อนิจจา จุฬาลงกลอน สะเดาะกลอนไม่ได้จึงมาเรียนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นปีสุดท้ายที่ไม่ต้องสอบ ผมคิดว่า จะเรียนธรรมศาสตร์ 1 ปี แล้วจะสะเดาะกลอนเข้าจุฬา ปรากฏว่า เรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วสนุก ไม่ต้องเรียนก็ได้ ทำกิจกรรม กิจกรรมแรกก็คือเขียนกลอนกับเล่นดนตรีไทย เพราะพ่อของผมหัดให้เป่าขลุ่ยตั้งแต่เด็ก เป็นรุ่นแรกที่ตั้งชุมนุมวรรณศิลป์ และตั้งชุมนุมดนตรีไทย เราเล่นดนตรีไทย เล่นกลอน มาตั้งแต่แรก ไม่ค่อยสนใจเรียนทำกิจกรรมตลอด แต่ก็ดีที่ทำให้เรามีประสบการณ์ มีเพื่อนเยอะ เขาให้เรียน 8 ปี เราเรียน 7 ปีจบ เพราะมัวแต่ทำกิจกรรม

ธรรม ทำจิตให้เป็นปกติ

เหตุผลที่สนใจธรรมมะก็เพราะว่า มันมีอยู่ปีหนึ่งที่ผมลำบากมาก ไม่มีค่าเล่าเรียน บ้านไม่มีอยู่ ข้าวไม่มีกิน พ่อแม่แยกกันอยู่ ส่วนผมก็อกหัก ไม่รู้จะไปพึ่งใคร เด็กเมืองกาญจนบุรีส่วนใหญ่ก็จะไปพึ่งวัดบวรนิเวศ วัดที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกจำวัดอยู่ ท่านเป็นคนเมืองกาญจน์ เพื่อนผมที่เรียนด้วยกันตั้งแต่ชั้นมัธยมเป็นลูกศิษย์ ผมก็ไปอาศัยอยู่กับเพื่อน นอนห้อง 2 วัน ไม่ได้ออกไปไหนเลย อ่านหนังสือ 2 เล่ม เล่มแรกอานาปานสติ ของ สมเด็จพระญาณสังวร อีกเล่มคือ ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ของ พุทธทาสภิกขุ อ่านหนังสือสองเล่มจบ ตอนเดินออมาจากกุฏิของเพื่อนเหมือนได้เจอโลกใหม่ ไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน เราก็นับถือพุทธศาสนาเหมือนที่เคยนับถือกันมา คล้องพระ เจอศาลอะไรก็ยกเมือไหว้ ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ทำความดีก็ถือว่า นับถือศาสนา

หนังสือ 2 เล่ม ทำให้เปิดโลกใหม่ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น ก็อ่านหนังสือของท่านพุทธทาส เช่น คู่มือมนุษย์ ทำให้ผมสรุปได้ว่า คนที่จะสนใจธรรมะ คนที่สนใจพุทธศาสนา ลำพังแค่ศึกษาอย่างเดียวไม่พอ มันต้องประสบกับความทุกข์จริงๆ จึงจะทำให้เข้าใจ เราเข้าใจในหลักธรรม แต่หมายถึงธรรมะเข้าไปในใจของเรา เรามักเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจเรา แต่เราไม่เคยเข้าใจตนเองเลย เหมือนกลอนรุ่นพี่ที่ว่า “เขาว่าเขาเข้าใจในตัวเขา แต่ว่าเราเข้าใจเขาไหมนี่ เขาว่าเขาเข้าใจในเราดี แต่ในที่สุดเขาไม่เข้าใจ” คือความเข้าใจจริง ต้องมีความทุกข์จึงจะสนใจธรรมะ ผมได้อย่างนั้น คุยกับเพื่อนที่สนใจ คนที่สนใจท่านพุทธทาส บางทีเดินคุยกับเพื่อนทั้งคืน ผมอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสมากขึ้น คิดว่าเรียนจบแล้ว จะต้องไปบวชปฏิบัติธรรม แล้วผมก็ดำเนินประสบการณ์ชีวิตแบบนั้นมาตลอด สนใจพุทธทาส อ่านพุทธธรรม เขียนกลอนก็จะมีแต่เรื่องธรรมะ

งานศิลปวัฒนธรรม เรื่องดนตรีไทย วรรณศิลป์ บทกวี สองอย่างทำให้เราเข้าใจศิลปวัฒนธรรมมากขึ้น ผมเขียนสรุปเป็นกลอนว่า “ศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เอกราช เอกลักษณ์ เอกศักดิ์ศรี เป็นคันฉ่อง ส่องความงามและความดี เป็นโคมฉายช่วยชี้วิถีชน” กลอนบทนี้ได้รับการแปลจารึกไว้ที่กรุงเบอร์ลิน บนถนน Friedrichstraße เป็นบทสรุป ศิลปวัฒนธรรม ส่วนเรื่อง ธรรมมะ เมื่อเรียนจบธรรมศาสตร์ ผมอยู่ที่สวนโมกข์ ซึ่งที่สวนโมกข์ไม่มีการบวช ต้องบวชจากที่อื่นให้ได้นักธรรมเอก มีพื้นฐาน ซึ่งผมเพิ่งได้นักธรรมตรีเพราะบวชได้เพียงพรรษาเดียว เมื่อออกพรรษาก็ถือธุดงค์ 13 ข้อ อย่างเคร่งครัด ฉันอาหารมือเดียว นุ่งห่มผ้า 3 ผืน นอนในป่าช้า ผมปฏิบัติครบ

เมื่อไปอยู่สวนโมกข์วันแรก ผมก็กราบและถามท่านอาจารย์พุทธทาสว่า การมาสวนโมกข์ต้องใช้ปัญญาระดับไหน ท่านหัวเราะหึๆ ใช้เพียงปัญญาที่มาสวนโมกข์ก็พอ ผมเหมือนโดนเขกกบาล คำถามของเรา เรียกว่า คำถามปรุงแต่ง ไม่ใช่คำถามจริงๆ ต้องการจะอวดว่า ถึงแม้ว่าเราไม่ได้นักธรรมเอก ได้นักธรรมตรี ได้ปริญญาตรี เหมือนจะอวด ท่านอาจารย์เหมือนจะรู้ทัน ก็บอกว่า ปัญญาที่ใช้เดินทางมาวนโมกข์ก็ใช้ได้ ถ้างั้นผมไม่ถาม ผมฟังอย่างเดียว ตลอด 2 เดือน

ผมได้รู้จักกับ เขมานันทะ (โกวิท เอนกชัย ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์) ได้สนทนาธรรม เพราะท่านบวชและเขียนรูปในโรงมหรสพทางวิญญาณ ท่านสอนให้ผมเขียนรูป สเก็ตช์ให้แล้วก็ให้ผมลงสีและผมเขียนลง 2 ช่อง จากนิทาน “ตากับยาปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า หลานไม่เฝ้า กามากินถั่วกินงา หลานขอให้แมงหวี่มาตอมตาช้าง” ผมเขียนสองช่อง แมงหวีตอมตาช้างนี่แหละ ที่สวนโมกข์ ทำให้ผมมีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง นั่งสมาธิ เข้าใจธรรมะมากขึ้น คุยกับเขมานันทะ ท่านให้ความรู้เยอะแยะ เช่น ท่านพุทธทาสเคยสอนว่า พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน ในเดือน 6 จริงไม่จริงไม่สำคัญเท่ากับว่า ในคืนที่พระองค์ตรัสรู้ นั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ก่อนจะตรัสรู้นั้น ท่านคือ เจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อตรัสรู้ก็เท่ากับเป็น พุทธะ แปลว่า “รู้” ท่านรู้เรื่องความดับทุกข์ คือ นิพพาน

ฉะนั้น การประสูติ ตรัสรู้ นิพพาน เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ทำให้ผมตื่นเต้น มันเป็นความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ท่านอาจารย์สอนเรื่อง ธรรมะ หมายถึงความรู้ใน 4 อย่าง 1. ธร อ่านว่า ธร หมายถึงทรงไว้ อะไรก็ได้ที่แปลว่าทรงไว้ นั่นคือ ธรรมชาติ 2. ธรรมชาติก็มีกฎของมันคือกฎธรรมชาติ 3.ธรรมก็เป็นหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎ .4. ผลที่เกิดจากการปฏิบัติก็เป็นธรรมมะ สิ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็คือ ธรรม เราก็เข้าใจตามนี้ไปด้วย ตอนผมจะลาสิกขา ผมบอกท่านอาจารย์ว่า ผมจะต้องสึก

ผมจะลาสิกขา ลาท่านพุทธทาสภิกขุ บอกความจำเป็น และอยากได้คติธรรมจากท่าน ท่านพูดว่า “ทำจิตให้เป็นปกติ” ผมสว่างวาบ เพราะความหมายของศัพท์ ทุกข์ ทุกขะ หมายความถึงทนอยู่ได้ยาก หมายถึงทนอยู่ปกติไม่ได้ เป็นปกติไม่ต้องทนก็ไม่ทุกข์ เราก็ได้คติการปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา เราพยายามทำจิตให้เป็นปกติ ผมเขียนถึงพุทธทาสไว้ว่า “พุทธทาสนามท่านปานขุนเขา ทว่าเบาสบายอย่างว่างน้ำหนัก ตัวตนของท่านนั้นใหญ่นัก ใหญ่ด้วยหลักให้สละละตัวตน”

บทกวีรับใช้ประชาชน

เมื่อผมลาสิกขา ตอนผมจบ มีคนชวนเล่นหนังพระอภัยมณี ผมไม่รู้จะทำอะไรก็ไปเล่น ตอนละ 400 บาท ออกมาทำงานอยู่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี เพื่อรุ่นพี่เป็นคนชวน สอนได้ 1 ปี เรารู้สึกว่าเป็นอาจารย์ไม่ไหว ไม่มีความรู้ในทางวิชาการ สอนหนังสือก็พานักศึกษาออกนอกห้องไปเขียนบทกวีตามใต้ต้นไม้ ผมก็เลยลาออกจากงานอาจารย์ กลับมาถึงกรุงเทพฯ น้องนักศึกษาชวนผมมาเล่นดนตรีไทย มีโอกาสทำ วารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ หลังจากนั้นก็ทำงานธนาคารกรุงเทพฯ เราไม่ต้องการเป็นนายแบงก์ (ผู้บริหารธนาคาร) เราต้องการเก้าอี้มานั่งเขียนกวี แล้วก็เล่นดนตรีไทยที่ธรรมศาสตร์

ยุคนั้น เป็นยุคที่นักศึกษาก่อร่างสร้างตัว แยกเป็นชุมนุมต่างๆ นักศึกษาส่วนใหญ่มีหัวก้าวหน้า สนใจเรื่องการเมือง เราก็แยกวงเป็นวง “เจ้าพระยา” สุจิตต์ วงษ์เทศ ช่วยแต่งเพลง แล้วก็มีเหตุทางการเมือง เราก็มาตั้งวง “การะเกต” (ตอนหลังแยกมาตั้งวงชื่อต้นกล้า)ซึ่งวงดนตรีไทยก็ร่วมกิจกรรมนักศึกษาอยู่ตลอด ในที่สุด วันเดินขบวนได้เห็นนักศึกษาแตกกระเจิง หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา มีกิจกรรมของนักศึกษาตลอด ก่อนจะถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 วงดนตรีก็จะมีอยู่ 3 วง คือ คาราวาน ,กรรมาชน, ต้นกล้า หลังจากนั้น เริ่มมีการประท้วงกรรมกร เหตการณ์ที่ทำให้ นางสาวสำราญ คำกลั่น ถูกฆ่าที่ กระทุ่มแบน กรุงเทพฯ เราเล่นดนตรี ขณะที่เผาศพ ผมนั่งเขียนกลอน จำได้บทหนึ่งว่า “เธอตายเพื่อจะปลุกให้คนตื่น เธอตายเพื่อผู้อื่นอีกหมื่นแสน เธอคือดินก้อนเดียวในดินแดน แต่จะหนักและจะแน่นเต็มแผ่นดิน”

คืนวันที่ 6 ตลาคม 2519 เราไปเล่นดนตรีตอนหัวค่ำ หลังจากนั้น มีกำหนดเล่นดนตรีตอนเที่ยงคืน เรากลับมาไม่ได้เพราะ ธรรมศาสตร์ถูกล้อม ถูกกระหน่ำยิง นักศึกษากระเจิดกระเจิง หลายคนเข้าป่า ผมเองไม่เข้าป่าเพราะมีครอบครัว มีลูก ผมต้องหลบๆ ซ่อนๆ ผมมีเพื่อนเยอะ อาศัยนอนอยู่บ้านเพื่อนคืน สองคืน บางคืนพ่อแม่ของเพื่อนก็ถาม เป็นนักศึกษาอยู่ดีๆ เรียนให้จบ ทำไมไปยุ่งกับการเมือง เราก็อึ้งเหมือนกันว่า ทำไมคำถามแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้กับประชาชน แสดงว่า มีช่องว่างทางความเข้าใจกันเยอะมากเลย บางทีเราก็ไปกินนอนที่บ้านเพื่อศิลปิน บ้านของเขาอยู่ลึกเข้าไปในสวน เราก็ขลุกอยู่ในห้องคนเดียว ไม่กล้าออกไปไหน ทรมานมาก ตอนนั้นเรามีครอบรัว แต่เราต้องทิ้งบ้านไประเหเร่ร่อนอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะถ้าเดินทางออกต่างจังหวัดก็จะเป็นที่รู้กันเลย

เหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้ผมตื่นตัวทางการเมือง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะมีความเคลื่อนไหวอะไร ผมก็ติดตามและมีส่วนร่วมอยู่หลายๆ เหตุการณ์ การมีส่วนร่วมก็คือไปอ่านกลอน ผมเขียนกลอนว่า “อย่าใช้มือประนมนิ่งก้มหน้า อย่าใช้มือปิดตาเมื่อถูกย่ำ อย่าใช้มือแบขอความเป็นธรรม แต่จงกำมือกล้าประกาศชัย” ตอนเล่นดนตรีที่แยกปทุมวัน ตรงหน้ามาบุญครอง ผมจำได้ว่า เพื่อนไปรับมาร่วมอ่านกลอน แล้วก็เล่นดนตรี พอถึงสะพานหัวช้าง ก็มีการยิงกัน เพื่อนให้ผมนอนบนรถแล้วก็เอาเกราะกันกระสุนมาปิดหน้าอก เกือบชั่วโมงกว่าจะไล่พวกมาก่อกวนไปได้ พวกก่อนกวนใช้มือปืนมายิง แล้วหลบไปในคันคลองแสนแสบ นั่นเป็นประสบการณ์ที่รุนแรงที่สุด แต่ก่อนหน้านั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่ เชียงใหม่ ประตูท่าแพ ระเบิดลง กระโดดหนีกันชุลมุน ประสบการณ์ทางการเมืองทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นฝ่ายถูกกระทำ ทั้งที่เรารู้สึกว่า เราเป็นฝ่ายถูก แต่เป็นผู้ถูกกระทำมากกว่า เราก็เลยมีความตื่นตัวในเรื่องนี้ การเขียนบทกวีจาก บทกวี บทรัก โรแมนติก ก็กลายเป็นทำนองบทกวีเพื่อชีวิต

ต่อสู้และขึ้นสู่เวทีการเมือง

ตอนหลังมีการตั้งสมัชชาปฏิรูป สปช. ซึ่งก่อนหน้านั้น ก็มีสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ท่านอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ด้านการเมือง ,ศ.นพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ด้านสังคม ศ.นพ.ประเวศ ติดต่อผมให้ร่วมงานสมัชชาเกี่ยวกับเรื่อง “ศิลปินภาคประชาชน” เพราะท่านเป็นคนเมืองกาญจนบุรีสนิทคุ้นเคยกับผม เราทำงานได้เพียงปีเดียว ในปี 2554 ยังไม่ทันได้สรุปการทำงาน การเมืองก็เกิดการเปลี่ยนแปลง หลังจากนั้นมีการตั้งสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ผมในฐานะตัวแทนทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมก็สมัครเข้ามาทำงานในสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ทำงานเป็น สปช.ทำงานเป็นประธานกรรมธิการเกี่ยวกับด้านศิลปวัฒนธรรม ร่างกฎหมาย ทำงานได้เพียง 2 ปี สภาปฏิรูปก็ถูกล้ม แล้วรัฐบาลประยุทธ์ จันโอชา ก็ยุบสภา

ผมเป็นห่วงว่า สิ่งที่เราเสนอไว้ในเรื่องการปฏิรูปศิลปะวัฒนธรรมต้องมีการผลักดัน ผมพาคุณกฤษณา อโศกสิน ไปคุยกับท่าน มีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านเป็นประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 คุยให้ท่านฟัง ท่านรับปาก ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ มีโอกาสพบกันอีกครั้ง ท่านก็บอกว่า บรรจุให้แล้วนะที่เสนอไว้ ซึ่งอยู่ในหมวดของหน้าที่ของรัฐ “ มาตรา 57 รัฐต้อง (1) อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย”

หลายเหตุการณ์ผ่าน ถึงเหตุการณ์ที่ผมทำงานเป็นสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ก่อนหน้านั้นมีคนบอกว่า ให้ผมทำงานต่อในเรื่องศิลปวัฒนธรรม เพราะ สว. ไม่มีใครทำงานด้านนี้ หรือคนที่ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรมไม่เข้าไปมีบทบาททางการเมือง ผมจึงทำหน้าที่เป็น สว. แต่ก่อนจะทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาประมาณ 6 เดือน ผมต่อสู้ เล่นดนตรีบนพื้นที่สีลมและหน้าอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 เมื่อดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ก็ทำงานด้านศิลปวัฒนธรรม พยายามร่างกฎหมายลูก รัฐธรรมนูญ ม.57 (1) เมื่อดำเนินการร่างกฎหมายแล้วเสร็จ เสนอคณะรัฐมนตรี แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ทุกอย่างยกเลิกหมดในสิ่งที่เราเสนอไว้ ทำให้เราได้รู้ว่า การเมืองเป็นแบบนี้ สิ่งที่เราต่อสู้ ก็ต่อสู้กันเหมือนเดิม ทำให้เราเข้าใจเรื่องการเมือง เข้าใจว่า ประชาธิปไตยคืออะไร

บ้านเรายังไม่สมกับความเป็นประชาธิปไตย เพราะบ้านเมืองเรา ประชาชน ไม่มีจิตสำนึกเรื่องการเมือง ท่าน พุทธทาสภิกชุ ก็เคยบอกว่า ประชาธิปไตย คือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ถ้าหากว่า ประชาชนขึ้นมามีอำนาจแต่ไม่ได้ทำประโยชน์ให้ประชาชน คือ อำนาจของประชาชนเป็นใหญ่แต่ต้องทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน ถ้าไม่ทำ เกิดโจรขึ้นมาครองอำนาจบ้านเมืองก็ฉิบหาย ผมขยายความว่า ประชาธิปไตย คือ ประชา + ธิปไตย อำนาจของประชาชน ประชาธิปไตย ต้องเป็นอำนาจอันชอบธรรมในการบริหารราชการเรื่องที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักและเป็นใหญ่ นี่คือความหมายที่ครอบคลุมที่สุดของคำว่าประชาธิปไตย ฉะนั้น อำนาจต้องชอบธรรม อำนาจที่ทรงไว้ต้องชอบธรรม การใช้อำนาจต้องชอบธรรม การมีส่วนร่วมในอำนาจของประชาชนต้องชอบธรรม ซึ่งประเทศไทยยังไม่มี ประชาธิปไตยในบ้านเราจึงไม่เป็นจริง

อีกประการคือ ประชาชนเอาอำนาจเงินเป็นใหญ่ คือ ทุนนิยม สมัยก่อนเราถูกสอนว่า ทุนนิยมเป็นศัตรูอันร้ายกาจของสังคมนิยม แต่ปัจจุบัน เรายอมรับว่า “ทุน” สำคัญ แต่ต้องยอมรับว่า มันเป็นทุน “สามานย์” ตรงข้ามกับทุน “สัมมา” ทุนสัมมาคือเอาทุนมารับใช้สังคม ทุนสามานย์คือเอาสังคมมารับใช้ทุน นั่นทำให้ประชาธิปไตยไม่เป็นจริง น่าเสียดายที่ประเทศของเราอุดมสมบูรณ์แต่ขาดความคำนึงถึงความอุดมสมบูรณ์ เหมือนจดหมายเหตุวันวลิต สมัยอยุธยาบอกว่า “สูเจ้าคนไทย เกิดในถิ่นอันอุดม เหมือนเส้นหญ้าที่เกิดในดินอันอุดม ยิ่งตัดให้เกรียนเท่าไหร่ก็ยิ่งงอกงามขึ้นเท่านั้น” หมายความว่าพื้นฐานของเราดีมากๆ แผ่นดินของเรา หรือลักษณะอาณาเขตของประเทศไทยอยู่ในทำเลที่ดีที่สุด เรียกว่าดีที่สุดของโลกก็ยังได้ เหมือนคำพูดของ อาจารย์เสน่ห์ จามริก พื้นที่ทรัพยากรในโลกที่เหมาะสม มีอยู่ 7 เปอร์เซ็น ของโลก ประเทศไทยอยู่ใน 7 เปอร์เซ็นของโลก ประเทศไทยสามารถผลิตทรัพยากรเลี้ยงโลก แต่เราไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ ปล่อยให้ต่างชาติครอบงำเรามากเกินไป

ประสบการณ์ในสภาเป็นประสบการณ์ใหม่ เราเห็นอุปสรรคหนักหนาสาหัสคือ การแบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งฝ่าย เอาชนะกันด้วยเล่ห์เพทุบาบายต่างๆ เกมส์การเมือง ทำให้คำว่า “การเมือง” เป็นเรื่องสกปรก เป็นเรื่องการเอาเปรียบ เหมือนสมัยที่เราเรียน สมัยนักศึกษา ที่ว่า ชนชั้น มี 2 ชนชั้น ในสังคม คือ “ชนชั้น” ผู้กดขี่ กับชนชั้น ผู้ถูกกดขี่ แต่เราก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่อง “ชั้นชน” เพราะเป็นเรื่องของการลำดับความสำคัญที่จะต้องมีซึ่งกันและกัน แต่สังคมที่เอาเงินเป็นใหญ่ เรียกว่า บาทใหญ่ ความจริง มาจากคำว่า บาตร คือผู้มีบารมี แต่ในทางการเมืองเรียก บาทะ แปลว่า เงิน หรือ ตีน หรือเอาเรื่องของเงินเป็นใหญ่ ทุนสามานย์เป็นใหญ่ เอาความเห็นแก่ตัวเป็นใหญ่

แต่สิ่งที่ดีที่เราได้คือ ร่างกฎหมายเรื่องศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมันไปไม่ถึงไหน สรุปเรื่องบางเรื่อง ส่งไป ครม ส่งไปกระทรวง ก็ไปไม่ถึงไหน ผมสอบถามผู้ใหญ่ในกระทรวง เขาก็บอกว่า เขารังเกียจคำว่า สมัชชา เพียงเท่านั้น เขาก็เลยไม่ได้ผลักดัน ผมบอกว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับระบบราชการ ระบบการทำงานของกระทรวง ซึ่งไม่ได้รับการปฏิรูปเลย สิ่งที่ดีของผม คือ การเป็น สว. ได้รู้จักกับคนหลากหลาย ได้ทำความเข้าใจ พูดคุย ทำให้เข้าใจมากขึ้นว่า อุปสรรคหนักหนาคืออะไร

การทำงานตำแหน่ง สว. เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นห้องเรียนใหม่ เราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ทำให้เราเข้าใจว่า การเมืองเป็นเรื่องที่สกปรกมาก ใช้เงินซื้อเสียง ชาวบ้านก็ขอให้มีเงิน ยิ่งต่างจังหวัด ยิ่งคับแคบ ใครเป็นบ้านใหญ่ คนก็เกรงกลัวบารมี ไม่กล้าฝ่าฝืนคัดค้าน ภาวะอย่างนี้ มันไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่สามารถจะเกิดประชาธิปไตยได้เลย ประชาธิปไตยอย่างที่เป็นอยู่ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างที่ให้ความหมาย ถ้าเป็นอยู่อย่างนี้ การเลือกตั้งไม่มีประโยชน์อะไร นี่คือสิ่งที่ผมเห็น เมื่อไหร่พวกเราจะตื่นรู้กันสักทีว่า การเมืองเป็นเรื่องที่ควรทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก นี่คือการเมืองที่ผมเห็นและเข้าใจ

ธรรมมะกับเด็กและเยาวชน

การเมืองกับเด็กและเยาวชน ผมเห็นใจเพราะเราก็เคยเป็นอย่างนั้น ยุค 14 ตลา เราก็ปฏิเสธ เกลียดพวกนักการเมือง ใครที่เป็นเจ้าใหญ่นายโตเราไม่ชอบเลย พอเรามีประสบการณ์มากขึ้น ก็เข้าใจอีกขั้นหนึ่ง และทำให้เราเข้าใจเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีใครบอกเขาเลยว่าต้องทำอย่างไร เขายังใช้ท่าทีไม่ถูกต้องกับหลายเรื่อง ที่ควรจะต้องทำการอย่างมีท่าที ไม่ใช่ก้าวล้ำ ก้าวล่วง ก้าวเกิน เด็กเขาขาดประสบการณ์ สมัยเรา หลัง 14 ตุลา เราศึกษากันมากขึ้น ศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์สังคม วิธีกำหนดจิต จิตกับวัตถุ

ตอนนั้นผมก็ร่วมศึกษา เขียนเรื่องวัตถุนิยม ท่านอาจารย์พุทธทาส ในมรดกธรรมของท่านว่า เอาตัวออกมาจาวัตถุนิยม ซึ่งผมก็เถียงกับท่านว่า ไม่ได้เป็นเหยื่อหรือเป็นทาส แต่หมายถึงวัตถุมากำหนดจิต ท่านก็รับฟัง และหัวเราะหึๆ บางทีผมเขียนผิดๆ ท่านก็ท้วง ผมเคยไป กราบท่าน ท่านบอกว่า คุณเนาวรัตน์ ที่เขียนว่า อนัตตาไม่มีตนนั้น ไม่ใช่ อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่ตน มันมีตนแต่ไม่ใช่ตนตามที่เราไปยึด ผมคิดว่า เด็กรุ่นใหม่ขาดประสบการณ์เหล่านี้ ซึ่ง สมัยก่อนไม่มีการเรียนแต่มีกลุ่มศึกษา ปัจจุบันไม่มีกลุ่มศึกษา

งานศิลปะ ผมเขียนอยู่บทหนึ่งว่า “ศิลปะคือความงามคือความรัก เป็นประจักษ์ในจิตอันวิจิตร เป็นที่รวมความรู้สึกนึกคิด เป็นที่พัก ของชีวิตจิตวิญาณ“ คือเราเข้าใจธรรมมะ มันเป็นที่รวมความรู้สึกนึกคิด คือ ที่ใจคน มีบทบาทอยู่ 3 อย่าง คือ รู้สึก นึก คิด หมอทางจิตวิทยา บอกว่า คนถ้าเอาแต่รู้สึกเพียงอย่างเดียว เป็นโรคประสาท คิดอย่างเดียวก็จะเป็นโรคจิต นึกอย่างเดียวก็เป็นโรคซึมเศร้า อย่างที่เราเป็นทุกวันนี้ คือ รู้สึก นึก คิด แยกกันไปเลย แต่ความจริง ร่างกายให้สมดุลกันเอง ลองสังเกตบางคนเขย่าเท้า เขย่าตีน หรือใช้มือดึงผม บีบสิว แล้วก็คุยไปคิดไป คือร่างกายมันมาเตือนอยู่เรื่อยว่าอย่าเอาแต่คิด ซึ่งมันเป็นไปตามธรรมะ ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

ศัทพ์และความหมายทางพุทธ

รูป คือ วัตถุ หรือ กาย

จิต คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

วิญญาณ แปลความหมาย ญาณ คือ รู้ วิญ หรือ วิ คือ โดยยิ่ง หรือ ธรรมชาติที่รู้ยิ่ง หรือ มโนธาตุ

จิต คือ บทบาทวิญญาณ มี 3 อย่าง คือ เวทนา สัญญา สังขาร

เวทนา คือ จิตมารับรู้สึก สัมผัสทางประสาททั้งห้า

สัญญา คือ จำได้หมายรู้

สังขาร คือ ปรุงแต่ง

เรากลายความหมายของศัพท์ทางพุทธศาสนาเป็นวาทกรรมใหม่ เช่น เวทนา หมายถึง สงสาร , สัญญา คือ นิติกรรม ,สังขาร คือ ร่างกาย เราใช้วาทกรรมซึ่งไม่ได้มีความหมายเดิม แต่ในความหมายทางพุทธศาสนา เวทนา สัญญา สังขาร ก็คือ รู้สึก นึก คิด ซึ่งมีกาละอยู่ด้วย คือ รู้สึกเป็นปัจจุบัน นึกเป็นอดีต คิดเป็นอนาคต ศิลปวัฒนธรรม เป็นที่รวมความรู้สึก นึก คิด ของจิตวิญญาณ เป็นที่พักของชีวิต จิตวิญญาณ ถามศิลปินที่ทำงาน ศิลปินเขียนรูป เล่นดนตรี หรือ เขียนบทกวี ขณะที่เขาทำงาน เขาจะรู้สึกว่า เขาได้อยู่กับตนเองจริงๆ ซึ่งเป็นที่พักของจิตวิญญาณ

ธรรมะ ทำให้เรารู้จักตนเอง และอยู่กับตนเอง สิ่งที่หลายคนยังขาด คือ รู้จักตนเอง อยู่กับตนเอง ผมก็ไม่ได้รู้ทั้งหมด ความรู้ของคนก็มีอยู่ 3 ระดับ คือ รู้จัก รู้จิรง รู้แจ้ง เหมือนเรื่องราวของพระนิกายเซ็น มีพระสององค์เดินทาง องค์หนึ่งถามว่า น้ำลึกแค่ไหน อีกองค์ก็ผลักอีกองค์ลงไป คือถ้าบอกว่า น้ำลึก ก็รู้จักว่าลึก ,ลึก 2 เมตร ก็รู้จริง ,ตกลงไป ก็คือ รู้แจ้ง คนทำงานศิลปะได้อยู่กับประสบการณ์จริงๆ โดยไม่รู้ตัว แต่รู้ตัวว่า มีความสุข

ข้อเสียของศิลปินที่ทำงานศิลปะซึ่งเป็นการทำงานกับความงาม ทำให้หลงใหล ปลี้มปิติ ทำให้รู้สึกว่า คนอื่นไม่เหมือนกู ภูมิใจเหนือคนอื่น โดยไม่รู้ว่า ที่เราภูมิใจเหนือคนอื่นมันเป็นเรื่องของความอหังการ มีตัวตน ความจริงแล้ว คือ มีดสองคม ถ้าเราเพลี่ยงพล้ำกับกิเลส ก็เพลิดเพลินเป็นอหังการ แต่ถ้าเข้าใจก็จะพบว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้เราสงบเป็นปกติ

สากลกวี

สำหรับบทกวี ถ้าเขาแตกฉานในภาษาของเขา จึงจะเติบโตเป็น บกวีได้ เพราะบทกวีเป็นเพชรยอดมงกุฎ วรรณกรรมเป็นมงกุฎ บทกวีเป็นเพชรยอดมงกุฏ เพราะว่า ภาษา มันมีวิวัฒนาการทุกภาษา 1. มันมีรากฐานของมัน 2. มีพื้นฐานที่นำมาใช้กันต่างๆ 3.เป็นภูมิฐาน เมื่อใช้มัน ผมเคยเปรียบเทียบว่า “บทกวีคือเพชรพลอยของถ้อยคำที่เจียระไนมาจากผลึกของความคิด” ฉะนั้น ทุกภาษาจะมีเพชรพลอยของถ้อยคำของเขา การแตกฉานในภาษาของตนจึงสำคัญมาก เพราะเราคิดด้วยภาษา สื่อสารด้วยภาษา มีทั้งรากฐาน พื้นฐาน และภูมิฐาน ฉะนั้น บทกวีจะเป็นสิ่งที่ทุกภาษามี เพียงแต่ว่าเราให้ความสนใจแค่ไหน

ประเทศที่เจริญแล้ว จะให้ความสนใจเรื่องบทกวีมากๆ หรือประเทศที่ผู้นำสนใจเรื่องศิลปวัฒนธรรม อย่างเวียดนาม ลุงโฮ เปลี่ยนประเทศ เขาเป็นกวี จีน ก็มีวัฒนธรรมเกลื่อนกลืนใกล้กัน อย่างผมไปเวียดนามเพื่อเขียนแผ่นดิน เขามีคติว่า “มนุษย์งอกงามได้ด้วยบทกวี มั่นคงด้วยศีลธรรม เติมเต็มด้วยดนตรี ” เป็นคำของขงจื๊อ เด็กเวียดนามจึงเติบโตมาอย่างนั้น ซึ่งน่าเสียดายว่า ประเทศไทย มีบทกวี ด้วยอิทธิพลจากอินเดีย ศาสนา ชาดก แต่เราก็สร้างสรรค์เป็นบทกวีของไทยอีกเยอะมาก อย่างเรื่องขุนช้างขุนแผน ผมถือว่าเป็นวรรณกรรมเอกของชาติ เพราะเนื้อหาเรื่องราวและภาษา เป็นภาษาไทยและเป็นคำกวี คำกวี มิได้หมายความว่า คำคล้องจอง แต่ใช้คำว่า คล้องจองมาคล้องใจได้ด้วยนั่นละ

น่าเสียดายปัจจุบัน สิ่งแวดล้อม สถาบันการศึกษา ไม่ได้ให้ความใส่ใจ หรือ สนใจกับเรื่องนี้ เราตื่นตาตื่นใจกับความเป็นอื่น เหมือนคำที่ว่า “ตามเขาแล้วเก่ง คิดเองแล้วโง่” เดียวนี้ภาษาอื่น มีอิทธิพลเหนือภาษาเราอยู่มาก ถ้าเราไม่แตกฉานในภาษาของเรา เราจะเอาความคิดของเราไปรับรู้อื่นๆ ได้อย่างไร เพราะเราคิดเป็นภาษาไทย ฝันยังเป็นภาษาไทย ฉะนั้น เราต้องแตกฉานในภาษาของเรา แต่การจะแตกฉานได้นั้น 1. คนที่ชอบเรื่องนี้ 2. คนที่อ่านหนังสือเยอะๆ เหมือนอาจารย์ศิลป พีระศรี (Corrado Feroci) ว่า “นายไม่อ่านหนังสือนายจะรู้อะไร”

คนสารคดี วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

0

“การเล่าเรื่องแบบนิทาน เล่าเรื่องแบบเรียงความ เป็นเบสิกหรือพื้นฐาน แต่ถ้าจะเล่าเรื่องแบบสารคดี เราก็ต้องออกแบบการเล่า เหมือนเราดูหนัง ละครทีวี หรือ ภาพยนตร์ บางทีก็มาจากเรื่องจริง มีตัวละครสนทนากัน มีฉากสวยๆ การเขียนก็เป็นแบบนั้น ในส่วนของการบรรยายเราก็ต้องบรรยายให้สวย ให้สลด ให้เศร้า มันมีหลายระดับ เขียนออกมาก่อน เขียนความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ”

วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง ในวัยเยาว์อายุ 15 ปี ก้าวเดินออกจากโรงเรียน เลือกใช้ชีวิตเกษตรกร ทำสวนยาง ทำไร่กาแฟ จนวันหนึ่งเขามีโอกาสได้พบกับ “มหาวิทยาลัยชีวิต” หนังสือเล่มแดงที่ทำให้วีระศักดิ์ ค้นพบโลกใหม่ เรื่องราวในหนังสือกลายเป็นแรงบันดาลใจให้วีระศักดิ์วัยหนุ่ม ตัดสินใจกลับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง หลังจากนั้น เขาเรียนต่อมหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมชมรมวรรณศิลป์และออกค่ายอาสาพัฒนา ทำงานเขียนหนังสือและเติบโตในกองบรรณาธิการนิตยสาร “สารคดี” ตามรอยรุ่นพี่ เช่น วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ , อรสม สุทธิสาคร, สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ แตกฉาน ตกผลึกความคิด มุมมองหรือทัศนะอันมีต่อสารคดีในมิติการนำเสนอบนแพลตฟอร์มจึงลุ่มลึก น่าสนใจ น่าเชื่อถือ เช่น การใช้เอไอในการสร้างสารคดี การนำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงในรูปแบบ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ (Content Creator) หรือ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) ตามหลักการของสารคดี

“มหาวิทยาลัยชีวิต” หนังสือเปลี่ยนความคิด

บ้านเกิดผมอยู่จังหวัดกระบี่ อำเภอคลองท่อม หมู่บ้านอยู่ไกลมาก เป็นหมู่บ้านติดกับป่า เพื่อย้ำให้เข้าใจว่า ผมไม่รู้จักหนังสือหรือนักเขียน ผมรู้จักแต่คนในหมู่บ้าน ไม่เคยเดินทางไปไหนเพราะหมู่บ้านเราเป็นบ้านป่า ผมไม่อยากเรียนหนังสือ รู้สึกว่า การเรียนไม่มีประโยชน์ เราอยู่บ้านป่า ทำสวนยาง ผมรู้สึกว่า การเรียนหนังสือเป็นเรื่องทุกข์ทรมานมาก มีแต่ความไม่สุขและความทรงจำที่ไม่ดีกับโรงเรียน ผมเดินเท้าไปโรงเรียนระยะทางไกล 3 กิโลเมตร เพื่อเดินทางไปโรงเรียนประถมศึกษา เมื่อเรียนในโรงเรียนมัธยมต้องปั่นจักยานระยะทาง 5 กิโลเมตรเพื่อไปนั่งรถสองแถวแล้วเดินทางต่ออีก 14 กิโลเมตร รวมระยะทางเกือบ 20 กิโลเมตร ต้องตื่นนอนตี 5 กลับบ้าน 5 โมงเย็น ผมใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนอยู่กับความไม่สุข ทั้งที่ผมสามารถสมัครเป็นนักเรียนทุนคุรุทายาท แต่ผมไม่เอา เพราะภาวะไม่สุขและความกดดันในชั้นเรียน

เพื่อนนักเรียนชั้นประถมศึกษา ห้องเรียนเดียวกันกับผมราว 20 คน เลือกเรียนต่อชั้นมัธยม 3 คน ส่วนที่เหลือเลือกที่จะไม่เรียนต่อ ผมอยากเป็นเหมือนเพื่อนกลุ่มนี้ เข้าสู่วิถีเกษตร เมื่อเรียนชั้นมัธยม 3 ผมสบายใจและเลือกที่จะไม่เรียนต่อ แต่พ่อและญาติผู้ใหญ่ทุกข์ใจมาก เพราะเขาคาดหวังให้ลูกมีการศึกษา ส่วนญาติฝ่ายแม่ก็รับราชการ ตระหนักเรื่องการศึกษา พวกเขาผลักดันผมให้เรียนหนังสือ แต่ใจผมไม่เอา เมื่อเลิกเรียน ผมรู้สึกโล่ง เลือกใช้ชีวิต อยากทำอะไรก็ได้ทำ อยากเที่ยวก็เที่ยว อยากนั่งวงเหล้าก็ไป แต่ผมเป็นคนขยัน มีธาตุในการเอาการเอางาน ผมกรีดยางทุกวัน ทำสวนกาแฟ หักล้างถางพงโค่นต้นไม้ด้วยขวาน เผาไร่ เก็บกิ่งไม้สุมไฟเผาให้เกลี้ยง เตรียมพื้นที่เพาะปลูก

พ.ศ.2533 น้าของผมรับราชการครู ตอนใกล้เปิดเทอม น้าบอกว่า “อยู่เฉยๆ ช่วยซื้ออุปกรณ์การศึกษาให้น้าหน่อย น้าจะทำสื่อสอนเด็กนักเรียน” จังหวัดกระบี่บ้านเกิดของผมยังไม่เจริญ เราเดินทางไปจังหวัดตรัง ตัวเมืองตรังมีศูนย์กลางอยู่ที่หอนาฬิกา ตั้งอยู่บริเวณปลายถนนด้านหนึ่ง ส่วนปลายถนนอีกด้านหนึ่ง คือ สถานีรถไฟ ใกล้กับสถานีรถไฟมีร้านเครื่องเขียน ผมเดินเท้าตามถนนนสายนี้ จากหอนาฬิกาถึงสถานีรถไฟ ระหว่างทางเดินมีร้านหนังสือโชว์ปกหนังสือผ่านตู้กระจก หนังสือเล่มหนึ่งมีพื้นปกสีแดง มีเงาคนสีดำทาบอยู่บนปก เขียนข้างบนด้วยตัวอักษรว่า “มหาวิทยาลัยชีวิต” ภาพปกสีแดงและเงาคนสีดำที่มันเท่ส์มาก ก่อนนั้น ยามค่ำคืน ผมนอนฟังวิทยุคลื่นเพลงเพื่อชีวิต อ่านหนังสือ ทั้งหมู่บ้านมีคนอ่านเพียงคนเดียว มันเกิดขึ้นอย่างบังเอิญ เพราะหนังสือเล่มนั้น หลังจากนั้น ชีวิตของผมดีขึ้นเพราะเรายอมรับโรงเรียน นั่นเป็นผลมาจากการอ่าน “มหาวิทยาลัยชีวิต” ทำให้ผมรู้จักหนังสือและความบันดาลใจแรกที่อยากเป็น ตอนนั้น ผมไม่สนใจคนเขียน ตอนหลังถึงรู้ว่า คนเขียนคือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เมื่ออ่านหนังสือ มันรู้สึกแรงมาก ไม่รู้เพราะอะไร เราคิดว่า หนังสือเล่มนี้จะสอนบทเรียนชีวิตให้กับเราซึ่งกำลังแสวงหา เนื้อหาหนังสือเล่มนี้มันตรง มองเห็นความยิ่งใหญ่ในเรื่องเล่า

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เล่าว่า เขาเป็นเด็กบ้านนอกจากแปดริ้ว ฉะเชิงเทรา ปากแม่น้ำบางประกง เป็นลูกคนจน ชีวิตกว้างไกลได้พบเห็น ได้เป็นปัญญาชน เนื่องจากเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชีวิตอันยากลำบากเพราะพ่อเป็นตังเกเรือประมงตกงาน แม่และน้องหลายคนอยู่อย่างยากจน แม่เป็นแม่ค้าขายผลไม้ เขาเกิดเป็นลูกคนโต ชีวิตเสกสรรค์เปลี่ยนเพราะเรียนหนังสือ เมื่อเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แม่บอกไม่มีเงินส่งเรียน แต่เสกสรรค์ดิ้นรนจนได้มาเรียน แล้วเสกสรรค์ก็กล่าวถึงคำพูดของพ่อประโยคหนึ่งว่า “ถ้ากูได้เรียนหนังสือชีวิตก็คงไม่ต้องลำบากแบบนี้” ซึ่งต่อมา เขากลายเป็นผู้นำนักศึกษาเหตุการณ์ 14 ตุลา เสกสรรค์กลายเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวทางการเมือง ต้องหนีเข้าป่า เสกสรรค์พูดตอนท้ายว่า “วันหนึ่งผมอาจจะบ่นให้ลูกของผมฟังว่า ถ้าพ่อไม่เรียนหนังสือ ชีวิตอาจไม่ยุ่งเหยิงแบบนี้” เป็นสองประโยคที่เร่งเร้ารุนแรงมาก โดยเฉพาะประโยคหลัง ตอนนั้นผมคิดว่า ชีวิตคนจะยิ่งใหญ่ได้ ต้องเรียนหนังสือ

บทเรียนการเขียนในมหาวิทยาลัย

เรื่องราวในหนังสือ “มหาวิทยาลัยชีวิต” บันดาลใจให้ผมว่า “การเรียนสำคัญกว่าสิ่งที่เราเรียนในห้องเรียน” ผมได้ต้นแบบชีวิต ผมจึงตัดสินใจกลับไปเรียนหนังสือ รู้สึกว่า เราอยากเป็นแบบนั้น แต่เพื่อนรุ่นเดียวกันเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผมกลับมาเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผมจึงมีเพื่อน 2 รุ่น ช่วงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เรารู้จักการอ่านหนังสือ เราอ่านมหาลัยชีวิต เนื้อหาในหนังสือบอกเราว่า หนังสือแบบนี้ยังมีอีกเยอะมาก มีคนเขียนอีกหลายคน เช่น ธีรยุทธ บุญมี , สุรชัย จันทิมาธร ,ศิลา โคมฉาย เรารู้จักวรรณกรรมมากขึ้น ความใฝ่ฝันเริ่มมากขึ้น เรารู้จักคำว่า “เพื่อชีวิต” รู้จักคำว่า “กิจกรรมเพื่อสังคม”

เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผมสอบติดมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี แต่จากการอ่าหนังสือ ผมรู้ว่า ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงมีชมรมวรรณศิลป์ ชมรมวรรณศิลป์มี วิสา คันทัพ, ศิลาโคมฉาย ผมเลือกเรียนรามฯ เข้าชมรมวรรณศิลป์ แต่ทราบภายหลังว่าชมรมหายไปในช่วงที่ วัฒน์ วรรลยางกูร หนีเข้าป่า (6 ตุลา) ชมรมวรรณศิลป์ที่ผมรู้จัก เริ่มต้นใหม่หลัง พ.ศ.2520 ผมทำกิจกรรมกับชมรมวรรณศิลป์และชมรมใหม่ชื่อว่า ชมรมศิลปะวรรณกรรม ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง นอกจากทำกิจกรรมวรรณศิลป์ล ผมยังทำกิจกรรมกับกลุ่มค่ายอาสาพัฒนา เพื่อนกลุ่มนี้พาผมไปสัมผัสกับอีสาน เหนือ ได้เห็นโลกใหม่

พ.ศ.2538 เวลานั้น มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นพื้นที่แห่งการแสวงหา มีนักเขียน ศิลปิน มีฟรีคอนเสิร์ตเกือบทุกเดือน แอ๊ด คาราบาว ,หงา คาราวาน ,ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ เปิดเวทีการแสดง ผมดูคอนเสิร์ตโดยไม่ต้องซื้อบัตรสักครั้งเดียว อันนี้ก็เป็นการแสวงหาแบบหนึ่ง รวมทั้ง ทอดด์ ทองดี นักดนตรีใต้ดิน หรือ ศิลปิน วสันต์ สิทธิเขต ก็บรรยายในพื้นที่สาธารณะให้เราฟัง เพื่อนชมรมค่ายอาสาพัฒนาพาผมไปรู้จักกับชนบทภาคอีสาน ภาคเหนือ ผมนำเรื่องราวมาเป็นวัตถุดิบในการเขียน ผมศึกษามาจากมหาลัยชีวิต เราเรียกกว่าสิ่งนี้ว่า เรื่องเล่า เรื่องสั้น เพราะผมอ่านงานของนักเขียนรุ่นพี่ เขาเรียกงานของเขาว่า เรื่องสั้น ผมก็คิดว่า เรื่องที่ผมเขียนยาว 3-5 หน้าประดาษ เป็นเรื่องสั้นๆ ผมหัดเขียนแบบนั้น เมื่อเขียนเสร็จก็นำงานเขียนให้เพื่อนอ่าน เพื่อนบอกว่า มันคือสารคดี ไม่ใช่ Shot story มันเป็น Non-Fiction ผมเข้าใจทฤษฎีการเขียนในช่วงนั้น รุ่นพี่อ่านแล้วก็สอน แล้วเขาก็เสนอในการเขียนเรื่องสั้นว่า ควรมีการสร้างพล็อต ผมก็บอกเขาว่า ผมไม่พยายามปั้นเรื่องสั้น แต่จะเขียนเป็นสารคดี จากนั้นถึงเริ่มเข้าสู่เส้นทางสารคดี ใช้เวลาเรียนรู้อยู่ประมาณ 1 ปี

ผมมีเพื่อนที่ไกลห่าง เหตุผลที่ห่างกันก็เพราะเขาเพื่อชีวิตมากกว่าผม เขาทิ้งห้องเรียนเพื่อใช้ชีวิตอยู่บนดอย วันหนึ่ง ผมแบกเป้เดินทางไปหาเขา เพราะรู้ว่า เขาอยู่บนดอยบ้านน้ำบ่อใหม่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ผมรู้เท่านั้น ผมแบกเป้เดินทางใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง เมื่อเดินทางถึงอำเภอเวียงแหง ชาวบ้านบอกกับผมว่า ครูสองคนนี้เดินทางเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ แต่พวกเขามีเพื่อนเป็นครูดอยชื่อ องอาจ เดชา อาศัยอยู่ที่ตัวอำเภอเวียงแหง ชาวบ้านบอกว่า ถ้าคุณไม่มีที่พึ่งผมจะพาไปหาเพื่อนครูคนนี้ เขาก็คือ องอาจ เดชา หรือ ภู เชียงดาว เมื่อเจอกันครั้งแรกผมก็แนะนำและอ้างตัวว่า เป็นเพื่อนครูเสือ ครูเคน เขาตอนรับอย่างดี เขารู้ว่าผมเป็นนักเขียนฝึกหัด ภู เชียงดาว บอกผมว่า เขากำลังหัดเขียนบทกวีแล้วก็เอาสมุดบันทึกให้ผมดู ผมแนะนำให้เขาส่งบทกวีให้กับสำนักพิมพ์ เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ผมก็ตัดบทกวีที่ลงเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์เก็บไว้ให้ ภู เชียงดาว บางทีบทความของผมลงตีพิมพ์สารคดี ภู เชียงดาว ลงตีพิมพ์บทกวีฉบับเดียวกัน ผมก็รวบรวมตัดเก็บและส่งไปรษณีย์ให้เขา

ยุคสมัยนั้นเป็นยุคของสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่มีโลกออนไลน์ เวลาเราเขียนงานชิ้นหนึ่ง เป้าหมายการเผยแพร่ ต้องส่งให้กับบรรณาธิการหนังสือ ซึ่งในยุคใหม่ มีอินฟูเรนเซอร์ เขาไม่รู้จักบรรณาธิการ งานเขียนไม่ต้องผ่านบรรณาธิการ แต่ยุคสมัยก่อน ผลงานของเราต้องผ่านบรรณาธิการ เราก็เล็งว่า สนามไหนมีพื้นที่สำหรับงานสารคดี ซึ่งมีหนังสือพิมพ์รายวันที่มีเซ็กชั่น (Section) เสาร์อาทิตย์ หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์รายปักษ์ หนังสือพิมพ์รายเดือน ผมเริ่มส่งผลงานให้กับกองบรรณาธิการหนังสือฉบับต่างๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 ผมเรียนจบมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2540 เรียน 3 ปี เกรดเฉลี่ย 3 กว่า ผมคิดว่าจะทำงานเขียนอย่างจริงจัง ผลงานของผมลงในนิตยสารขวัญเรือน สยามรัฐรายวัน เพราะมีสิ่งที่เรียกว่าเซคชั่นชาวกรุง เนชั่นสุดสัปดาห์ สยามรัฐสุดสัปดาห์และนิตยสารรายปักษ์อีกหลายเล่ม ขณะนั้น พ.ศ.2539 ลมหายใจหรือความใฝ่ฝันของผมอยู่ที่การเขียน ไม่ว่าจะทำอะไร มันคิดถึงแต่เรื่องของการหาข้อมูล แม้แต่ตอนทำงานเป็น NGO ก็คิดว่ามันคือการหาข้อมูลเขียนหนังสือ

สารคดี สร้างคน สร้างความคิด

หลังจากเริ่มทำงานเขียนหนังสือ รายได้ก็ไม่พอสำหรับการดำรงชีพเพราะผลงานไม่ได้รับการตีพิมพ์อย่างสม่ำเสมอ ผมหางานทำ เริ่มทำงาน NGO ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่กับองค์กรสิทธิมนุษยชนเพื่อเก็บข้อมูล นำข้อมูลมาทำเป็นงานเขียน เช่น การรณรงค์กู้เก็บระเบิดตามแนวชายแดน หรือการลงพื้นที่ชุมชนต่างๆ กระเหรี่ยง ปกากะญอ ทางภาคเหนือ ผมเขียนหนังสือ ผลงานได้รับการตีพิมพ์ เติบโตตามวันเวลา ผมคิดว่า ผมเหมาะกับสารคดี พ.ศ.2546 ผมส่งผลงานให้กับกองบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ผลงานได้รับความสนใจจากบรรณาธิการ เขาชวนผมมาทำงานเป็นนักเขียนประจำกองบรรณาธิการ ก่อนทำงานในกองบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ผมมีผลงานตีพิมพ์นับร้อยชิ้น มีความมั่นใจ

นิตยสารสารคดี เป็นนิตยสารที่ใหญ่มากในยุคที่สื่อยังมีอิทธิพล เป็นสนามสำคัญซึ่งรวมชุมนุมจอมยุทธด้านการเขียน ผมเรียนรู้จากกองบรรณาธิการและบรรณาธิการบริหาร วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เขาไม่สอนแบบครูสอนนักเรียน แต่สอนด้วยการลงมือทำ หรือพากันทำงาน (Skill) เวลามีคนส่งต้นฉบับ บรรณาธิการจะให้ความเห็น เราก็จะเรียนรู้ว่า ผลงานชิ้นนี้ดี หรือไม่ดี ผมเรียนรู้ตามธรรมชาติ เรียนรู้เรื่องการถ่ายภาพ การทำงานที่กองบรรณาธิการนิตยสารคดี การทำงานกับการเขียนหนังสือกลายเป็นสิ่งเดียวกัน เราคุยกันว่า อยากจะทำเรื่องอะไรแล้วก็ลงพื้นที่กันจริงๆ ก่อนอยู่กองบรรณาธิการ เรามั่นใจ แต่บางทีความมั่นใจก็ทำให้เกิดอัตตา อีโก้ หรือ กบในกะลา เพราะการที่เราเก่งเล็กๆ น้อยๆ แล้วทำงาน เราก็คิดว่าเราเก่งเยอะ ตอนเข้าไปทำงานกองบรรณาธิการ เรารู้จักโครงสร้างหรืองานทั้งหมด มันเป็นเรื่องการคิดประเด็น ลงพื้นที่ และทำงานเขียน แล้วก็ระดมความคิดร่วมกัน ซึ่งในด้านอุดมคติ เราได้ทำตรงกับสิ่งที่ชอบ

กองบรรณาธิการนิตยสารสารคดีเข้าใจเด็กหนุ่ม ไม่ได้เบรก กดดัน ประทะ แม้กระทั่ง บรรณาธิการ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการก็แนะนำว่า “ให้รู้จักแยกหลัก แยกรอง” บางที่เรามองย้อนดู เราก็คิดว่า เราโอหังเกินไปในเวลานั้น เรารู้สึกละอายตนเอง ถ้าถามว่า การทำงานในกองบรรณาธิการนิตยสารสารคดีกดดันหรือไม่ ตอบว่าไม่กดดัน แต่ถามว่า มาตรฐานการทำงานสูงมั้ย ตอบว่า มาตรฐานการทำงานของนิตยสารคดีสูงมาก แล้วเราก็รู้ตนเองด้วยว่า สิ่งที่เราทำมันเล็กมาก เราอาจมีงานตีพิมพ์นับร้อยชิ้น แต่มันเป็นงานขนาดเล็กมาก ส่วนงานเขียนในนิตยสารสารคดีเป็นเรื่องใหญ่ตีพิมพ์หลายสิบหน้า บางสิ่งที่เราเรียนรู้มันเป็นเพียงแค่ชั้นประถมหรืออนุบาล ความจริงโลกของสารคดีกว้างใหญ่ เราค่อยๆ เรียนรู้

ผมเติบโตมาจากการทำงานเป็น NGO การลงพื้นทำให้เราโน้มเอียงข้างชาวบ้าน เรารู้สึกว่า มันอยุติธรรม แต่งานสารคดี เราจะร้องทุกข์หรือช่วยคนอื่นไม่ได้ เข้าข้างชาวบ้านไม่ได้ สิ่งที่ทำคือชวนคนอ่านมาตระหนักรู้ในปัญหา สารคดีเป็นการเล่าข้อมูลให้ฟัง ส่วนคนอ่านจะตระหนักปัญหาชาวบ้านหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของคนเขียนสารคดี นี่คือสิ่งที่ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการ สอน เพราะตอนเริ่มทำงานในกองบรรณาธิการ เราเอียงเข้าข้างเหมือนกระบอกเสียงชาวบ้าน ความจริงทำได้ แต่งานที่เผยแพร่ ต้องเป็นการเล่าข้อมูล ไม่ใช่เชิญชวน ถ้าชวนก็จะเป็นบทความ นี่คือหลักการ

ผลงานที่ลงตัวและเป็นที่รู้จัก เกิดขึ้นใน พ.ศ.2547 เรื่อง คนฟังเสียงปลา ภูมิปัญญาพรานทะเลแห่งจะนะ เป็นเรื่องชาวประมง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงงานแยกก๊าช ซึ่งความจริงเป็นการสร้างท่อก๊าชมาเลเซีย เมื่อผมลงพื้นที่ก็มีคนแนะนำให้รู้จักชาวบประมงพื้นบ้านชาวมุสลิม เขาใช้หูฟังเสียงปลา เรียกว่า “ดูหลำ” แปลว่า คนฟังเสียงปลา ทำหน้าที่แทนเรด้าหรือโซนิค ผมติดตามชีวิตของเขาและเล่าเรื่องนี้ แล้วก็บอกคนอ่านว่า ชาวประมงกลุ่มนี้อยู่ที่จะนะ สถานที่ซึ่งกำลังจะมีโครงการก่อสร้างท่อก๊าช ถ้ามีท่อก๊าช อาชีพนี้ยังจะอยู่หรือเปล่า แล้วทิ้งท้ายว่า จะมีปลาให้จับไม่มีวันหมดถ้าไม่มีโรงแยกก๊าช เมื่อผลงานถูกเผยแพร่ก็ถูกใจคนอ่าน ผลงานทำให้ผมเป็นที่รู้จักและเป็นผลงานพ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มแรกที่พิมพ์กับสำนักพิมพ์สารคดี

ครูสารคดีมหาวิทยาลัยและค่ายสารคดี

นอกจากการเขียนสารคดี ผมยังเรียนรู้เรื่องการสอน มหาวิทยาลัยเชิญผู้ปฏิบัติจริงมาบรรยายให้ความรู้กับนักศึกษา เป็นอาจารย์พิเศษ หรือบรรยายพิเศษ บรรณาธิการส่งผมไปบรรยายเหมือนถีบผมลงน้ำ ผมก็เล่าว่า สารคดีทำอย่างไร เวทีแรก ผมบรรยายที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมพูดตามที่ผมรู้สึก แต่ผมคิดว่านักศึกษาบางส่วนเข้าใจ เพราะในช่วงหลัง นักศึกษาตามมาขอสัมภาษณ์ หลังจากนั้น นิตยสารสารคดีก็ทำค่ายสารคดี

ช่วงหลังอาจารย์เชิญไปคุยที่คณะ อาจารย์ประจำวิชาถามถึงสไลน์สื่อการสอน ถามถึงเอกสารประกอบการสอนรายวิชา ผมเริ่มเขียนเป็นข้อๆ ต้องคิดประเด็น เขียน ลงพื้นที่ การคุย สัมภาษณ์ สะสมเรื่อยๆ พ.ศ. 2560 ก็มีนับร้อยข้อ จัดเป็นเหมวดใหญ่ เมื่อรวมกันไว้เยอะก็ทำเป็นหนังมือชื่อ “วิชาสารคดี” เป็นพื้นฐานของสารคดี หลักใหญ่คือ คิด เก็บ เขียน คิดก็คือ คิดประเด็น เก็บคือการลงพื้นที่เก็บข้อมูล ข้อมูลจากการดู ข้อมูลจากการค้นคว้า หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการเขียน เป็นการออกแบบวิธีการเล่า เหมือนภาพยนตร์ที่ออกแบบการเล่า เป็นวเลา 2 ชั่วโมง

สารคดีแบ่งภาค อย่างไร ตัดเรื่องอย่างไร ตัดสลับ เล่าจากหน้าไปหลังหรือหลังไปหน้า ระหว่างที่เขียนข้อมูลหรือเรื่องราวอะไรที่ไม่ชัดเจน เราต้องคิดใหม่ บางทีก็ต้องกลับไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวใหม่ จากนั้น เราต้องแบ่งเป็นข้อมูล แบ่งเป็นเทคนิคการนำเสนอ ผมคิดว่า โลกของสารคดีมี 9 ห้อง เหมือเราเข้าไปในคอนโด เราเข้าไปในห้อง ก็จะมีห้องย่อย พอเข้าไปในห้อง ก็จะมีตู้ ลิ้นชัก นี่เป็นสิ่งที่ผมตกผลึก หรือร้อยเรียงมาจากประสบการณ์การสอน วิชาสารคดีเป็นวิชาที่ผมสอนมาเป็นเวลา 25 ปี หนังสือ “วิชาสารคดี” อ่านเล่มนี้แล้วรู้แน่

ค่ายสารคดี มันเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 ผมไปค่ายในฐานะพนักงานใหม่ของออพฟิต ผมสังเกตการณ์ในครั้งแรก รุ่นพี่ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ , อรสม สุทธิสาคร, สุวัฒน์ อัศวไชยชาญ ผมอยู่หลังห้อง ผมจำได้ว่า พี่สุวัฒน์พูดถึงเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นเรื่องที่ผมอ่านมาแล้ว เป็นการนำงานของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล มาชำแหละ ผมก็เลยเข้าใจความคิด พี่สกล เกษมพันธ์ นำภาพสารคคดีมาให้ดู ภาพบรรยากาศตอนเที่ยงวัน พูดถึงเทคนิคการถ่ายภาพด้วยการปิดรูรับแสงให้ภาพที่ได้ออกมามืดดูหม่นหมอง เพื่อสื่อถึงความล้มของเศรษฐกิจ หรือสื่อถึงเรื่องราวของสังคมชุมชน ชาวบ้าน ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการพัฒนา บางทีก็ทำให้ฉากหน้าสว่างแต่ฉากหลังมืด เราเห็นรอยเท้าไดโนเสาร์ที่พี่สกลเทน้ำลงไปบนรอยเท้า มันไม่เกินจริง ไม่ใช่เป็นการสร้างภาพ แต่ทำให้เกิดมิติ แล้วก็เล่นในเงาแดดในรอยเท้าไดโนเสาร์ เพื่อเชื่อมโยงกับกาลเวลาหลายร้อยบล้านปี มันเป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้

พ.ศ.2549 วันชัย บรรณาธิการ พาไปเล่าเรื่องประสบการณ์การเขียนซึ่งวัยของผมไล่เลี่ยกับคนเรียน ในปีเดียวกันอาจารย์ไพฑูรย์ ธัญญา ท่านทำค่ายวรรณกรรมสัญจร ซึ่งเป็นค่ายที่อายุเยอะสุดในเมืองไทย ผมไปเพราะท่านบอกว่าไปพูดเลย ไม่ต้องสอน มันทำให้ผมมั่นใจ ผมจำได้ว่า ผมมาโชว์ตัว ผมไม่ได้มาสอน ผมมาบอกว่า ผมเป็นนักเขียนจริง เหมือนดารา เรามาโชว์ตัวว่านักเขียนมีตัวตนจริงๆ เป็นแบบนี้ มันได้ผล มีนักศึกษาที่สนใจการเขียนสารคดีมาคุยด้วย

การสอน การเรียนรู้ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหมือนหลวงปู่ชาสอนธรรมมะให้ชาวต่างชาติ แล้วก็มีคนถามว่า ท่านพูดอย่างไรให้เขารู้เรื่อง ทั้งที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่เป็น ท่านก็ตอบแบบขำๆ การที่โยมเลี้ยงหมาที่บ้าน โยมพูดกับมันได้หรือ? เหมือนคำว่า “ทำให้รู้ ดูให้เห็น” ท่านพุทธทาส ท่านก็สอนแบบนั้น สารคดีก็เช่นกัน การใช้ชีวิตร่วมกัน พบปะพูดคุยทำให้เราเกิดความมั่นใจ ตอนหลังก็สอนได้ เราทำมานานและเริ่มบอกนักเขียนใหม่ได้ว่า หลักการเขียนสารคดีเป็นแบบนี้ สามารถพูดให้ฟังได้ แต่ถ้าจะทำก็ต้องฝึกทำ ฝึกคิดประเด็น จะลงพื้นที่ก็ทำด้วยกัน การสัมภาษณ์ไม่ต้องพูดเก่ง เป็นการพูดคุย เป็นคนธรรมดา เพราะเราไม่ได้บันทึกเทปการสนทนา ไม่ได้ออกรายการโทรศัพท์ โง่เราก็ถามโง่ ไม่ต้องเหมือนกันคนสัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ ไม่เข้าใจก็ถามซ้ำๆ แต่เราต้องการสาระของเรื่องราว บางทีเราก็ร่วมวงเหล้าไปกับเขา บางทีเขาก็ข่มเราบ้างตามประสาขี้เมา แต่เรื่องเล่าของคุณจะเป็นเรื่องเล่า อันนี้เป็นการ “เก็บ”

ทัศนะและคำถามถึงอนาคตของสารคดี

สำหรับงานสารคดี ในแง่มุมองของผม พัฒนาการด้านการเล่าเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านอาจไม่เท่ากับเรา ความซับซ้อนในการเล่าเรื่องน้อยกว่า ผลงานระดับสากลที่ผ่านการแปล มีงานสารคคีที่ไปได้ไกลกว่างานในประเทศของเรา โดยเฉพาะงานสารดดีของยุโรปหรืองานตะวันตก งานเหล่านี้เป็นงานที่กรองแล้ว งานของเขาอาจมีงานขั้นพื้นฐานที่ไม่ต่างจากงานของประเทศไทย แต่งานที่คัดมาแปล ต้องยอมรับว่า เขาไปได้ไกลในเรื่องประเด็นและกลวิธีการเล่าเรื่อง ประเด็นลึกและไกล แต่ก็อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องของต้นทุนการผลิตด้วย

เป้าหมายการเขียนเรื่องจริง เรื่องแต่ง แตกต่างกันอย่างไร ?

เป้าหมายของ สารคดี (Non-Fiction) กับ บทกวี เรื่องสั้น หรือ นิยาย (Fiction) เราต้องแยกออกเป็นหัวข้อ หัวข้อหนึ่งซึ่งผมพูดได้ก็คือ เป้าหมายที่แตกต่างกันในงานแต่ละประเภท บันเทิงคดี ร้อยแก้ว หรือ Fiction เป้าหมายของมัน คือ ความบันเทิงที่แฝงข้อคิด ถ้าเป็นนิทานจะสอนตรงๆ ส่วนวรรณกรรมต้องซึมลึกเข้าไปในจิตสำนึก คืออ่านแล้วต้องประทับใจ เช่น เราอ่านแลไปข้างหน้าทำให้เราอยากเรียนหนังสือเพื่อรับใช้คนอื่น หรือ สิทธารถะ ของ แฮร์มัน เฮสเซ เวลาอ่านเราอยากให้เราลงลึกในทางพุทธธรรม คืออ่านแล้วไม่สั่งไม่สอน แต่เราอ่านแล้วเรารู้สึกจริง อันนี้คือ Fiction ส่วนสารคดี เป็นข้อมูลความรู้ อ่านสารคดีเรื่องนี้เพื่อจะรู้เรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ความรู้แบบวิชาการแต่เป็นความรู้ที่อ่านรื่นรมย์

เมื่อเป้าหมายต่างกัน จึงเปรียบเทียบกันยาก เมื่อสารคดีเป็นสาระความรู้ จึงไม่สามารถสร้างให้เป็นบันเทิงเหมือนเรื่องแต่ง (Fiction) เพราะตัวสารไม่เอื้อเพราะหลักการมันบังคับ ถ้าเราแต่งเติมข้อเท็จจริงเรื่องราวก็จะกลายเป็นเรื่องแต่ง (Fiction) บางครั้งสารคดีน่าเบื่อเราก็ต้องยอมรับ เราจะแข่งเรื่องความสนุก ความรื่นเริงทางภาษาอาจจะไม่ได้ นอกจากนั้น หากเราแต่งเรื่องในสารคดี ความน่าเชื่อถือจากคนอ่านจะลดลง เราสร้างภาษาด้วยเป้าหมายและขนบที่ต่างกัน อยู่ที่ว่า เราแข่งขันจากเกณฑ์อะไร ถ้าทำเพื่อความรื่นรมย์ก็สู้ Fiction ไม่ได้ แต่หากอ่านเพื่อความรู้ คนอ่านต้องอ่านสาคดี เพราะจะอ่านความรู้จาก Fiction ไม่ได้ เพราะคนแต่งไม่ได้อิงกับข้อเท็จจริง 100 เปอร์เซ็น

มีเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริง (Non-Fiction) กับเรื่องแต่ง (Fiction) ?

คนในวงการเขียนหนังสือจำนวนหนึ่งกำลังพยายามจะบอกว่าเรื่องแต่ง (Fiction) หรือ เรื่องจริง (Non–Fiction) เส้นแบ่งมันเลือนจนกลืนกลายและยากที่จะแยก แต่ผมเห็นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่า เส้นแบ่งของงานประเภทนี้ยังแจ่มชัดและยังคงต้องยังอยู่ จะทำให้เกิดความไม่ชัดเจนไม่ได้ เพราะมันเป็นงานคนละประเภท

ข้อมูล ข้อเท็จจริง เป็นความจริงทั้งหมด ?

เราต้องแบ่งเรื่องราวออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ข้อมูล 2.กลวิธีการเล่าเรื่อง ข้อมูลต้องเป็นเรื่องจริง 100 เปอร์เซ็น แต่วีธีการเล่าเรื่อง เราสามารถสร้างสรรค์ได้ ไม่ต่างจากจาก Fiction เขาสร้างสรรค์อย่างไร เราก็สามารถสร้างสรรค์ได้เหมือนเขา เพราะในการเล่าเรื่องไม่ถูกบังคับว่าห้ามสร้างสรรค์ แต่ตัวสารต้องจริง 100 เปอร์เซ็น เส้นแบ่งก็อยู่ตรงนี้ คือ ตัวสารต้องจริงหมด ถ้าเมื่อไหร่ที่เจือปนสิ่งที่ผู้เขียนแต่งเพิ่ม มันก็กลายเป็น Fiction ไม่ใช่ Non – Fiction ถ้าเราแต่งเพียงนิดเดียวมันก็กลายเป็นเรื่องแต่ง เราต้องแยกข้อมูลกับวิธีการเล่าเรื่อง

การเล่าเรื่องแบบนิทาน เล่าเรื่องแบบเรียงความ เป็นเบสิกหรือพื้นฐาน แต่ถ้าจะเล่าเรื่องแบบสารคดี เราก็ต้องออกแบบการเล่า เหมือนเราดูหนัง ละครทีวี หรือ ภาพยนตร์ บางทีก็มาจากเรื่องจริง มีตัวละครสนทนากัน มีฉากสวยๆ การเขียนก็เป็นแบบนั้น ในส่วนของการบรรยายเราก็ต้องบรรยายให้สวย ให้สลด ให้เศร้า มันมีหลายระดับ เขียนออกมาก่อน เขียนความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือ อันนี้เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด ถ้าฝันอยากบันทึกควรเริ่มแบบนี้ ครูจับมือเขียนไม่ได้ บังคับไม่ได้ ไม่เหมือนกับการเข้าแถว แต่การเขียนไม่เป็นแบบนั้น คุณเอาสิ่งที่มีอยู่ออกมาเป็นเรื่องเล่าก่อน

เมื่อเราเขียน เราก็ต้องขัดเกลา เพราะเรื่องเล่า เป็นงานเขียน ไม่ใช่จดหมายเหตุ เราเล่าแต่จุดสำคัญ จุดไม่สำคัญเราตัดทิ้งได้ อย่างเราเล่าเรื่อง การออกไปเที่ยวกับเพื่อน เราไม่ต้องเล่าว่า เราตั้งนาฬิกาปลุก 6 โมง เราเริ่มไปถึงแล้วเพื่อนด่าว่าเรามาสายก็ได้ หรือเริ่มเรื่องตอนสิ่งสำคัญในการเที่ยววันนี้ มีลำดับขั้น เบื้องต้นเราต้องแปลงสิ่งที่เราคิดออกมาเป็นตัวหนังสือก่อน เรื่องร้อยบท บางอย่างต้องคุยเรื่องรายละเอียด ซึ่งในบางครั้ง เราต้องให้ตัวละครออกมาสนทนากันเองบ้าง นักเขียนอย่าเล่าเองหมด เป็นเทคนิคหนึ่งเหมือนการสร้างหนัง สำหรับเรื่องเล่าของต่างประเทศ เราก็จะมีฉบับแปล ยุคสมัยที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ มีงานแปลเยอะมาก ทั้งต่วย’ตูน NG หรือ นิตยสาร National Geographic Thailand เราได้มองเห็นโลกกว้างในเรื่องสารคดี

สารคดีต้องประเมินโดยคนอ่าน ?

การประเมินจากผู้อ่าน คือการที่จะบอกว่า เรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ผู้อ่านก็มีส่วนในการประเมินครึ่งหนึ่ง ถ้าเมื่อไหร่ ผู้เขียน สร้างสรรค์วิธีการเล่า หรือไม่ได้สร้างสรรค์ จนคนอ่านรู้สึกว่า เรื่องนี้มันไม่จริง ทั้งที่เป็นเรื่องจริง นั่นแสดงว่า คุณเล่าไม่สำเร็จทั้งที่เรื่องที่เล่ามาเป็นเรื่องจริง และไม่ได้จงใจแต่งเรื่อง เพราะเราไม่ได้เล่าอย่างมีเหตุมีผล ไม่ได้เล่าข้อมูลไม่หมด จนเรื่องเล่ากลายเป็นเรื่องไม่จริง อันนี้ยังเป็น Non – Fiction แต่เป็นเรื่องเล่าที่ไม่สำเร็จ หรือคนอ่านไม่เชื่อ ซึ่งจะโยงกันไม่กี่ประเด็น 1.เส้นแบ่งมันแจ่มชัด 2.คนเขียนต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง สารที่เล่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมด พยายามสร้างสรรค์การเล่าให้สนุก ให้ดี ไม่ต่างจาก Fiction 3. เรื่องสุดท้ายก็คือผู้อ่าน ถ้าคนอ่านไม่เชื่อว่าเป็น Non – Fiction ก็มีปัญหาด้านการเล่าเรื่องไม่สำเร็จ

สัญญะ (Sign) สัญลักษณ์ สัณญาณชีวิต อุเทน มหามิตร

0

“หลายปีมานี้ผมเขียนงานนามธรรม (Abstract) ส่วนงานเขียนหนังสือการเล่าเรื่องซับซ้อนขึ้นแต่อ่านง่ายขึ้น เล่มล่าสุดเป็นเรื่อง “โต๊ะทำงาน” มีความหมกมุ่นบางอย่าง ใช้สัญลักษณ์ (Symbolic) ที่จับต้องได้ มีโต๊ะทำงาน มีแสง มีเงา โต๊ะทำงานของเราอาจนั่งเขียนบนหิน หรือมีแมวนั่งบนโต๊ะทำงาน เหมือนจับต้องได้มากขึ้น แต่ก็ยังเป็นเชิงเหนือจริง (Surrealism) การใช้ศิลปะในงานวรรณกรรม การใช้สัญลักษณ์ในงานวรรณกรรม การจัดวางองค์ประกอบตัวละคร เราไม่ได้วางองค์ประกอบตัวละครหลักไว้ตรงกลางของเฟรมเพื่อสื่อถึงบางอย่าง งานเขียนสัญลักษณ์ อย่างหนังสือเรื่อง “แมวดำ” เป็นการเล่าเรื่องโดยเล่นกับสัญลักษณ์เดิม แต่เล่นกับมันได้มากขึ้น”

อุเทน มหามิตร ศิลปินนักเขียนผู้ได้รับรางวัลศิลปินศิลปาธร สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2563 เรียนศิลปะจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มทำงานแผนกศิลปกรรมมูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา เขียนภาพสีน้ำ ทำภาพประกอบสื่อ เขียนหนังสืออย่างจริงจัง ณ อาศรมวงศ์สนิท ใช้ชีวิตในชุมชนทวนกระแส จังหวัดนครนายก เขาเขียนหนังสือควบคู่กับการวาดภาพนามธรรม (Abstract) หนังสือที่เขาทำด้วยมือ หนังสือที่เข้าเล่มโดยอุเทน มหามิตร จึงมีความหมายมากกว่าเรื่องราวที่เขานำเสนอเป็นตัวอักษร แต่หมายถึงการใช้เทคนิคทางศิลปะเพื่อสื่อถึงเรื่องราวบางอย่าง เช่น การใช้สัญลักษณ์ (Symbolic) ที่จับต้องได้ภายในเรื่องราวและแสดงสัญลักษณ์ผ่านภาพประกอบหนังสือ หรือ การจัดวางตำแหน่งตัวละครไว้ในเรื่องราวโดยใช้เทคนิคการวางองค์ประกอบศิลป์ การใช้สัญญะ (Sign) ใช้สัญลักษณ์ (Symbol) จึงมักถูกค้นพบในผลงานของเขา

นักเรียนวิทยาศาสตร์สู่นักศึกษาศิลปะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผมเติบโตในครอบครัวขนาดเล็ก เป็นลูกชายคนเดียว มีแรงกดดันเพราะความคาดหวังจากครอบครัว พวกเขาอยากให้ผมประกอบอาชีพรับราชการแต่ผมเป็นเด็กดื้อ ดื้อพอที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง เมื่อนึกย้อนกลับไปในอดีตในวัยเรียน ผมไม่ใช่เด็กเรียนดี แต่สอบติดโควต้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะการสอบคะแนนทักษะวาดเขียนนั้นสูง ผมเลือกคณะคณะวิจิตรศิลป์ อาจเป็นโชคชะตาเพราะผมไม่เคยเรียนวาดรูป ไม่ได้เรียนพิเศษวาดรูปเพื่อเข้าเรียนคณะวิจิตรศิลป์ แต่ผมเป็นเด็กที่ชอบวาดรูป วันสอบโควต้าเป็นการสอบวาดภาพ “เครื่องจักสาน” ผมวาดภาพไม่เสร็จ รูปภาพของผมมีพื้นที่ว่างเหลืออีก 20 เปอร์เซ็น แต่ผมทำงานละเอียด งานค่อนข้างเนี้ยบ

หลังสอบเสร็จ ผมคิดว่า ผมคงสอบไม่ติดเพราะวาดภาพยังไม่เสร็จ กระทั่งสอบสัมภาษณ์ผมก็สอบถามอาจารย์ว่า ทำไมผมถึงสอบเรียนคณะวิจิตรศิลป์ได้ ท่านบอกว่า ผมมีแววด้านศิลปะ มีความตั้งใจและสามารถเขียนภาพลงรายละเอียดได้ดี เมื่อผมสอบติด ตอนเรียนวาดภาพ วาดหุ่นนิ่ง วาดภาพนู้ด ภาพวิวทิวทัศน์ Landscape หลายครั้ง ผมวาดภาพไม่เสร็จ แต่อาจารย์ผู้สอนท่านก็ไม่ซีเรียสเพราะการทำงานศิลปะของแต่คนไม่เหมือนกัน บางคนทำงานศิลปะ 3 วัน บางคนใช้เวลาทำงานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ แต่วัสดุที่เราใช้เป็นแบบวาดรูปอย่างผลไม้และดอกไม้ ผ่านไป 4-5 วันก็แห้งเหี่ยว เริ่มเน่าเสียในตอนย่อยสลาย

เพื่อนหลายคนเรียนจบอาชีวะศึกษา บางคนจบช่างศิลป์ ผมเรียนจบโรงเรียนมัธยม ทักษะการทำงานด้านศิลปะหรือ Skills ผมตามเพื่อร่วมชั้น กระทั่งเรียนถึงปี 4 ทักษะการทำงานศิลปะของผมเริ่มสูงขึ้น มีข้อได้เปรียบเรื่องความสดใหม่ ความคิดใหม่ เมื่อเรามีทักษะ ความคิดใหม่ก็ถูกนำมาใช้ในงาน คะแนนส่งงานจึงปรับเพิ่มขึ้น เพราะตัวงานและ concept แข็งแรงและลงตัวขึ้น เพราะเราพยายามปรับตัว การคบเพื่อน เพิ่มทักษะการทำงาน พูดคุยกับอาจารย์ผู้สอน ผมใช้เวลามากเลยในการปรับตัว

เดินทางตามสัญญาณชีวิตหรือหมุดหมาย

หลังเรียนจบ ผมเดินทางไปอินเดียเพื่อสมัครเรียนที่ศานตินิเกตัน (Santiniketan) เพราะได้รับแรงบันดาลใจจาก รพินทรนาถ ฐากูร กวีนิพนธ์ชาวอินเดีย ผมสอบไม่ติดจึงใช้ชีวิตที่จังหวัดพะเยา พ่อฝากผมกับคนรู้จักให้ทำงานที่มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ผมทำงานแผนกศิลปกรรม ทำโครงการเก็บภาพแหล่งน้ำ วาดสีน้ำทำภาพประกอบสื่อ ผมเดินทางดูเส้นทางสายน้ำที่ไหลรวมกันเป็นกว้านพะเยา รวบรวมผลงานศิลปะแสดงนิทรรศการที่หอวัฒนธรรมนิทัศน์ จังหวัดพะเยา ต่อมาผมพำนักที่อาศรมวงศ์สนิท ใช้ชีวิตในชุมชนทวนกระแส จังหวัดนครนายก อยู่แบบพึ่งพาตนเอง ทำงานกึ่งอาสาสมัคร ไม่มีเงินเดือนแน่นอน มีเงินยังชีพ เราทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน มีนักคิด นักเขียน จิตรกร เปิดมุมมองหลายอย่าง ผมเขียนภาพสีน้ำ ภาพทิวทัศน์ ทะเลหมอก เก็บภาพดอกไม้ใบหญ้าในอาศรม เริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจัง หนังสือหลายเล่มในห้องสมุดของอาศรมทำให้ความคิดผมตกตะกอน ผมวาดภาพน้อยลงแต่ลงมือเขียนหนังสือมากขึ้น

ต่อมา ผมพำนักที่อุโมงค์ศิลปธรรม มูลนิธิที่นา (The Land ) ผู้ดูแลคืออาจารย์ คามิน เลิศชัยประเสริฐ ผมทำงานเป็นศิลปินประจำแกลเลอรี่ (artist licensing) มีโอกาสทำโปรเจ็กซ์ One year ซึ่งเปิดรับสมัครศิลปินที่สนใจแนวคิดว วิถี ปรัชญาธรรมชาติ เช่น การศึกษาดูงานลุงฉลวย แก้วคง ทำพุทธเกษตร จังหวัดนครสวรรค์ ศึกษาดูงานที่วัดป่าสุคะโต ใช้ชีวิตอยู่วัด กลับมาปลูกข้าว เกี่ยวข้าว ทำงานศิลปะ หลังจากนั้นเดินทางไปประเทศนอร์เวย์เพื่อสร้างบ้านไทยในโครงการศิลปะซึ่งนอร์เวย์เป็นผู้จัดขึ้น กลุ่มศิลปินไทยสร้างปฏิมากรรมเป็นบ้านเรือนไทย บ้านเมืองน่าอยู่ทั้ง สภาพอากาศ ภูมิทัศน์ พระอาทิตย์เที่ยงคืน

ผมอยู่ในปรัชญาพุทธแต่ไม่ได้ซึมซับมากมายขนาดนั้น การศึกษาพุทธปรัชญาก็เหมือนการอ่านงานเขียนของ นักคิด นักเขียน หรือกวีนิพนธ์ที่เราชอบ เราศึกษางานของเขามากกว่าเปิดหนังสือปรัชญาศาสนาพุทธเพื่อศึกษา ผมศึกษาวิธีการเขียน จังหวะการเขียน Elements ในงานเขียน ผมเดินทางในสายวรรณกรรมมากกว่าพุทธปรัชญา

หลังกลับจากประเทศนอร์เวย์ คุณพ่อรับผมจากอุโมงค์ศิลปธรรม ซื้อรองเท้า เสื้อผ้า ตัดผม สมัครสอบสัมภาษณ์แล้วเขาก็รับผมทำงาน ผมทำหน้าที่เป็นครูสอนศิลปะเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาที่เชียงรายเป็นเวลา 3 ปี การทำงานกับเด็กเป็นพลังบวก เป็นพลังอีกแบบ พลังของความเป็นเด็ก ป่วน แต่คาเร็กเตอร์ส่วนตัว เมื่อผมทำงานกับเด็กจะเกิดเสียงก้องอยู่ในหัว เมื่อทำงานสัก 2-3 วันก็จะหายไป เสียงของโรงเรียน เสียงเด็ก เสียงวิ่งเล่น ตอนแรกคิดว่า เป็นปัญหาหรือเปล่า แต่เราก็คิดว่าไม่ได้เป็นปัยหาแบบปม เพียงแค่เราต้องพักหรือปรับตัว ผมทำงานในแกลเลอรี่ที่จังหวัดเชียงราย พำนักอยู่กับศิลปินอังกฤษ อัจฉริยโสภณ สถานที่เป็นห้องแถว 2 ชั้น ชั้นบนเป็นแกลเลอรี่ ชั้นล่างเป็นร้านเกาเหลาเลือดหมูชื่อ “สหรส”

ศิลปินผู้ทำงานศิลปะและต่อต้านศิลปะ

ตอนนั้น พวกเราพยายามเฟ้นหาและนำเสนอศิลปินรุ่นใหม่ ยิ่งมีชื่อเสียงเราก็ยิ่งอยากนำผลงานของเขามาแสดง ผมทำงานกับอังกฤษแกลเลอรี่เพราะการทำงานถูกกับจริตของเรา ทำงานแนวทางเดียวกัน ช่วงเวลาว่าง ผมทำงานเป็นครูสอนศิลปะโรงเรียนวิศานุสรณ์ กระทั่งอังกฤษแกลเลอรี่ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ ส่วนผมเป็นศิลปินประจำแกลเลอรี่อยู่ที่พัทยา ที่นั่นมีทุน มีค่าครองชีพ มีที่พัก มีสตูดิโอ การทำงานเป็นไปตามข้อตกลง แต่ผมไม่มีโอกาสได้แสดงผลงานศิลปะซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก เหมือนเราสร้างภาพยนต์มาเรื่องหนึ่งแต่่ไม่มีโรงฉายภาพยนตร์ ภายหลังกลับมาอยู่บ้าน ผมทำงานเป็นศิลปินอิสระ

เวลาเขียนหนังสือ ผมพยายามเขียนไม่ซ้ำรอยกับผลงานที่เคยทำ แต่บางครั้ง เมื่อกลับมาอ่านงานของตนเอง เราก็จะรู้สึก มึน คำถามจะผุดขึ้นในสมอง เรากำลังเขียนอะไร? ทำไมเขียนแบบนี้? บางครั้งหงุดหงิด ทำไมเราต้องใช้เทคนิคเหมือนการเล่นกายกรรม เรามีเชื้อการทำงานศิลปะ แต่ในทางตรงข้าม เราก็ต่อต้านศิลปะ หมือนกับการตั้งคำถามกับงานที่เรากำลังทำอยู่ เช่น ทำไมเราต้องออกแบบของใช้เป็นรูปทรงแบบนี้ เริ่มตั้งคำถาม ต่อต้าน สงสัย อยากจะฉีกออกมาจากกรอบ เชื้อการต่อต้านศิลปะ (Anty Art) ไม่ใช่การขบถ แต่เป็นการตั้งคำถาม เราอยากให้งานพัฒนา แต่เมื่อดูลำดับงาน ผลงานลำดับที่ 2 ดีกว่าลำดับที่ 5 แต่เราก็ถือว่าเป็นขั้นตอนการพัฒนา เมื่ออายุมากขึ้นก็ทำให้เข้าใจว่า ไม่ต้องไปตัดสินงานเดิมๆ ผมทำงานเขียนหนังสือมากกว่างานวาดภาพ เราต้องพิสูจน์ตนเอง รางวัลศิลปาธรเป็นเครื่องยืนยัน เป็นข้อพิสูจน์ เป็นเครื่องการันตีความเป็นศิลปิน แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะมีความมั่นคงตลอดชีวิต รางวัลเพียงบอกว่า พวกเขาเห็นเรา รู้คุณค่าสิ่งที่เราทำคืออะไร เชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ

หลายปีมานี้ผมเขียนงานนามธรรม (Abstract) ส่วนงานเขียนหนังสือการเล่าเรื่องซับซ้อนขึ้นแต่อ่านง่ายขึ้น เล่มล่าสุดเป็นเรื่อง “โต๊ะทำงาน” มีความหมกมุ่นบางอย่าง ใช้สัญลักษณ์ (Symbolic) ที่จับต้องได้ มีโต๊ะทำงาน มีแสง มีเงา โต๊ะทำงานของเราอาจนั่งเขียนบนหิน หรือมีแมวนั่งบนโต๊ะทำงาน เหมือนจับต้องได้มากขึ้น แต่ก็ยังเป็นเชิงเหนือจริง (Surrealism) การใช้ศิลปะในงานวรรณกรรม การใช้สัญลักษณ์ในงานวรรณกรรม การจัดวางองค์ประกอบตัวละคร เราไม่ได้วางองค์ประกอบตัวละครหลักไว้ตรงกลางของเฟรมเพื่อสื่อถึงบางอย่าง งานเขียนสัญลักษณ์ อย่างหนังสือเรื่อง “แมวดำ” เป็นการเล่าเรื่องโดยเล่นกับสัญลักษณ์เดิม แต่เล่นกับมันได้มากขึ้น ช่วงวัยรุ่น ผมรู้สึกต่อต้านหลายสิ่งหลายอย่าง เวลาอ่านหนังสือ เห็นว่าเขาเขียนหนังสือดี ชอบเรื่องนี้มาก แต่เราก็รู้สึกว่า เราจะไม่เขียนแบบนี้ เพราะมีคนเขียนได้ดีอยู่ เราไม่เขียนแข่งกับเขา เราต้องค้นหาแบบฉบับของเรา ช่วงวัยรุ่นผมมีความรู้สึกต่อต้านหลายอย่าง การอ่านเป็นการบอกตนเองว่า เราจะไม่เขียนซ้ำเหมือนเขา อ่านเพื่อจะลุ่มหลง แล้วผลักออกไป ให้เหลือแต่กระดาษเปล่า

ศิลปะเด็กและศิลปะบำบัด ( Art Therapy )

เหตุการณ์สึนามิเมื่อ พ.ศ.2547 ผมลงพื้นที่ร่วมกับชาวบ้านทำงานอาสาสมัครเต็มเวลา ที่เกาะลันตา เกาะเหลา ภูเก็ต ยังไม่ทันตื่นนอน เด็กๆ ก็จะมาปลุกให้ตื่นเพื่อออกไปทำกิจกรรม วาดรูป เล่นน้ำ งมหอย หรือ ขุดหมึก บางครั้ง พวกเราเดินทางด้วยเรือข้ามฟากจากเกาะเข้าเมืองเพื่อซื้อสีและกระดาษ ผมเริ่มต้นทำงานเป็นอาสาสมัคร มองเห็นว่าการใช้ศิลปะเพื่อบำบัดยังไม่มี ส่วนใหญ่เป็นเพียงอาสาสมัครวาดรูปกับเด็ก ผมมองว่า เราอาจทำงานศิลปะเพื่อบำบัดชุมชน ทำโครงการจบเป็นงานเขียนหนังสือหรือการแสดงนิทรรศการศิลปะของเด็ก ผมเขียนโครงการได้รับงบประมาณเพื่อทำกิจกรรม ตอนนั้นงบประมาณเรื่องสึนามิมีเยอะมาก ผมทำงานศิลปะกับเด็กอยู่ในพื้นที่เป็นอาสาสมัครเป็นเวลา 3 เดือน ทำโครงการ 9 เดือน อยู่ในพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมเวลาประมาณ 1 ปี 6 เดือน แล้วจึงกลับมาพำนักอยู่ที่อังกฤษแกลเลอรี่ จังหวัดเชียงราย

เด็กชาวเกาะหลายคนพูดไทยได้เล็กน้อย ด้วยความเป็นเด็กชนเผ่า เขาเป็นชาวนาอีฟ (Naive) ความเป็นนาอิฟในงานศิลปะเป็นสิ่งน่าตี่นเต้นมากๆ ผมยอมรับว่า เราวาดภาพไม่ได้แบบเขา มันเป็นช่วงจังหวะชีวิตของเขาที่กำลังรอเรือ หรือชิ้นส่วนของเรือเพื่อจะนำมาประกอบเป็นเรือออกทะเลหาปลาอีกครั้ง พวกเขาอยู่ในศูนย์อพยพฟื้นฟูคอยคนมาช่วยเหลือ รอเครื่องยังชีพ 1 วัน หรือ 2 วัน ต่อครั้ง ผมอยู่กับเขาในช่วงเวลานี้ แน่นอนว่า มันต่างจากเวลาที่เขาออกเรือหาปลาในทะเล พวกเขาเป็นยิปซีทะเล เขามีอิสระ ไม่มีรั้วบ้าน เมื่ออาศัยอยู่ศูนย์อพยพฟื้นฟู เราจะมองเห็นความกดดันเมื่อเขาไม่สามารถทำงานได้ตามวิถีชีวิตเดิมของเขา

ตัวอย่างครอบครัวหนึ่งไปหาหอยมาขายแล้วขายไม่หมด พ่อเอาเงินไปซื้อเหล้าส่วนแม่ก็ไม่พอใจ ผัวขี้เหล้าเมียติดการพนันเป็นปัญหาครอบครัว เมียด่าผัวที่กำลังเมา ผัวโกรธก็ถือมีดวิ่งไล่แทงเมียรอบบ้าน เด็กๆ ตามผมให้ไปดูครอบครัว ผมเข้าไปห้าม กระชากมีด เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดผมก็ต้องรับซื้อหอยที่ขายไม่หมด ภายหลังผมก็พบว่า หอยที่ซื้อมาเป็นหอยเน่า ผมปลอบเด็กที่เป็นลูกของเขา หลังจากนั้นผมมานั่งคิด เป็นเรื่องเสี่ยงเหมือนกัน เหตุการณ์นี้และหลายเหตุการณ์ เราทำงานเกินหน้าที่ ทั้งเรื่องดีและเรื่องเสี่ยงๆ เรื่องดีๆ ส่วนใหญ่ป็นเรื่องเด็กๆ นอกจากการวาดภาพ ผมทำสมุดทำมือเล่มเล็ก ทำเป็นสินค้าเพื่อเป็นของที่ระลึก หารายได้สำหรับเด็ก พวกเขามีความสุขมาก ตอนแรกเด็กในโครงการของผมมีเพียง 10 คน หลังจากเริ่มมีรายได้ มีเด็กเพิ่มขึ้นเป็น 20-30 คน ตอนนั้นรายได้เป็นสิ่งที่เขาต้องการเพราะพวกเขาเป็นชาวประมงที่ออกเรือหาปลาไม่ได้

ฮวก – อรุณรุ่ง สัตย์สวี ดนตรี ชีวิตและลมหายใจศิลปิน

0

ใครบางคนเปรียบว่าข้าคือเบี้ย

ต่ำเตี้ยสุดบนกระดานการเมืองถ่อย

เป็นไพร่พาลด่านหน้าค่าเพียงน้อย

จักกี่ร้อยกี่พันไม่ทันกล

เบี้ยยอมพลีชีพเพื่อผู้เหนือกว่า

สัจธรรมธรรมดาอย่าสับสน

เป็นลูกไล่ปลุกปั่นเป็นกันชน

หนีไม่พ้นถูกหลอกออกไปตาย

อรุณ ศรีสวัสดิ์ หรือ ฮวก – อรุณรุ่ง สัตย์สวี ศิลปินท้องถิ่นเชียงใหม่ที่เกิดและเติบโตจากถิ่นอีสาน เขาสืบเชื้อสายไทย ลาว เวียดนาม เติบโตในบรรยากาศวัฒนธรรมที่ผสมผสาน หลังเรียนจบศิลปะที่วิทยาลัยครู เริ่มเขียนเพลง เขียนบทกวี ทำงานศิลปะ เข้ากรุงเทพเล่นดนตรีเลี้ยงชีวิตนาน 2 ปี ก่อนจะเดินทางด้วยรถไฟท่องเที่ยวเชียงใหม่ เริ่มหลงใหลและตัดสินใจตั้งรกรากทำงานศิลปะ เล่นดนตรี สร้างร้านอาหาร “สุดสะแนน” กลายเป็นศูนย์รวมของกลุ่มนักคิด นักเขียน ศิลปิน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสิ่งแวดล้อม ผลงานบทกวี “เบี้ย” ของอรุณรุ่ง สัตย์สวี แสดงออกอย่างชัดเจนซึ่งทัศนะทางการเมืองไทยกระทั่งได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากเวทีพานแว่นฟ้าปี 2556 ส่วนผลงานดนตรีก็เป็นที่ยอมรับในกลุ่มศิลปิน

คนไทยที่เติบโตในวัฒนธรรมที่หลากหลาย

ผมเกิดและเติบโตที่ภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี พ่อเกิดเมืองไทย ลูกครึ่งลาวเวียดนาม ส่วนแม่เกิดที่ลาวข้ามแม่โขงมาอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ผมจึงมีเชื้อสายเวียดนาม เขาเรียกว่า “เวียดเกียว” หรือ เวียดนามพลัดถิ่น (เวียดกิ่ว หรือ Việt Kiều) ปู่เปิดร้านขายลาบ พ่อเป็นนักดนตรี สอนดนตรี สอนภาษาเวียดนามให้คนไทย สอนภาษาไทยให้เด็กเวียดนาม คนในครอบครัวเล่นดนตรีทุกคน พี่สาวเล่นดนตรีไทย พี่ชายเล่นกีตาร์ เบส บ้านเราจะเป็นศูนย์รวมของนักดนตรีวัยชรา มีวงดนตรีแตรวง ชุมนุมกันที่บ้าน เราผูกพันกับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก

พ.ศ.2520 ตอนเรียนประถม กำลังจะเรียนภาษาเวียดนาม พี่สาวเลิกเรียนพิเศษ เรียนภาษาเวียดนาม ช่วงที่กำลังจะเรียนภาษาเวียดนาม กลับถูกห้าม เป็นยุคที่รัฐบาลไทยต่อต้านคอมมิวนิสต์ ภาษาเวียดนาม ตำราเวียดนาม ถูกเผาทำลาย โรงเรียนสอนภาษาเวียดนามถูกยกเลิก ถูกห้าม เป็นช่วงการเมืองแรง เราอยู่ในโรงเรียนก็จะถูกล้อ (Bully) เขาจะล้อเราว่าเป็น “ลูกแกว” เราไม่รู้สึกอะไร แต่เสียดายโอกาสที่ไม่ได้เรียนภาษาเวียดนาม เพราะเรื่องการเมือง เรื่องลัทธิ จำได้ว่า พ่อเอาตำรามาเผาหลังบ้าน ในยุคนั้นเราถูกแอนตี้ แต่มีผลกระทบแต่ไม่มาก อำนาจเจริญถือว่าคนเวียดนามถือว่าไม่เยอะ ที่นครพนม มุกดาหาร ไม่ค่อยมีปัญหา คนเชื้อสายลาวก็หัดพูดเวียดนาม แต่อำนาจเจริญก็มีปัญหาแต่ก็ผ่านมาได้

ที่บ้านวิถีชีวิตเป็นแบบเวียดนาม ทานอาหารเวียดนาม ผสมกับวัฒนธรรมลาว บนโต๊ะก็จะมีอาหารเวียดนาม อาหารลาว มีแจ่ว มีป่นปลา มีลาบ มีข้าวเกรียบปากหม้อ มีก๋วยจั๊บญวน เป็นการผสมผสานวัฒนธรรม อาหารบางอย่างก็ไม่รู้ว่าเป็นอาหารไทย ลาว หรือเวียดนาม

เรื่องดนตรีในชุมชนเวียดนาม ก็เล่นเพลงภาษาเวียดนาม เพลงยุคสมัยนั้น ก็จะเป็นเพลงปฏิวัติ เพลงเชิดชูลุงโฮ เพลงกล่อมลูกก็เป็นเพลงปฏิวัติเวียดนาม เพลงเชิดชูลุงโฮจิมินห์ ร้องเป็นภาษาเวียดนาม อย่างเราก็ร้องเพลงเวียดนาม บทกวีหลายชิ้นเราก็เขียนออกมาในบรรยากาศเวียดนาม เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในงานเขียน เรื่องความอดทน เรื่องการต่อสู้ เพื่ออิสรภาพ ซึ่งบ้านเราในยุคสมัยนั้นก็ยังไม่มี บรรยากาศแบบเวียดนามก็ใช้ได้ งานบทกวีเราเขียนแบบบ้านเวียดนาม เราก็มีบรรยากาศบางอย่างที่เขาไม่มี เราก็จะได้สัมผัสกับบ้านที่มีอีกวัฒนธรรมหนึ่ง

แจ้งเกิดศิลปิน อรุณรุ่ง สัตย์สวี

เมื่อเติบโต เรียนจบมัธยมก็เรียนต่อวิทยาลัยครู เอกศิลปะ ไม่ได้ทิ้งการเล่นดนตรี มีเวลาเขียนอย่างจริงจังช่วงเรียนปริญญาตรี ตอนนั้นพบกับพี่ชวด ก็ชวนกันทำเพลง ทำเทปใต้ดิน เขียนบทกวีทำมือขาย เริ่มเข้าไปช่วยเพื่อนที่กำลังเคลื่อนไหวทางสังคม มีม๊อบเกษตร เดินขบวนยุทธศการลำตะคอง เดินเท้าจากลำตะคองโคราช เข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนร้องสินค้าการเกษตรตกต่ำ คัดค้านการสร้างเขื่อน เราอยู่กับเขาเป็นเดือนๆ ตัวดำ เวทีการแสดงว่างก็ขึ้นไปเล่นดนตรี ได้ประสบการณ์ เก็บเรื่องราวเป็นบทกวี เรื่องสั้น เริ่มส่งงานเขียนสู่สำนักพิมพ์ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย พอมาอยู่เชียงใหม่ก็จริงจังมากขึ้น เราถึงบอกว่า ถ้าคนทำงานศิลปะน่าจะมาอยู่เชียงใหม่เพราะมีสังคมคมทำงานศิลปะ ทำให้เราฮึกเหิม อย่างอ้ายแสงดาว ตัวดี เป็นคนยุยง

หลังเรียนจบผมเข้ากรุงเทพฯ ทำวงดนตรี เล่นดนตรี 2 ปี ใช้ชีวิตอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ อยู่ด้วยกัน 4 คน เล่นดนตรีเสร็จก็กินเหล้า วันไหนซ้อมดนตรีก็ไปแบบแฮงค์ๆ อากาศร้อนนั่งเบียดกันในแท็กซี่ ซ้อมดนตรีเสร็จก็กลับไปเล่นดนตรีกลางคืน เล่นดนตรีเสร็จก็กลับห้องมาแบบเมาๆ เป็นวงรอบ (Loop) เป็นวังวนอยู่แบบนี้ 2 ปี เขียนเพลงไว้หลายเพลงแต่เมื่อยู่กรุงเทพฯ ไม่มีโอกาสได้เล่นเพลงของตนเอง ไม่มีโอกาสได้ทำเพลงของตนเอง มันไม่มีแรงบันดาลใจ

ช่วงนั้น นั่งรถไฟมาเที่ยวเชียงใหม่ มาหาเพื่อน เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาอยู่ได้สองสัปดาห์ก็ติดใจ อยู่ต่อ เริ่มหางานทำ เล่นดนตรี ทำดนตรี เขียนบทกวี เขียนเรื่องสั้น ส่งตามนิตยสาร เป็นช่วงเวลาค้นหาชีวิต ค้นหาช่องทางการนำเสนอผลงานแต่ละประเภท ช่วงหลังผมเริ่มเป็นที่รู้จัก งานเขียนส่วนใหญ่ได้ลงตีพิมพ์เผยแพร่โดยใช้นามปากกา “อรุณรุ่ง สัตย์สวี”

ช่วงเริ่มต้นชีวิตในเชียงใหม่เราโชคดีที่รู้จักกับ อาจารย์เทพศิริ สุขโสภา ท่านมีที่ดินอยู่หน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนั้น กลุ่มศิลปินทำชุมชนศิลปะดนตรี ชื่อ”แทปรู้ด โซไซตี้” ชุมชนสำหรับคนทำงานศิลปะ ทำงานดนตรี สร้างบ้านอยู่พื้นที่เดียวกัน อาจารย์เทพศิริ ท่านมีที่ดิน มีไม้แผ่น มีโครงสร้างบ้าน เราโชคดีที่ไม่ต้องเช่าบ้าน เราเอาไม้แผ่นตีเป็นพื้น ผนัง สร้างเป็นบ้าน เอาตัวรอดด้วยการเล่นดนตรีกลางคืน แล้วเราก็เจอปัญหา

ธุรกิจเลี้ยงชีวิตที่เชียงใหม่

ความจริงเชียงใหม่น่าอยู่ เป็นเมืองที่มีทุกอย่าง มีธรรมชาติ เดินทางสะดวก ค่าครองชีพต่ำ แต่เราก็เจอปัญหาที่ทุกคนต้องเจอ คือ รายได้ต่ำ งานดนตรีไม่ค่อยมี เล่นดนตรีอาทิตย์ละ 2-3 วัน เล่นเพลง คาราบาว คาราวาน คนด่านเกวียน เล่นตามผับ บทเพลงของตนเองแทบจะไม่ได้เล่น ช่วงเวลากลางวันว่างๆ ก็หางานทำ เปิดร้านก๋วยจั๊บญวน เมื่อทำร้านก๋วยจั๊บเพื่อนก็สนับสนุนให้ทำเป็นร้านเหล้า จากร้านก๋วยจั๊บก็กลายเป็นร้านอาหาร ร้านเหล้า เล่นดนตรี กลายเป็นเวทีให้เราได้แสดงผลงาน สมัยก่อน ไม่มีที่จะให้เราเล่นเพลงของตนเอง หลังจากนั้น สุดสะแนน ก็เติบโตเลี้ยงปากท้อง เป็นหม้อข้าว

ตอนเราทำงานเพลงชุดแรก ต้องรอกระทั่งร้านปิด หลังเที่ยงคืนจึงเข้าห้องบันทึกเสียง ทำเพลงครั้งละ 2 เพลง เงินหมดก็รอขายของได้แล้วก็เข้าห้องอัดใหม่ ยุคสมัยนั้น เชียงใหม่คล้ายกับกรุงเทพฯ แต่เชียงใหม่มีขนาดเล็กกว่า เชียงใหม่มีคนต่างชาติ วัฒนธรรมมากับคนต่างชาติ มาพร้อมกับศาสนา มาพร้อมกับดนตรี นักท่องเที่ยวที่มาเชียงใหม่ จะต่างจากนักท่องเที่ยวภาคใต้ที่ชอบเที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ ทางนู้นเค้าจะคึกคัก ปาร์ตี้ ส่วนเชียงใหม่จะชอบความเงียบสงบ ชอบธรรมชาติ ชอบดนตรี ทำให้คนเชียงใหม่คุ้นชินกับอะไรที่ใหม่ จังหวัดอื่นนานทีเขาจะเจอนักท่องเที่ยว เขาจะรู้สึกแปลกๆ ไม่คุ้นเคย ส่วนเชียงใหม่จะเป็นเรื่องปกติ บางทีนักท่องเที่ยวเปิดเพลงให้ฟัง เราก็ฟัง ซาว์ดดนตรีแปลกดี คือถ้าเมื่อ 20 ปีก่อน ถ้าเป็นที่อื่น ยากมากที่จะทำงานศิลปะ ส่วนที่เชียงใหม่ทำได้ ทำได้ง่ายมาก และเป็นเรื่องพิเศษ

การทำดนตรี อาจเป็นช่วงวัยที่ต้องการนำเสนอสิ่งที่ตนเองคิด อะไรก็ได้ที่ทำได้ดีที่สุด แต่แนวคิดคือ ทำให้ง่ายที่สุด ทำให้เป็นจริง เรามีเครื่องดนตรี 3 ชิ้น ทำงานในสตูดิโอ เล่นจริงให้เหมือนตอนทำงานในสตูดิโอ เสร็จงานสตูดิโอต้องเล่นได้ ยิ่งมีเทคโนโลยียิ่งทำง่าย งานเพลง ชุดแรก ชุดสอง มีเครื่องดนตรีเพียง 3 ชิ้น บางเพลงมีกีตาร์ตัวเดียว เราอยากจะใส่อะไรเยอะกว่านั้นก็ได้ แต่เราคิดถึงความเป็นจริง เราลดลงให้เหลือน้อย ให้ง่าย เวลาเล่นก็สมจริง น่าฟัง งานเพลงมีเนื้อเพลง บทเพลงก็เป็นบทกวีชนิดหนึ่งที่มีท่วงทำนอง เวลาทำเพลงก็ไม่ต่างกัน ไม่ต่างจากทำบทกวี บางทีขัดเกลาบทกวีเป็นปี เหมือนกับเนื้อเพลง เพียงแต่รูปแบบที่นำเสนอไม่เหมือนกัน บทเพลงบางเพลงก็ทำมาจากบทกวี เหมือนบทกวีของพี่ถนอม ไชยวงแก้ว เราได้อ่านประทับใจ เจอตัว ก็ขอนำมาใส่ทำนอง หลายเพลงที่เป็นบทกวีเรานำมาใส่ทำนองแต่บทเพลงบางเพลงก็คือบทกวี สมัยก่อนก็จะมีโอกาสพบปะกับไพฑูรย์ พรหมวิจิตร , แสงดาว ศรัทธามั่น ซึ่ง ยุยงให้ทำร้านก๋วยจั๊บเป็นร้านเหล้า “สุดสะแนน”

พื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดและอุดมการณ์

ตั้งแต่สมัยเรียน เรามีแนวคิดเรื่องการเมืองและมนุษยชน งานเขียนงานมีเรื่องราวเหล่านี้มาตั้งแต่แรก เพื่อนเราหลายคนทำงานเป็น NGO แต่เราอยู่หลายแวดวง เราอยู่ในแวดวงนักดนตรี คนทำงานศิลปะ เขียนหนังสือ NGO แต่พวกเราไม่มีที่ให้แลกเปลี่ยน ซึ่งในช่วงเวลานั้น เป็นจังหวะที่ลงตัว ส่วนใหญ่ก็จะรวมตัวกันที่ “สุดสะแนน” ถือว่าเป็นความโชคดี กิจกรรมก็จะมีเยอะ ใครมีความคิดอะไรก็จะเสนอแล้วก็ทำกิจกรรมกัน

จังหวัดเชียงใหม่มีเสน่ห์ เหมาะกับพื้นที่ทำงานศิลปะ แต่งานศิลปะเป็นงานที่ไม่สร้างรายได้ในทันที ปัญหาใหญ่คือเรื่อง เศรษฐกิจ เมื่อมาอยู่เชียงใหม่แล้วจะรอดได้หรือเปล่า เป็นหมือนเมืองอุดมคติ เมื่อใช้ชีวิตจริงๆ มันมีเรื่องเศรษฐกิจ หลายคนต้องกลับบ้าน แต่ก็มีความได้เปรียบหลายอย่าง หลากหลาย มีธรรมชาติ ถ้าเราใช้ชีวิตอย่างพอเพียงก็อยู่ได้ สร้างงาน สร้างเครือข่าย อย่างน้อยอยู่เชียงใหม่เราก็ไม่โดดเดี่ยว แต่ถ้าเราทำอะไรสักอย่างที่จังหวัดอื่นๆ มองภาพแล้วลำบาก แต่ถ้าคนที่มีชื่อเสียง มีพื้นที่อยู่แล้ว เขาก็ทำที่ไหนก็ได้ แต่สำหรับคนเริ่มต้น เชียงใหม่เป็นพื้นที่เหมาะมาก

สำหรับร้านอาหาร “สุดสะแนน” เป็นวิถีชีวิต เป็นสิ่งที่ต้องทำ เป็นงานประจำ เราเป็นนายตนเอง การทำร้านอาหารบังคับเรา ทำให้เรามีวินัย มีกิจวัตรที่ต้องทำ เวลาก่อนหน้านั้นจะเป็นเรื่องส่วนตัว ตื่นนอนต้องคิดลูกจะกินอะไรดี ถ้าลูกไปโรงเรียนเราก็ทำงาน เขียนเพลง เขียนบทกวี เขียนเรื่องสั้น ดูหนัง ส่วนใหญ่การทำงานศิลปะ จะทำตอนกลางคืน ตอนลูกหลับ

เราใช้เวลาครึ่งชีวิต หรือ 26 ปี ทำร้านอาหาร ประสบการณ์ทำงาน การแก้ปัญหา ตอนเปิดร้านเราไม่คิดเรื่องธุรกิจ เป็นเพียงร้านอาหารที่อยากเล่นเพลงตนเอง อยากให้เป็นอาชีพเลี้ยงปากท้อง เป็นหม้อข้าว เมื่อเติบโตขึ้นมา ทำให้เราต้องทำธุรกิจ อย่างเรามีน้ำชาให้กินฟรี แล้วมีคนบอก เอาน้ำชามาให้กินฟรีไม่ได้ เพราะเราขายมิกเซอร์ไม่ได้ ทำให้เราฉุกคิดจะทำอย่างไรดี เราจะทำตามธุรกิจ ถ้าเราเลิกน้ำชาฟรี ก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเขามากินน้ำชาฟรี มันก็เซฟเขามาก เปิดร้าน 26 ปี บางเรื่องเพิ่งคิดได้ ประสบการณ์เท่านั้นที่จะทำให้เราทำแบบนี้ได้ สุดสะแนนสถานที่ใหม่มีปัญหาเรื่องเสียง มันเป็นชุมชน เกิดเสียงรบกวนเพื่อนบ้าน เราจึงตัดวงดนตรีแบนด์ เหลือโฟล์ค เวลาจัดงานอีเวนต์ ก็ขออนุญาต เครื่องเล่นก็จะเป็นไวโอลิน กีตาร์ เชลโล่ อารมณ์ของการเล่นประจำร้าน กับเล่นอีเว้นท์ ส่วนใหญ่ก็จะเล่นเพลงของตนเอง นำเสนองานของตนเอง ทำเพลงโคฟเวอร์ (Cover)

“เบี้ย” บทกวีรับรางวัลยอดเยี่ยมจากเวทีพานแว่นฟ้าปี 2556

ใครบางคนเปรียบว่าข้าคือเบี้ย ต่ำเตี้ยสุดบนกระดานการเมืองถ่อย

เป็นไพร่พาลด่านหน้าค่าเพียงน้อย จักกี่ร้อยกี่พันไม่ทันกล

เบี้ยยอมพลีชีพเพื่อผู้เหนือกว่า สัจธรรมธรรมดาอย่าสับสน

เป็นลูกไล่ปลุกปั่นเป็นกันชน หนีไม่พ้นถูกหลอกออกไปตาย

เรื่องมันเศร้าพิกลคนที่รัก นอกกระดานนั้นเหนื่อยนักนะสหาย

การเมือง โลก ปรัชญาสาธยาย ชีวิตเป็นเบี้ยหงายสบายดี

เอาตัวออกนอกกระดานได้อย่างไร ? เปิดตำราเล่มไหนกันครับท่านพี่ ?

ศพคนตายกองสูงขึ้นทุกที ศพเบี้ยที่ไร้ค่าสายตาคุณ

บนกระดานการต่อสู้สู่สิ่งใหม่ เส้นทางเดินยาวไกลแรงใจหนุน

แนวรบร่วมแนวรับปรับสมดุล เบี้ยยุคใหม่ไล่ขุนกลางกระดาน

ยังเหลือแต่ผู้รู้อยู่ภายนอก ภายในยังติดคอกหลอกลูกหลาน

หลอกกระทั่งความคิดจิตวิญญาณ ว่าตนอยู่นอกกระดานการเมืองทราม

ทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กันทั้งหมด นั่นคือกฎธรรมชาติมิอาจห้าม

ขยับปีกผีเสื้อเชื้อไฟลาม ใครยิ้มหยามบนภูดูเดือนดาว

คลับคล้ายนิ่งความจริงคุณขยับ ดั่งแนวรบเหลื่อมทับดำกลับขาว

ผีในอกดื้อรั้นปั้นเรื่องราว พาคุณก้าวไม่พ้นตัวตนเอง

ไม่ศรัทธาประชาธิปไตยมีใครว่า แต่ทำตีฝีปากกล้าวาจาเก่ง

เดินตามกติกาประสานักเลง ใช่แพ้แล้วพาลเบ่งโคลงเคลงเรือ

แค่เสียโคนเสียม้าแข้งขาสั่น คว่ำกระดานอีกแล้วท่านมุขมันเฝือ

เบี้ยกระจัดกระจายตายเป็นเบือ เลือกตั้งจนคนเบื่อกันทั้งบาง

คุณก็หมากตัวหนึ่งในกระดาน จำใส่หัวกบาลเอาไว้บ้าง

เห็นม้าเม็ดโคนเรือเมื่อฝุ่นจาง เบี้ยไล่ขุนเปิดทางให้ได้คิด

วาทกรรมอำซ่อนนอนตาหลับ เบี้ยที่ไม่ขยับคือผลผลิต

ฟูมฟักไข่เผด็จการทั้งชีวิต สำคัญผิดคิดว่าออกนอกกระดาน

คุณก็เปรียบเบี้ยหมากอีกฟากฝ่าย ม้าเรือโคนโค่นได้ไม่คัดค้าน

เออตีแผ่ออกมาใครสามานย์ เว้นขุนเหนือกระดานไว้ทำไม?

เชื่อชีวิตเทียมเท่าเราจึงสู้ ตั้งกระดานเดินสู่วันฟ้าใหม่

บนครรลองประชาธิปไตย ล้มแล้วลุกเดินใหม่ไม่คว่ำกระดาน

บนครรลองประชาธิปไตย ต้องมิยอมให้ใคร คว่ำกระดาน

สมดุลชีวิต ธุรกิจ การเมือง

สุดสะแนน เราอยู่ในแบล็กลิสต์ สมัยก่อนตำรวจสันติบาลอยู่เต็มร้าน งานกิจกรรมเปิดตัวบทกวี “สยามห้องเย็น” เป็นบทกวีการเมือง ถูกสั่งห้ามไม่ให้จัด เป็นที่รู้กันว่ามีสถานที่ไหนที่เป็นสถานที่ซึ่งเป็นที่จับตา แต่เราก็คิดว่า การเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ทำบางอย่างได้ เราก็ต้องทำ หลายคนทำยิ่งกว่าเรา เราจะกลัวมากก็ไม่ได้ เราจะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อส่งสัญญาณว่าเราคิดแบบนี้ แต่เราเป็นเจ้าของธุรกิจ เราจะทำอะไรมากเกินไปก็ไม่ได้ สมมุติว่าร้านถูกสั่งปิด มันเป็นปากท้อง อู่ข้าวอู่น้ำ การขยับตัวต้องระมัดระวัง

แม้การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง อีกฝ่ายก็จะไม่มาร้าน เมื่อลูกค้าไม่มาก็มีผลทันที คนก็จะน้อยลง ลูกค้าหายไป 40 เปอร์เซ็น แต่เราทนไม่ไหว เราก็แสดงออกไปบ้าง มันก็เกิดผลกระทบ แต่เราก็ทำใจ เพราะเรารู้ว่า ถ้าแสดงความคิดเห็นแบบนี้หรือทำกิจกรรมแบบนี้ อีกฝ่ายต้องไม่พอใจ โดยส่วนตัว เราแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ สุดสะแนน ยังมีกิจกรรมทางการเมือง แล้วมันก็จะชัดเจน แต่ก็ไม่ลงไปทั้งตัว ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่กิจกรรมอะไรที่หนัก เราก็เลี่ยง หรือ ทำให้เบา ทำให้อยู่ในสังคมและเอาตัวรอดได้

สำหรับการทำงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแขนงใด งานดนตรี งานวรรณกรรม งานศิลปะ ถ้าเราชอบแล้วตั้งใจจริงจัง อย่างแรก งานเหล่านี้จะมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เรื่องการเอาชีวิตรอด เพราะเป็นอาชีพที่รายได้ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง สิ่งที่ต้องมี คือ ความอดทน ทนหิว ต้องทำทุกวัน ทำสิ่งที่ตนเองชอบ เอาชีวิตให้รอด ถ้ามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ เราก็สามารถทำอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย เขียนหนังสืออย่างเดียวรายได้ไม่พอก็ต้องทำอย่างอื่นที่ไม่ตะขิดตะขวงใจ เราสามารถขายขนมจีน ขณะที่เราไม่มีรายได้จากเพลงที่เราร้อง เราสามารถทำอย่างอื่นเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้

Overdrive : ท่วงทำนองดนตรีแห่งชีวิต ปราชญ์ อรุณรังษี

0

“สหรัฐอเมริกามีความก้าวหน้าทางดนตรี คนอเมริกันล้ำหน้าคนไทยเพราะต้นกำเนิดกีต้าร์อยู่ที่นั่น ในเมืองลอสแอนเจลิส มีคอนเสิร์ต เวิร์คชอป สื่อแมกกาซีน และอีกหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับดนตรี ผมนำวงจรรูปแบบดนตรีของลอสแอนเจลิสมาทดลองทำในบ้านเรา ผมทำทีละน้อย เริ่มจากการสร้างโรงเรียนสอนดนตรี ทำรายการทีวี ทำนิตยสาร Overdrive”

Overdrive คือท่วงทำนองชีวิตของผู้คนในโลกแห่งดนตรี ปราชญ์ อรุณรังษี คือหนึ่งตัวโน้ตที่บรรเลงในท่วงทำนองธุรกิจ การทำงานในสิ่งที่ตนรักชอบเป็นเรื่องหลัก มองธุรกิจเป็นเรื่องรอง อาจมิถูกต้องนักตามขนบแบบแผนทางธุรกิจ แต่ความลงตัวด้านการทำงานของ ปราชญ์ อรุณรังษี ส่งผลให้ Overdrive ฟรีนิตยสารจำนวน 8 หน้า เติบโตแตกแขนงเป็นนิตยสาร Com Music และ Rhythm Section โครงสร้างธุรกิจอันเคยมีเพียงสื่อสิ่งพิมพ์ เติบโตเป็นสถาบันให้ความรู้ทางดนตรี เป็นบริษัทจัดกิจกรรมเวิร์คชอปดนตรี เป็นผู้จัดงานประกวดการเล่นกีต้าร์แห่งประเทศไทย และเป็นผู้จัดคอนเสิร์ตศิลปินระดับโลก (International Concert ) ปราชญ์ อรุณรังษี บอกว่า สิ่งหล่านี้คือวงจรดนตรีของลอสแอนเจลิสแห่งมหานครดนตรีของสหรัฐอเมริกา ต้นแบบการเล่นกีตาร์อเมริกันสไตล์ ซึ่งถูกนำเสนอในประเทศไทยอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น

อิทธิพลทางดนตรีจากสหรัฐอเมริกา

ผมเติบโตจากครอบครัวนักดนตรี พ่อของผมเป็นหัวหน้าวงดนตรี แม่ของผมเป็นนักร้อง ญาติพี่น้องเล่นดนตรีอาชีพ ตอนผมยังเป็นเด็ก เป็นยุคสงครามเวียดนาม คุณพ่อกับคุณแม่เล่นดนตรีในแค้มป์ G.I. อำเภอตาคลี จังหวัดโคราช ส่วนผมอาศัยอยู่กับคุณป้าในบ้านที่กรุงเทพฯ หลังสงครามคุณพ่อกับคุณแม่กลับมาเล่นดนตรีในกรุงเทพฯ ผมเฝ้ามองและฟังเสียงคุณพ่อแกะโน้ตเพลงของศิลปิน The Carpenters หรือ Deep Purple ช่วงปิดเทอมผมเดินทางไปหาคุณพ่อกับคุณแม่ซึ่งเล่นดนตรีอยู่ที่ภูเก็ต ผมมักอยู่ในห้องนอนในโรงแรมที่ท่านเล่นดนตรี กดออร์แกนเล่นอยู่คนเดียว คุณพ่อเห็นว่าผมสนใจดนตรีจึงเริ่มสอนตัวโน้ต เมโลดี้ และคอร์ดคีย์บอร์ดขั้นพื้นฐาน

ตัวโน้ตไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผม เพราะผมคุ้นเคยกับการอ่านการเขียนตัวโน้ต (Recorder) ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา

เมื่ออายุ 12 ผมเริ่มหัดเล่นกีต้าร์ อายุ 13 เรียนกีตาร์คลาสสิคอย่างจริงจัง เรียนโรงเรียนดนตรีสยามกลกาล โรงเรียนดนตรีศุภการ เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์วิชัย เที่ยงสุรินทร์ ท่านปูพื้นฐานความรู้ด้านดนตรี ฝึกให้เล่นดนตรีหลายรูปแบบ เล่นดนตรีหลายแนว ทั้งร็อก บลูส์ ร็อกแอนโรล สอนเทคนิคการเล่น improvise, Harmony, composition ทำให้ผมเข้าใจดนตรีและเล่นดนตรีได้อย่างอิสระ กล้าเล่นดนตรีแหกกฎหรืออยู่ในกฎเกณฑ์แห่งทฤษฎี เข้าใจเหตุและผลของดนตรีในขณะเล่น

ผมอายุ 19 ปี อาจารย์วิชัย โพธิทองคำ อาจารย์สอนดนตรี (Traditional Harmony) เปิดโรงเรียนสอนดนตรีชื่อ Top Music ท่านให้ผมเป็นครูสอนกีตาร์ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมทำหน้าที่เป็นครูดนตรี หลังจากนั้นก็มีโรงเรียนดนตรีอีกหลายสถาบันติดต่อให้ผมเป็นครูดนตรี เมื่อสอนดนตรีก็เริ่มรู้จักกับครูในโรงเรียนท่านหนึ่ง นอกจากสอนดนตรีที่โรงเรียน ท่านยังเป็นนักศึกษาดนตรีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะดนตรี พวกเขามีวงดนตรีแต่มือกีต้าร์ลาออก ผมจึงสบโอกาสเข้าร่วมวง พวกเราเล่นดนตรีแนว Fusion Jazz ของศิลปิน Lee Ritenour หรือ Larry Carlton หลังจากนั้นก็เข้าประกวดสยามดนตรียามาฮ่า และ ประกวดวงดนตรี Nescafe

ปราชญ์แห่งกีตาร์อเมริกันสไตล์

การเป็นครูสอนดนตรีถือเป็นโชคดีเพราะโรงเรียนดนตรีที่ผมสอนมีอุปกรณ์ทำมิดี้ มีเครื่องซีเคว้นเซอร์ เป็นเครื่องมือเรียบเรียง ทำเพลง ยุคสมัยก่อน ซีเคว้นเซอร์ ถือเป็นเรื่องยาก ราคาแพง ไม่ค่อยมีใช้กัน ผมมีความคิดอยากทำเพลง จึงลงมือทำเพลงเพลงบนซีเคว้นเซอร์และไปเล่นดนตรีประจำ เริ่มอัดเสียงในห้องอัดเสียง ช่วยงานพี่เขยซึ่งเป็นมือเบสของวง P.M.5 วงดนตรีของ ดอน สอนระเบียบ ทำเพลงโปรแกรมมิดี้คาราโอเก๊ะ อัดเสียงกีตาร์ในห้องอัดเสียงเพลงของ สุรชัย สมบัติเจริญ ช่วงชีวิตของผมวนเวียนอยู่กับการสอนดนตรี เล่นดนตรี ทำงานเพลง จนถึงวันที่ อาจารย์วิชัย เที่ยงสุรินทร์ เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ

เมื่ออาจารย์วิชัยยังมีชีวิตอยู่ ท่านทำงานหลายอย่าง สอนดนตรี เล่นดนตรี เป็นคอลัมนิสต์นิตยสาร The Quiet Storm เมื่ออาจารย์วิชัยเสียชีวิต ผมในฐานะลูกศิษย์จึงเขียนคอลัมนิสต์นิตยสาร The Quiet Storm ต่อ ซึ่งเป็นการเปิดโลกดนตรี เนื้อหานิตยสารมีบทวิเคราะห์เพลงซึ่งผมมีความรู้มากพอสมควรจึงเขียนได้ สมัยก่อนตอนเป็นนักเรียนดนตรี อาจารย์วิชัยมักบอกให้ผมซื้อหนังสือนิตยสารดนตรีของต่างประเทศเก็บไว้ ตอนนั้นราคานิตยสารดนตรีต่างประเทศแพงมาก เงินเดือนของผมเพียง 3,000-4,000 บาท นิตยสารเล่มละ 200-300 บาท แต่นิตยสารต่างประเทศมีแบบฝึกหัด มีบทสัมภาษณ์ศิลปิน มีบทวิเคราะห์ดนตรี แม้ว่าผมจะอ่านภาษาอังกฤษไม่เก่งมากนัก แต่ผมก็ซื้อนิตยสารเก็บไว้และพยายามอ่านอยู่เสมอ เมื่อทำงานเป็นคอลัมนิสต์ ผมก็นำข้อมูลมาวิเคราะห์แล้วเริ่มเขียนบทความลงนิตยสาร

ผมเขียนหนังสือ เล่นดนตรี สอนดนตรี ประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองตั้งแต่อายุ 22 ปี แม้งานจะเยอะแต่งานส่วนใหญ่คือสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ ผมเริ่มทำผลงานเพลงบรรเลง Prart Conception อัลบั้มแรก Electric Guitar land เป็นงานเพลงใต้ดิน (Underground) ซึ่งเป็นผลงานชุดแรกๆของเมืองไทย ผมเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อออกรายการทีวี บันเทิงคดี ของพี่ซัน มาโนช พุฒตาล หลังจากนั้นค่ายเพลง BMG (Thailand) สนใจจึงทำอัลบั้มชุดสองชื่อ Six String Story ระว่างทำผลงานเพลงชุดสอง BMG (Thailand) ก็นำอัลบั้มชุดแรกออกวางจำหน่ายใหม่อีกครั้ง เมื่อทำผลงานชุดสองเสร็จสิ้นยังไม่ทันโปรโมทเพลง ผมก็ต้องเดินทางไปเรียนต่างประเทศ

รากฐานของ Overdrive

ความคิดอยากเรียนดนตรีต่างประเทศเกิดขึ้นตั้งแต่ผมอายุ 15 ปี อาจารย์วิชัยเล่าให้ผมฟังว่า สหรัฐอเมริกามีโรงเรียนดนตรีสอน 24 ชั่วโมง นักดนตรีมีชื่อเสียงหลายคนสอนอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ ผมฟังแล้วก็อยากเดินทางไปเรียนต่างประเทศ แต่ครอบครัวของเราอยู่อย่างพอเพียง พ่อแม่เป็นนักดนตรี ลุงป้ารับราชการ ความคิดเรื่องการเรียนดนตรีในต่างประเทศแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็ไม่เคยเลิกคิด จนเมื่อผมได้เงินจากการทำเพลงอัลบั้มแรกและอัลบั้มชุดที่สอง ความคิดในการเดินทางไปเรียนต่างประเทศจึงใกล้ความจริงมากขึ้น เงินยังไม่พอก็ยืมรุ่นพี่ที่มีฐานะ เมื่อมีเงินก้อนหนึ่ง ผมจึงเดินทางไปเรียนดนตรีที่ต่างประเทศ เพื่อเข้าใจความคิดของคนทำเพลงในต่างประเทศ พวกเขาคิดกันอย่างไร

ผมต้องการทำเพลงสากลต้องมีรูปแบบความคิดแบบสากล แนวทางดนตรีของผมคืออเมริกันสไตล์ ผมต้องไปถึงแหล่งกำเนิด พ.ศ.2533 ผมนั่งเครื่องบินเดินทางข้ามทวีปไปเรียนสหรัฐอเมริกา รุ่นพี่ผมฝากผมไว้กับรุ่นพี่อีกคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่สหรัฐอเมริกา ฐานะครอบครัวของเขาไม่ได้ร่ำรวยเป็นคนทำมาหาเลี้ยงชีพ เมื่อเครื่องบินลงจอดบนสนามบินในลอสแอนเจลิส ผมโทรศัพท์หารุ่นพี่แล้วเขาก็เดินทางมารับ ให้ที่พักอาศัยอยู่ในรถบ้าน ผมอยู่กับเขาเป็นเวลา 15 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มขยับขยายโดยติดต่อกับรุ่นพี่อีกคน เขาชวนผมไปอยู่ด้วยโดยช่วยกันแชร์ค่าเช่าบ้าน

ผมเริ่มเรียนดนตรี สถาบัน G.I.T (Guitar Institute of Technology) สถาบันสอนดนตรีที่ตั้งอยู่ใจกลางฮอลลีวูด ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เป็นเมืองแห่งดนตรีมีการแสดงคอนเสิร์ตทุกวันพุธของสัปดาห์ ผมชมการแสดงดนตรีทุกวัน ตั้งใจเลยว่าจะเรียนรู้เรื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว เมื่อเริ่มคุ้นเคยกับสถานที่ ความคิด การกระทำของผู้คน ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า การคิดอะไรยากๆ มันไม่สามารถทำได้ เราคิดให้ง่ายถึงจะทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย

Scott Henderson และ Joe Diorio ครูสอนดนตรี นักดนตรี มือกีต้าร์ บอกอยู่เสมอว่า อย่าคิดมาก ค่อยเรียนรู้ ค่อยเข้าใจ แล้วทำมันขึ้นมา ทำตนเองให้รู้สึกว่าสามารถควบคุมมันได้ อย่าคิดว่ากำลังปีนอยู่บนหุบเขา Scott Henderson และ Joe Diorio เป็นนักดนตรีมือกีตาร์ที่มีรูปแบบการเล่นกีต้าร์หลายอย่าง ความคิดอ่านทางดนตรีของเขาไม่ซับซ้อน แต่ตัวตนของเขามีฝีมือ ลูกเล่นทางดนตรีมีเยอะมาก มากจนทำให้ผู้คนรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องยาก

เวลากลางวันผมเรียน กลางคืนผมทำงานเป็นนักดนตรี มีรายได้จากการเล่นดนตรีเป็นทุนการศึกษาชั่วโมงละ 40 เหรียญ ทำงานวันละ 2 ชั่วโมง สามารถเลี้ยงตนเองได้ในลอสแอนเจลิส หลังจากนั้นผมเริ่มทำทุนที่ Berklee College of Music แต่ทุนการศึกษาของผมต้องเรียนอยู่ในเมืองบอสตันซึ่งอยู่ห่างไกลจากลอสแอนเจลิส มีค่าใช้จ่ายในการครองชีพสูงมาก การไปเรียนในบอสตันจึงเหมือนกับการเริ่มต้นใหม่

ผมตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทย ตอนกลับผมซื้ออุปกรณ์ดนตรีใส่เรือกลับเมืองไทย เพราะตอนนั้นของที่เมืองไทยแพง จำได้ว่ามีเหลือเงินติดกระเป๋ากลับบ้านเพียง 100 เหรียญสหรัฐ ผมกลับมาอยู่เมืองไทยเริ่มทำงานในโรงเรียนสอนดนตรี เริ่มทำรายการทีวี เริ่มมีความคิดทำนิตยสารดนตรี เริ่มคิดถึงหัวหนังสือ สุดท้ายได้ชื่อนิตยสาร Overdrive เริ่มทำนิตยสารฉบับแรกเป็นหนังสือแจกฟรี หาผู้สนับสนุนเพื่อลงโฆษณาหน้าละ 3,000-4,000 บาท มีพี่โอม ชาตรี คงสุวรรณ ,พี่ป๊อปเดอะซัน หรือ จักรรินทร์ ดวงมณีรัตนชัย เป็นคอลัมนิสต์รับเชิญ หลังจากนั้น Overdrive ก็เติบโตตามแนวทางของ Guitar Magazine คือมีนิตยสาร Overdrive เป็นนิตยสารเล่มหลัก นิตยสาร Com Music นิตยสาร Rhythm Section เป็นนิตยสารเฉพาะ แยกย่อยตามลักษณะของเนื้อหา

Overdrive วงจรดนตรีสไตล์อเมริกัน

สหรัฐอเมริกามีความก้าวหน้าทางดนตรี คนอเมริกันล้ำหน้าคนไทยเพราะต้นกำเนิดกีต้าร์อยู่ที่นั่น ในเมืองลอสแอนเจลิส มีคอนเสิร์ต เวิร์คชอป สื่อแม็กกาซีน และอีกหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับดนตรี ผมนำวงจรรูปแบบดนตรีของลอสแอนเจลิสมาทดลองทำในบ้านเรา ผมทำทีละน้อย เริ่มจากการสร้างโรงเรียนสอนดนตรี ทำรายการทีวี ทำนิตยสาร Overdrive ทำเวิร์คชอปดนตรี (Overdrive Music-Workshop) จัดคอนเสิร์ตต่างประเทศ (International Concert ) จัดงานประกวดการเล่นกีต้าร์ (Overdrive Guitar Contest) การจัดกิจกรรมให้ความรู้ทางดนตรี ผมทำเวิร์คชอปดนตรี (Overdrive Music-Workshop)

เริ่มต้นจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตและสอนเทคนิคการเล่นกีต้าร์ ตระเวนทำกิจกรรมในแต่ละภาคของประเทศ หลังจากนั้นเริ่มจัดงานประกวดการเล่นกีต้าร์แห่งประเทศไทย (Overdrive Guitar Contest) ผมจัดงานประกวด 12 ครั้ง มองเห็นนักดนตรีส่งผลงานเข้าประกวดจากยุคบันทึกเสียงเป็น ม้วนเทป แผ่นซีดี เป็นคลิปวีดีโอ Overdrive อยู่มานานกว่า 23 ปี เพราะเป็นดนตรีอเมริกันสไตล์มีความชัดเจนตั้งแต่แรก ช่วงหลังจะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของนักดนตรี

แมว จิรศักดิ์ ปานพุ่ม กับ Jazz ในกระบวนการสร้างสรรค์

0

“ทฤษฎีเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนอยู่ข้างล่างเวที เมื่อขึ้นเวทีคุณต้องเล่นสิ่งที่คุณฝึกมาแล้วอย่างเคยชิน เล่นทฤษฎีโดยไม่ต้องคิดเรื่องทฤษฎี เวลาเล่นดนตรีอยู่บนเวทีให้ใช้อารมณ์เยอะๆ เพราะมันเป็นเส้นแบ่งระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ เราเอาเหตุผลไปใช้บนเวทีไม่ได้ ดนตรีไม่ใช่เรื่องของเหตุและผล แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ที่กลั่นกรองมาจากเหตุผล รวมถึงทฤษฎีดนตรีที่ได้ฝึกฝนมา แล้วกลั่นมันออกมาเป็นอารมณ์บนเวที”

แมว จิรศักดิ์ ปานพุ่ม คือศิลปินนักร้องเพลงร็อกที่เติบโตในบรรยากาศการเล่นดนตรี Jazz เล่นดนตรีอาชีพกับครอบครัวตั้งแต่เด็ก เรียนดนตรีจากสมาชิกของครอบครัว ยามเติบโตสู่วัยหนุ่ม เขาทำงานบันทึกเสียงกีตาร์ให้กับศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียง เล่นดนตรีตำแหน่งมือกีตาร์แจ๊สของวงเทวัญ ทรัพย์แสนยากร ซึ่งเป็นวงดนตรีแจ๊สยุคแรกของประเทศไทย ก่อนจะก้าวสู่การเป็นศิลปินสังค่ายเพลง และเติบโตในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ของบริษัทแกรมมี่ เขาใช้กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานเพลงด้วยวิธีสร้างสรรค์แบบดนตรีแจ๊ส เรื่องราวชีวิตและกระบวนการสร้างสรรค์ของ แมว จิรศักดิ์ จึงแปลกต่างและน่าสนใจอย่างยิ่ง

นักเรียนดนตรีของครอบครัว “ปานพุ่ม“

ผมไม่ได้เรียนหนังสือชั้นมัธยมของกรมสามัญศึกษา เล่นดนตรีกับครอบครัวที่หาดใหญ่ตั้งแต่เด็ก ก่อนหน้านั้น ผมเติบโตกับคุณแม่ ไม่ได้อยู่กับเสียงเพลง ไม่ได้เล่นดนตรี แต่เมื่อพี่ชายบอกว่า “ไปเล่นดนตรีมั้ยได้เงิน” ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่น่าสนุกเพราะครอบครัวของเราก็ไม่ได้ร่ำรวย พอได้ยินคำว่า “หาเงิน” ก็สนใจ ทั้งที่ยังเล่นดนตรีไม่เป็น เมื่อเดินทางถึงหาดใหญ่ ผมคิดจะฝึกเล่นดนตรี 1 ปี แต่เมื่อเริ่มทำงานเป็นนักดนตรีโดยมีพี่เป็นคนสอนโน้ตดนตรี ผมฝึกเล่นกีตาร์ที่หาดใหญ่เป็นเวลา 3 ปี ตอนนั้นพวกเขาเล่นดนตรีที่ไนต์คลับชื่อ พาเทียไนต์คลับ ลองจินตนาการบรรยากาศงานรื่นเริงผู้คนเต้นลีลาส

ยุคสมัยก่อน มีนักดนตรีแกะโน้ตเพลงแล้วพิมพ์จำหน่าย พิมพ์ใต้โน้ตว่า “กิ้ว” คนทำชื่อ กิ้ว-ชาญ ชินนภาแสน ทุกคนก็เลยเรียกโน้ตเพลงนั้นว่า “โน้ตกิ้ว” ยุคสมัยก่อนเป็นโน้ตที่ขายดีที่สุด โน้ตเพลงมีจำนวนนับร้อยเพลง งานแรกที่ผมทำคือการเป็นเด็กจัดโน้ตดนตรี เด็กจัดโน้ตดนตรีจะต้องเรียงแผ่นโน้ตให้กับนักร้องและนักดนตรี แต่ละคนจะมีโน้ตเป็นของตนเอง เราจะวางโน้ตดนตรีของแต่ละคนแยกไว้เป็นกอง แต่ละกองเป็นของใครบ้าง นักดนตรีเริ่มเล่นดนตรี 1 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ตั้งแต่เพลงแรกถึงเพลงสุดท้าย ต้องเรียงเพลงอะไรบ้าง เราต้องรู้ว่า เพลงนั้นคือเพลงอะไร จังหวะอะไร ความเร็วเท่าไหร แทงโก้ (Tango) กัวราช่า (Guaracha) รุมบ้า (Rhumba) ควิ๊กเสต็ป (Quickstep) ร็อก (Rock) เรียนรู้เรื่องตัวเพลงเพราะเราต้องฟังทุกเพลง ถ้าเราอ่านโน้ตอย่างเดียว เราก็จะเล่นแบบแมชชีนหรือเล่นแบบทื่อๆ บางทีเราไม่รู้ว่าเวลาเล่นดนตรีจริงๆ เขาดันสายกีตาร์หรือเปล่า เขาเอื้อนเสียงช้าแค่ไหน

“โน้ตกิ้ว” มีหลากหลาย ผมเริ่นนำโน้ตเพลงมาฝึกเล่นที่บ้าน บทเพลงที่เป็นแรงบัลดาลใจในการเล่นดนตรีของผมมากที่สุดคือ บทเพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชการที่ 9 ผมใช้เพลงพระราชนิพนธ์ฝึกโน้ต ฝึกคอร์ด ผมไม่ได้เรียนดนตรีในโรงเรียนเพราะพี่เป็นนักดนตรี พวกเราสอนดนตรีกันเอง เรียนรู้กันเอง สอนจากสถานการณ์จริง บรรยากาศทั้งหมดหลอมรวมให้เราเป็นนักดนตรีโดยไม่รู้ตัว ผมทำงานเรียงโน้ตอยู่ 3 เดือน มือกีตาร์มีปัญหา แล้วเขาก็ลาออกซึ่งตามสัญญาของวงดนตรีกับไนต์คลับต้องมีนักร้องนักดนตรีรวมกัน 15 คน เป็นวงดนตรีบิ๊กแบนด์ (Big Band) มีเครื่องเป่า เมื่อสมาชิกหายไปหนึ่งคน เขาก็จะไม่จ่ายตังค์หรือหักเงิน ผมก็เลยต้องยืนประดับอยู่บนเวที เล่นดนตรีไม่เป็น ทำท่าทางเล่นดนตรีให้ครบคน ถึงเวลาโซโลก็จะเอาโน้ตไปให้มือคีย์บอร์ด ทำเป็นเสียงกีตาร์โซโล่แทนเรา

ผมรู้สึกว่า ต้องเล่นดนตรีให้ได้ จากที่เราฝึกเล่นดนตรีอยู่แล้ว พอเจอสถานการณ์แบบนั้น ก็มีความอยากฝึกมากขึ้น เวลาเที่ยงคืนหลังไนต์คลับปิด ผมหอบโน้ตไปฝึกที่ห้องพักถึง 7 โมงเช้า ทำแบบนี้ทุกวันต่อเนื่องกัน 3 ปี ผมไม่รู้สึกแย่หรือเสียดาย แต่รู้สึกมุ่งมั่นกับดนตรีมาก ผมฝึกซ้อมดนตรีทุกแนว หลังเล่นดนตรีก็ซ้อมดนตรีถึงเช้า ตื่นนอนเที่ยงวัน กินข้าวแล้วก็นั่งฟังเพลง ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นเพราะผมไม่มีเพื่อน ผมสนุกสนานกับดนตรี ถึง 6 โมงเย็น แล้วก็เล่นดนตรีไนต์คลับ ผมไม่เคยเสียดายชีวิตช่วงวัยรุ่น เพราะผมมีความสุขมากกับการเล่นดนตรี

มือกีตาร์ Free Jazz ยุคแรกของเมืองไทย

ผมเล่นดนตรีกับครอบครัวในพื้นที่ภาคใต้ กระทั่งเกิดพายุเกย์ พี่เล็ก อริญญ์ ปานพุ่ม มือกลองติดอยู่บนอุโมงค์รถไฟ 2 วัน พวกเราย้ายกลับมาทำงานกรุงเทพฯ หลังจากนั้นพวกเราทำงานที่ห้องบันทึกเสียง “จาตุรงค์” ผมทำงานบันทึกเสียงกีตาร์ให้กับวงลูกทุ่งทั่วไป เช่น ยอดรัก สลักใจ, สายัณห์ สัญญา, ยิ่งยง ยอดบัวงาม, เอกชัย ศรีวิชัย ผมทำงานกับโปรดิวซ์เซอร์ พี่ประยงค์ ชื่นเย็น , จิตรกร บัวเนียม , ลพ บุรีรัตน์ สังคมลูกทุ่งน่ารักมาก เวลาบันทึกเสียงกีตาร์ ทำงานเป็นโปรดิวซ์ เขาจะให้ความเคารพนอบน้อมกับนักดนตรีมากๆ ผมจำได้ว่าพี่เอกชัย ซื้อโอเลี้ยงให้ผมแล้วบอกอาจารย์ดื่มน้ำก่อน ตอนนั้นผมก็ยังเด็ก แต่ด้วยวัฒนธรรมลูกทุ่งที่น่ารัก คนสร้างสรรค์ผลงานให้เขา เขาเรียกอาจารย์

นักดนตรีแจ๊สประสบความสำเร็จกับพลงลูกทุ่ง? ก็แล้วแต่ความชอบ บางคนชอบเขาก็ขอบคุณที่ทำให้ดนตรีลูกทุ่งแตกต่าง แต่บางคนที่ชอบสิ่งเดิมๆ เขาให้เหตุลผลว่าแจ๊สฟังหรูเกินไป แต่ผมมองว่าดนตรีก็เหมือนกับการวาดรูป เราวาดรูปโมนาลิซา เราใช้สีอะคริลิค สีพาสเทล สีฝุ่นคาร์บอน เราใช้วัสดุและประเภทของสีที่แตกต่าง ก็เหมือนกับนักดนตรีเล่นเพลงเดิม วันนี้เราเล่นแจ๊ส พรุ่งนี้เล่นร็อก วันต่อไปเล่นเพลงลูกทุ่ง เงาเพลงเปรียบเสมือนประเภทของสี เราไม่ควรปฏิเสธประเภทของสี “นักวาดรูปไม่ควรปฏิเสธประเภทของสี นักดนตรีไม่ควรปฏิเสธประเภทของเพลง”

ผมทำงานในห้องบันทึกเสียงได้เงินค่าจ้าง เริ่มมีเงินเก็บ ผมอัดไลน์กีตาร์ ไลน์ละ 100 บาท ถ้ามีโซโล่ก็ 200 บาท แต่เราอัดเสียงครั้งหนึ่ง 10 เพลง ได้เงินประมาณ 1,000 บาท พอมีเงินก็นึกถึงการเรียน ผมกลับไปเรียน กศน. (การศึกษานอกโรงเรียน) ทำงานและเรียนไปด้วย สอบเทียบวุฒิการศึกษาด้วยวิชาพิมพ์ดีดภาษาไทย สอบเทียบมัธยมปลายด้วยวิชาพิมพ์ดีดภาษาอังกฤษ หลังเทียบโอนก็เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่ออายุ 17 ปี ผมเลือกเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ แต่เราไม่มีพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ ต้องจ้างอาจารย์สอนพิเศษ เมื่อเป็นนักศึกษาเรียนมหาวิทยาลัย เราก็รู้สึกดี เพราะเราได้เรียนเรื่องปากท้อง เศรษฐศาสตร์เป็นการทำมาหากิน แต่จะละเอียดเรื่องตัวเลขและการคิดวิเคราะห์

เมื่อทำงานในห้องบันทึกเสียง ผมรู้สึกว่า ผมต้องเล่นดนตรี เพราะพวกเราเป็นนักดนตรี พวกเรารวมตัวกันเล่นดนตรีที่ร้านบลาชูก้า ถนนหลังสวน แขวงลุมพินี กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นย่านร้านอาหารดนตรีแจ๊ส ตอนนั้นผมเล่นดนตรีกับพี่ต๋อง เทวัญ ทรัพย์แสนยากร เราเล่นดนตรีแจ๊สแบบไทยผสมโมเดิร์น แนวอวกาศ เป็น Free jazz ดนตรีฟรีแจ๊สมีศิลปะ มีหลักการของมัน คนฟังยุคสมัยนั้น เวลาฟังเรา บางคนก็จะฟังยิ้มมีความสุข บางคนก็เครียด

ผมทำงานกับพี่ต๋องด้วยความสนุก เพราะเขามีนิสัยคล้ายกับผมคือ ชอบด้น หรือ Improvisation พอเริ่มเล่นพี่ต๋องไม่บอกเลยว่า คีย์อะไร จังหวะอะไร อยู่ดีๆ จะเล่นก็เล่น ผมพยายามจำบันไดเสียง (Diatonic) ว่ามันคือคอร์ด คีย์อะไร พอเริ่มจับบันไดเสียงได้ สักพักก็เริ่มเปลี่ยนคีย์ แต่เวลาที่จะอยู่ในระเบียบวินัย พี่ต๋องค่อนข้างชัดเจนและเข้มงวด พี่ต๋องบอกกับผมว่า “คนเรามันอิสระได้ไม่ตลอดเวลาหรอก มันจะต้องมีบางช่วงเวลาที่มีระเบียบวินัยบ้างเพื่อให้เกิดสมดุล” หลังจากนั้น เราก็แต่งเพลงให้กัน มันเป็นช่วงเวลาที่สนุก มีภาพศิลปินที่เป็นนามธรรม ดนตรีไม่มีคำว่าดีหรือไม่ดี เก่งหรือไม่เก่ง มีแต่คำว่าชอบหรือไม่ชอบ ตอนที่เล่นดนตรีกับพี่ต๋อง มีคนที่ชอบ มีคนเห็น

อรรถรสของความเป็น Free Jazz

ตอนผมเล่นไนต์คลับ ผมฝึกจากเพลงพระราชนิพนธ์ ผมเริ่มต้นจากดนตรีแจ๊ส ในหลวงท่านทรงแซคโซโฟนเป็นที่ยอมรับในสายตาของนักดนตรีระดับโลก ผมก็ชื่อนชอบ ในหลวงเราเก่งมาก เราก็เล่นมาตั้งตอนเล่นดนตรีแจ๊สตั้งแต่หัวค่ำ พวกเราจะเล่นแจ๊ส ตั้งแต่ Bossa ,Swing ,ballad ,fusion สมัยนั้นมี โกรเวอร์ วอชิงตัน จูเนียร์ กำลังดัง พวกเราก็เหมือนเริ่มต้นโดยปริยายจากดนตรีแจ๊ส แล้ววันหนึ่งเราก็มีโอกาสได้เล่นดนตรีแจ๊สถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 9 ในงานเลี้ยงส่วนพระองค์ ผมตื่นเต้น สั่นมาก เมื่อเล่นดนตรีสักพัก พระองค์ท่านก็ขึ้นเวทีร่วมเล่นดนตรีกับพวกเราด้วย พวกเราเล่นเพลงแจ๊สอย่างมีความสุข ผมไม่เคยคิดว่า การที่เราเล่นดนตรีแบบ Free Jazz จะมีคนเห็นว่าเราไม่ได้เล่นมั่ว เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามาก

ก้าวสู่เวทีวงการดนตรีไทยสากล

พ.ศ. 2536 ตอนทำงานเล่นดนตรีกับพี่ต๋อง ผมได้เจอกับพี่ตี่ กริช ทอมมัส ตอนนั้นเขาทำงานโปรดิวเซอร์ให้กับค่ายแกรมมี่ เขาชวนผมบันทึกเสียงให้กับศิลปินแกรมมี่ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นการเข้าสู่วงการเพลงป๊อป ผมทำงานอยู่ 3 ปี คลุกกับพี่ตี่ กริช ทอมมัส เขาสอนเรื่องการโปรดิวเซอร์ ส่วนพี่เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ สอนเรื่องการคุมร้อง การร้องเพลงต้องทำอย่างไร อักขระ การเอื้อน ภาษาไทยมีวรรคยุกต์ พี่เต๋อใช้คำว่า ภาษาไทยมีเมโลดี้ คำบางคำในภาษาไทยเราบิดเมโลดี้ไม่ได้ อย่างคำว่า รัก ไข่ ใจ คำเหล่านี้มีเมโลดี้ที่ถูกต้องของภาษา บางประโยคมีเมโลดี้ที่ตายตัว อย่างเช่น “วันนี้กินข้าวหรือยัง”

แกรมมี่ป็นบ้านหลังแรกที่ผมทำงานโปรดิวเซอร์ ผมเริ่มทำงานหลายอย่างที่แกรมมี่ แต่ก่อนหน้านั้น ผมก็บันทึกเสียงให้กับศิลปินหลายท่าน เช่น พี่ติ๊ก ชีโร่ , พี่แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ , เมื่อทำงานกับแกรมมี่ผมก็โปรดิวซ์งานให้กับ อ่ำ อัมรินทร์ นิติพน , อ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์ , X3 Super Gang ผมทำงานกับพี่เต๋อ สอนคุมร้อง ทำงานกับพี่ตี่ สอนโปรดิวเซอร์ การวางคอร์ด การวางโครงสร้างเพลง ผมทำหน้าที่ร้องเพลงไกด์ให้กับศิลปิน พี่เต๋อบอกให้ผมร้องชัดๆ เพราะนักร้องบางคนเขาจะร้องตามไกด์หรือคนออกแบบการร้อง ยุคสมัยก่อนก็มี มิคกี้, ปาน ธนพร, โบ สุนิตา เมื่อผมพอมีวิชาความรู้ ผมก็ขอทำอัลบั้มของตนเอง

Catarock ผลงานอัลบั้มแรกกับ เทโร เรคคอร์ด นั่นเป็นยุคการปลี่ยนแปลงทางดนตรี เริ่มต้นแนว Alternative ตอนนั้นมีวง พราว, โมเดิร์นด็อก, เดอะมัส, มนต์ชีพ ศิวะสินางกูร ยุคที่เพลงค่อนข้างปลดแอกมีความหลากหลาย มีการแบ่งโซนดนตรี โซนอังกฤษก็จะชอบ Oasis โซน อเมริกาก็จะชอบ Nirvana

นั่นเป็นจุดเริ่มต้น Catarock สัดส่วนด้านดนตรีผมมีความเข้มข้นเรื่องน้อยกว่าศิลปินในกลุ่มเดียวกัน อย่างโมเดิร์นด็อก จะมีความเป็นโมเดิร์นอย่างชัดเจน เสียงกีตาร์ กลอง อารมณ์เพลง ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องโซโลกีตาร์หรือสาดเสียงกีตาร์มากมายก็มีความเป็นในอารมณ์อยู่เต็มเปี่ยม แต่สำหรับผมจะมีกลิ่นอายของดนตรี เราถูกจัดอยู่ในกลุ่มดนตรีร็อก ชุด 2 ตั้งใจทำแบบวง โตโต้ ที่เป็นแจ๊ส เพราะเรามาจากแจ๊ส แต่พอทำงานเราก็เริ่มรู้สึกว่า ดนตรีแจ๊สดูมืดมนในทางการตลาดมากสำหรับเมืองไทยในขณะนั้น ผมจึงเปลี่ยนทำเพลงป๊อป เพื่อทำมาหากิน เราต้องยอมรับว่าเราไม่ใช่ดนตรีร็อกเข้มข้น

อัลบั้ม Burn มาจากการผสมเหล้าซึ่งผมคิดสูตรเอง , อัลบั้ม Awake มีความเติบโตทางความคิด ทุกคนมีความคิด มีความฝัน ถ้าไม่ทำจริงฝันก็คือฝันไม่มีวันเป็นความจริง นั่นเป็นที่มาของ Awake มีเพลงมุมมืด ราตรีสวัสดิ์ คนของเธอ ผู้คนรู้จักผมในวงกว้างมากกว่าเดิม, อัลบั้ม Get Up Higher มีผลงานเพลง “เลิกรา” เป็นผลงานเขียนเพลงแจ้งเกิดนักแต่งเพลง “แสนคม สมคิด” เขียนเพลงวแรกแล้วก็ดังเลย , อัลบั้ม Get Up Higher ผมใช้ชีวิตเหมือนการเอาคืนสิ่งที่เคยขาดหายเมื่อวัยเด็ก ใช้ชีวิตเกินเลย ดื่มเหล้า ใช้ชีวิตเสเพล เมื่อเราพบ สีสัน เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง มันทำให้เราใช้ชีวิตอย่างประมาท แต่ในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอย่างประมาท ก็มักจะมีอะไรมาเหล่อเลี้ยง เช่น ทำงานเพลงหลายคนก็ชอบ มีรายได้ มีความหลงระเริง ซึ่งก็ต้องระมัดระวัง ภาษาธรรมทางพุทธศาสนาเรียกว่า “มานะ” เป็นตัวกิเลส เป็นตัวถือตัวถือตน ทำให้เกิดอัตตา ผมเรียนรู้ เมื่อเข้าใจเราก็ถอยกลับมามองตัวเอง หยุดการดื่มเหล้าและใช้ชีวิตเสเพล

คิด พูด ทำ ดนตรีออกมาจากใจ

เวลาผมฝึกกีตาร์ ผมเริ่มจากการฝึกคิด แล้วก็พูด แล้วก็เล่น ผมเคยเขียนหนังสือ “ฟัง ฝึก เล่น กว่าจะเป็นนักดนตรี” กระบวนการเล่นดนตรีจะมีการ คิด พูด ทำ ดนตรีออกจากใจหรือสิ่งที่เราคิด ความจริงเราคิดด้วยใจ สมองเรามีเอาไว้จำหรือประมวลผลอะไรบางอย่าง แต่ความคิดเชิงสร้างสรรค์ออกมาจากใจ คือ เราคิดเมโลดี้อะไร ร้องมันออกมา แล้วก็โซโล่ออกมาตามที่ร้อง มันคือหลักการฝึกของผมหรือหลักการฝึกของนักดนตรีแจ๊ส ผมคิดว่า ผมคิดดนตรีจากใจ เพราะถ้าคิดจากสมอง มันจะเป็นเหตุเป็นผลมากๆ แต่ถ้าคิดจากใจมันจะเป็นเรื่องของอารมณ์ (Emotional) เราจะกำหนดความ หนัก เบา สั้น ยาว ของโน้ตแต่ละตัวในความรู้สึกของเรา

เวลาผมโซโลกีตาร์ ผมจะโซโล่ตามที่ปากผมร้อง แต่บนเวที ผมจะไม่ร้องออกมา ถ้าชินแล้วผมก็จะเล่นออกมา แต่ถ้าร้องออกมาด้วย ผมจะใช้เป็นบางครั้งในกรณีที่ต้องการกำหนดอารมณ์ของตัวโน้ต การฝึกในช่วงแรกๆ เราจะทำไม่ค่อยได้ เราก็จะร้องก่อน หลังจากนั้นค่อยเล่นกีตาร์ แต่เราก็ต้องคิดแล้วฝึกร้อง เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ทุกอย่างจะกระชั้นใกล้ชิดกันแทบจะเป็นเวลาเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่ผมเรียนรู้จากแจ๊สแล้วนำมาใช้ในดนตรีร็อก

“เรากำหนดอารมณ์จากสิ่งที่เรารู้สึก คิดจากใจ ดนตรีไม่ใช่เสียงที่ออกมาจากวัตถุ แต่เป็นเสียงที่มาจากหัวใจ เสียงของวัตถุคือเสียงกีตาร์ แต่เสียงจากใจคือดนตรี มันจะไม่น่ารำคาญ เหมือนเวลาที่เราจะคุยกับใคร เราจะเข้าหาเขาตอนไหน พูดคุยด้วยกาลเทศะแบบไหน เขาเสียใจเราต้องเข้าไปพูดอย่างไร เขามีความสุขเราควรคุยด้วยอะไร ถ้าเราใช้ใจคิดเราจะรู้ แต่ถ้าเราเล่นดนตรีจากวัตถุ มันจะไม่มีกาลเทศะ”

ถ้าเราเล่น เราจะรู้ว่า เราจะแบ่งพื้นที่ให้มือกีตาร์เล่น มือเปียโนจะเบาลง ฉันจะแบ่งทำให้มือกีตาร์เล่นอย่างเฉิดฉาย เหมือนเรากำลังนั่งล้อมวงคุยกัน ถ้า 5 คน แย่งกันคุย ก็จะคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเราแบ่งกันคุยในมุมมองที่แตกต่างในหัวข้อเดียวกัน มันจะเกิดความสนุกในการพูดคุย การเล่นดนตรีก็เหมือนการพูดคุย เราคุยกันเรื่องเดียวกันคือ เพลงนี้ชื่อเพลงอะไร เพลง “นักโทษประหาร” มือกลองรู้สึกอย่างไรเมื่อเป็นนักโทษประหาร ถึงท่อนโซโลกีตาร์ เขาอาจไม่ลดความดังแต่เขาจะคอยสอดรับ เขาจะฟังกีตาร์โซโล่ แล้วเออออตาม การเล่นดนตรีก็เหมือนกับการคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดกัน บางทีก็มีท้าทายกัน (Battle) แต่ทั้งหมดมีความเป็นมิตรภาพรองรับ มันไม่ได้เกิดจากความต้องการอวด หรือ ประกวดประขัน นี่คือ อรรถรสของดนตรี ของการเล่นดนตรี ของการแต่งเพลง

ดนตรีคือภาษาที่แตกต่าง

ดนตรีเป็นภาษาสากล การที่เรากำหนดว่าเป็น คลาสสิค ,แจ๊ส ,เรกเก้ , ร็อก เป็นบริบททางสังคมในแต่ละพื้นถิ่น เหมือนกับ ภาษากาย ถ้าเรามองเห็นใครน้ำตาไหล เรารู้ว่าเขากำลังเสียใจ มองเห็นเขายิ้ม เรารู้ว่าเขามีความสุข แต่ภาษาพูดไม่ใช่ภาษาสากล ภาษาเหนือพูดแบบหนึ่ง ภาษาใต้พูดอีกแบบ ภาษาอีสานพูดอีกแบบ เรื่องภาษาพูด ประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละพื้นถิ่นแตกต่างกัน แล้วแต่ประเภทหรือแนวดนตรี เช่น เร็กเก้ คืออะไร ร็อก คืออะไร มันมาจากพื้นถิ่นกำเนิดแนวดนตรี ถิ่นหนึ่งซึ่งเกิดมาจากแอฟริกา ร็อกก็มาจากฝั่งตะวันตก ดนตรีเป็นภาษาสากล คนฟังคลาสสิค ถึงตอนที่เศร้าเราจะรู้สึกเศร้า ยามห้าวหาญเราจะรู้สึกได้ว่าเขาห้าวหาญ แจ๊สก็เช่นกัน ถึงตอนเศร้าเราจะรู้สึก ดนตรีเป็นสิ่งที่สื่อออกมาจากอารมณ์ข้างใน

ดนตรีมีอีกหลากหลาย เสียงลมพัด เสียงแมลงจิ้งหรีด บางทีมันก็ไพเราะ จะฟังให้รำคาณก็รำคาญ จะฟังให้เพราะมันก็ไพเราะ อย่ายึดติดกับแนวเพลง แล้วมันจะทำให้ดนตรีเกิดพัฒนาการ ถ้าเราไม่เปิดใจรับความเปลี่ยนแปลง ความแตกต่างทางดนตรี ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ผมว่า พัฒนาการทางศิลปะ ส่วนทฤษฎีดนตรีไม่มีอะไรมากกว่าเดิมอีกแล้ว เรื่องของโหมด (Modes) สเกล (Scale) คอร์ด(chord) ไม่มีอะไรมากกว่านี้แล้ว

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือคำศัพท์ เช่นคำว่า Inversion หรือการปรับคู่โน้ต วันนี้เราเรียกว่า , Drop 2 , Drop 3 แล้วบางทีเราถกเถียงคำศัพท์เหล่านี้ ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน ผมไม่ได้บอกว่าผมรู้หมดแล้ว แต่ผมกำลังพิจารณาว่ามันมีอะไรมากกว่านี้อีกหรือไม่ ผมคิดว่า เป็นเรื่องของการนำทฤษฎีไปใช้ ถ้ารู้ทฤษฎี 100 เปอร์เซ็น นำไปใช้ 50 เปอร์เซ็น เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเรารู้ 50 เปอร์เซ็น ใช้ 100 เปอร์เซ็น ไม่น่าจะดี คุณต้องพยายามรู้ 100 เปอร์เซ็น เพื่อใช้ 100 เปอร์เซ็น

ผมขบคิด เราจะเล่นดนตรีที่เราชอบ หรือเล่นดนตรีที่เขาชอบ ถ้าเราจะเล่นสิ่งที่เราชอบบางทีเราอาจต้องเล่นคนเดียว แต่ถ้าเล่นดนตรีที่เขาชอบ เราจะไม่มีคำว่าขาดเพื่อน แต่มันก็จะมีวันหนึ่งที่เราเล่นดนตรีที่เขาชอบและเราชอบด้วย เราจะมีความสุขและเพื่อนก็จะลงตัวมาก แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา เพลงเดิม คนฟังคนเดิม คนเล่นคนเดิม คนฟังอาจจะฟังไม่เหมือนเดิม องค์ประกอบต่างๆ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เวลาเราเล่น เราไม่ต้องคิดถึงเรื่องทฤษฎีดนตรี ทฤษฎีเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนอยู่ข้างล่างเวที เมื่อขึ้นเวทีคุณต้องเล่นสิ่งที่คุณฝึกมาแล้วอย่างเคยชิน เล่นทฤษฎีโดยไม่ต้องคิดเรื่องทฤษฎี เวลาเล่นดนตรีอยู่บนเวทีให้ใช้อารมณ์เยอะๆ เพราะมันเป็นเส้นแบ่งระหว่างเหตุผลกับอารมณ์ บางทีเราเอาเหตุผลไปใช้บนเวทีไม่ได้ ดนตรีไม่ใช่เรื่องของเหตุและผล แต่เป็นเรื่องของอารมณ์ที่กลั่นกรองมาจากเหตุผล รวมถึงทฤษฎีดนตรีที่ได้ฝึกฝนมา แล้วกลั่นมันออกมาเป็นอารมณ์บนเวที

เป้าหมายความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในทรรศนะของผม เรียกว่า “พึงพอใจ” ตอนนี้ผมพึงพอใจกับการรักษาสมดุล เราปรับเปลี่ยนแก้ไข รักษาสมดุลในชีวิตในผลงานเพลงที่ผสมผสานด้วยแจ๊ส การครองงาน กับการครองตน ต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำความเข้าใจ กว่าจะเรียนรู้ความลงตัว ชีวิต ดนตรี ก็ต้องใช้เวลาผ่านฤดูกาล ผ่านร้อน ผ่านหนาว สิ่งที่ทำให้เรายืนอยู่ตรงนี้ได้เพราะเราหาความสมดุลเจอ อย่าไปติดกับชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ วิชาเศรษฐศาสตร์มี Curve รุ่งเรือง ตกต่ำ ทำให้เห็นว่า ทุกอย่างเป็นอนิจจัง หรือ ไม่แน่นอน ถ้าเราเข้าใจแล้วเราจะไม่เป็นทุกข์

Jazz ในตัวตนและผลงานดนตรี

ถ้าลองวิเคราะห์ผลงานเพลงของผม จะเห็นว่า ผมใช้ทางคอร์ดที่แตกต่างจากคอร์ดทั่วไป “เพลงนักโทษประหาร” ท่อน Intro ใช้วิธีคิดแบบ 1 เปลี่ยนคีย์จาก C เปลี่ยนเป็น Eb ซึ่งก็คือจาก C เป็น Cm พอเปลี่ยนก็จะมีทางคอร์ดที่เปลี่ยนไป มีความเชื่อมโยงในคีย์ใหม่ แล้วก็กลับมาคีย์ซีเมเจอร์เหมือเดิม เพลงทั่วไปเขาไม่ทำกัน แต่ผมทำ

การยืมคอร์ด 2 วอโล่คอร์ด (Borrow Chord) หรือ ภาษาที่ลึกเข้าไปอีกเรียก แบ็คดอร์ ฮาโมนี่ หรือ ทางลัดของการรีโซล หรือการกลับมาสู่คอร์ดโทนิค ซึ่งไม่มีใครคิดในตอนนั้น หรือบางทีก็มีการนำหลักการ คอร์ด 2-5-1 มาใช้ เพลงที่ใช้ก็ “รับได้ไหม” ซึ่งอยู่ในท่อนโซโล่ หลักการก็คือ เอาคอร์ดที่ 2 คอร์ดที่ 5 ส่งไปคอร์ดที่ 1 อย่างเพลงรับได้ไหมอยู่ในคีย์ C ผมอยากเปลี่ยนคีย์ท่อนโซโล่มาเป็นดีคีย์ A ผมก็เลยใช้ 2-5-1 ของ A คือ Bm7 และ E7 ส่งมา A แล้วมองซ้ำ เปลี่ยนจาก A คือ Am D7 ไป G อีก หลังจากนั้นก็ Gm C7 ส่งไป F ผมนำหลักการของดนตรีแจ๊สมาใช้ในการทำเพลง

สิ่งเหล่านี้เราทำจากความเคยชิน เวลาเราเรียบเรียงก็จะมีแจ๊สโผล่ออกมา เราต้องการทำให้คอร์ดนำอารมณ์เหล่านั้นมา คือ 3 คอร์ด 2-5-1 หรือ ii-V-I เปลี่ยนคีย์ เป็นการย้ายอารมณ์ พอมีท่อนโซโล่ มันมีความบันเจิด มีความสว่าง เป็นการย้ายอารมณ์ของคน เป็นการย้ายจุดของอารมณ์เดิม พอโซโล่เสร็จย้ายกลับมาเมโลดี้ ผมคิดในเชิงอารมณ์ในเชิงทฤษฎี กระทั่งท่อนจบเพลง นักโทษประหาร ก็เป็น แบล็กดอร์ฮาโมนี่

สำหรับผม หากเป็นแจ๊สสู่ร็อกหรือร็อกสู่แจ๊ส ความหมายเหมือนเดิมเพราะว่า ผมเอาทั้งสองอย่างมาอยู่ด้วยกัน อยู่ที่ว่า จะเริ่มต้นจากอันไหนก่อน มันนำมาซึ่งงานในชุดหลัง เช่น Cat In The Mood ผมนำเพลงของผมเพลงของแกรมมี่ทำเป็นเพลงแจ๊ส ซึ่งก็เป็นเพลงแจ๊สที่ไม่ยาก เป็นเพลงแจ๊สเบาๆ บาลาส บอสซ่า แต่จะมีเรื่องของทางคอร์ด เรื่องของแนวทำนองการโซโล่ มีหลายคนบอกว่า สอนโซโล่เพลง ก้อนหินก้อนนั้น ผมบอกว่า ผมจำไม่ได้เพราะตอนโซโล่ผมอิมโพรไวส์ในรอบเดียว อิมโพรไวส์ เป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้กับเพลงร็อก ถามว่าเราเตรียมไว้หรือไม่ เราเตรียมไว้ แต่เมื่อถึงเวลาโซโล่ เราเล่นบางส่วนที่เราคิดไว้ แต่ส่วนที่เหลือเราอิมโพรไวส์ การรักษาท่อนโซโล่มีแค่ 10 เปอร์เซ็น แต่บางเพลงก็ต้องกำหนดไว้ชัดเจน เช่น เพลงรับได้ไหม

เอก แบล็คเฮด เสียงกีตาร์ในอารมณ์ดนตรีอันต่อเนื่อง

0

“วิธีการสร้างสำเนียงการเล่นดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน ต้องลองทำเพลงของตนเอง ถึงจะมีความป็นตนเองอย่างชัดเจน คนที่มีศักยภาพจะมีเพลงของตนเอง เมื่อมีเพลงของตนเอง เขาก็จะสามารถใส่อะไรที่เป็นตัวตนของเขาลงไปในบทเพลงได้ แต่ถ้าเราแกะเพลงของคนอื่น เล่นเพลงของคนอื่น มันไม่มีทางเป็นตัวของตัวเอง”

เอก แบล็คเฮด หรือ อภิสิทธิ์ พงศ์ชัยสิริกุล ก้าวสู่ความเป็นมือกีตาร์ระดับตำนานที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักดนตรีรุ่นหลัง เขาได้รับรางวัลจากการประกวดแข่งขันดนตรีมากมายในวัยเด็ก เติบโตในห้องซ้อมดนตรีสู่เวทีการแสดงของเดอะร็อคผับด้วยวัยเพียง 17 ปี เป็นนักดนตรีที่ผู้คนรู้จักในนาม “เอก แบล็คเฮด” มือกีตาร์ของวงดนตรีที่บุกเบิกดนตรีร็อกและเฮฟวี่เมทัล สุ้มเสียงและสำเนียงกีตาร์อันดุดัน ถูกหล่อหลอมและถูกบันทึกเสียงแบบ Analog ทำให้มือกีตาร์สามารถถ่ายทอดอารมณ์ทางดนตรีออกมาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นผลงานเพลง จำนวน 8 อัลบั้ม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

นักดนตรีที่เติบโตจากเดอะร็อคผับ

ผมเล่นกีตาร์โปร่งตั้งแต่ 11 ขวบ พอเล่นกีตาร์เป็น ผมกับเพื่อน ประดิษฐ์ วรสุทธิพิศิษฎ์ ก็เริ่มเข้าประกวดดนตรีโฟล์คซอง เราได้รับรางวัลที่ 1 ต่อมาเมื่อเติบโตเขาก็เป็นนักร้องนำวง “สไมล์บัฟฟาโล่” ส่วนผมหลังจากได้รับรางวัลก็หัดเล่นกีตาร์ไฟฟ้า เล่นเพลงของ ไมโคร, ดิ อินโนเซ้นท์ ,อัสนี-วสันต์ แล้วเข้าประกวดแข่งขันดนตรี ประกวดดนตรีศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ประกวดดนตรีสยามยามาฮ่า เข้าประกวดแข่งขันเล่นดนตรีอย่างสม่ำเสมอ ได้รับรางวัลที่ 1 รางวัลที่ 2 ช่วงนั้น เป็นช่วงเวลาที่เราฝึกเล่นดนตรีเยอะมาก

ตอนเรียนมัธยมปลาย เพื่อนที่เคยประกวดดนตรีด้วยกันแยกวง พวกเราเรียนกันคนละโรงเรียน แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมซ้อมกีตาร์หนักมาก ก่อนไปโรงเรียนก็ซ้อมกีตาร์ เลิกเรียนก็อยู่ห้องซ้อม ผมซ้อมดนตรีที่ห้องซ้อมเดอะร็อคผับ ห้องซ้อมดนตรีจะมีหนังสือ วีดีโอ หลังจากซ้อมดนตรีในห้องซ้อม ผมจะกลับมาฝึกซ้อมกีตาร์ตามแบบฝึกหัดที่บ้าน ฝีมือของผมพัฒนา กระทั่งมีคนมองเห็นผมเล่นดนตรีในห้องซ้อม เขาชวนผมเล่นดนตรีที่เดอะร็อคผับ ตอนนั้นผมยังเรียนหนังสือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ทรงผมนักเรียนสั้นเกรียน พวกเราเล่นดนตรีในชื่อวง สโนไวท์ Snow White

หลังเล่นดนตรีกับวงสโนไวท์ Snow White ผมไปเล่นกับวง “บิ๊กกัน” ค่ายเอสพีศุภมิตร ทำงานเพลง เมื่อค่ายเพลงประสบปัญหาขาดทุน ผมตัดสินใจเดินทางไปเล่นดนตรีที่พัทยากับ ปู อานนท์ สายแสงจันทร์ นักร้องนำวง ยูเรเนียม (Uranium) พวกเราเล่นดนตรีที่พัทยา 1 ปี ต่างคนต่างทำเพลงแล้วก็นำเพลงมารวมกันเพื่อเสนอค่ายเพลงต่างๆ

ต่อมา ผมเข้าสังกัดค่ายเพลงเอ็มสแควร์โดยมี ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ เป็นโปรดิวเซอร์ ตอนนั้น เนื้อเพลงของพวกเรายังไม่ดีพอ ผมยังเขียนเนื้อเพลงไม่เป็น ให้คนอื่นเขียนเพลงให้ ผมลองเขียนเพลงด้วยตนเอง บทเพลง “ยืนยัน” เป็นเพลงแรกที่ผมเขียนและทำให้ผู้คนรู้จักวงแบล็คเฮด หลังจากนั้น ผมแต่งเพลง ทน ,ไอ้เข้ , ความทรงจำ ผลงานดนตรีที่ทำกับค่ายเพลงเอ็มสแควร์มีหลายอัลบั้ม เช่น Black List , Blackbonus , Blacklife และ Full Flavor

อัลบั้ม Full Flavor เป็นผลงานเพลงที่แปลกต่าง พวกเราบันทึกเสียงในห้องบันทึกเสียงที่ ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ทำงานแบบครบวงจร กระทั่งได้ผลงานมาสเตอร์เทป ยุคสมัยก่อน เทคโนโลยีการบันทึกเสียงของไทยกับต่างประเทศไม่ต่างกัน สิ่งที่แตกต่างคือฝีมือ ยุคสมัยก่อนเป็นแบบอนาล็อค เครื่องบันทึกเสียงยังเป็นม้วนเทป แต่คนอเมริกันใช้เครื่องมือคุ้มค่ามาก รสนิยมทางดนตรีของเขาสูงมาก จะสังเกตเห็นว่า อัลบั้ม Full Flavor มีความแตกต่าง และนั่น ทำให้เรามีโอกาสทำงานกับ ป้อม อัสนี-วสันต์ โชติกุล ค่ายเพลง มอร์มิวสิค เราทำงานเพลงอีก 5 อัลบั้ม เซ็นสัญญากับค่ายมอร์มิวสิค 6 ปี ย้ายไปสังกัดค่ายมิวซิกมูฟ ของคุณวุฒินันต์ ภิรมย์ภักดี ทำผลงาน 1 อัลบั้ม ซึ่งต่อมาเป็นยุคดิจิตอล เราฟังเพลงจากอินเทอร์เน็ต ฟังเพลงจากยูทูป แผ่นซีดีไม่มีขายแล้ว

สร้างสรรค์สำเนียงกีตาร์อันเป็นเอกลักษณ์

วิธีการสร้างสำเนียงการเล่นดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน ต้องลองทำเพลงของตนเอง ถึงจะมีความเป็นตนเองอย่างชัดเจน คนที่มีศักยภาพจะมีเพลงของตนเอง เมื่อมีเพลงของตนเอง เขาก็จะสามารถใส่อะไรที่เป็นตัวตนของเขาลงไปในบทเพลงได้ แต่ถ้าเราแกะเพลงของคนอื่น เล่นเพลงของคนอื่น มันไม่มีทางเป็นตัวของตัวเอง เราควรหาคอร์ดง่ายๆ ทำเป็นทำนอง ทำให้เรามีช่องว่างให้ได้โซโล่กีตาร์ ทำให้เราได้ใส่เสียงกีตาร์ลงไป เราก็จะมีเพลงของตนเอง การจะมีสำเนียงกีตาร์ของตนเองต้องหาทางคอร์ดใหม่ นำตัวโน้ต เมโลดี้ มาต่อกันทีละท่อนจนจบเพลง ปัจจุบัน เครื่องบันทึกเสียงแบบดิจิตอลสามารถทำงานได้ง่าย สามารถบันทึกเสียงที่บ้าน เมื่อมีผลงานเผยแพร่ก็จะทำให้เรามีเสียงกีตาร์ของตนเอง

การทำเพลงมีวิธีหลากหลาย ผมทำดนตรีและทำเนื้อร้อง ผมสามารถเริ่มต้นจากอะไรก่อนก็ได้ ทำดนตรีก่อนก็ได้ ตีคอร์ดก็ได้ ดนตรีเริ่มจากคอร์ด กลอง เบส แล้วใส่เมโลดี้ แต่ควรฮัมทำนองให้เราสามารถร้องได้เป็นเมโลดี้ต่อเนื่องกัน โน้ตแต่ละท่อนควรเชื่อมต่อกัน อยู่ใกล้กัน สามารถไล่ไปถึงกันได้ หลังจากนั้นก็ใส่เนื้อร้อง บางบทเพลงที่ผมแต่งเริ่มจากเนื้อร้อง เช่นเพลง “ยอมรับ” เราแต่งเพลงจากท่อนฮุก ไม่จำเป็นต้องแต่งเพลงตั้งแต่ต้นจนจบเพลง คิดตรงไหนได้ก็ทำตรงนั้น การแต่งเพลงมีหลายวิธีคิด

เมื่อเข้าสู่กระบวนการบันทึกเสียง ห้องบันทึกเสียงยุคแรกคือระบบอนาล็อก (Analog) เป็นเทปใหญ่ มี 24 แทรค ไม่สามารถเล่นกีตาร์เจาะหรือเก็บรายละเอียดได้ทีละแทรค การบันทึกเสียงต้องบันทึกไปเรื่อยๆ ไม่มีปลั๊กอิน การเข้าห้องอัดในยุคสมัยก่อน การเล่นดนตรีต้องมีความสมบูรณ์มาก ต้องฝึกซ้อมกันเยอะมาก เพื่อความต่อเนื่องทางอารมณ์ดนตรี เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอล เราสามารถเก็บรายละเอียดได้เร็วมาก มีอุปกรณ์เสริมหลากหลาย เอฟเฟค อุปกรณ์เครื่องช่วยเสียง สามารถทำงานด้วยคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว มันง่ายมาก มีทางเลือกเยอะมาก แล้วพวกเราก็เลือกกัน เสียเวลากับการเลือก เสียเวลาการเล่น ไม่มีเวลาเล่น เมื่อถึงเวลาจะต้องเล่น อารมณ์ทางดนตรีก็หาย บางทีเราก็ลืมว่าจะเล่นอะไร

ความอิ่มของเสียง ความสมบูรณ์ของการเล่นกีตาร์มาจากอารมณ์ความต่อเนื่อง โลกดิจิตอลมีทางเลือกเยอะเกินไป ผมอยู่ในระบบดิจิตอลแต่ทำงานแบบอนาล็อก ผมไม่เสียเวลากับการเลือก ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมาก ผมเสียบแจ็คกีต้าร์กับแอมป์แล้วใส่เอฟเฟค ปัจจุบันผมใช้กีตาร์กับแอป์ใช้เสียงแตกนิดหน่อยก็ได้เสียงที่เต็มอารมณ์ ไม่ต้องเสียเวลากับการปรับแต่ง

อารมณ์เพลงในระบบ Analog

ผมทำผลงานเพลงอัลบั้มแรกตอนอยู่กับ “บิ๊กกัน” ทีมงานช่วยทำเพลงคือทีมของ หรั่ง ร็อคเคสตร้า , หมู คาไลโดสโคป ผมบันทึกเสียงกีตาร์ 2 เพลง เมื่อเริ่มทำเพลงด้วยตนเองตอนอยู่วง “แบล็คเฮด” เราทำเดโมโดยใช้เครื่องบันทึกเสียง 4 แทรค ใช้เทปธรรมดาบันทึกเสียง ทำเสียงกลอง เสียงเบส กีตาร์ แล้วเอาเทปที่บันทึกไว้เปิดให้ค่ายเพลงฟัง ส่งไปให้บริษัทต่างๆ หลังจากนั้น เราถึงส่งเดโมเพลงให้กับนักเขียนเพลง เขียนเนื้อร้องแล้วเข้าห้องบันทึกเสียง “แบล็คเฮด” ยุคแรกบันทึกเสียง 2 รอบ เราทดลองบันทึกเสียงด้วยตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากเดอะร็อคผับ แต่ห้องบันทึกเสียงจะว่างในช่วงหลังเที่ยงคืน พวกเราต้องบันทึกเสียงในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนถึงช่วงเช้า แต่ผลงานก็ไม่ผ่าน จึงต้องบันทึกเสียงกันใหม่อีกครั้ง

เดอะร็อคผับเป็นสถานที่รวมตัวของร็อกรุ่นแรกของเมืองไทย แหลม มอริสัน ,กิตติ กาญจนสถิตย์ , ช อ้น ณ บางช้าง ผมดูการแสดงคอนดนตรีตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผมชื่นชมและอยากเล่นดนตรีมาก ผมซ้อมดนตรีที่ห้องซ้อมเดอะร็อคผับ เขาเห็นฝีมือในห้องซ้อมก็ชวนผมไปเล่นที่เดอะร็อคผับ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่พวกเราแต่งเพลงไทยเป็นเฮฟวี่เมทัล เพราะยุคสมัยก่อนเพลงเมทัลยังไม่มีเพลงไทย ไฮ-ร็อกและคาไลโดสโคป เริ่มออกเป็นเพลงไทย ผมออกเป็นแบล็คเฮด

ยุคสมัยก่อนเป็นยุคเทปคาสเซ็ท ฟังดนตรีกันอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันเราฟังเพลงเป็นซิงเกิล เปลี่ยนเพลง เปลี่ยนศิลปิน เปลี่ยนวงดนตรี อารมณ์ความต่อเนื่องทางดนตรีที่ต้องการนำเสนอจึงขาดหาย กลายเป็นยุคมืดของวงการดนตรีเพราะเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ช่วงหลังศิลปินมีรายได้จากยูทูป ระบบการเก็บเงินสร้างรายได้ให้ศิลปิน แต่บทเพลงก็ต้องได้รับความนิยมพอสมควร

เสียงกีตาร์ที่ดีมีองค์ประกอบอย่างไร

เมื่อ 30 ปีก่อน คุณพ่อซื้อกีตาร์ Ibanez JEM 7 สีชมพู ให้กับผม พ่อของผมทำงานเป็นไกด์ทัวส์ฮ่องกง ที่ฮ่องกงมีร้านขายเครื่องดนตรีและอุปกรณ์ดนตรี เมื่อเดินทางกลับ คุณพ่อคุณแม่ก็จะซื้ออุปกรณ์สำหรับการทำเพลงมาให้ ผู้คนส่วนใหญ่จดจำภาพของผมได้เพราะ Ibanez ต่อมาผมใช้ Gibson Les Paul ใช้ทำเพลงในอัลบั้ม “ยืนยัน” หลังจากนั้น ใช้ Fender Richie ต่อมาก็ใช้ Fender Telecaster, WASHBURN N4, Nash ช่วงหลังผมใช้กีตาร์ Soloking ผมออกแบบ Soloking Signature เป็นกีต้าร์ราคาถูกแต่ใช้งานได้ดี เครื่องดนตรียุคปัจจุบัน แตกต่างจากเครื่องดนตรียุคสมัยก่อน ยุคสมัยก่อนคุณภาพต่างกันมาก ทั้งคุณภาพเสียงและคุณภาพชิ้นงาน แต่ปัจจุบัน กีตาร์มีคุณภาพใกล้เคียงกัน

กีตาร์เสียงดี เริ่มต้นจากมาตรฐานของเฟรตกีตาร์ เสียงไม่เพี้ยน ตั้งสายแล้วได้ค่าตัวโน้ตที่ตรง ความทุ้มแหลมมีบาลานซ์ มีความสมดุลของเสียง ย่านเสียงกลางจะมีความดีดออกมา ต่อมาคือการเล่นกีตาร์เพื่อให้ได้เสียงที่ดี ต้องอาศัยการฝึกเพื่อให้ได้โน้ตที่ไม่ผิดเพี้ยน กดสายให้มันตรง ดันสายให้มันตรง ถึงแม้เรากดสายผิดตัวโน้ตก็ต้องตรง บางครั้งเราดันสายเกินไปก็จะเพี้ยน คุณภาพของเสียงกีตาร์จึงอยู่ที่นิ้วมือที่กดลงบนสายกีตาร์กับการดีดที่มีความสัมพันธ์กัน ดีดออกมาให้มีคุณภาพเสียงที่ดี เล่นกีตาร์แล้วต้องฟังให้ดี ควรต้องฝึกพื้นฐานของจังหวะให้ดีก่อนศึกษาเรื่องโน้ต สเกล ฝึกจังหวะให้ตรงตามค่าจังหวะต่างๆ ไม่ต้องเข้าใจโน้ตจำนวนมาก แต่ควรข้าใจสัดส่วนของเสียง บางครั้งเราดีดกีตาร์เสียงบอดๆ แต่ถ้ามีจังหวะการเล่นดี เสียงก็ออกมาดี

การเล่นดนตรีบนเวที เราไม่จำเป็นต้องมองคนดู กำหนดความสนใจไปที่กีตาร์ของเรา ถ้าเรามองดูผู้ชมบางครั้งจะทำให้เสียสมาธิ มองกีตาร์ มองตัวเราเอง ให้คนอื่นเขามองเรา ส่วนเราให้ความสนใจไปกับเพลงที่เราเล่น การเล่นคอนเสิร์ตควรโฟกัสที่เวที ยิ่งเป็นคอนเสิร์ตใหญ่มีผู้ชมจำนวนมาก บนเวทีจะมีเครื่องเสียง อุปกรณ์จะมีหลายอย่าง คอนเสิร์ตใหญ่เสียงดังมาก เราจะไม่ได้ยินเสียงอื่นเลย เราจะได้ยินเสียงกลองจากมอนิเตอร์ ฉะนั้น เราต้องสามารถเรียกร้องได้ว่าอยากได้ยินเสียงอะไร ให้เขาปรับเสียงให้เรา อย่าเกรงใจ ถ้าเกรงใจเราจะไม่ได้ยิน

บนเวทีการแสดงมิกเซอร์สำคัญมาก ซาวด์เอนจีเนีย (Soulnd Engineer) เป็นผู้ควบคุม บางทีเราซ้อมกีตาร์อย่างหนักแต่เมื่อเล่นคอนเสิร์ตเสียงกีตาร์ไม่ดัง ผมเคยไปเล่นคอนเสิร์ตต่างประเทศ แต่ซาวด์เอ็นจีเนียฝีมือไม่ดี ไมค์หอน นั่นเป็นคอนเสิร์ตที่น่าเสียดายมาก คนฟังไม่รู้เรื่อง นักดนตรีควรมีซาวด์เอ็นจีเนีย เราควรพาซาวด์เอนจีเนียไปในการแสดงคอนเสิร์ตด้วย เพราะคอนเสิร์ตจะดีหรือไม่ดีก็เพราะซาวด์เอ็นจีเนีย

ปรับวิถีชีวิตให้สมดุล

การใช้ชีวิตของผมย่ำแย่มากในวัยหนุ่ม ชีวิตของผมดีขึ้นในช่วงหลังเพราะแผ่นซีดีเริ่มขายไม่ได้ ผมใช้ชีวิตแบบคนปกติ ย้ายที่พักมาอาศัยอยู่บ้านภรรยา เมื่อมีเวลาอยู่กับตนเองก็สามารถควบคุมตนเอง ผมตื่นเช้า เริ่มมีกิจกรรมอย่างอื่น ตอนนี้ผมเป็นนักวิ่ง วิ่งออกกำลังในตอนเช้าและกลางวัน ส่วนเวลากลางคืนเป็นเวลานอน หลายสิ่งหลายอย่างผ่านพ้นจากชีวิตของเรา ผมมีชีวิตแบบมนุษย์ปกติ ทำงานน้อยลง ใช้ชีวิตกับการสอนดนตรี

ทำงานเพลงน้อยลงเพราะศิลปินรุ่นใหม่เติบโตขึ้น ผมสอนดนตรีที่กรุงเทพฯ สอนออนไลน์ นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กเริ่มหัดเล่นดนตรี สอนง่าย คนเล่นกีตาร์แต่เรียนมาผิดๆ ก็ต้องมาแก้ไขซึ่งเป็นเรื่องยาก ผมอยากสอนดนตรีให้กับคนที่เล่นกีตาร์ไม่เป็น ผมไม่เคยคิดว่าตนเองกำลังสอนกีตาร์ คิดอยู่เสมอว่า เรามาเล่นกีตาร์ด้วยกัน ผมผ่านจุดสูงสุดของการเป็นศิลปิน แต่ผมยังไม่ตาย ชีวิตยังดำเนินต่อ ตอนนี้ผมมีแผนทำเพลง เล่นคอนเสิร์ต บันทึกเสียงกับศิลปิน

การอยู่วงการดนตรีต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอด เราต้องฝึกซ้อมเล่นกีตาร์ หาความรู้ใหม่อยู่เสมอ ศิลปินรุ่นใหม่เกิดขึ้นเร็วมาก พวกเขามีความรู้เพราะมีสื่อหลากหลาย มียูทูป มีสถาบันสอนดนตรีโดยตรง เราต้องหาโอกาสให้กับตนเอง เมื่อได้รับโอกาส ควรพร้อมรับโอกาส เมื่อมีโอกาสแล้วต้องกล้าทำ มีโอกาสแล้วต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้จะสูญเสียโอกาส ไม่สามารถก้าวต่อไปในวงการดนตรี ส่วนคอนเน็คชั่นก็สำคัญ เพราะการที่เขาจะให้โอกาสเรา จะเรียกเราทำงาน เขาก็ต้องรู้จักเรา ไปคอนเสิร์ตเล่นดนตรีด้วยกัน ไปดูดนตรีเจอเพื่อน สร้างคอนเนคชั่น รู้จักคนใหม่ ส่วนวินัยการทำงาน การฝึกซ้อม ก็ต้องมี ฝึกซ้อมมากๆ มีความรับผิดชอบในการทำงาน

วิถีเมทัล วิถีดอนผีบิน

0

“นักดนตรีที่เป็นศิลปิน คือคนที่คิด สร้างสรรค์ ทำงานตนเอง นำเสนอเพลงแนวใด บางคนก็ไม่มีความคิด น้อยคนนักที่จะเหมือนกับวง “โลโซ” เพราะเขาสร้างสรรค์ดนตรีขึ้นมาเอง ต่างกับวงดนตรีวงอื่นที่มีเพียงฝีมือ มีคนเขียนเนื้อ มีคนเรียบเรียง บันทึกเสียงก็ไม่ได้บันทึกเสียงเอง บางคนก็เป็นนักร้องก็ร้องเพลงอย่างเดียว ศิลปินในยุคปัจจุบันมีหลากหลาย ลิซ่า เป็นศิลปินระดับโลกก็มีคนทำให้ เธอมีหน้าที่พรีเซ็นท์หน้าเวที แต่กว่าจะถึงจุดนั้นก็ต้องผ่านการฝึกฝน”

DONPHEEBIN คือวงดนตรีเฮฟวี่เมทัลยุคแรกของประเทศไทย ก่อตั้งโดยพี่น้องตระกูล “แก้วทิตย์” ประกอบด้วย สมบัติ แก้วทิตย์ มือกีตาร์ ,สมศักดิ์ แก้วทิตย์ มือกลอง ,สมคิด แก้วทิตย์ มือเบส /กีตาร์ พวกเขาคือวัยรุ่นที่ได้รับอิทธิพลจากดนตรีเฮฟวี่เมทัล เช่น Iron Maiden , Metallica สร้างสรรค์ผลงานตามความฝันในห้องเช่าเล็กๆในตัวเมืองจังหวัดเชียงราย จังหวะอันเร่าร้อน หนักแน่นและเสียงอันดังกึกก้องของดนตรีเฮฟวี่เมทัล ทำให้นักดนตรีหนุ่ม 3 พี่น้อง แจ้งเกิดในวงการดนตรี เป็นวงดนตรีเมทัลวงแรกของประเทศไทย ที่ประสบความสำเร็จจากการทำเพลงใต้ดิน (Under Ground) สู่การทำงานกับค่ายเพลงอย่าง วอร์เนอร์มิวสิค และยีราฟเรคคอร์ด ได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดสาขาเพลงบรรเลงยอดเยี่ยม 2 ครั้ง

ย้อนเวลาหาดอนผีบิน

สมศักดิ์ แก้วทิตย์ มือกลอง เล่าว่า กระบวนการทำเพลงปัจจุบันง่ายกว่ายุคสมัยก่อน คนทำเพลงมีคอมพิวเตอร์หนึ่งตัวก็สามารถสร้างห้องบันทึกเสียงเป็นของตนเองได้ สมัยก่อนการทำงานดนตรียากมาก การบันทึกเสียง มีเพียงเครื่องมือบันทึกเสียง 4 แทร็กคาสเซ็ท กลอง กีตาร์ เบส เสียงร้อง ทำเป็นเพลงคร่าวๆ ถ้าทำเป็นเพลงโฟร์คซองก็จะง่าย มีเพียงกีตาร์ตัวเดียวก็สามารถทำเพลงได้แล้ว ยุคสมัยก่อน เราบันทึกเสียงจากเทปคาสเซ็ทแบบแยกแทร็ค เราใช้เทคนิคแยก 4 แทร็ค เป็น 8 แทร็ค เพื่อทำเพลงเดโม เวลาแต่งเพลง ทำดนตรี ก็เล่นให้กัน..ฟังแล้วบันทึกเสียง แต่งเพลงกันสดๆ สเก็ตความคิดคร่าวๆ

วงดนตรีดอนผีบิน มีเครื่องดรัมแมชชีน (Drum machine) ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จำลองเสียงกลอง บันทึกเสียงกลอง เป็นรูปแบบ (Pattern) นั่นเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานเพลงเดโมในยุคสมัยนั้น ผลงานเพลงที่สร้างสรรค์ทำให้เรารู้สึกว่า มันเป็นของเรา มันเป็นรูปเป็นร่าง ตอนนั้น เทคโนโลยีด้านการบันทึกเสียงสามารถปรับเครื่องมือบันทึกเสียงได้

พวกเราลาออกจากงานประจำ สมบัติ แก้วทิตย์ มือกีตาร์ ลาออกจากการรับราชการครู ผมลาออกจากพนักงานบริษัทเงินเดือน 40,000 – 50,000 บาท ส่วนน้องชายสมคิด แก้วทิตย์ ก็ลาออกจากงานบริษัทเช่นกัน พวกเราคุยกันเรื่องการทำเพลง ทำงานเพลงอย่างจริงจัง ซื้อเครื่องดนตรี เครื่องมือทำเพลง ส่วนอิทธิเรื่องแนวดนตรีก็มาจากการฟังเพลงยุคสมัยที่เราเรียนมหาวิทยาลัย พวกเราตัดสินใจลาออกจากงานเพราะความชอบและความสุข คนอยากเป็นช่างก็เป็นช่าง อยากเป็นหมอก็เป็นหมอ อยากเป็นนักดนตรีก็เล่นดนตรี คนที่อยากดังมีชื่อเสียงก็พยายามทำเพลง เมื่อทำเพลงขายเทปได้จำนวนมากก็ได้เงิน

การทำเพลง Rhythm Section กลองกับกีตาร์ เป็นตัวเลือกแรกที่จะเริ่มกัน โซโล่ เบส เขาจะเอาไว้ทีหลัง เขาจะคิด Riffs คิดโครง เราจะเอาแบบไหนต้องมาแจมกัน ทำเพลงกันแบบสดๆ อีกกลุ่มคือ สิงห์สตูดิโอ (คนทำงานเพลงในห้องบันทึกเสียงตลอด) พอถึงเวลาจะเล่นก็ต้องซ้อมดนตรีเหมือนบทเพลงที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำบทเพลงขึ้น ดอนผีบินเริ่มแต่งเพลงด้วยวิธีแจม ตัวอย่างเพลง “คนกินคน” อัดเสียงไว้ได้ก่อนผู้ให้เช่าห้องจะไล่พวกเราออกจากห้องเช่า หลังนั้นก็เปลี่ยนเป็นการคิดแล้วอัดแทนการแจม โดยใช้ดรัมแมทชีนมาทำโปรแกรมแทนตีกลองจริง

พวกเราทำเพลงกระทั่งสามารถนำไปให้เพื่อนฟังได้ คุยกันได้เมื่อเจอนักดนตรีเหมือนกัน เรามีความเป็นตนเอง มีบทเพลงจำนวน 12 เพลง เราบันทึกเสียงทำเป็นเพลงใต้ดินเพื่อจำหน่าย ตอนนั้น เราก็มีความคิดจะนำเสนอผลงานเพลงให้กับค่ายเพลง แต่เราก็รู้ว่าคงไม่มีค่ายเพลงใดรับเข้าค่าย เพราะเพลงส่วนใหญ่ของดอนผีบินเป็นดนตรีแนว Metal ดนตรีหนัก ยุคสมัยนั้น บริษัทผู้ผลิตดนตรีมี 2 ค่าย คือ แกรมมี่ กับ อาร์เอส ซึ่งทำเพลงโดยมีพื้นฐานด้านการตลาด แต่โชคดีในช่วงหลัง ค่ายเพลงขนาดเล็กเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะกระแสการทำเพลงของต่างประเทศ ศิลปินเริ่มทำเพลงใต้ดิน เมื่อมีผลงานแล้วจึงนำผลงานเสนอค่ายเพลง

สมัยก่อน เครื่องบันทึกเสียง 4 แทรคคาสเซ็ทราคา 30,000 บาท เงินเดือนพนักงานราชการระดับปริญญาตรี 6,000 – 7,000 บาท ปัจจุบัน การทำเพลงใช้เพียงเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวเดียวสามารถบันทึกเสียงได้เลย อยู่ที่คอมพิวเตอร์ อยู่ที่การใช้ซอฟแวร์ คนทำเพลงสามารถทำเพลงบันทึกเสียงจำหน่ายได้เลย แต่กระบวนการทำเพลงเหมือนเดิม ทุกคนต้องสร้างสรรค์จากตนเอง สร้างสิ่งใหม่ เรื่องมิกซ์เสียงสามารถทำได้ที่บ้าน หาคนที่มีความชำนาญช่วยมิกซ์เสียง แต่หลังจากกระบวนการทำเพลง ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด

หลังจากนั้นก็จะต้องมีการประชาสัมพันธ์ ปัจจุบันเราสามารถนำเสนอผลงานเพลงลงโซเชียลหรือยูทูป แต่เราต้องดูกระแสของสื่อ เพราะสื่อมีกลไกหรือกระบวนการเหมือนกัน ยุคสมัยก่อนไม่มีสื่อเหมือนปัจจุบัน หากทำเพลงเสร็จไม่สามารถเผยแพร่ผลงานเองได้ ค่ายเพลงจะซื้อเวลาในรายการวิทยุ ซื้อดีเจ ซื้อเวลา เพราะดนตรีคือธุรกิจคือการค้า คนจะออกทำอัลบั้ม ออกเทป ต้องสังกัดค่ายเพลง ถ้าไม่สังกัดค่ายเพลงก็ออกเทปไม่ได้ ส่วนวงดนตรีใต้ดินที่นำผลงานเพลงเสนอค่ายแล้วเขาไม่เอา ก็เพราะค่ายเพลงมองว่าไม่สามารถขายทำกำไรได้

การตลาดของคนทำเพลงยุค Drum Machine

พ.ศ.2536 ตอนนั้นดอนผีบินออกเทปชุดแรก เปรียบเทียบ คนฟังเพลง 100 คน ฟังเพลงต่างประเทศ 20-30 คน นอกจากนั้นฟังเพลงไทย คนฟังเพลงร๊อคต่างประเทศต้องฟังจากเทปคาสเซ็ท ไม่มีรายการวิทยุหรือไม่มีรายการทีวีที่นำเสนอเพลงต่างประเทศ มีเพียงเทปคาสเซ็ทละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นสื่อเดียวที่นักฟังเพลงร๊อคต่างประเทศจะพบเจอได้ สำหรับแฟนเพลงดอนผีบินมีก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง ตัวอย่าง วงหินเหล็กไฟทำอัลบั้ม จำหน่ายเทปคาสเซ็ทได้ 1 ล้านตลับ ธุรกิจดนตรีขยายตัว แต่ไม่ได้หมายว่าคนฟังเพลงร็อกมากขึ้น

สำหรับกลุ่มคนฟังของดอนผีบินก็จะเป็นอินดี้ กลุ่มเรียนช่าง เรียนศิลปะ ชอบอะไรใหม่ๆ ช่วงแรกผมทำอัลบั้มใต้ดิน ขายเอง ลงทุนเอง ได้เทปมาสเตอร์ เขียนหนังสือส่งข่าวให้กับนิตยสารดนตรี หนังสือดนตรีก็มีเพียงไม่กี่เล่ม เช่น นิตยสาร The Quiet Storm นิตยสารสีสัน สื่อหนังสือก็จะมีเรื่องธุรกิจ ส่วนใหญ่ค่ายเพลงจะซื้อโฆษณา บางทีเราส่งข่าวให้หนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร กองบรรณาธิการก็ไม่ประชาสัมพันธ์ให้ นอกจากหนังสือที่เป็นอิสระจริงๆ

เราทำวงดนตรีดอนผีบิน หลายคนก็แตกตื่น จุดความสนใจ นิตยสารสีสันเรียกไปสัมภาษณ์ นิตยสาร The Quiet Storm.ทำสกู๊ปข่าว ตอนนั้น เป็นอะไรน่าสนใจ ชุด 1 โลกมืด (Dark World) และ ชุดที่ 2 เส้นทางสายมรณะ (Way Of Death) เราเชื่อมโยงอยู่กับร็อคเรคคอร์ดเพราะเราต้องพึ่งพาการขายกับ ONPA ชุด 3 อุบาทว์-อุบัติ (Disastrous Device Occurence) เราทำเอง ทำค่ายเพลงของตนเอง ทำโปรดักชั่น แต่ยังเซ็นสัญญากับสายส่งสินค้า ชุด 4 สองฟากฝั่ง (Collision) วงการดนตรีเริ่มหอมหวล เราเซ็นสัญญากับ วอร์นเนอร์ มิวสิค ไทยแลนด์ แต่เป็นการขายมาสเตอร์ เป็นชุดแรกที่ดอนผีบินเริ่มทำงานกับค่ายเพลง ชุดที่ 5 สัญญาณเยือน Part 2 วงดนตรีเริ่มแตกเพราะมีปัญหาภายในวงดนตรีเพราะการทำเพลงคือธุรกิจดนตรี

เราอยากได้โปรดิวเซอร์มาร่วม เหมือนกับศิลปินระดับโลก แต่ผลสุดท้ายเราก็ไม่เอา ชุดที่ 5 เราก็ซื้อเครื่องอัด 8 แทร็ก มาบันทึกเสียงเอง แต่เราก็เหลือชื่อเสียง เอามาสเตอร์ไปขายให้กับบริษัทในเครือ ONPA

ตอนนั้นแต่ละคนก็ทำเพลงกันเอง ชุด 4 สองฟากฝั่ง (Collision) ชุด 5 สัญญาณเยือน Part 2 ได้รับรางวัลสีสันอวอร์ด ชุด 6 ปรากฏการณ์-ปรากฏกาย (Phenomenon) ก็เข้ารอบ

ค่ายเพลงเขาทดสอบเรา ทดสอบว่าเราเข้าใจธุรกิจดนตรีแค่ไหน เหมือนวง Metallica มือกลองตั้งวงดนตรี สามารถนำพาวงดนตรีขึ้นสู่การเป็นวงดนตรีระดับโลก มิวสิคบิสซิเนสสุดยอดมาก ฝีมือการเล่นก็เก่งเขา พอฟอร์ม Metallica ควานหาโปรดิวเซอร์ที่ดีกว่าคนเดิมมาช่วยทำเพลง ตั้งแต่เริ่มแต่งเพลง โปรดิวเซอร์นั่งฟัง บันทึกเสียง หยิบสิ่งดีมาทำ กระทั่งได้ Enter Sandman ยอดขายผลงานเพลงของ Metallica ก็เติบโต ทำทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก คือคุณทำเพลงอย่างไรโดยไม่หนีตัวตนของคุณ ดอนผีบินฉีก เขามาขวา เราซ้าย สุดท้ายแกรมมี่ก็ไม่ยุ่ง สุดท้ายก็เซ็นสัญญา และปฏิเสธโปรดิวเซอร์ เมื่อวางเทปจำหน่ายอดขายก็เงียบ

ช่วงที่เราเริ่มทำเพลงกับค่ายเพลง เริ่มมีวงอินดี้ วงร็อก เช่น วงโมเดิร์นด็อก มีเพลงอิสระจากกลุ่มเล็ก ค่ายใหญ่ก็เป็นค่ายใหญ่เหมือนเดิม เพราะเขามีต้นทุน เขาต้องทำเพลงเพื่อการค้า (Commercial) แต่ว่าเขาไม่สามาถทำได้เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่เขาทำเพลงเพื่อขาย เอาใครมาร้องก็ได้ เป็นซาวด์ตลาดที่ขายได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็แตกกลุ่ม เพื่อให้อิสระดนตรีคลี่คลาย เช่นมอร์มิวสิค อาร์พีจี เขารวมกันที่เดียวเขาเถียงกันมาก ค่ายที่รับเราตอนชุด 6 ก็ยีราฟ เร็คคอร์ด พี่ดี้เป็นผู้บริหารค่ายเพลง

สูงสุดสู่สามัญ

ชุดแรกเราทำอัลบั้มเรายังทำงานประจำ พอทำอัลบั้มที่สองพี่สัมบัติมือกีตาร์ลาออกจากราชการ ตอนนั้นรับราชการครู ผมกับน้องชายลาออกจากบริษัท เราเดินบนเส้นทางดนตรีที่มันเท่ห์ เราคิดว่าจะอยู่กับดนตรี เราไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นจะคิดยังไง เราลาออกงานเพื่อมาทำเพลงขาย อยู่ได้เพราะเงิน เราก็ต้องขายเทป ได้เงินแบ่งกันเท่าใด อัลบั้ม 3 เราอยู่กับดนตรี ทำได้สองชุดต่างคนต่างใช้ชีวิตของตนเอง พอทำชุด 6 ก็ย้ายคนละทิศทาง สมบัติหนีกลับท่าวังผา น่าน ใช้ชีวิตอยู่รอดยังไงก็ไม่รู้เป็นเวลา 12 ปี โดยไม่มีงาน ทำงานอนุรักษ์

ผมกลับเชียงใหม่มาทำห้องอัดเสียง ทำค่ายเพลงของตนเองชื่อว่า “เดย์วันเร็คคอร์ด” มีห้องบันทึกเสียงอยู่เชียงใหม่ ทำอัลบั้ม รับจ้างทำเพลง ทำสปอตโฆษณา ทำถึงจุดหนึ่งเทปซีดีก็ขายไมได้ เราปรับแผนการทางธุรกิจ เปิดร้านขายเครื่องดนตรี ต่อเนื่องจากการทำห้องบันทึกเสียงเพราะสมัยก่อนอยู่ห้องบันทึกเสียงอยู่กลางทุ่งนา ย้ายเข้าในเมืองมาเช่าตึกแถวทำห้องบันทึกเสียง มองเห็นเขาขายเครื่องดนตรี แล้วก็มีลูกค้าบอกว่า อยากได้เครื่องเสียงสักชุดจะเอาไปประชุมชาวบ้าน เป็นงานของพิธีกร ส่งเสริมชาวบ้าน นั่นเป็นจุดเริ่มต้น หาแบบไหนราคาเท่าไหร่ จัดให้เป็นชุด เป็นจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจขายเครื่องดนตรี

เราทำร้าน Maximum Sound เมื่อ 15 ปี ที่แล้ว สมคิด แก้วทิตย์ ทำงานกับศิลปิน ทำเอ็กซิบิชั่น จัดงานโชว์ภาพ เดินทางไปทำงานที่ลาว ระเหเร่ร่อน ทำงานสถานบันเทิง ตอนนี้อยู่เชียงรายทำงานได้-ประมาณส่งเสริมศิลปะ ส่วน สมบัติ แก้วทิตย์ ใช้ชีวิตศิลปิน อยู่ที่ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง แต่ยังคงขายเสื้อดอนผีบิน แต่ยุคสมัยก่อน ขายเสื้อค่อนข้างยาก ต้องเกิดจากแฟนเพลงเขียนมาหา จึงเกิดไอเดีย สกรีนเสื้อธรรมดา แฟนเพลงก็ส่งธนาณัติมาให้

กระทั่งถึงปัจจุบัน คนซื้อเสื้อดอนผีบิน ก็คือแฟนเพลงยุคสมัยนั้น ตั้งแต่ชุดที่ 1 – 4 ช่วงนั้นคนฟังเพลงซื้อเอาไปใส่ เด็กๆ เริ่มเห็น เด็กช่างก็ซื้อกัน ตอนนั้นไม่มีของปลอม แต่เมื่อปีที่แล้วเด็กช่างใส่เสื้อดอนผีบินเป็นทีม ช่วงหลังเกิดการชิงเสื้อดอนผีบินกลายเป็นข่าวใหญ่ มันอาจจะเป็นข่าวทางลบแต่เป็นเรื่องพฤติกรรมของคนในสังคม ตอนหลังก็มีคนผลิตเสื้อดอนผีบินขายเต็มไปหมด ทั้ง พม่า ที่ตลาดอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ วางแผงขายทั่วไปตามตลาดนัด เสื้อดอนผีบินก็เลยขาดความขลัง ตอนนี้ก็กลับมาสู่ภาวะปกติ อาจจะแย่กว่าเดิมเพราะเสื้อดอนผีบินมีในตลาดมากเกินไป

พ.ศ. 2543 เราหยุดทำเพลง หลังเล่นคอนเสิร์ตการสื่อสารของสมาชิกในวงเริ่มแย่ลง ผมซื้อเครื่องอัดเสียง 8 แทร็ก -เครื่องดิจิตอลเดโม เล่นจนพัง ก็เลยคิดว่า เครื่องอัด 8 แทร็กลองบันทึกเสียงตนเอง ทำอัลบั้มดุมเดย์ เราขายเพลง ทำค่ายเพลง ผมพยายามทำเพลง ทำค่ายเพลงของตนเอง ทำห้องอัดเสียงให้คนมาเช่า ทำห้องบันทึกเสียงได้ค่าห้องชั่วโมงละ 400 บาท ผมพยายามต่อสู้มากกว่าคนอื่น เราผ่านชีวิตมาให้ได้ เราทำงานขายเครื่อดนตรี มีลูกน้อง ช่วงหลังเราทำเสื้อขาย

Ai เทคโนโลยีดนตรีมิใช่จิตวิญญาณ

ตอนนี้ศิลปินมี 2 กลุ่ม เขาอาจใช้เทคโนโลยีทำเพลง มองว่าการใช้ Ai ผลิตดนตรีเป็นทางลัด อยากมีชื่อเสียง สื่ออยู่ในมือทุกคน เมื่อมีข่าวหรือกระแสอะไรก็จะกลายเป็นคนดังในชั่วพริบตา ขณะเดียวกันสื่อทุกอย่างก็อำนวย อยากทำเพลงมีคอมพิวเตอร์ตัวเดียว มีคนสอนในยูทูป เรียนรู้หรือหาเพื่อนมาช่วยกันทำเพลง ส่วนการคิดก็ใส่โจทย์กำหนดเงื่อนไขให้กับ AI มันจะนำข้อมูลสร้างเป็นโครงเพลง แล้วก็นำเพลงมาทำต่อ มันอาจเป็นกระบวนการทำเพลงที่เร็ว แต่ในแง่ของความมีจิตวิญญาณและความคิดอาจไม่มี คนฟังเพลงอาจจะไม่รู้ แต่มันก็อาจจะเจ๋งที่คนฟังก็ได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าศิลปินคนนั้นเป็นคนทำเพลง ความเป็นอมตะก็ไม่มี เพราะมันใช้ Ai บทเพลงหากไม่มีการประชาสัมพันธ์ก็จะเลือนหาย มันต้องมีการแนะนำในสื่อออนไลน์ มีความท้าทายเรื่องการแข่งขัน

ทุกวันนี้ เรานั่งในร้านอาหารดูนักดนตรีเล่นเพลงของคนอื่น เล่นเพลงของศิลปิน นักดนตรีอาจมีทักษะการเล่นดนตรีที่ดีมาก แต่เขาไม่มีผลงานของตนเอง นักฟังเพลงชาวต่างชาติเขาเคารพเรื่องลิขสิทธิ์ ถ้าเอาเพลงคนอื่นมาเล่นเขาจะดูถูก คือ ถ้าจะเอาเพลงเขามาเล่นก็ต้องจ่ายเงินให้เขา ฉะนั้น นักดนตรีที่เป็นศิลปิน คือคนที่คิด สร้างสรรค์ ทำงานตนเอง นำเสนอเพลงแนวใด บางคนไม่มีความคิด ตัวอย่างศิลปินน้อยคนนักที่จะเหมือนกับวง “โลโซ” เพราะเขาสร้างสรรค์ดนตรีขึ้นมาเอง ต่างกับวงดนตรีวงอื่นที่มีเพียงฝีมือ มีคนเขียนเนื้อ มีคนเรียบเรียง บันทึกเสียงก็ไม่ได้บันทึกเสียงเอง บางคนก็เป็นนักร้องก็ร้องเพลงอย่างเดียว ศิลปินในยุคปัจจุบันก็จะมีหลากหลาย ลิซ่า เป็นศิลปินระดับโลกก็มีคนทำให้ เธอมีหน้าที่พรีเซ็นท์หน้าเวที แต่กว่าจะถึงจุดนั้นก็ต้องผ่านการฝึกฝน

บทเพลงมีหลากหลายเช่นเดียวกับรูปภาพ รูปภาพศิลปินนั่งวาดเพียงคนเดียวแต่การทำผลงานเพลงไม่ใช่ การทำเพลงต้องมีการบริหารจัดการ การโปรดิวซ์ เทคโนโลยีบนเวที มีการพัฒนาสามารถใช้ไอแพดเชื่อมคอนโทรเดินมิกซ์ตรงไหนก็ได้ สำหรับผมคิดว่า มันเป็นขีดสุด อีกไม่ช้าเสียงเพลงอาจมาตามอากาศโดยไม่ต้องมีลำโพง หรือกรณีคอนเสิร์ตล่าสุดของวงพอส โจ้ ที่เสียชีวิตไปแล้วเดินอยู่บนเวที ใช้เทคโนโลยีจำลองคนขึ้นมา เราไม่รู้ว่าการใช้เทคโนโลยีนำเสนอจะไปไกลกว่านี้หรือไม่ ส่วนพวกเราตอนนี้หยุดทำเพลง มีการรำลึกถึง “ดอนผีบิน” เขียนบอกเล่าเรื่องราวเก่าๆ พวกเราแก่แล้ว ทำเพลงต่อไปก็เหมือนเดิม คงไม่มีความคิดอะไรใหม่ ความคิดบางอย่างไม่เปลี่ยนแปลงซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งที่มันควรจะเป็น เราก็เลยไม่ร่วมกันทำเพลง ใครอยากทำอะไรก็ทำ ทำงานส่วนตัว

“กบ ไมโคร” ข้ามผ่านเส้นทางนักดนตรีสู่วิถีศิลปิน

0

“การฝึกดนตรีของแต่ละคนมีเป้าหมายต่างกัน ทุกคนจะมีสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนกว่าเราจะเจอมัน เมื่อเจอแล้ว สิ่งนั้นจะอยู่ติดตัวกับเรา กระทั่งมันกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจำได้ว่ามันคือนาย เสียงนี่คือเสียงนาย โน้ตสำเนียงนี้คือนายคนเดียว”

ไกรภพ จันทร์ดี หรือ กบ ไมโคร เป็นนักดนตรีที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยหนุ่มกับวงไมโคร เริ่มจากอัลบั้ม “ร็อค เล็ก เล็ก” ค้นพบตัวตนและวิถีการทำงานดนตรี หลังจากออกอัลบั้ม คือ หมื่นฟาเรนไฮต์ , เต็มถัง บรรลุความถึงความเป็นมือกีตาร์จากการทำงานในห้องบันทึกเสียง ทำอัลบั้มของตนเอง คือ มนุษย์กบ,กีตาร์ไม่มีสาย,ฉันทนาโคโยตี้ ทำงานเป็นโปรดิวเซอร์ และหวนกลับสู่เวทีคอนเสิร์ตอีกครั้งกับวงไมโคร เขาบรรลุถึงความเป็นศิลปิน เข้าใจรูปแบบการทำงานดนตรีตั้งแต่ยุค 1980 ถึงปัจจุบัน แม้ช่วงแรก เขาจะรับวัฒนธรรมดนตรีตะวันตกมาอย่างมหาศาล แต่ก็สามารถข้ามผ่านสู่การสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง วิธีคิดและวิธีนำเสนองานดนตรีของเขาแตกต่าง นั่นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “ไมโคร” ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของแฟนเพลง

วัยเด็กกับการค้นพบดนตรี

ผมเป็นคนภาคอีสานอพยพ พ่อเป็นคนจังหวัดโคราช พาครอบครัวเข้ากรุงเทพฯ เข้าสู่ความเจริญ ฉากชีวิต เป็นคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่ประสีประสาอะไร เป็นที่น่าขันของพี่น้องทุกคน ครอบครัวเรียกผมว่า ทึบ หรือ ไอ้ทึบ ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น เมื่อมาอยู่กรุงเทพก็เป็นเด็กที่โง่ที่สุดในห้อง ห้องเรียนมี 23 คน สอบได้ที่ 23 ตอนนั้น ดีใจมากเพราะคิดว่าได้ลำดับเลขมากที่สุด เมื่อเรียนประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 ประสบอุบัติเหตุ ถูกไฟช็อต ตกบันไดบ้านหัวน็อกพื้นสลบ หลังจากนั้นก็สอบได้ที่ 1 มาตลอด เมื่อเรียนจบโรงเรียนวัดเทพลีลารามคำแหง ก็อยากสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดม

ตอนนั้น เด็กที่เข้าสอบประมาณ 7,000 -8,000 คน นักเรียน 500 คน เราก็สอบเข้าเรียนได้ ผมมีสมองไม่ปกติ คิดอะไรไม่เหมือนคนอื่น เราไม่ต้องการและพยายามเป็นคนเรียนเก่ง เราทิ้งการเรียน ไม่ใส่ใจเรื่องการเรียน ตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการไปเยี่ยมโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไทในงานนิทรรศการโรงเรียน เป็นครั้งแรกที่เราเห็นการแสดงดนตรีร็อกบนเวที เป็นครั้งแรกในชีวิต เราก็เดินไปเกาะหน้าเวที มองดูกีตาร์ กีตาร์ที่เล่นดนตรีร็อก เป็นครั้งแรก บ้านเราไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีโลกภายนอก เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเพลงร็อก ในเวลานั้นเราตัดสินใจว่า ฉันจะเล่นดนตรีร็อก จะเป็นมือกีตาร์ร็อก

เราเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จับคอร์ด C Em F G เล่นเพลง “เหมือนไม่เคย” ของวงแกรนด์เอ็กซ์ “เรื่อยๆ มาเรียงๆ นกบินเฉียงไปทั้งหมู่” ส่วนรุ่นพี่ข้างบ้านก็เล่นเพลงเพื่อชีวิต วงคาราวาน เช่น คนกับควาย เปิบข้าว ข้าวคอยฝน นกสีเหลือง เราเล่นเพลงพวกนี้ตั้งแต่เรียนประถมศึกษา เล่นโดยไม่เคยได้ยินเพลงต้นฉบับ ภายหลังถึงทราบว่า พี่ชายข้างบ้านเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่หายไปในเหตุการณ์ 6 ตุลา

จุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรี ไม่ได้เล่นดนตรีเพลงร็อก เราเล่นเพลงเพื่อชีวิต เพลง คาราวาน กรรมาชน แต่ไม่รู้จักว่า มันคืออะไร? เมื่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เห็นเขาเล่นเพลงร็อกบนเวทีครั้งแรก ก็ตัดสินใจว่าจะเล่นเหมือนพี่เขาเล่น เราทิ้งการเรียน ครอบไม่มีเงินพอที่จะส่งเราเรียนดนตรี ดนตรีเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน แม้พี่ชายคนโตจะเป็นนักดนตรีคาเฟ่ เล่นกีตาร์กับริทึ่มบอกซ์ (Rhythm Box) แล้วก็เลิกเล่นทิ้งกีตาร์ไว้ให้ เราแอบเล่น แอบฝึก ทำทุกอย่างเอง หยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น พยายามทำให้มันเป็นเพลงที่เราเคยได้ยิน เรียนกีตาร์โดยไม่รู้โน้ต ไม่รู้คอร์ด ไม่มีคนสอน หัดเล่นด้วยตนเองมาเรื่อยๆ

“วัยระเริง” จุดเปลี่ยนของไมโคร

เมื่อเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย มีเพื่อนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ชวนตั้งวงดนตรี ออกตระเวนเล่นดนตรีตามต่างจังหวัด ค่าตัวไม่ได้ ขอให้ได้ไปเล่น ตั้งแต่วันนั้น เราไม่เอาการเรียน เราเลือกเล่นดนตรี เราจะต้องเป็นมือกีตาร์วงดนตรีร็อกบนเวทีให้ได้ ต้องฝึก ต้องค้นหาตนเอง ไม่มีเงินไปเรียนดนตรี ทุ่มเทค้นหามันให้เจอ แต่ละวันก็ได้แต่เล่นกีตาร์ เพื่อนที่โรงเรียนรู้ว่าเราเล่นกีตาร์ก็เพราะหิ้วกีตาร์มาโรงเรียน ก็ชวนตั้งวง เรามีโอกาสได้เจอกับนักดนตรีรุ่นใหญ่ที่จังหวัดจันทบุรี ตอนนั้น เราเล่นดนตรีชื่อวง The dust เป็นวงเล่นเปิดงานให้เขา ส่วนวงของเขาเล่นเพลงของ Scorpions เมื่อเล่นเสร็จเขาก็ถามชื่อ เราบอกว่าชื่อ “กบครับพี่” เขาก็บอกว่า “กลับไปกรุงเทพฯ ถ้านายมีเวลา ไปเจอเราที่ประตูน้ำ เรามีห้องซ้อมดนตรีที่ประตูน้ำ ถ้านายชอบ Scorpions” พี่คนนั้นคือ พี่ปู่ เป็นมือกลองวงเดอะแก็งค์ หลังจากนั้น เมื่อเราเล่นดนตรีกับพี่ปู่ เราก็เป็นสมาชิกรุ่นต่อมาของวง “เดอะแก็งค์”

พี่ปู่เป็นเจ้าของห้องซ้อม เป็นเจ้าของร้านทำผม แต่เพื่อนร่วมวงเป็นเด็กมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบก็แยกทางกัน เราก็เข้าไปอยู่ในวงแต่ยังไม่ทันได้โชว์ก็แยกทางกัน เราทำวงขึ้นมาใหม่ แล้ววง “เดอะแก๊งค์” ก็ไปเจอกับผู้ใหญ่ในวงการ ชื่อ สมัชญ์ มโนใหม่ เป็นน้องของพี่ดา เจ้าของ DaDa Sound รายการโลกดนตรี พี่สมัชญ์ เล่าให้ฟังว่า คุยกับรุ่นใหญ่ รุ่นใหญ่บอกว่า ชื่อ “เดอะแก็งค์” มันไม่เหมาะ เลือกเอาชื่ออื่นมาทำวง เช่น นิวเคลียร์ หรือ ไมโคร คนที่ฝากข้อความถึงเราก็คือ พี่จี๊ด สุนทร สุจริตฉันท์ (นักร้องนำวงรอยัลสไปรท์) พวกเราจึงเลือก “ไมโคร” เป็นจุดกำเนิดวงดนตรี 5 คน มีพี่ปู่เป็นนักร้องนำ แต่ “ไมโคร” ก็ยังเล่นเพลง Scorpions

เราเป็นคนไม่ดูคอนเสิร์ต แรงบันดาลใจส่วนใหญ่มาจากภาพโปสเตอร์ที่ซื้อตามตลาดนัด โปสเตอร์แผ่นละ 5 บาท เอาใส่หน้าปกสมุด เปิดวิทยุฟังรายการ Top Teen Talent เล่นดนตรีของ Scorpions ทั้งอัลบั้ม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น พี่สมัชญ์ พาไมโครไปเจอกับพี่เสกสรรค์ ภู่ประดิษฐ์ ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ “โลกดนตรี” พี่เสกสรรค์ พาไปเจอกับอาเปี๊ยก โปสเตอร์ เมื่อทราบว่า อาเปี๊ยกต้องการวงดนตรีเด็กวัยรุ่นเล่นเพลงร็อก เขากำลังจะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับดนตรีร็อกรุ่นใหม่ พี่เสกสรรค์จึงพาไมโครไปเสนอกับอาเปี๊ยก ตอนนั้น เป็นจังหวะที่พี่ปู (อดิสัย นกเทศ) ชวนหนุ่ย อำพล ลำพูน มาร้องนำ หนุ่ยเป็นเด็กอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นเด็กบ้านเดียวกันแล้วเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ

แจ้งเกิดในภาพยนตร์ยุค 80

พี่ปูเป็นนักวางแผน แกมั่นใจว่า หนุ่ยดีพอที่จะนำเสนอกับอาเปี๊ยก ตอนนั้น หนังเรื่องวัยระเริงมีพระเอกอยู่แล้ว เมื่ออาเปี๊ยกมาเห็นหนุ่ย ด้วยความที่หนุ่ยเป็นนักร้องนำของวงไมโคร อาเปี๊ยก ตัดสินใจเลือกหนุ่ยเป็นพระเอก ถึงแม้ภาพยนตร์จะเป็นมือกลองและนักร้อง แต่โดยสถานภาพหนุ่ยเป็นนักร้อง แล้วพวกเราก็เป็นนักแสดงในภาพยนตร์ด้วยกัน พี่ปูเป็นนักวางแผนมือฉกาจ พวกเราเล่นหนัง “วัยระเริง” คนทั่วไปก็ไม่นึกว่า วัยระเริงเป็นวงดนตรีจริงๆ นึกว่าเป็นนักแสดงถูกตั้งชื่อเพื่อเล่นดนตรีแสดงในภาพยนตร์ กระทั่งหนุ่ยทำงานเป็นพระเอกหนังเรื่อง “น้ำพุ” พี่เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ทราบว่า หนุ่ยมีวงดนตรี หนุ่ยคุยงานเพลงกับพี่เต๋อ แล้วหนุ่ยก็ดึงวงไมโครเข้าสู่บริษัทแกรมมี่ แต่ก่อนหน้านั้น ไมโคร ก็เกือบได้ออกอัลบั้มหลายครั้ง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้ง ตอนเล่นเพลง Scorpions ไมโครไม่มีมือคีย์บอร์ด พี่ปูก็คิดว่า วงดนตรีต้องมีสีสันจึงทาบทามสมาชิกคนสำคัญ คือ พี่บอย เข้ามาเป็นมือคีย์บอร์ดในยุคที่วงดนตรีแฮร์แบรนด์เข้ามาในตลาดโลก เช่น Bon Jovi เพลง Runaway อินโทรนำด้วยคีย์บอร์ด เป็นเหตุผลให้พี่ปูดึง “บอย” จากห้องซ้อมมาอยู่วงไมโคร ซึ่งตอนนั้นพี่ปู่ก็ออกจากวง

วันสำคัญมาถึง เมื่อหนุ่ยเอาเพลงไปเสนอกับแกรมมี่ทำให้เกิดการออดิชั่น ตอนนั้นเราอายุ 17 ปี เป็นวันอาทิตย์ เขาชวนเล่นดนตรี เราก็ไป คอนเสิร์ตชื่อ “แดดเดียว” ถ่ายทอดสดช่อง 9 เราไม่รู้ว่ามันคือคอนเสิร์ตออดิชั่นเข้าแกรมมี่ พิธีกร คือ พี่เอก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ เราเล่นดนตรีกันเต็มที่ เราเล่น Rock Bottom , Breaking the Law จำความได้ว่า เมื่ออัดรายการเสร็จ ถอดแจ็คกีตาร์ออก ขณะกำลังจะเดินลงเวที พี่คนคุมเวทีตะโกนบอก “เด็กๆ วันอังคารเข้าบริษัทนะลูก” ใครไม่รู้ในวงก็ถามกลับ “ทำอะไรครับ” เราได้รับคำตอบสั้นๆว่า “เซ็นสัญญา”

เราเล่นดนตรีร็อก ไม่เคยเล่นดนตรีในร้านอาหาร ไม่มีคนจ้าง ไม่มีห้องซ้อม ไม่มีเวลาเล่นดนตรีในงานดนตรีทั่วไป งานหลักของไมโครคือการซ้อมดนตรี นานๆ ถึงจะมีโอกาสได้ออกไปเล่นดนตรีสักครั้ง เราอยากจะซ้อมดนตรี ซ้อมเพลงเดิมๆ ซ้อมจนกระทั่งเข้าสู่บริษัทแกรมมี่ พวกเราไม่เคยรู้ทฤษฎีดนตรี ไม่เคยบันทึกเสียงในห้องอัด อัลบั้มชุดแรกออกวางจำหน่ายหลังเซ็นสัญญากับแกรมมี่เกือบปี เราทำหน้าที่ร้องเพลงไมโคร 3 เพลง เราร้องเพลงแบบซื่อๆ พี่ป้อม อัสนี โชติกุล เป็นคน Rhythm ตอนนั้น เราไม่รู้เลยว่า Rhythm คืออะไร Timing คืออะไร แต่มีโอกาสโซ่โล่กีตาร์หลายเพลง ตอนนั้นอายุเราเพียง 18 ปี

เราฝ่าด่านปรมาจารย์ทางดนตรีในห้องอัด ขอบันทึกเสียงได้ในชุดแรก รับหน้าที่ร้องเพลง “เรามันก็เป็นอย่างนี้” เพลง “ลุง” อีกเพลงที่สำคัญซึ่งมารู้ทีหลังว่า ตอนแรกเราต้องร้องเพลง “จำฝังใจ” แต่หนุ่ยไม่คลิ๊กกับเพลง “รักปอนปอน” จึงขอร้องเพลง “จำฝังใจ” ส่วนเราก็เลยรับหน้านที่ร้องเพลง “รักปอนปอน” ส่งผลสำคัญต่อชีวิต ยอมรับว่า ตั้งรับไม่ถูกกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงเรื่องชื่อเสียงหรืออะไรทั้งสิ้น ในอุดมคติการเล่นดนตรีของเรา เราไม่ได้เล่นกีตาร์เพื่ออวดหญิง ไม่ได้อยากเล่นดนตรีเพื่อโชว์ออฟบนเวที เราเพียงต้องการเข้าถึง เหมือนเขาคนนั้น เหมือนตอนที่เขาเล่นดนตรีแสดงตอนที่เราเรียนเตรียมอุดมศึกษา เราจึงไม่กังวลใจแม้จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อบทเพลงเป็นที่รู้จัก มีคนเขียนจดหมายถึงที่บ้านเป็นร้อยเป็นพันฉบับ เราก็ยังตั้งหน้าตั้งตาซ้อมดนตรี เพื่อทำอัลบั้มต่อไปเพราะเราจะได้ไม่ต้องรบกวนรุ่นพี่เขามาเล่นให้ เราจะได้เป็นเจ้าของเสียงกีตาร์ของตนเอง เราไม่สนชื่อเสียงหรืออะไรทั้งสิ้น เรามีอุดมคติในเชิงดนตรีของเรา

แสวงหาและค้นพบศิลปินในตัวตน

เราเดินทางเล่นดนตรีทั่วประเทศ รับงานทุกรูปแบบ ไม่มีจังหวัดไหนที่ไมโครไม่ไป ยุคนั้น ถนนพหลโยธินยังสร้างไม่เสร็จ บริเวณลำตะคอง มีร้านอาหารเพียงร้านเดียว เก้าอี้เดียว เขามาเพื่อกินปลาดุกย่าง เราทัวร์คอนเสิร์ต ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ จากวงดนตรีที่ไม่เคยเล่นประจำ ไม่เคยมีใครจ้าง ก็เล่นคอนเสิร์ต เล่นงานกลางแจ้ง เจอกับผู้คนหลักพันถึงหลักหมื่น คอนเสิร์ตสนามบอลมหาวิทยาลัยรามคำแหง แกรมมี่ให้ไมโครเล่นคอนเสิร์ตเปิดตัวอัลบั้มที่นั่น คนเต็มทั้งสนามฟุตบอล มองออกไปจนถึงยอดตึกรอบเวที คนจำนวนมหาศาล เขามาชมคอนเสิร์ตวงไมโคร ถือเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานดนตรีอย่างจริงจัง

จากวันเริ่มต้น เริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ฝึกเล่นกีตาร์อย่างจริงจังตอนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ร่วมวงดนตรีกับเพื่อนตอนเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบกับไมโครตอนเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 ออกอัลบั้มทำงานในห้องบันทึกเสียงอายุ 18 ปี เล่นดนตรียาวนานถึงอัลบั้ม “ร็อค เล็ก เล็ก” “หมื่นฟาเรนไฮต์” และ “เต็มถัง” วิธีฝึกกีตาร์ยังคงเดิม ไม่ได้เรียนดนตรีอะไร แต่เรามีเพื่อนคนสำคัญคือพี่ “อ้วน ไมโคร” เขาจะเล่นให้ดูแล้ว เราก็ทำตาม เราไม่มีทฤษฎีดนตรีหรือตำราดนตรี พี่อ้วน เขาเป็นคนขยันแกะเพลง เล่นสามพยางค์แบบนี้ เราก็จะรับมาจากพี่อ้วน แล้วก็ปรับปรุง มันสามารถพัฒนาต่อได้อย่างนี้นะ ก็จะเป็นคู่ฝึกที่ช่วยกันค้นหาและพัฒนา วิธีการเล่นกีตาร์เราค่อนข้างชัดเจน เล่นและฝึกซ้อมจากความชอบ ไม่มีใครมาบังคับ พี่อ้วนเป็นคนที่เล่นกีตาร์ชัดเจนหวานหู ส่วนเราเล่นกีตาร์เผ็ดแม้ว่าจะเล่นเพลงเดียว ยิ่งฝึกยิ่งค้นพบอัตลักษณ์ของตนเอง เช่น ปิ๊กกีตาร์พี่อ้วนเวลาใช้ไปนานๆ จะเรียวแหลม ส่วนปิ๊กกีตาร์ของเราเวลาใช้งานไปนานๆ ปิ๊กกีตาร์จะกลม มันคืออัตลักษณ์การใช้มือขวาที่แตกต่างกัน

ช่วงเวลานั้น เราไม่เคยดูวงร็อกเล่น มันทำให้เราต้องค้นหาว่า สิ่งที่เราอยากจะได้ อยากจะเป็น มันเป็นอย่างไร? เราค้นหา เราค้นพบว่า ตอนที่เราพัฒนาตนเองได้ดีที่สุดคือตอนที่เราดีดกีตาร์โดยไม่เสียบแอมป์ อยู่เงียบๆ ตอนตี 2 ดีดกีตาร์โดยไม่เสียบแอมป์ พอเราได้ยินเสียงกีตาร์เปล่าๆ จากบอดี้โดยไม่มี distortion ไม่มีเอฟเฟค เราถึงเข้าใจว่า สิ่งที่เราเล่นอยู่ ติดอยู่ มันคือ มายาคติในเรื่องของเสียง เนื้อเสียงของกีตาร์จริงๆ มันเกิดจากกีต้าร์เก่าๆ

จากจุดนั้น เราพัฒนามาถึงการเป็นคนทำงานดนตรีมืออาชีพ ซึ่งเป็นช่วงออกอัลบั้ม หมื่นฟาเรนไฮต์ ก่อนจะขึ้นอัลบั้ม เต็มถัง ก่อนนั้นเรา เล่นโดน เล่นได้ แต่ไม่เข้าใจ เข้าใจการเล่นกีตาร์จริงๆ ตอนปลายของการทัวส์คอนเสิร์ต หมื่นฟาเรนไฮต์ เต็มถัง แล้วก็ “ดับเครื่องชน” โมเมนต์ (Moment) เหมือนเพลง “เราเองมันก็คนอย่างนี้” เพียงแต่ว่า สิ่งที่เกิดจากความตั้งใจ (Concentrate) ขึ้นอยู่กับอุดมคติในการเล่นดนตรี เสียงในอุดมคติ โน้ตดนตรีในใจ รูปแบบของการเล่นที่เราชอบ เราบอกตามตรงว่า เราไม่ได้ฟังวงแฮร์แบนด์ ( Hair band หมายถึง วงดนตรีร็อกแนว Glam Metal หรือ Hard Rock ที่โด่งดังในทศวรรษที่ 1980 ถึงต้นทศวรรษที่ 1990) ยิ่งเล่นเพลงร็อก เพลงเฮฟวี่ ยิ่งไม่ฟัง เพราะเราไม่ใช่แบบนั้น เมื่อถึงยุค เล่นเร็ว ปั่นกีตาร์เร็วเป็นจรวด เราไม่เอา เพราะมันไม่ใช่ความสุขในอุดมคติทางดนตรีของเรา

ถึงยุคของการเล่นกีตาร์แบบ Yngwie Johann Malmsteen หรือ Steve Vai มีคนถามว่า ทำไมไม่เล่นอย่างนั้น ก็เพราะว่า มันไม่ใช่ความสุข ความสุขของเราคือการได้เล่นโน้ตอย่างที่เราชอบ เราพอแล้ว บางคนบอกนายไปต่ออีกหน่อย ถ้านายเดินตามปรมจารย์เหล่านี้ นายอาจจะไปได้ไกลกว่านี้ เราบอก ไม่! เราพอแล้ว เพราะเราเดินทางมาถึงอุดมคติที่เราตั้งเป้าหมายเอาไว้ตั้งแต่เด็ก เรามีความสุข ตอนนั้นคิดว่า ชีวิตเราคงไม่ต้องพยายามทำอะไรอีกแล้ว ไม่ต้องทำความรู้จักกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ดนตรี เมื่อไมโครแยกทางกัน เราเข้าสู่การเป็นมือกีตาร์บันทึกเสียงในห้องอัด บันทึกเสียงให้กับศิลปินในสังกัดแกรมมี่ นอกแกรมมี่ ทั้งค่ายใหญ่ ค่ายเล็ก รับทำงานทุกอย่าง การทำงานในห้องบันทึกเสียงก็เป็นอุดมคติของเรา เวลาที่เราเดินทางไปที่ไหนแล้วได้ยินเสียงเพลงนั้นขึ้นมา ก็รู้ว่า ใช่ นั่นเป็นเสียงกีตาร์เรา

หวนคืนสู่ความทรงจำกับ “ไมโคร”

เสียงที่ฝากไว้ตลอดกาลในบทเพลง การเป็นมือกีตาร์บันทึกเสียงในห้องอัด ตอบโจทย์เป้าหมายการเป็นมือกีตาร์ การที่เราเล่นดนตรีต่อหน้าคนนับหมื่น ได้โชว์แอ็กชั่นสวยๆ มันก็ดี มันเป็นอีกรสชาติหนึ่งของชีวิต แต่รสชาติของการเป็นมือกีตาร์ คือ การเป็นศิลปินในห้องบันทึกเสียง มันตอบโจทย์สิ่งที่เราต้องการ เราอยากจะฝากเสียงไว้ในเพลง มันอยู่ตลอดกาล ตราบใดที่มีคนเปิดเพลง “หัวใจมักง่าย” นั่นละ ไม่ว่าจะไปได้ยินเพลงนี้ที่จังหวัดไหน มันก็เป็นเสียงกีตาร์ของเรา เราฝากเอาไว้ตรงนั้น มันเป็นความสุข

100% มีเพียง 1% ที่จะมีคนบอกแนวทางให้ 100 เพลง มีเพียงเพลงเดียวเท่านั้น ที่โปรดิวเซอร์จะบอกแนวทาง ทุกอย่างมือกีตาร์ต้องคิด ไม่มีโอกาสได้ฟังดนตรี หิ้วกีตาร์ไปห้องอัด ตั้งใจ เปิดเพลงฟัง เทียบคีย์ เช็คคอร์ด มันมีรูปแบบของการทำงาน ไลน์ดนตรี ทำริทึ่ม ไลน์หลัก ไลน์รอง ไลน์ประสาน เริ่มต้นค้นหาริทึ่มก่อน เหตุผลที่โปรดิวเซอร์เรียกใช้เรา เขาต้องการเสียงแตกแบบ กบ ไมโคร ถ้าเขาต้องการเสียงคลีนใสๆ เขาก็จะบอกเราว่า เขาต้องการเสียงคลีนของกีตาร์แบบนี้ เล่นให้เขาฟัง แล้วเขาจะบอก Sey yes , Sey no เมื่อถึงท่อนโซโล่ เราเสนอให้กับโปรดิวเซอร์ฟังในสิ่งที่เรารู้สึกกับบทเพลงนั้น เล่นกันสดๆ ไม่มีการตระเตรียม คิดกันที่หน้าห้องบันทึกเสียง ไม่มีการ copy หรือ paste ตั้งแต่ยุคของอนาล็อก เพลง “ม้าเหล็ก” จ๊อด กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา เป็นโปรดิวเซอร์ เราเทียบสาย เช็ค ใส่หูฟัง ริทึ่ม โซโล พี่จ๊อด เขาก็บอกว่า เอาบางส่วนของการเล่นที่เป็นเสียง “แว่วแว่ว” เราก็ทำให้เสียงกีตาร์เป็นเสียงวาวด์ วาวด์

เมื่อไมโครออกงาน “อินดี้” ตอนนนั้นเราอยู่ค่าย ฟิลฮาร์โมนิก (Philharmonie) ความจริงเป็นงานที่เรากับพี่บอยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำเพลง แต่คนที่อยู่ในห้องบันทึกเสียง คนที่อยู่ในภาคของการสร้างงาน ก็จะเป็นพี่กบกับพี่บอย เรียนรู้การเป็นมือกีตาร์บันทึกเสียง เรียนรู้การทำเพลง เราออกอัลบั้ม “ทางไกล” จบแล้วก็แยกทาง ตามเส้นทางของตนเอง เราแต่งเพลง 3 เพลง เอาไปเสนอค่ายเพลงเผื่อได้ออกอัลบั้ม ก็คือ อยากแต่งเพลง ทำเพลงของตนเองบ้าง นั่นจึงเกิดเพลง “รักข้างเดียวมันช้ำอยู่แล้ว” ตอนนั้นอยู่กับบีอีซีเทโร เราไม่ได้เป็นศิลปินแต่งเพลงมาตั้งแต่ต้น เราเพียงแค่ “คัน” อยากทำ ความจริงการแต่งเพลง เป็นเครื่องมือหนึ่งในการที่เราจะได้ระบายสีของความคิด ไม่ว่าจะเป็นสีสันของกีตาร์ สีสันของเนื้อร้อง สีสันของดนตรี เป็นไอเดียที่เป็นรูปธรรม

อัลบั้ม “มนุษย์กบ” ประสบความสำเร็จ อัลบั้มชุดต่อมาคือ “กีตาร์ไม่มีสาย” อยู่กับบีอีซี-เทโร อัลบั้มชุดที่สามก็คือ “ฉันทนาโคโยตี้” เรากลับไปอยู่แกรมมี่โกลด์ ความจริงแล้ว ฉันทนาโคโยตี้ ถูกสร้างขึ้นมาด้วยไอเดียเพลงร็อกเพื่อชีวิต เป็นแนวคิดของอีกวงหนึ่งซึ่งเราเป็นสมาชิก แต่ตอนที่เรานำเสนอ พี่เขาไม่ยอมให้ใช้ชื่อวงนั้น ซึ่งวงนั้นเป็นวงร็อกเพื่อชีวิต “ฉันทนาโคโยตี้” จึงเป็นต้นแบบเพลง “ดูถั๊วะ ดูถั๊วะ” ของ แสน นากา ต่อมาเราก็ได้เป็นโปรดิวเซอร์ของ แสน นากา โปรดิวเซอร์ แช่ม แช่มรัมย์

การโปรดิวเซอร์ เรามีต้นแบบ แต่ละจุดหมายของชีวิตไม่เหมือนกัน คนแรกที่ทำให้เราอยากเป็นโปรดิวเซอร์ คือ พี่ป้อม อัสนี โชติกุล ตอนทำอัลบั้มชุด “ร็อค เล็ก เล็ก” ต่อมาก็คือ จ๊อด กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา , พี่ตั๋ม จาตุรนต์ เอมซ์บุตร เราแต่ได้ฝัน ได้แต่คิด ไม่นึกว่า ในเวลาต่อมาตนเองจะเป็นโปรดิวเซอร์ กระทั่งทำอัลบั้มของตนเอง จึงเข้าใจว่า การโปรดิวเซอร์มันคือการดูภาพรวมทั้งหมดให้ผลงานเข้ามาสู่สายพานการผลิต เราเริ่มต้นจากการบันทึกเสียงจากกีต้าร์แทรคเดียว ปิ๊กกิ้ง โซโล่ มาสู่การดูแลดนตรีทั้งอัลบั้ม เป้าหมายระหว่างทางชีวิตก็จะมีต้นแบบ การเป็นโปรดิวเซอร์เราต้องดูแลอะไรบ้าง ทำงานกับค่ายเพลงมีโจทย์ มีการนำเสนอเรฟเฟอร์เร้นซ์ (Reference) เอาเนื้อเพลงที่แต่งไว้มาทำเดโมเพื่อนำเสนอ บางทีโปรดิเซอร์บอกว่ามันเข้มไป คนที่สอนเราทำงานโปรดิวเซอร์ คือ กริช ทอมมัส หรือพี่ตี่ เราคลุกคลีกับพี่ตี่ในห้องบันทึกเสียง เราเป็นมือกีตาร์ประจำตัวพี่ตี่ ตั้งแต่ อัลบั้ม ขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย , ยุ้ย อลิสา อินทุสมิต กระทั่งวันหนึ่งเราก็กลายเป็นทีมโปรดิวเซอร์ของพี่ตี่

วิถีสร้างสรรค์กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

การบันทึกเสียง เราเกิดจากเทป 2 นิ้ว ทุกอย่างทำด้วยมนุษย์ ใช้มือกดปุ่ม เดินหน้า ถอยหลัง และเจาะ เราไม่สามารถ Copy and Paste ตั้งแต่ต้นจนจบมันเป็นการเล่นจริง ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถทำท่อนนี้เสร็จแล้วมาวางข้างหลัง สามารถปรับแก้ได้ เราปรับตัว เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การทำงานง่ายขึ้น ต้นทุนต่ำ ค่าเช่าห้องอัดวันละ 15,000 บาท เหลือวันละ 8,000 บาท ทุกวันนี้นั่งบันทึกเสียงอยู่บ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ยุคสมัยก่อน ถ้าบอกว่างานยังไม่ได้ งานยังไม่ผ่าน บอกว่าร้อยแทรค ก็ต้องร้อยแทรค ทำงานตั้งแต่ 14.00 น. ถึง 08.00 น. ของอีกวัน เพราะเมื่อทุกอย่างเริ่มต้น เราต้องทำให้จบให้ได้ในแทรค คือถ้าบอกว่าจบกี่โมง ต่อเวลาได้ถึงกี่โมง ก็ต้องจบให้ได้ มือกีตาร์หรือคนทำงานเพลงยุคเก่า เขาถึงมีความตั้งใจในการทำเพลงสูงมาก ไม่ว่าแรงกดดันจะมากแค่ไหน ต้องทำให้ได้ เมื่อมาถึงยุคดิจิตอล มันทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้น เป็นเจ้าของง่ายขึ้น พัฒนางานได้ง่ายขึ้น เราจึงได้ยินได้ฟังอะไรที่แปลกหู แตะหู เกิดเพลงใหม่ขึ้นทุกวัน

ไม่เคยมีกำแพงสำหรับเด็กยุคใหม่ เพราะเรารู้ว่า ที่มาที่ไปในการสร้างงานเพลงเกิดจากอะไร อีกอย่างคือ ดนตรีไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ได้ ถึงแม้ว่าคนยุคหนึ่งจะหยุดอยู่กับเพลงยุค 80 หรือ 90 อาจจะบอกว่า คนรุ่นนี้ฟังเพลงอะไรไม่รู้เรื่อง แต่เพลงในยุคสมัยนี้ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อให้คนยุค 80-หรือ 90 มันเป็นคนละกลุ่มเป้าหมาย การเดินทางของเสียง ของดนตรี เราทำความเข้าใจเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา Disruption ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงแค่เพียงโครงสร้างเพลง หรือเครื่องมือทำเพลง แต่นำพาเอาสิ่งใหม่เข้ามา เปิดโอกาสให้คนที่เข้าไม่ถึงได้มีโอกาสสร้างงานเพลง ตอนอายุ 18 เราเล่นคอร์ดไม่ผ่าน เพราะ Timing พี่ป้อม อัสนี โชติกุล ต้องมาเล่นคอร์ดให้ ถ้าเป็นยุคสมัยนี้ เราอายุ 18 ปี เราอยู่กับดิจิตอล เราสามารถ Loop ดนตรีแล้วฝึก เล่นอยู่กับดนตรี โดยที่ไม่ต้องรบกวน Sound Engineer กด Loop กด Review ถ้า Review เกิน 50 รอบ เขาก็มองหน้าแล้ว ทุกวันนี้ดิจิตอลให้โอกาสคนเข้าถึงการสร้างผลงานเพลง

วันที่กลับมาเล่นคอนเสิร์ต เราไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ถึงได้เห็นว่า ภาพความทรงจำที่พวกเราได้สร้างเอาไว้อยู่ในมโนสำนึกของคนฟัง คนดู มันไม่มีอะไรที่จะเข้ามาทดแทนสำหรับเขาได้ เราได้เห็นคนที่นั่งร้องไห้จากการฟังเพลง นั่นคือการเอาความทรงจำที่ฝังอยู่ในจิตสำนึกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง แต่ก่อนเราไม่รู้ว่า เขาจำเราแบบไหน เราหายไปแล้วเรากลับมา มันไม่มีอะไรมาทดแทนวงไมโครได้ เราเห็นคนนั่งร้องไห้ นั่นคือความทรงจำที่ฝังอยู่ในชีวิตของเขาได้ฟื้นขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง แต่ก่อนเล่นคอนเสิร์ต มันคือ State of the art

จุดหนึ่งซึ่งทำให้เกิดความตระหนักในความเป็นศิลปิน คือ ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดถึงคำว่า “ศิลปิน” สมัยก่อนเราเป็นแค่ “ไอ้กบ” เราถึงเข้าใจคำว่า “ศิลปิน” ศิลปินอยู่ในความทรงจำของผู้คน ไม่มีอะไรสวยงามเท่ากับความทรงจำที่อยู่ในใจเขา เรื่องราวจะหนักหนาสาหัสอย่างไร อย่าไปทำลายความทรงจำของแฟนเพลงเด็ดขาด เพราะสิ่งนี้มันไม่ได้สร้างขึ้นมาง่ายๆ เราถึงรู้ว่า ดนตรีของไมโครเหมือนกับอนุสาวรีย์สำหรับเขาเลย

การค้นหาเสียง ค้นหาตัวตน ค้นหาชีวิต

เสียงที่ดีที่สุด ก็ยังอยู่กับเราถึงทุกวันนี้ ภาษาดนตรีเขาเรียกว่า นายเจอหรือยัง? การฝึกดนตรีของแต่ละคนมีเป้าหมายต่างกัน ทุกคนมีสิ่งที่ตนเองไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จนกว่าเราจะเจอมัน เมื่อเจอแล้ว สิ่งนั้นจะอยู่ติดตัวกับเรา กระทั่งมันกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจำได้ว่ามันคือนาย เสียงนี่คือเสียงของนาย โน้ตสำเนียงนี้มันคือนายคนเดียว เหมือนโน้ตที่เราได้ยินจากพี่ป้อม อัศนี ในเพลง “ก็เคยสัญญา” โน้ตแบบนี้จะมีใครเล่นได้ในแบบอัสนีเท่ากับอัสนี เพลง “วนิพก” ลูกโซโล ทุกคนเล่นได้ แต่จะมีใครเล่นแล้วเป็น เล็ก คาราบาว เท่ากับ เล็ก คาราบาว นี่คืออุดมคติของนักดนตรีทุกคน มันอยู่ตรงนี้ บางคนอาจจะบอกว่า ฉันฝึกหนักมากจนฉันกลายเป็น Guthrie Govan แล้วฉันก็จะฝึกต่อไป ฉันจะซ้อมต่อไปจนฉันกลายเป็น John Petrucci ฉันกลายเป็นสิ่งนั้น เป็นสิ่งนี้ แต่ในที่สุด ถ้ายังไม่เจออีก ก็ต้องค้นหาต่อไป ฝึกต่อไป ฝึกมากกว่าเดิม ค้นหามากกว่าเดิม เมื่อเจอตัวเอง เขาอาจจะเก่งกว่ามือกีตาร์ทั่วโลก

สิ่งที่เราอยากเป็น อยากเจอ ไม่มีใครรู้ว่า มันอยู่ตรงไหน จุดใด เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนอื่น ไม่ต้องเป็นอย่าง Steve vai หรือ Joe Satriani พี่ป้อม อัสนี โชติกุล ก็เจอ พี่เล็ก คาราบาว ก็เจอ พี่โอม ชาตรี คงสุวรรณ ก็เจอ พี่อ้วน ไมโคร ก็เจอ ได้เจอสิ่งที่แกชอบ การค้นพบตนเองเป็นสิ่งที่ยาก เหมือนคนบอกว่า ทำไม Carlos Santana โซโล่กีตาร์สู้ Slash ไม่ได้ ทำไม Slash ไม่ใช้เทคนิคนั้น เทคนิคนี้ เหตุผลก็คือ Santana ก็คือ Santana ส่วน Slash ก็คือ Slash สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ดนตรีทุกคนรู้ แต่อาจจะยังไม่เคยถามตัวเองว่า มันคืออะไร แต่ทุกคนจะมีสิ่งนี้อยู่ในวิญญาณ จนกว่าจะเจอ แล้วพอเจอก็จะรู้ว่า เจอแล้ว สิ่งนี้เองที่เป็นตัวตนของฉัน ฉันต้องการแค่นี้ หรือฉันอาจต้องการโซโล่กีตาร์ 20 โน้ตต่อวินาที

สำหรับกีตาร์ เราเล่นกีตาร์แบรนด์ดังน้อยมาก เพราะว่าเวลาเจอกีต้าร์รูปร่างประหลาด เรารู้สึกตื่นเต้นมากกว่า อัลบั้ม “หมื่นฟาเรนไฮต์” เราเล่นกีตาร์ Kramer หัวเหล็ก 2 แฉก ตอนนั้น ถ้าจะเล่นกิ๊บสันเหมือนเดิมก็ได้ แต่เรารู้สึกว่า Kramer ทำให้เราตื่นเต้นกว่า เรามีกีตาร์แพงๆ ดีๆ แต่เราไม่เล่น แล้วก็ตอบตนเองไม่ได้ Gibson Flying V ,Gibson Explorer กีตาร์ดีๆ เมื่อนำมาบันทึกเสียงใช้งานง่าย ปัญหาน้อย แต่ถ้าเราเจอกีตาร์ที่ถูกออกแบบมาประหลาดประหลาดหรือกีตาร์มือสอง Japan เราจะตื่นเต้น ท้าทาย เราจะจับมันขึ้นมาดีดๆ ถ้าจะบอกว่า จำได้ว่าพี่กบเล่นกีตาร์ Ibanez rg 550 สีเหลืองมะนาว เราก็จะบอกว่า แต่ในที่สุดเราก็ไม่ตื่นเต้นกับสิ่งนั้น เราเล่นกีตาร์ Hamer หนังงูเป็นภาพจำของเรา Fender Richie Sambora ก็เป็นกีตาร์ตัวหนึ่ง แต่เราก็ไม่ยึดติดอะไรกับสิ่งเหล่านี้

เราสนใจเรื่องธุรกิจ แต่เราไม่รู้ว่าเรากำลังสนใจ เราสนใจเรื่องการซื้อขายหุ้น ตอนเห็นกราฟ เราสนใจเรื่องการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่คิดว่าตนเองจะทำได้ ช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เราตั้งคำถามกับว่าตนเองว่า เหลือเวลาอีกกี่วันในชีวิต? แก่เกินกว่าจะเรียนหรือยัง? หลังจากนั้นก็เริ่มเรียนรู้ เราเป็นคนเรียนรู้ช้า แต่เราเลือกเรียนรู้ทีละเรื่อง เจาะทีละเรื่อง สะสมแง่มุมต่างๆ เราเชื่อว่า เราทุกคนมีสิ่งที่อยากทำมากกว่า 1 อย่าง เพียงแต่เรายังไม่อยากลุกขึ้นมาทำสิ่งที่เราอยากทำ มันซ่อนอยู่ในใจเรา เราเข้าใจชีวิตแล้วว่า วันหนึ่งเราต้องตาย แต่ก่อนจากไป เราเรียนรู้อะไรได้บ้าง เราไม่เชื่อเรื่องการอยู่อย่างสงบในบั้นปลายชีวิต เรายังมีสิ่งที่อยากทำ มีแรงที่จะทำ