Home Blog Page 4

Sing a saw : การผลิบานของดนตรีไทยในความร่วมสมัย

0
Screenshot

“สิ่งที่เราต้องปรับเปลี่ยน คือ ทางเดินคอร์ด เพราะบางเพลงที่เราเล่นเป็นเพลงไทยเดิม เพลงไทยเดิมจริงๆ ต้องเปลี่ยนโหมดเสียง เราต้องคุยกันก่อนแล้วถึงจะเปลี่ยนรูปแบบคอร์ด ส่วนจังหวะ (Groove) ก็แล้วแต่ว่าเพลงจะเป็นแบบไหน”

เมโลดี้ดนตรีไทยบรรเลงด้วยซออู้บนทางเดินคอร์ดสากล ให้อารมณ์ความเป็น Folk ร่วมสมัย แปลกต่างจากอารมณ์การนำเสนอดนตรีไทยแบบไทยเดิม เสียงซอ ถูก Cover หลายครั้งทำให้เพลงไทยเดิมซึ่งเราแทบจะลืมเลือน เช่นบทเพลง คำหวาน , ลาวดวงเดือน , ทองย่อน หวนกลับคืนสู่ความทรงจำ

อ้น นายพีรทัต วงษ์ประเสริฐ (ซอ) และ ฟ้าใส ปานสุวรรณ (กีตาร์) นักดนตรีไทยรุ่นใหม่ มีรากฐานทางดนตรีที่แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็ก เป็นเยาวชนดนตรีไทย เรียนจบปริญญาตรีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์เอกดนตรีไทย อ้น นายพีรทัต รับราชการครูสอนดนตรีไทย ส่วน ฟ้าใส ปานสุวรรณ เรียนปริญญาโทดนตรี ทั้งสองมีแนวความคิดเรื่องการเล่นดนตรีผสมผสาน ดนตรีไทยกับดนตรีสากล บริบทการเล่นดนตรีไทยที่แตกต่าง ทั้ง ผู้คน ,เวลา ,สถานที่ เมโลดี้ดนตรีไทยเดิมที่เลือกเล่น ทางเดินคอร์ดดนตรีสากลสมัยใหม่ สุ้มเสียงซออู้อันเป็นสายสตริง หรือ สายลวด คล้ายวลีเอื้อนเอ่ยจากคนรู้จัก แต่พบพานกันในสถานที่แตกต่าง แนวคิดทางดนตรีของพวกเขาเป็นอย่างไร เหตุใดหลายคนจึงเปรียบดนตรีของงพวกเขาว่ามีรสชาติ

เติบโตบนรากฐานดนตรีไทยเดิม

พีรทัต วงษ์ประเสริฐ : เราเรียนดนตรีไทยตั้งแต่ประถม เล่นอังกะลุง เราเห็นเพื่อนเล่นเครื่องดนตรีอื่นก็อยากเล่น เมื่อตำแหน่งในวงดนตรีเต็มแล้ว เราสนใจแต่ก็ต้องแอบเล่น เพราะครูดนตรีไทยสมัยก่อน ค่อนข้างเคร่งครัด เมื่อเราใฝ่รู้ เราก็หาวิธีเรียน ซื้อวีซีดีมาเรียนรู้ หาหนังสือโน้ตดนตรีไทยมาหัดอ่าน ตอนนั้น คุณป้าซื้อระนาดแล้วเขาแถมซอมาให้ คุณป้าเรียนซอมาก่อน เราจึงมีโอกาสเล่นเครื่องดนตรีไทยประเภทอื่นๆ มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เป็นนักเรียนโควตาเล่นเครื่องดนตรีไทย เช่น ระนาด

เมื่อเรียนดนตรีไทย เราอยากรู้ว่า เครื่องดนตรีไทยทำอะไรได้บ้าง เราทดลองเล่นทุกเครื่องดนตรีไทยแต่ที่สะดุดคือ “ซอ” เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่ตอบโจทย์เรามากที่สุด สื่ออารมณ์ของเราได้มากที่สุด และเป็นช่วงที่เราฟังเพลงหลากหลาย แจ๊ส ร็อค ฯลฯ ยุคสมัยนั้น ยังไม่มีใครนิยมใช้เครื่องดนตรีไทยเล่นเพลงสากลมากนัก ตอนแรกเลือกเล่นระนาด แต่คีย์ของระนาดเข้ากับเพลงสากลไม่ได้ แต่ซอพังทะลายตรงนั้น เราอยากเล่นคีย์ใดเราก็ปรับ บิดสายให้ตรงคีย์ “ซอ” จึงไม่ต่างจากเครื่องดนตรีอย่าง ไวโอลิน

“ซอ” ไล่สเกล 7 เสียง เช่นเดียวกับเครื่องดนตรีสากล แต่เราต้องมีพื้นฐานการเล่นซอโดยเฉพาะพื้นฐานด้านการฟัง เราต้องจดจำบันไดเสียงดนตรีไทยให้แม่น ใช้หู ฟัง พิจารณา ซึ่งเราจะพบว่า บันไดเสียงของเครื่องดนตรีไทยไม่ตรงกับบันไดเสียงของดนตรีสากล เราต้องใช้หูฟัง ปรับการเล่นให้เสียงตรงกับเพลง ตอนนั้นเริ่มมี Youtube เราฟังเพลงแล้วก็เล่นตาม เล่นให้เสียงตรง ซึ่งเราเชื่อว่าทักษะที่สำคัญ (Skill) ของนักดนตรีคือการใช้หูฟัง ถ้าฟังไม่รู้ เราก็ไม่รู้ว่า เราเล่นดีหรือเราเล่นเพี้ยน ฟังให้ออกว่าเพี้ยนสูง หรือเพี้ยนต่ำ ฟังเสียงดนตรีให้เป็นนิสัย ซึ่งตอนนั้น เราก็ยังไม่รู้จักคำว่าสเกล เพียงแค่ใช้หูฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ตรง ตอนที่เราเรียนรู้ ซึมซับ เรื่องทฤษฎีดนตรีสากล เราเรียนรู้ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เราเรียนสาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เลือกเรียนวิชาดนตรีสากลเป็นส่วนใหญ่

ตอนนั้น ช่วงปี 3 เราเลือกเรียนเอกดนตรีศึกษา ถ้าเอกดนตรีไทยเราก็ต้องเรียนดนตรีไทยขั้นสูง ถ้าเรียนเอกดนตรีศึกษา เราก็ต้องเลือกเรียนความรู้ที่เป็นดนตรีตะวันตก ถ้าเรียนดนตรีไทย เราเลือกเรียนที่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องใช้เงินมาก แต่ถ้าเรียนดนตรีสากล เรียนเปียโนคอร์สนึงหลายบาท เราจึงเลือกเรียนดนตรีสากล เรียน สตริงคลาส, ไวโอลิน, การรวมวง, คีย์บอร์ด, ฮาร์โมนี (Harmony), หลักการประสานเสียง ,เรียนวิชาคอรัส (Chorus) เราว่าหัวใจในการเรียนรู้ของเรา คือ การซึมซับและสังเกต

ฟ้าใส ปานสุวรรณ : สำหรับเรา เป็นเด็กจังหวัดเลย เรียนที่โรงเรียนเลยพิทยาคม เล่นดนตรีไทย เล่นระนาดเอก ส่วนกีตาร์ก็เพียงอยากล้อมวงเล่นดนตรีกับเพื่อน แต่มีช่วงนึงในชั้นมัธยม เรารวมวงสตริง แล้วก็เป็นเด็กดนตรีไทยทั้งหมด เราจะไปประกวดแล้วมีจุดขายยังไง แล้วเราก็เอาดนตรีไทยใส่ลงไป ตั้งชื่อวงว่า “ปี่พาทย์” ตอนนั้น ไม่มีความรู้เรื่องดนตรี เมื่อเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนเห็นว่า เราเล่นดนตรีสไตล์แบบนี้ เราก็มักจะถูกชวนให้ไปเล่นกีตาร์ เมื่อเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราเรียนเอกดนตรีไทยก็จริงแต่เลือกเรียนทฤษฎีดนตรีสากล เพราะเราคิดว่าวันหนึ่งเราต้องนำมันมาใช้กับสิ่งที่เราเล่น เจอกันในห้องเรียนอยู่ตลอด ซึ่งในช่วงหนึ่ง เรามีโอกาสเล่นดนตรีในร้านและมีเครื่องดนตรีไทยผสม หลังจากนั้นเราก็ทำวงเอง

“ซอ” บนทางเดินคอร์ดดนตรีไทยสากล

พีรทัต วงษ์ประเสริฐ : ถ้ามองในมุมของการเล่นดนตรีสากล เราไม่ได้ปรับอะไรมากมาย แต่สิ่งที่มีส่วนช่วยคือ ความเข้าใจเรื่องดนตรีไทย ทำให้เราปรับตัวเข้าหากันได้ง่าย การเล่นดนตรีเรามองเครื่องดนตรี “ซอ” เป็น “ซอ” แต่เราก็หาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของรูปแบบการเล่นหรือลูกเล่น เช่น เอ้อร์หู (The erhu) ไวโอลิน, ไวโอลา,เชลโล มีลูกเล่นไหนบ้างที่ ซอ สามารถนำมาใช้ในการเล่นได้บ้าง สำเนียงดนตรีแบบใดที่ซอเล่นได้ ความจริงซอสามารถเล่นได้ทุกอย่าง แต่ยังไม่มีใครทำ เมื่อซออยู่บนสเกล อยู่บนพื้นฐานของดนตรีสากล เราเล่นเพลงไทย ใส่ลูกเล่นที่สามารถทำได้ การเล่นเป็นธรรมชาติ เป็นปกติมาก ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นสากล เราเล่นเป็นปกติ และหากเราเล่นดนตรีกับคนอื่นที่ไม่ใช่ฟ้าใส หรือ ฟ้าใส เล่นดนตรีกับคนอื่น รสชาติของดนตรีก็จะแตกต่างออกไป เพราะลักษณะการเล่นดนตรีไทยร่วมสมัยจะมีความเป็นตัวตน

ฟ้าใส ปานสุวรรณ : สำหรับการเล่นดนตรี เราเล่นกีตาร์กับแซกโซโฟน เล่นกับไวโอลิน เราเจอกับทางเดินคอร์ด (Chord Progression) ค่อนข้างเยอะ เราจดจำได้แล้วก็ลองนำมาใส่ลงในเพลงไทย ในช่วงเริ่มต้น คือทำนองดนตรีไทย Melody ก็เป็นแบบเดิม แต่เราจะปรับ Melodyอย่างไรให้เข้ากับจังหวะ หรือ Groove ของเพลง ตัวอย่างเพลง “ลาวดวงเดือน” เราไม่ใช้จังหวะ 4/4 ตามขนบเพลงไทยเดิม แต่อาจจะเป็น 6/8 หรือ 12/8 เราลองเล่นแล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้ปรับอะไร ความจริงเราปรับทำนองเพลง (Melody)ให้ลงตัว ซึ่งเราจะได้เพลงไทยอีกแบบหนึ่ง

สิ่งที่เราต้องปรับเปลี่ยน คือ ทางเดินคอร์ด เพราะบางเพลงที่เราเล่นเป็นเพลงไทยเดิม เพลงไทยเดิมจริงๆ ต้องเปลี่ยนโหมดเสียง เราต้องคุยกันก่อนแล้วถึงจะเปลี่ยนรูปแบบคอร์ด ส่วนจังหวะ (Groove) ก็แล้วแต่ว่าเพลงจะเป็นแบบไหน เราเล่นกันมานานจนรู้กัน มีช่วงหนึ่งที่เราเล่นดนตรีกันบ่อยมาก เล่นดนตรีต่อเนื่องกัน 5 วัน สำหรับการเล่นดนตรีของเรา เราไม่มีต้นแบบการเล่น มีคนเล่นดนตรีร่วมสมัยแบบเรา มีคนเล่นดนตรีคล้ายกับรูปแบบการเล่นของเรา แต่ก็มีอาจารย์ที่นับถือทำดนตรีร่วมสมัยไว้ แต่สไตล์การเล่นก็แตกต่าง เช่น วงกอไผ่, วงฟองน้ำ แต่เราชอบการเล่นที่เป็นตัวเราเองมากกว่า

พีรทัต วงษ์ประเสริฐ : การเรียนดนตรีไทยทั้งหมดเป็นเรื่องของกุศโลบาย มีระดับการศึกษา เหมือนการเรียนดนตรีสากลที่ต้องมีระดับการเรียนการสอบของเขา แต่สำหรับดนตรีไทยถ้าข้ามขั้นตอนหรือลัดขั้นตอนการสอนมากๆ เราก็ไม่สามารถต่อยอดการศึกษาดนตรีไทยได้อย่างเป็นระบบ ถามว่า การที่เราออกมาเล่นดนตรีไทยแบบนี้ เรากลัวเรื่องดราม่าหรือไม่ เราไม่ได้กลัวนะ เพราะในการศึกษาดนตรีซึ่งเป็นดนตรีไทยแท้ เราศึกษาจนถึงที่สุดเหมือนกัน เราไม่ได้เรียนดนตรีไทยแบบฉาบฉวย แล้วก็เล่นดนตรีร่วมสมัยทันที เมื่อถึงเวลานำเสนอ เราไม่ได้นำเสนอซอเพื่อนำมาเล่นสากล เราทำให้เขาเห็นในทุกมิติว่า ความจริงแล้ว ซอ มันเล่นแบบไทยเดิมก็มีความไพเราะ แต่ซอก็สามารถเป็นเครื่องดนตรีที่สามารถทำได้เพิ่มเติม แต่บางครั้งเราก็ต้องทนกับแรงปะทะนิดนึง ซึ่งต้องยอมรับว่า คนในวงการดนตรีไทย (Conservative) อนุรักษ์นิยมสูงมาก

วัฒนธรรมดนตรีไทยที่กว้างขึ้น

ฟ้าใส ปานสุวรรณ : ธรรมเนียมปฏิบัติ การครอบครู ฯลฯ ก็เหมือนกับการเรียนดนตรีสากลที่ต้องมีการสอบเป็นเกรด เป็นเลเวล เป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่ใช้วิธีการแบบนี้ เช่น การเล่นดนตรีไทยตอนกลางคืน ห้ามซ้อมตอนเที่ยงวัน ความจริงก็เป็นเพราะเสียงดังหนวกหูชาวบ้าน ดนตรีไทยผูกกับความเชื่อ เมื่อเอาความเชื่อไปผูกกับสังคมไทย ผูกกับเรื่องพิธีพุทธ ผูกกับพิธีพราหมณ์ คนจึงมองว่าดนตรีไทยเข้าถึงยาก ส่วนเรื่องอารมณ์ของดนตรีไทย ก็อยู่ที่บริบท ดนตรีไทยเดิมอยู่กับบริบทการทำพิธี ถ้าเป็นเด็กๆ ก็จะอยู่กับการประกวด เรื่องบุคลิกของดนตรี มีเศร้า สนุกเสียใจ เสียใจแบบไหน สนุกแบบไหน แล้วแต่อารมณ์ของการสื่อสารดนตรีไทย อาจจะไม่ได้สื่อสารออกมาจากท่าทางของคนเล่นดนตรี

พีรทัต วงษ์ประเสริฐ : เรื่องอารมณ์เพลง ก่อนจะเล่นดนตรีเพลงไหนเราก็จะศึกษาว่า ผู้ประพันธ์เพลงต้องการทำให้คนฟังรู้สึกอย่างไร คอร์ด ทำให้มิติของเพลงชัดขึ้น ตัวอย่างเพลงเศร้า หากมีเพียงเมโลดี้อย่างเดียว เหมือนคีย์บอร์ด ถ้าเรากดเมโลดี้อย่างเดียวมันก็จะไม่มีความรู้สึกอะไร แต่เมื่อมีคอร์ดเข้าผสม มันทำให้มิติของเพลงกว้างขึ้น ลึกขึ้น เศร้าก็เศร้ามากขึ้น เมื่อมาเล่นดนตรีด้วยกัน การสื่อสารเรื่องอารมณ์เพลงมันจะชัด

ฟ้าใส ปานสุวรรณ : สิ่งแวดล้อมส่งผลมากๆ ต่อการเล่นดนตรี ต่อการสื่อสารด้วยอารมณ์เพลง อาจจะไม่มากหากเป็นการอัดคลิป เมื่ออยู่ในห้องที่มีอากาศดีก็จะเล่นได้ดีขึ้น ส่วนการเล่นสดมีผลมากๆ เมื่อเล่นสดหน้างาน เช่น งานแต่งงาน บรรยากาศมันส่งให้เราตั้งใจเล่น มันจะรู้สึกอยู่ภายในใจของเรา

นายพีรทัต วงษ์ประเสริฐ : ปัจจัยภายนอก ทำให้หลายอย่างแปรผันได้สูงมาก สถานที่เดียวกัน ความรู้สึกอาจแตกต่างกัน เช่น มีคนดู 2 คน คนไม่ดู 2 คน ความรู้สึกในการเล่นแตกต่างกัน รวมถึงซาวด์ในการเล่น เช่น เราเล่นในห้างสรรพสินค้าเสียงรบกวนเยอะ คนไม่สนใจ การสื่อสารก็อาจจะไม่ดี

เส้นทางดนตรีไทยร่วมสมัย

พีรทัต วงษ์ประเสริฐ : ผมไม่เคยเห็นคนไทยสีซอกว้างมากเท่าใด คนไทยจะเล่นอย่างเดียว แต่เราอยากทะลายข้อจำกัดหลายอย่างของซอ อยากมีลูกเล่นมากขึ้น ผมอยากให้นึกถึงซอ เออร์หู (The erhu) เป็นเครื่องดนตรีที่เล่นกับวงไหนก็ได้ เล่นกับเครื่องดนตรีชนิดไหนก็ได้ ผมเชื่อว่า ซอไทยสามารถเล่นได้แบบนั้น ถ้ามีการทะลายข้อจำกัดบางอย่าง เช่น การปรับแต่ง เซต จูน ทำให้เครื่องดนตรีไทยดีขึ้นได้ ข้อจำกัดที่สอง คือ มายด์เซตของคน

ฟ้าใส ปานสุวรรณ : คนในวงการดนตรีไทยค่อนข้างคอนเซอเวทีฟมากๆ อย่างเช่น ซอ เรื่องสายที่ใช้เล่น ปกติเป็นสายไหม เดี๋ยวนี้เป็นสายลวดเล่น

พีรทัต วงษ์ประเสริฐ : สายลวดก็คือเป็นสายของซอ เออร์หู สมัยก่อนเป็นซอเออร์หู ก็ไม่ได้ใช้สายแบบนี้ แต่เขาก็มีการพัฒนาจนมันทะลายข้อจำกัดได้

ฟ้าใส ปานสุวรรณ : บางสำนักเขาก็นำสายกีตาร์มาใช้กับซอ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ก็มีบางสิ่งช่วยทำให้เครื่องดนตรีเหมาะกับการเล่นในแต่ละบริบทมากขึ้น แต่ถ้าใช้สายลวดเล่นกับเพลงไทยเดิมก็ไม่เหมาะสม บางครั้ง เราสามารถพัฒนาเครื่องดนตรีไปได้ไกลแต่ก็ต้องดูบริบทการเล่นด้วย สำหรับผู้ใหญ่บางท่านที่อนุรักษ์นิยม เมื่อเขาอนุรักษ์นิยมมากๆ เขาก็ไม่เปิดใจกับวงดนตรีไทยร่วมสมัย บางคนอยากทำวงแบบนี้แต่ “ซอ” ก็ต้องเป็นซอสายไหม

พีรทัต วงษ์ประเสริฐ : ในมุมมองคนซอ บางบริบทของการเล่น ผมเลือกใช้ซอสายไหม การใช้ซอสายลวด บางครั้งก็ไม่ได้ดีกว่าซอสายไหมเสมอไป ผมว่าเราควรสร้างทางเลือกในดนตรีไทยให้มากขึ้น เปิดโอกาสให้มีพัฒนา ฟ้าใส ปานสุวรรณ : เรื่องแบบนี้เป็นข้อจำกัดมากๆ ในวงการดนตรีไทย เด็กไทยไม่กล้าเล่นดนตรีไทยเพราะกลัวผู้ใหญ่ตำหนิ หลายคนจึงเลือกเล่นดนตรีสากล หากคนในวงการดนตรีไทยเปิดใจ เราอาจจะไม่ได้เห็นแค่ “ซอ” ที่กำลังพัฒนาขึ้น แต่อาจจะมองเห็นเครื่องดนตรีประเภทอื่นที่พัฒนาขึ้น ซึ่งเราจะไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะ

พีรทัต วงษ์ประเสริฐ : ปัจจุบัน กฎระเบียบของการเล่นดนตรีไทยผ่อนปรนค่อนข้างเยอะ เมื่อ 10 ปีก่อน การเล่นดนตรีไทยมีระเบียบแบบแผนเคร่งครัด ลองจินตนาการถึงภาพยนตร์จีนกำลังภายใน ที่มีสำนักกังฟู สำนักดนตรีไทยก็คล้ายกัน ถ้าเรียนสำนักนี้ ห้ามเรียนสำนักนั้น มันเป็นเรื่องของคน ช่วงที่ผ่านมา มีคนถามผมว่า แบบนั้น แบบนี้ ทำยังไง ผมก็บอกว่า ให้เป็นเล่นดนตรีให้เป็นตัวเอง ผมเชื่อว่า ความเป็นตัวเองจะสร้างสรรค์วงการดนตรีไทยอีกเยอะ

ฟ้าใส ปานสุวรรณ : สำหรับคนเรียนดนตรีไทยตั้งแต่ต้นกระทั่งจบปริญญาตรีดนตรีไทย เมื่อเรียนจบ ต้องเป็นครูสอนดนตรีไทย นักเรียนได้แรงบันดาลใจ ก็เรียนต่อมหาวิทยาลัย จบไปเป็นครูดนตรีไทย วนอยู่แบบนี้เป็นวัฏจักร มันเป็นเรื่องที่ดี แต่มันแคบ เรารู้ว่า ดนตรีไทยไปได้ไกลกว่านั้นมาก ถ้ามีคนทำให้ดนตรีไทยมันกว้างกว่านี้ ไกลกว่านี้ เราก็จะดีใจมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพลง เรื่องรูปแบบวง ที่เราพยายามทำกัน ถ้าสิ่งที่เราทำมันสามารถทำให้ผู้คนพบเจอ หรือเข้าใจ ทำให้วงการดนตรีไทย กว้างกว่านี้ มีอาชีพเยอะกว่านี้ก็จะดีใจ

ทรงเดช ทิพย์ทอง ทางสายตรงสู่พุทธศิลปกรรม

0

“ผมรู้สึกและค้นพบบางอย่างเมื่อวาดภาพโดยไม่มีรูปแบบ ผมไม่ยึดติด ผมวาดภาพจากความรู้สึก จิตใจของผมมีเพียงต้นศรีมหาโพธิ์และสิ่งที่เรามองเห็น หลายครั้งเรื่องราวบดบังความรู้สึก ผมค้นพบแล้วว่าผลงานศิลปะที่มีความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร เมื่อวาดภาพผลงานชิ้นต่อมา ผมนำบางสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากภาพวาด ผมบอกเล่าความรู้สึกปิติผ่านภาพวาด ผมวาดความปิติ”

ทรงเดช ทิพย์ทอง คือศิลปินที่มีชื่อเสียงของประเทศ ประสบความสำเร็จในการทำงานศิลปะตั้งแต่วัยหนุ่ม มีชื่อเสียงจากการได้รับรางวัลประกวดแข่งขันผลงานศิลปะหลายรายการ ได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ.2533 จนถึง พ.ศ.2541 รางวัลสุดท้ายที่ได้รับคือ รางวัลที่ 1 เหรียญทองบัวหลวง ประเภทจิตรกรรมแบบประเพณี ครั้งที่ 22 เขาส่งผลงานเข้าประกวดเพื่อจะได้เงินรางวัลสำหรับเป็นทุนการศึกษา ปัจจุบัน เขาจบปริญญาโทสาขาศิลปไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร ประกอบอาชีพศิลปินอิสระ ทำงานเป็นอาจารย์และเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรพุทธศิลปกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ต้นกำเนิดแห่งแรงบัลดาลใจในพุทธศิลป์

ผมเกิดที่บ้านแม่คำสบเปิน ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย นับแต่จำความได้ ผมก็อยู่กับยายมาตั้งแต่เด็ก นั่นทำให้ผมมีโอกาสฟังธรรมที่วัดอยู่เสมอ ยุคสมัยนั้น คนไทยภาคเหนือนิยมส่งบุตรหลานบรรพชาเป็นสามเณร ผมชอบบรรยากาศของวัด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล “ตานก๋วยสลาก” ซึ่งเป็นประเพณีทำบุญทางพุทธศาสนา ชาวบ้านจะสานชะลอมใส่สิ่งของเพื่อถวายพระ เช่น สมุด ดินสอ ผมคิดว่าในวัยเด็ก ผมคงชอบสมุดดินสอ ชอบวาดภาพ ผมจึงอาศัยอยู่วัดเป็นเวลานานถึง 6 เดือน ก่อนจะเข้าเรียนที่โรงเรียนแม่จันวิทยาคม

ผมเรียนหนังสือไม่เก่ง ผลการเรียนไม่ดี ผมจึงตัดสินใจย้ายจากห้องเรียนสายสามัญมาเรียนห้องเรียนสายศิลปะ เมื่อย้ายห้องเรียน อาจารย์ วิจิตร นามเมืองรักษ์ ท่านตบไหล่ชมเชยแล้วสอนผมว่า “เราปีนต้นมะพร้าวเก่ง เราจะปีนต้นลำไยหรือปีนต้นลิ้นจี่แข่งกับคนอื่นไม่ได้หรอก เราต้องทำในสิ่งที่เราถนัด” ผมมุ่งมั่นเรียนศิลปะเป็นตัวแทนนักเรียนเข้าประกวดวาดภาพ ผมจำได้ในยามเช้าขณะที่เพื่อนนักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติ อาจารย์ก็ประกาศด้วยเครื่องขยายเสียงว่า นักเรียนโรงเรียนแม่จันวิทยาคมได้สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนด้วยการชนะรางวัลประกวดวาดภาพจากกรมพลศึกษา ผมฟังแล้วรู้สึกตกใจ ผมคิดว่าต้องเป็นผม ผมรู้สึกเขินอายเมื่ออาจารย์ประกาศชื่อของผมและให้ผมรับใบประกาศที่หน้าเสาธง ผมอยู่ท้ายแถว มองออกไปยังหน้าเสาธง รู้สึกว่าระยะทางช่างไกลเหลือเกิน แต่เมื่อผมรับรางวัล ผมรู้สึกขึ้นมาว่า ศิลปะคือสิ่งวิเศษ

จุดประกายความคิดสู่ศิลปินอาชีพ

หลังเรียนจบมัธยมต้นโรงเรียนแม่จันวิทยาคม ผมเลือกเรียนสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคพายัพเชียงใหม่ ผมเรียนในสิ่งที่ตนเองชอบ เรียนโดยไม่รู้สึกว่าตนเองกำลังเรียน แล้ววันหนึ่งผมก็พบจุดเปลี่ยนทางความคิดเมื่อ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และอาจารย์สุรสิทธิ์ เสาว์คง ท่านเดินทางมาบรรยายเรื่องอาชีพศิลปินที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล อาจารย์เฉลิมชัย จุดประกายความคิด สร้างแรงบัลดาลใจในการเป็นศิลปินให้กับผม หลังจบการบรรยาย ผมบอกกับตนเองว่า ผมจะเป็นศิลปิน ผมเริ่มค้นหาแนวทางการเป็นศิลปิน ผมศึกษาแนวทางศิลปะใหม่ๆ จากการดูหนังสือ อ่านคอลัมน์ศิลปะ และจัดทำข้อมูลเก็บไว้ในแฟ้ม ผมมุ่งมั่นทำงานศิลปะส่งเข้าประกวด พยายามค้นหาคำตอบให้ได้ว่า ศิลปินเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร มีแนวทางเป็นของตนเองได้อย่างไร

หลังเรียนจบสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ผมตัดสินใจสมัครสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนเพาะช่าง หรือคณะศิลปกรรม สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลปทุมธานี ผู้เข้าสอบแข่งขันมีจำนวนเยอะมาก เมื่อเข้าเรียนที่คณะศิลปกรรมสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลปทุมธานี เนื้อหาการเรียนเป็นการต่อยอดการทำงานศิลปะที่เคยศึกษา ผมยังคงสร้างผลงานศิลปะเพื่อส่งประกวดอย่างต่อเนื่อง เพราะยุคสมัยก่อน การจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมี 2 ทาง 1. การส่งผลงานประกวดให้ได้รับรางวัล 2. การแสดงผลงานศิลปะให้เป็นที่รู้จัก ผมเลือกเส้นทางสายตรงสู่การเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ด้วยการส่งผลงานศิลปะเข้าประกวด ผมพบคำตอบอยู่เสมอว่า เหตุใดผลงานของผมจึงไม่ได้รับรางวัล เมื่อกลับมาวิเคราะห์จะทำให้ผมพัฒนา แต่ก็มีหลายสิ่งที่ผมยังไม่เข้าใจ นั่นเป็นเหตุผลสำคัญทำให้ผมอยากศึกษาต่อในชั้นปริญญาโทมหาวิทยาลัยศิลปากร

รูปแบบแห่งความงามสู่ศิลปะแห่งความรู้สึก

หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะศิลปกรรมสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลปทุมธานี ผมรวมกลุ่มตั้งตนเป็นศิลปินชื่อ “แป้นเกล็ด” ผมขายผลงานศิลปนิพนธ์ชั้นปริญญาตรี และรับงานวาดภาพอีก 2 ชิ้น หลังจากนั้น ย้ายกลุ่มศิลปินมาทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ชีวิตศิลปินไม่ได้สวยงามอย่างที่วาดฝัน ช่วงเวลานั้น ไม่มีนักสะสมผลงานศิลปะ ไม่มีแบบอย่าง ไม่รู้เลยว่าใครจะซื้อรูป แต่ผมยังมุ่งมั่นสร้างผลงานศิลปะส่งประกวดเพื่อให้ได้รับรางวัล ผมได้รับรางวัลที่ 3 เหรียญทองแดงบัวหลวง ครั้งที่ 18 ประเภทจิตรกรรมแบบประเพณี โดยธนาคารกรุงเทพ และได้รับรางวัลชมเชยศิลปกรรมเทิดหล้า กาญจนาภิเษกสมโภช โดยธนาคารไทยพาณิชย์

หลังจากรับเงินรางวัล ผมสมัครเรียนปริญญาโทมหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์วิลักษณ์ ศรีป่าซาง อาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แนะนำว่า “ถ้าจะสอบแข่งขันเข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร คุณต้องทำให้เขาไม่สามารถปฏิเสธคุณได้ ถ้าทำเหมือนคนอื่นคุณสอบไม่ได้หรอก คุณต้องทำให้แตกต่างจากคนอื่น” ผมตัดสินใจทำแฟ้มสะสมผลงาน ( Portfolio ) จำนวน 10 เล่ม มอบให้อาจารย์ในวันสอบ ผมรวบรวมผลงานเก่าและเขียนผลงานใหม่ลงในแฟ้ม หลังจากนั้น ผมนำผลงานชิ้นใหม่ส่งเข้าประกวด ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 3 จิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค

การเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศิลปากร แตกต่างจากการเรียนศิลปะที่ผมเคยเรียน มหาวิทยาลัยศิลปากรไม่สอนเรื่องรูปแบบแต่พูดถึงความรู้สึก ผมพบอุปสรรคด้านการเรียนเยอะมาก อาจารย์ไม่สอนทฤษฎีศิลปะแต่สอนให้ผมรู้สึก ศิลปะจึงเป็นเรื่องนามธรรม เป็นสิ่งที่ไม่เคยสัมผัส ผลงานของผมถูกรื้อ ผมล้มจนไม่เป็นท่า

ผมทำงานศิลปะส่งประกวดเพื่อรับรางวัลสำหรับใช้เป็นทุนการศึกษา แต่เทอมแรกของการเรียนผมไม่ได้ส่งผลงานเข้าประกวดเลย ผมไม่มีเงินสำหรับเลี้ยงชีพ ไม่มีทุนการศึกษา การเรียนศิลปะก็มีปัญหา ผมอยู่ในภาวะความเครียด อาจารย์ท่านแนะนำว่า “เราเปรียบดังเจ้าผู้ครองเมืองเล็กๆ มีบริวาร ถ้าอยากเป็นมหาจักรพรรคดิ์ก็ต้องยอมลำบาก ไม่ควรเสียดายเมืองของตน ถ้าอยากยิ่งใหญ่ต้องสละเมือง” ผมอยากเปลี่ยนแปลง อยากพัฒนาการทำงานศิลปะของตนเอง แต่ผมยังติดอยู่กับทักษะ รูปแบบ และความงาม

ตอนนั้นผมวาดภาพด้วยมือขวา ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ท่านแนะนำให้ผมลองวาดภาพด้วยมือซ้าย ผมถนัดมือซ้าย เมื่อวาดภาพด้วยมือซ้าย ก็ทำให้ผลงานสวยกว่าเดิม เมื่อศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ตรวจงานท่านก็โกรธและออกคำสั่งห้ามไม่ให้ผมวาดภาพแต่ต้องทำงานศิลปะมาส่งอาจารย์ ผมเดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อซื้อกระดาษสาปั้นเป็นรูปศิลปะนูนต่ำติดกระจก ผลงานยิ่งงดงามกว่าเดิม ศาสตราจารย์ชลูด บอกว่า “ฉันจะทำอย่างไรกับเขาดี”

ใกล้ปิดเทอม คณะอาจารย์บางท่านให้ผมสอบตก อาจารย์บางท่านให้ผมสอบผ่าน คณะอาจารย์บอกว่า “หากจะให้เขาสอบตกก็จะใจร้ายเพราะเขาขยันเหลือเกิน แต่หากจะให้สอบผ่านก็เกรงจะหลงทิศหลงทาง หลงผิดคิดว่าผลงานศิลปะของตนนั้นดีแล้ว” บทสรุปคณะกรรมการสอบให้ผมสอบผ่าน แต่ก็ให้คำแนะนำกับผมว่า “การที่ผลสอบประกาศออกมาว่าสอบผ่าน ไม่ใช่เพราะผลงานศิลปะดี แต่ถือเป็นการให้โอกาส เทอมหน้าผลงานศิลปะอาจจะดีขึ้น” หลังจากนั้น ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ มองเห็นว่าผมทำงานศิลปะติดอยู่กับรูปแบบ ติดอยู่กับความงาม ท่านจึงห้ามมิให้ผมเขียนรูปวัด เขียนรูปพระสงฆ์ เขียนพระพุทธรูป ผมพยายามห้ามจิตใจตนเองแต่ผมก็เขียนต้นศรีมหาโพธิ์ เมื่อนำผลงานส่ง ท่านศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ก็กล่าวชมเชยว่า ผลงานศิลปะของผมมีอะไรบางอย่าง

การหลุดพ้นจากเรื่องราวสู่ความรู้สึกปิติ

ผมรู้สึกและค้นพบบางอย่างเมื่อวาดภาพโดยไม่มีรูปแบบ ผมไม่ยึดติด ผมวาดภาพจากความรู้สึก จิตใจของผมมีเพียงต้นศรีมหาโพธิ์และสิ่งที่เรามองเห็น หลายครั้งเรื่องราวบดบังความรู้สึก ผมค้นพบแล้วว่าผลงานศิลปะที่มีความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร เมื่อวาดภาพผลงานชิ้นต่อมา ผมนำบาสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากภาพวาด ผมบอกเล่าความรู้สึกปิติผ่านภาพวาด ผมวาดความปิติ หลังจากนั้น ผมส่งผลงานประกวดได้รับรางวัลที่ 2 เหรียญเงินบัวหลวง ครั้งที่ 20 ประเภทจิตรกรรมแนวประเพณี ผมวาดภาพด้วยความสนุกมากขึ้น ผลงานได้รับรางวัลดีเด่นจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค ครั้งที่ 3 และรางวัลที่ 2 เหรียญเงินสิงห์ จิตรกรรมมองสิงห์ผ่านศิลป์ประเภท จิตรกรรมไทยประเพณี โดยบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่

แต่เมื่อทำวิจัยชั้นปริญญาโท จิตใจของผมฟุ้งซ่าน หลงทาง ผมกำลังจะวาดภาพวัฒนธรรมภาคเหนือ หรือ ล้านนา แต่ผลงานศิลปะของผมไม่มีความสงบ ไม่นิ่ง ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ท่านแนะนำให้ผมดูวัดไหล่หิน จังหวัดลำปาง ผมหยุดเรียนและเดินทางไปดูวัด สเก็ตภาพนำเสนอคณะอาจารย์ ผลงานศิลปนิพนธ์ของผมมีความสมถะ เรียบง่าย หลังจากนั้น ผมวาดภาพ วัดไหล่หิน, วัดภูมินทร์, วัดป่าสัก ส่งผลงานเข้าประกวดได้รับรางวัลที่ 1 เหรียญทองบัวหลวง ครั้งที่ 22 ประเภทจิตรกรรมแบบประเพณี

เมื่อจบปริญญาโทมหาวิทยาลัยศิลปากร ผมกลับบ้านที่จังหวัดเชียงราย วันหนึ่ง อาจารย์ถวัล ดัชนี เดินทางมาหาที่บ้านของผม ท่านสอบถามถึงความเป็นอยู่และให้ข้อคิดสำคัญสำหรับชีวิตศิลปิน ท่านมอบเงินจำนวน 20,000 บาท เป็นทุนสำหรับการเขียนภาพพระพุทธรูปให้แล้วเสร็จ ต่อมาเป็นยุคทองของศิลปินเชียงราย ผมเป็นที่รู้จักในวงการนักสะสม ราคาผลงานของผมไม่แพง สุรพลแกลเลอรี่ เดินทางมาถึงบ้านเพื่อขอซื้อภาพและเชิญผมไปแสดงผลงานที่หอศิลป์ นั่นเป็นครั้งแรกกับการทำงานแบบศิลปินมืออาชีพ

ศิลปะแห่งการตลาดเพื่อศิลปิน

หลายปีที่ผ่านมา ผมประกอบอาชีพศิลปินอิสระ มีรายได้หลักจากการวาดภาพ สำหรับตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ อาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นการทำงานเพื่อสังคม ผมได้รับโอกาสทำงานออกแบบหลักสูตร สาขาวิชาพุทธศิลปกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง สำหรับผู้สนใจศึกษาพุทธศิลปกรรม เนื้อหาหลักสูตรแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ระดับที่ 1 พุทธศิลป์พื้นฐาน ระดับที่ 2 พุทธศิลป์สร้างสรรค์ ระดับที่ 3 พุทธศิลป์สร้างสรรค์ขั้นสูง

หลักสูตรพุทธศิลปกรรม สร้างจากการเรียนรู้ปัญหาของศิลปิน เริ่มต้นจากพื้นฐานศิลปะ การสร้างสรรค์ศิลปะ ศิลปะของการตลาด ยุคสมัยก่อนการตลาดคือสิ่งต้องห้าม ศิลปินมองว่าการตลาดทำให้ศิลปะไม่บริสุทธิ์ ซึ่งแท้จริงแล้ว ศิลปินต้องเลี้ยงชีพด้วยการขายรูป ศิลปินต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองและครอบครัว หากศิลปินยากจนขัดสน ต้องเปลี่ยนไปทำงานอาชีพอื่น ถือเป็นเรื่องเลวร้ายกว่าศิลปินทำการตลาดมาก การตลาดไม่ทำให้คุณค่าของผลงานศิลปะลดลง ศิลปินยุคก่อนก็วางแผนงานด้านการตลาด แต่เป็นการตลาดที่แยบยล ใช้กลยุทธ์ มีรูปแบบการบริหารจัดการ แต่ศิลปินรุ่นก่อนไม่ได้บอกเล่า

… พินทุธรรมของฉลอง พินิจสุวรรณ

0

“การทำงานเป็นสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ แม้ไม่สำเร็จในยุคของเราก็ไม่เป็นไรเพราะเราได้ลงมือทำ เหมือนเรื่องเล่าของลุงโง่ย้ายภูเขา เมื่อมีคนถามว่าคิดอย่างไรถึงจะย้ายภูเขาแล้วจะทำสำเร็จได้อย่างไร ลุงโง่ตอบว่าถ้าทำไม่สำร็จในรุ่นของเราก็ยังมีรุ่นลูกรุ่นหลาน เราทำงานตามสติปัญญา ตามความสามารถ งานศิลปะไม่ใช่งานแบกหาม เป็นงานเฉพาะบุคคล ส่วนการเลี้ยงดูชีวิตตนเอง เราเพียงประคับประคองตนให้อยู่รอดเหมือนนักมวยบนเวทีที่ต้องชกให้ครบ 5 ยก มีผลงานเป็นความสำเร็จ เมื่อคิดได้แบบนั้นเราจะมองเห็นสัจจะธรรมของชีวิต มองไม่เห็นความทุกข์ยาก ไม่เป็นกังวล”

“ฉลอง พินิจสุวรรณ” คือหนึ่งในศิลปินยุคบุกเบิกของภาคเหนือที่เรียกตนว่า “9 สล่าเชียงราย” อันปฏิเสธมิได้ว่ารับอิทธิพลทางความคิดจากอาจาย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินรุ่นพี่มาอย่างมากล้น แต่เมื่อชมผลงานศิลปะของฉลองกลับมองเห็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นเป็นตัวตน เทคนิคการเขียนภาพด้วยปากกาด้ามเดียว ใช้วิธีเขียนด้วยการจุด เพ่งสมาธิ นิ่ง สงบ พินทุแต่ละจุดร้อยเรียงเป็นผลงานศิลปะบนผ้าใบขนาดใหญ่ เทคนิคการเขียนภาพด้วยจุดยังส่งผลต่อกลวิธีการเล่าเรื่องในงานเขียนหนังสือของฉลอง ปากกาด้ามเดียวยังคงบรรจงเขียนบทความด้วยลายมืออย่างมีสมาธิ เชื่องช้าและสงบ

ครูสอนศิลปะของจังหวัดเชียงราย

ผมเกิดที่แม่ใจ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ยุคสมัยก่อนสิ่งแวดล้อมบ้านเมือง ไม่มีแรงบันดาลใจให้พยายามทำสิ่งใด ผมเป็นเด็กนักเรียนที่พยายามดิ้นรนเดินทาง 70 กิโลเมตรจากแม่ใจ มาเรียนหนังสือที่โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม เรียนหนังสือก็ไม่ค่อยเก่ง เวลาทำการบ้านก็ไม่รู้จะถามใครเพราะพ่อแม่ก็ไม่ได้เรียนหนังสือ นั่นคือจุดอ่อนของเด็กบ้านนอกซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าด้อยกว่าเด็กในเมือง ผมตัดสินใจเลือกเรียนสายวิชาชีพที่โรงเรียนสิริกรศิลปวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นเรียนต่อวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เมื่อจบการศึกษาก็สมัครสอบครู ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูโรงเรียนพานพิทยาคม

สอนศิลปะโรงเรียนพานพิทยาคม 10 ปี ชีวิตข้าราชการครูใช้ไปกับการสอนหนังสือ ภาพวาด เมื่อมีเวลาว่างก็เขียนหนังสือด้วยลายมือเป็นบทความส่งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ช่วงนั้นงานเขียนหนังสือของผมได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่หลายสำนัก เช่น สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ หนังสือพิมพ์มติชน ศิลปะวัฒนธรรม อาจเป็นเพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ สมัยก่อนตอนเรียนหนังสืออยู่จังหวัดเชียงใหม่ ผมพักอยู่กับอ้ายปอน พิบูลย์ศักดิ์ ลครพล ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2560 ผมมองเห็นอ้ายปอนอ่านหนังสือ อ่านบทกวี หลังเลิกเรียนระหว่างรอข้าวปิ่นโตซึ่งจะมีคนจะมาส่งเวลาห้าโมงเย็น บ่ายสามโมงท้องผมเริ่มร้องจึงเอาหนังสืออ้ายปอนมาอ่านแก้หิว ผมอ่านหนังสือรอข้าวปิ่นโตจนติดเป็นนิสัย กลายเป็นคนชอบอ่านหนังสือ หนังสืออันเป็นเหมือนยาขมกลายเป็นความสนุกเหมือนเราได้ท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ความคิดอ่านของเราเติบโตเพราะการอ่านหนังสือ

เมื่อโยกย้ายมาเป็นครูสอนศิลปะโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม ผมก็เริ่มคบหากับอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ตอนนั้นท่านเริ่มสร้างบ้านดำ แต่ก่อนหน้านั้นผมรู้จักอาจารย์ถวัลย์ในฐานะรุ่นพี่ ตอนเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมต้น โรงเรียนสามัคคีวิทยาคมเชิญอาจารย์ถวัลย์บรรยายถึงความสำเร็จในการเรียนศิลปะ เด็กหลายคนรับแรงบันดาลใจจากอาจารย์ถวัลย์จนเบนสายเลือกเรียนศิลปะ ผมมองอาจารย์ถวัลย์เป็นต้นแบบ เมื่อผมกลับมาเป็นครูสอนโรงเรียนสามัคคีก็ไปมาหาสู่และชักชวนกันทำงานศิลปะ “หลองเดวอ้ายพาไปเล่นขายคัว” อาจารย์ถวัลย์บอกผม หลังจากนั้น พ.ศ.2530 พวกเรารวมตัวเรียกตนเองว่า“สล่า” แต่ละคนทำงานศิลปะตามความถนัดอย่างจริงจัง เช่น การแกะสลักไม้ การวาดภาพตามความถนัดในแต่ละเทคนิค ทำเป็นผลงานศิลปะเพื่อแสดงต่อสาธารณะชน

ยุคบุกเบิกศิลปะของ 9 สล่าเชียงราย

พ.ศ.2532 สล่าสิบคนร่วมกันจัดนิทรรศการศิลปะครั้งแรก ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2535 พวกเราจัดนิทรรศการศิลปะที่จังหวัดเชียงรายเป็นครั้งแรกชื่องาน “นิทรรศการศิลปะ 9 สล่าเชียงราย” ซึ่งได้จัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยของศิลปิน ถวัลย์ ดัชนี, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, จำรัส พรหมมินทร์, สมพงษ์ สารทรัพย์, สมพล ยารังษี, สุเทพ นวลนุช, ฉลอง พินิจสุวรรณ, ยอดชาย ฉลองกิจสกุล และเรวัตร ดีแก้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนการทำงานศิลปะในยุคบุกเบิกนำโดยอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี

นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะยุคสมัยนั้น เป็นการแสดงผลงานตามความถนัด ผมทำงานแกะสลักไม้ วาดภาพ แต่การเขียนหนังสือทำให้ผมได้เปรียบเพราะก่อนจัดนิทรรศการศิลปะแต่ละครั้ง ผมจะเขียนบทความส่งหนังสือพิมพ์เพื่อประชาสัมพันธ์ หลังจากจัดนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะแล้วเสร็จ ผมจะเริ่มทำงานเขียนหนังสือพ๊อคเก็ตบุ๊ค ปัจจุบันผมมีหนังสือตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว 20 เล่ม ผมศึกษางานศิลปะแต่ละด้านด้วยตนเอง ทำงานด้วยความศรัทธา เขียนหนังสือด้วยปากกาลงบนกระดาษฟุตสแก๊ป ยามว่างก็จะอ่านหนังสือ คนยุคก่อนมีปัญญาความรู้เพราะการอ่าน อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี อ่านหนังสือเยอะมาก มีรสนิยมการอ่านหนังสือดีมาก มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศหลายภาษา อาจารย์ศิลป์ พีระศรี สอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า “นายไม่อ่านหนังสือนายก็ไม่รู้อะไร” เพราะคนทำงานศิลปะนอกจากต้องมีฝีมือด้านการเขียนแล้วยังต้องมีความรอบรู้

ยุคสมัยก่อนไม่มีใครสอนงานศิลปะ ผมต้องศึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เป็นต้นแบบบุคคที่ประสบความสำเร็จ ท่านมักจะแนะนำให้ผมอ่านหนังสือแต่ละเล่ม ผมหาหนังสือที่อาจารย์ถวัลย์แนะนำมาอ่าน เพราะเราต้องคบคนที่เหนือชั้นในเชิงศิลป์ การทำงานด้านศิลปะของเราถึงจะพัฒนา ผมเคยศึกษาว่า อาจารย์ถวัลย์เขียนรูปเวลาใด อ่านหนังสือเวลาไหน ผมพบว่า อาจารย์ถวัลย์ทำงานหลายอย่าง ทั้งเขียนภาพ อ่านหนังสือ เขียนบทความ เขียนบทกวี แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการแสดงผลงานทางศิลปะ

ศิลปินกับการแสดงผลงานศิลปะ ก็เหมือนกับนักมวยที่ต้องขึ้นเวทีชก เริ่มขึ้นชกตั้งแต่มวยวัด สนามมวยลุมพินี สนามมวยราชดำเนิน สนามมวยนานาชาติ เราต้องพัฒนาตนเอง ลองดูสถิติการแสดงงานศิลปะของศิลปิน เคยผ่านสังเวียนการแสดงผลงานศิลปะมามากแค่ไหน ปัจจุบันคนทำงานศิลปะมีเยอะมาก แต่ใครจะเก่งเหนือชั้นกว่าใครวัดกันที่ฝีมือ ศิลปินต้องพัฒนาตนเองให้เป็นที่ยอมรับซึ่งกว่าจะถึงระดับนั้น เขาจะต้องมี “ตัวตน”

ภาพสะท้อนตัวตนอันเป็นอัตลักษณ์

คนวาดภาพอาจมีฝีมือแต่ไม่มีตัวตนเป็นคนไม่มีอัตลักษณ์ เหมือนนักดนตรีที่บรรเลงร้องเพลงของคนอื่น อัตลักษณ์ของผมคือการเขียนภาพด้วยปากกาด้ามเดียว มีวิธีเขียนด้วยการจุด เพ่งสมาธิ นิ่ง สงบ นั่นเป็นตัวตนอันเป็นอัตลักษณ์ งานศิลปะจึงมีคุณค่าเพราะตัวตน ส่วนการดำรงอยู่ในวงการศิลปะต้องมีวินัย มีการวางแผน มีการบริหารจัดการ วางแผนการทำงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย หนึ่งวันมีสิ่งใดต้องทำ หนึ่งปีควรทำอะไรบ้าง เราต้องเอาความคิดสร้างสรรค์ในมันสมองของเราออกมาเป็นผลงานศิลปะจึงจะรู้สึกว่าประสบผลสำเร็จ เกิดความสุขสบายใจ ถ้าพูดคุยแต่ไม่ทำก็เป็นเพียงลมปาก วันเวลาของชีวิตเราเหลือน้อยลงทุกวัน ผมวาดภาพชีวิตดั่งเปลวเทียนเตือนตนเองว่าชีวิตคนเหมือนเทียนที่ถูกจุดแล้ว วันหนึ่งจะดับมอดไม่มีความสถาพร เมื่อคิดได้แล้วก็ต้องรีบทำ

สำหรับเด็ก การเรียนรู้ต้องปล่อยให้เติบโตตามประสบการณ์ ความคิดของเด็กยังไม่ก่อเกิด ความคิดอ่านยังไม่ตกผลึก ปล่อยให้เขาเรียนรู้แล้ววันหนึ่งเมื่อมีความคิดเขาจะทำในสิ่งที่ตนชอบ แต่ก่อนจะทำอะไรก็ต้องมีความศรัทธา มีความมุ่งมั่น มีหัวใจที่จะทำตามเป้าหมายอันชัดเจน ชีวิตคนจำเป็นต้องอาศัยเวลาเพื่อบ่มเพาะ เหมือนมะม่วงเมื่อสุกงอมจึงมีรสหอมหวานถึงเริ่มกิน ถ้าเร่งรัด บังคับขู่เข็ญ ความหอมหวานไม่มี

ตัวอย่างเช่น ผมตัดสินใจลาออกจากราชการ ผมมีการเตรียมความพร้อม มีหัวใจให้งานศิลปะเต็มร้อย ผมสร้างหอศิลป์ไตยวนเพราะมีตัวตน เมื่อทุกคนเห็นผลงานทางศิลปะจะรู้ว่าเป็นงานของฉลอง พินิจสุวรรณ เพราะมันเป็นตัวตนของผม ตัวตนบางคนค้นหาไม่เจอ บางคนทำงานศิลปะอย่างไรก็ไม่ใช่ตนเอง เหมือนนักร้องที่ขับขานเพลงของคนอื่น เพลงนั้นไม่ใช่บทเพลงที่เขาประพันธ์ ไม่มีสาระแห่งความเป็นตัวตน เหมือนเอาลมหายใจคนอื่นมาหายใจ แล้วเมื่อใดตัวตนจะปรากฎ งานศิลปะทุกอย่างมิว่าจะเป็น การวาดภาพ การเขียนหนังสือ ต้องมีตัวตนอันเป็นอัตลักษณ์ คนเป็นศิลปินต้องสื่อถึงอัตลักษณ์ของตนเอง ต้องทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง มีการแสดงผลงานศิลปะให้ผู้คนได้เสพ รับรู้และติดตาม ธรรมชาติเมื่อมีเมล็ดพันธุ์ก็ต้องบ่มเพาะให้เติบโตแตกกิ่งก้านสาขาผลิดอกออกผล ศิลปินก็เช่นกันต้องมีการบ่มเพาะตนเอง

การแสดงผลงานศิลปะคือภาพสะท้อนตัวตน ศิลปินต้องตรวจสอบตนเองเพราะธรรมชาติของมนุษย์จะเข้าข้างตนเอง เราจะรู้ได้ด้วยการตรวจสอบผ่านกระบวนการ เช่น งานเขียนหนังสือผ่านบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ผ่านการตรวจสอบของบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ เมื่อผ่านการตรวจสอบผลงานก็ได้รับการรับรอง เช่นเดียวกับผลงานศิลปะ ผลงานต้องผ่านคณะกรรมการคัดเลือกเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการ เมื่อผลงานศิลปะเสดงต่อสาธารณะชน ก็ถือเป็นผลงานซึ่งได้รับการตรวจสอบกลั่นกรอง ศิลปินเมื่อผ่านการตรวจสอบก็มีความเก่งกล้าสามารถขึ้น

การทำงานเป็นสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ แม้ไม่สำเร็จในยุคของเราก็ไม่เป็นไรเพราะเราได้ลงมือทำ เหมือนเรื่องเล่าของลุงโง่ย้ายภูเขา เมื่อมีคนถามว่าคิดอย่างไรถึงจะย้ายภูเขาแล้วจะทำสำเร็จได้อย่างไร ลุงโง่ตอบว่าถ้าทำไม่สำร็จในรุ่นของเราก็ยังมีรุ่นลูกรุ่นหลาน เราทำงานตามสติปัญญา ตามความสามารถ งานศิลปะไม่ใช่งานแบกหาม เป็นงานเฉพาะบุคคล ส่วนการเลี้ยงดูชีวิตตนเอง เราเพียงประคับประคองตนให้อยู่รอดเหมือนนักมวยบนเวทีที่ต้องชกให้ครบ 5 ยก มีผลงานเป็นความสำเร็จ เมื่อคิดได้แบบนั้นเราจะมองเห็นสัจจะธรรมของชีวิต มองไม่เห็นความทุกข์ยาก ไม่เป็นกังวล

มรดกทางความคิดของถวัลย์ ดัชนี

เมื่อครั้งอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ยังมีชีวิตได้ทำผลงานไว้หลายอย่าง เมื่อตายก็นอนตายตาหลับ งานด้านศิลปะวัฒนธรรมท่านเป็นผู้ปลุกกระแสความคิดให้ผู้คนหันมานิยมวัฒนธรรมท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น พินเปี๊ยะของอุ้ยแปง ความจริงวัฒนธรรมการดีดพิณเปี๊ยะตายไปนานแล้ว เหลือเพียงเสียงพิณในนิทรรศการศิลปะซึ่งจัดขึ้นในหอศิลป์ของต่างประเทศ มีคนถามผู้จัดนิทรรศการศิลปะว่า เสียงการเล่นเครื่องสายในดนตรีที่บรรเลงเป็นเพลงของชนเผ่าใด ผู้จัดนิทรรศการเล่าว่า เป็นบทเพลงพิณของวนิพกที่เล่นเพลงบริเวณหน้าตลาดสดของประเทศไทย เมื่ออาจารย์ถวัลย์ ได้ฟังถึงกับหน้าชาเพราะเพิ่งรู้ว่าเสียงดนตรีนี้ เป็นเสียงพิณเปี๊ยะในประเทศของตน

เมื่อกลับถึงเมืองไทยอาจารย์ถวัลย์ก็ติดตามหาเสียงพิณ พบว่าผู้เล่นพิณเสียชีวิตแล้ว แต่ก็ยังคงทราบข่าวว่ายังมีคนเล่นพิณเปี๊ยะอยู่ที่จังหวัดลำพูนแต่ย้ายครอบครัวมาอาศัยอยู่ บ้านท่าหล่ม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ชื่อว่า “ลุงแปง” อาจารย์ถวัลย์พบว่าลุงแปงทำงานจักสาน ส่วนพิณเปี๊ยะถูกนำไปทำด้ามมีด อาจารย์ถวัลย์พาลุงแปงมาฟื้นฟูฝีมือด้านการเล่นพิณปี๊ยะโดยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต อาจารย์ถวัลย์พาลุงแปงแสดงฝีมือพิณจนเป็นที่เลื่องลือ หลังจากนั้นศิลปินล้านนาจรัล มโนเพชร ได้พาลุงแปงบันทึกเสียงการเล่นพิณเปี๊ยะ ทำให้ศิลปะการเล่นพิณเปี๊ยะยังคงถูกสืบสานสู่คนยุคต่อมา

คุณค่าของงานศิลปะคืออะไร เพราะงานศิลปะเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่จะนำเสนอให้สังคมได้รับรู้ เช่น เรื่องการตัดไม้ทำลายป่า เราจะสะท้อนอย่างไรให้สังคมเห็นความสำคัญของปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า นั่นคือมุมมองของศิลปินในการวาดภาพ คุณค่าของงานศิลปะคือการสะท้อนสังคม แล้วพวกเรามองคุณค่าของงานศิลปะกันอย่างไร เช่น ผลงานของแวนโก๊ะ ยามมีชีวิตไม่เคยขายผลงานได้เลยแต่แวนโก๊ะก็ยังวาดภาพ เมื่อแวนโก๊ะตายมีคนศึกษาวิจัยทำให้คุณค่าของงานศิลปะเกิดขึ้น ใครมีผลงานของแวนโก๊ะไว้ในครอบครองกลายเป็นมหาเศรษฐี งานศิลปะต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

สำหรับการเขียนหนังสือ ผมเขียนหนังสือเหมือนการเขียนภาพ เขียนช้า เขียนผิดแล้วแก้ไข เขียนประมาณ 3-4 ก๊อปปี้ เวลาเขียนหนังสือผมจะเขียนนำเสนอในสิ่งที่น่าสนใจ เขียนในสิ่งที่ยังไม่มีใครเคยเขียน นั่นคือสิ่งที่น่าสนใจ อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ก็ยังเคยบอกผมว่า “สิ่งไหนคนประสบความสำเร็จแล้ว เดินทางบุกเบิกไปแล้ว เราไม่ต้องไป หากเราจะลงมือทำ ต้องเดินบนเส้นทางที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน”

จักรวาลแห่งการพัฒนา ชัชวาล ทองดีเลิศ

0

“สังคมเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่มันต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่า ที่มันจะมีความเท่าเทียม เป็นธรรม สันติ เราจำเป็นจะต้องเรียนรู้จากต้นทุนเดิมของเราคืออะไรที่มันมีคุณค่า มีความหมายแล้วก็ตอบโจทย์กับชีวิตของประชาชนและสังคมคืออะไร แล้วกระบวนการที่ต่อยอดการพัฒนาที่มันต่อยอดสร้างสรรค์จากฐานเดิม มันน่าจะมีความยั่งยืน มีความเข้มแข็งกว่า เราจะสร้างความงอกงามจากแผ่นดินมากกว่า กระทั่งเราเริ่มชัดมีประสบการณ์ชัดเจนแล้วเราก็ไปผลักดันกฎหมาย เสนอนโยบาย ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงจากข้างล่าง ไม่ใช่การเปลี่ยนจากข้างบน”

ชัชวาล ทองดีเลิศ คือนักพัฒนาคนสำคัญของประเทศไทย มีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาในด้าน วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และสิ่งแวดล้อม เขาเติบโตจากสังคมยุคเก่าที่จังหวัดกาญจนบุรี เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยุค 6 ตุลาคม 2519 ช่วงวิกฤติการเมือง ทำงานเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมกับมูลนิธิโกมลคีมทอง ลงพื้นที่ทำงานพัฒนาที่ภาคเหนือกับสำนักงานเกษตรภาคเหนือกับมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เยอรมันตะวันตก (Friedrich Naumann Foundation) ได้รับบทเรียนและประสบความล้มเหลวจากการนำแนวคิดตะวันตกมาปรับใช้กับวิถีเกษตรกรรม หลังจากปรับเปลี่ยนแนวคิดและทัศนคติด้านการพัฒนา ชัชวาล ทองดีเลิศ เริ่มมีบทบาทในการพัฒนาเรื่องป่าชุมชน การผลักดันร่างกฎหมาย ป่าชุมชน , มีผลงานด้านการศึกษา ก่อตั้งโรงเรียนสืบสานล้านนา การเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาภาคสังคม , ร่วมแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่นควัน PM 2.5 สู่การร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ในช่วงชีวิตการทำงานพัฒนา เขาประสบความสำเร็จอย่างมาก จากการต่อยอดพัฒนางานด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และสิ่งแวดล้อม

เปิดประตูสู่โลกมหาวิทยาลัยในวันวิกฤติ

ผมเป็นคนจังหวัดกาญจนบุรี มาจากชุมชนชนบท ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง เป็นคนไทยผสมมอญ ผสมจีน การศึกษาก็เรียนที่หมู่บ้าน เรียนโรงเรียนวัดวัดอินทรา บรรยากาศดีมาก สมัยก่อนเราอยู่กับญาติพี่น้องอยู่กับชุมชน บ้านอยู่ใกล้วัดไปร่วมกิจกรรมของวัด โรงเรียนก็อยู่ในวัด ชีวิตผูกพันกับบ้าน วัด ชุมชน ต้องถือว่า เป็นชุมชนที่ดีมากๆ ตอนนี้ก็เป็นชุมชนวัฒนธรรม พวกเขายังทำตาลโตนด ทำผ้าขาวม้าร้อยสี แล้วก็ยังรักษาวัฒนธรรมประเพณีที่ดีมากๆ ตอนนี้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เริ่มเรียนมัธยมก็เริ่มออกห่างบ้านเรียนอยู่ที่โรงเรียนพนมทวนชนูปถัมภ์ ห่างจากบ้านสัก 10 กว่ากิโลเมตร เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้า มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนประจำจังหวัด โรงเรียนวิสุทธรังสี ผมเป็นคนเรียนดี สอบเป็นที่หนึ่งของจังหวัด พ่อแม่มีความคาดหวังมาก อยากให้เป็นเจ้าคนนายคน พ่อแม่ก็บอกอยู่เสมอว่า ตั้งใจเรียนนะลูก พ่อแม่ลำบาก ลูกไปเรียนนะลูก เราก็ตั้งใจเรียน เรียนนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2519 ช่วง เหตุการณ์ 6 ตุลา

ต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นส่วนสำคัญของชีวิต คือชีวิตในช่วงเรียน เป็นช่วงที่เราซึมซับวิถีชุมชน ซึมซับวิถีชาวบ้าน เป็นความอบอุ่นแบบหนึ่ง เมื่อเรียนที่ธรรมศาสตร์ก็จะเป็นอีกแบบ บรรยากาศสนามหลวง มีร้านหนังสือเต็มไปหมด ธรรมศาสตร์เขาจะมีสโลแกน “ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” หรือว่าบางทีเราก็มาเจอกับการรับน้องของรุ่นพี่ เป็นการรับน้องที่มีความหมาย หรือเราได้ยินบทกลอนของอาจารย์ รศ.วิทยากร เชียงกูล “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่งฉันจึง มาหา ความหมาย ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว” คืออะไร? เราเป็นเด็กบ้านนอกแล้วมีแรงขับเคลื่อนอย่างแรงจากครอบครัวในการพุ่งทะยานทางการศึกษา แต่มาเจอภาพแบบนี้ บางวันก็มีชาวนาประท้วงเรื่องค่าเช่านา กรรมกรประท้วงเรื่องค่าแรง คือ บรรยากาศของธรรมศาสตร์ ทำให้เราตั้งคำถาม มีมุมที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราวาดหวัง ตรงข้ามกับสิ่งที่เราเคยคิด เราเรียนกฎหมาย เรียนรู้เรื่องโครงสร้างสังคม ความเป็นธรรม ปัญหาสังคม ความเหลื่อมล้ำ

เราผันตัวเองไปตั้งชุมนุมทำกิจกรรม ชื่อว่า “สังคมพัฒนา” เป็นมิติทางการศึกษา เราสนใจการศึกษาตั้งแต่สมัยเรียน เสาร์อาทิตย์ เราก็มีกิจกรรมพาเพื่อนนักศึกษาไปสอนเด็กในสลัม เราเห็นวิถีชีวิตความยากลำบากในชุมชนสลัม พอปิดเทอมใหญ่ เราก็จะไปสร้างห้องสมุดกัน แล้วก็ไปสอนเด็ก เป็นครูอาสาไปสอนเด็กในหมู่บ้าน ชีวิตตลอดช่วงเรียนหนังสือ ไม่ค่อยได้เรียนหรอก ทำกิจกรรม เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เพื่อนบางส่วนเสียชีวิต เพื่อนบางส่วนเข้าป่า เราไม่ได้เข้าป่า เราเป็นเด็กใสๆ จากชนบท แล้วก็ทำกิจกรรม เมื่อเรียนจบเราก็เริ่มตั้งคำถามว่า เอ๊ะ! จบแล้วจะไปทำอะไร เราเรียนกฎหมาย เป็นทนาย เป็นผู้พิพากษา ส่วนทางบ้านอยากให้เป็นนายอำเภอ เป็นตำรวจ ขณะที่พ่อก็ด่าตำรวจให้ฟังทุกวัน พอดีช่วงนั้น เป็นช่วงที่โครงการอาสาสมัครเพื่อสังคมเปิด โครงการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมสมัครเป็นอาสาสมัครเพื่อสังคมซึ่งเราก็มีพื้นฐานด้านสังคมอยู่แล้ว

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้เรื่องการพัฒนา

ตอนเรียนวิชาสุดท้าย เราเรียนวิชาสังคมวิทยาชนบทกับอาจารย์บัณฑร อ่อนดำ ลงพื้นที่กับมูลนิธีโกมลคีมทอง จึงรู้จักมูลนิธิโกมลคีมทอง เมื่อโครงการอาสาสมัครเพื่อสังคมเปิดจึงไปทำงานอาสาสมัครที่มูลนิธีโกมลคีมทอง ทำโครงการพัฒนาประสานงานกับชนบท เป็นการเรียนรู้อีกแบบ แตกต่างจากการเรียนมหาลัย เพราะมหาลัยมันจะเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคม เรื่องอำนาจรัฐแต่มูลนิธิโกมลคีมทอง เขาให้ไปประสานกับผู้นำในชุมชนที่กำลังขับเคลื่อนงานพัฒนาอยู่ ส่วนใหญ่ผู้นำเป็นพระ ก็เลยไปทำงานกับพระ ทำงานกับ พระครูพิพิธประชานาถ (นาน สุทธสีโล) จังหวัดสุรินทร์ ,หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ ชัยภูมิ รวมถึง วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่ทำเรื่องวนเกษตร ก็ได้เรียนรู้อีกแบบ คือ พระที่เป็นผู้นำแล้วก็เป็นผู้ที่มีความตั้งใจในการทำงานกับชาวบ้าน ตื่นตี 3 ทำงานถึง 3 ทุ่ม ทำงานทั้งวัน ขณะที่นักกิจกรรมนอนกดึก ตื่นสาย แต่งตัวเซอร์ ทำงานกับชาวบ้านนิดๆ หน่อยๆ ก็เหนื่อยแล้ว มันเกิดการเปรียบเทียบว่า พระกับนักกิจกรรมทำงานกันแตกต่างมาก เป็นการเปิดโลก

หลังจากนั้น โครงการอาสาสมัครขาดเจ้าหน้าที่ เขาก็ใช้อาสาสมัครที่เรียนจบมาเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายฝึกอบรมและติดตาม เราก็ได้ร่วมอบรมอาสาสมัครหลายรุ่น หลังจากทำงานกับมูลนิธิโกมลได้หนึ่งปี ใจเราอยากทำงานลงพื้นที่ในหมู่บ้านมากกว่า เพราะงานเดิมเราต้องอยู่ในกรุงเทพฯ จัดฝึกอบรม ส่งอาสาสมัครไปทำงานและเราก็ไปตาม รู้สึกว่าไม่ใช่ ตอนนั้น เราคุยกับอาจารย์จอร์น อึ้งภากร เราก็ถาม อาจารย์มีโครงการพัฒนาชนบทที่ไหนบ้าง ผมอยากทำงานในหมู่บ้านมากกว่าอยู่กรุงเทพ พอดีมีโครงการพัฒนาชนบทสมบูรณ์แบบที่เชียงใหม่ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานเกษตรภาคเหนือกับมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เยอรมันตะวันตก (Friedrich Naumann Foundation) ทันทีที่อาจารย์จอร์นบอก มีงานอยู่ที่เชียงใหม่ วันที่ 25 สิงหาคม 2525 เราเดินทางมาเชียงใหม่แล้วก็อยู่เชียงใหม่ตั้งแต่นั้น ต้องยอมรับว่า บรรยากาศแตกต่าง ถ้าเป็นของโกมลคีมทอง เขาปล่อยให้เราทำงานอย่างเต็มที่ คุณอยากทำอะไรเต็มที่ แต่พอมาทำงานกับสำนักงานเกษตรภาคเหนือบวกกับฟรีดริช เนามัน มันเป็นแบบกึ่งราชการกึ่งถึงการพัฒนา เราก็ได้รับบทเรียนหลายเรื่อง

เรามีข้อขัดแย้งหลายเรื่องกับชาวบ้าน สำนักเกษตรภาคเหนือกับฟรีเท่าฟรีดริช เนามัน เขาใช้กลยุทธ์ คือ 10 ครอบครัว เลือกผู้นำ 1 คน จัดอบรมทุกเดือน อบรมเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมี การใช้ยาฆ่าแมลง พืชพันธุ์ใหม่ๆ ส่งเสริมเกษตรแผนใหม่ ชาวบ้านมีหมูดำเราก็เอาหมูขาวไปให้ ชาวบ้านมีไก่พื้นเมืองเราก็เอาไก่สามสายพันธุ์ไปให้ ชาวบ้านมีข้าวพันธุ์พื้นเมือง เราก็เอาข้าวพันธุ์ใหม่ไปให้ มีถั่วพันธุ์พื้นเมืองก็เอาถั่วพันธุ์ใหม่ไปให้ ส่วนชาวบ้านก็มีความเชื่อเรื่องผีอย่างเข้มข้น วันนั้น นัดประชุมแล้วชาวบ้านไม่มา เราตามไปดูปรากฏว่าเขากำลังเลี้ยงผี เราก็โวยด่ารชาวบ้าน งมงายไร้สาระทำไมมาเลี้ยงผี ทำไมไม่สนใจงานพัฒนา มิน่าชีวิตถึงลำบากยากจน หลังจากนั้น ผมเข้าหมู่บ้านไม่ได้อีก เรายังมาคิดย้อนหลัง เราไม่โดนกระทืบก็ดีแล้ว แต่เราเริ่มรู้เลยว่า เราไปแตะเรื่องความเชื่อของชาวบ้านทั้งที่เรายังไม่ข้าใจดีพอ

เหตุการณ์ที่ผู้นำชาวบ้านคนหนึ่งตายอยู่ในอ้อมแขนเรา เขามีโบโดพ่นยา ขั้วหลุด สารเคมีอาบผิว เส้นเลือดเส้นเอ็นมันขึ้นมาเต็มเลย ผู้นำชาวบ้านตายในอ้อมแขนเราเพราะสารเคมี แต่เราก็ทำเต็มที่ เพราะเราเชื่อว่า ชาวบ้านต้องได้รับอะไรใหม่ๆ ชาวบ้านควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับความรู้ใหม่ๆ เทคโนโลยีใหม่ๆ คุณภาพชีวิตถึงจะดี ทำงานครบ 3 ปี มีการประเมินผล อาจารย์จากมหาลัยเชียงใหม่ร่วมประเมินผล ยังจำคำชาวบ้านได้ เราก็ถามเป็นยังไฟบ้างกับการทำงานในช่วง 3 – 4 ปีนี้ ชาวบ้านก็บอกว่าตอนนี้แย่เพราะ “เป็นหนี้” เริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่คุณชัชวาลเข้ามาส่งเสริม เราก็เข่าอ่อนเลย เข่าอ่อนเพราะความหวังดีกับการทุ่มเทของเราอย่างเต็มที่ มันทำให้ชาวบ้านมีปัญหา อันนี้เป็นจุดสำคัญมาก ชาวบ้านเสียชีวิตจากสารเคมี ทะเลาะกับชาวบ้านเรื่องผี หรือประเมินแล้วมันชาวบ้านเป็นหนี้ ทำให้เราต้องคิดใหม่ นักพัฒนาเริ่มมีเวทีพูดคุยเรื่องนี้มากขึ้น เราได้ข้อสรุปสำคัญว่า ถ้าเราจะทำงานพัฒนาโดยมองชาวบ้านแบบ “โง่ จน เจ็บ” แล้วพยายามเข้าไปอบรมชาวบ้าน สั่งสอนชาวบ้าน มันไม่ยั่งยืน มันอาจจะดีแต่มันไม่เหมาะกับชาวบ้าน เพราะฉะนั้น การพัฒนามันต้องตั้งอยู่บนฐานของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชุมชน

มองความผิดพลาดเป็นบทเรียนสู่การพัฒนา

หลังจากนั้นก็เริ่มปรับกระบวนทัศน์กันใหม่ ขอโทษชาวบ้าน ทำงานวิจัยชื่อว่า โครงการศึกษาวัฒนธรรมภาคเหนือเพื่อการพัฒนา ถือเป็นช่วงของการเรียนรู้ที่สำคัญมากๆ เรื่องแรกที่ทำการศึกษาคือเรื่อง “ผี” ศึกษาเรื่องผีทุกชนิด ศึกษาเรื่องประเพณี 12 เดือน ศึกษาเรื่องภูมิปัญญา เรามีเอกสารเยอะมาก ถือว่าเป็นการเรียนรู้ครั้งใหญ่ เพราะมีโลกทัศน์อีกแบบ มันมีความรู้ใหม่อีกแบบที่สำคัญมาก เราเริ่มเชื่อมโยงกับเรื่องราวสมัยเด็ก เรื่องราววัยเด็กมันเริ่มกลับมา มันเป็นเรื่องราวอันเดียวกัน มันเป็นรากของสังคมของชุมชน มันเป็นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมเคยมีอยู่ เราเริ่มรู้สึกว่าเป็นการต่อรากใหม่

เราเริ่มพบเรื่องป่าชุมชนซึ่งเดิมแล้วเราไม่เชื่อว่าชาวบ้านจะรักษาป่า เราเชื่อว่าชาวบ้านเป็นผู้ทำลายป่ามากกว่า แต่พอศึกษา ชาวบ้านเขามีป่า มีความเชื่อเรื่องป่าขุนน้ำ ความเชื่อเรื่องป่าดง เขาไปเลี้ยงผีกัน มีความเชื่อและป่าภูเหลือง เจ้าพ่อภูเขียว เยอะแยะไปหมด เราเริ่มเข้าใจว่า ชาวบ้านเขาก็มีมิตินี้อยู่นะ ไม่ได้ทำลายอย่างเดียวนะ เขารักษาด้วย เขาใช้ประโยชน์จากป่าด้วย เราก็เริ่มศึกษาชุมชนแล้วก็มาเชื่อมโยงกับนักวิชาการ อาจารย์ เสน่ห์ จามริก อาจารย์ชยันต์ ไชนพร อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ ,อานันท์ กาญจนพันธุ์ ใช้นักวิชาการมาเชื่อม จึงเป็นงานวิจัยและป่าชุมชน ซึ่งทำให้เกิดความลึกซึ้งมากขึ้น ต่อมาเราสู้เรื่องเกษตรพันธสัญญา สู้กับ ซีพี คอนแท็กฟอร์มมิ่ง ชาวบ้านเป็นหนี้สิน ตอนที่เราพิพากษ์วิจารณ์ พูดคุยกับชาวบ้านที่ประสบปัญหา ก็มีข้อเสนอทางเลือกใหม่คือ “เกษตรกรรมยั่งยืน” หรือ ออร์แกนิคฟาร์ม มีชาวบ้านทำเรื่องวนเกษตร เราจึงพัฒนาต่อยอดจากฐานทุนเดิม ทำงานต่อเนื่องมาถึง ตลาดสีเขียว ข่วงเกษตรอินทรีย์

พ.ศ.2535 เอดส์เข้ามาในประเทศไทย ทุกคนเป็นเอดส์ต้องตาย แพทย์แผนใหม่ก็รักษาไม่ได้ หมอพื้นบ้านช่วยกันรักษาโรคเอดส์แต่ก็โดนจับ เป็นเรื่องใหญ่ ลงข่าวใหญ่โต พวกเราจึงรณรงค์ รวบรวมเครือข่ายหมอพื้นบ้าน มีข้อเสนอ ในที่สุดก็เสนอเรื่องการดูแลรักษาแบบพื้นบ้าน การรักษาสุขภาพ สุขภาพชุมชน โดยมีหมอพื้นบ้านมาช่วยดูแลกายใจและจิตวิญญาณ ซึ่งมันก็ทำให้สถานการณ์เอดส์มันดีขึ้น เพราะแต่เดิมคนเป็นเอดส์ตายอย่างเดียว เราจะเห็นว่า อะไรก็ตามที่ต่อยอดจากภูมิปัญญามันยาวเลยนะ ป่าชุมชนพัฒนาเป็นเครือข่ายป่าชุมชน มีการเสนอ พ.ร.บ. ป่าชุมชน เสนอรายชื่อ 50,000 รายชื่อ เอางานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาพัฒนาเป็นกฎหมาย เสนอกฎหมายโดยภาคประชาชน

สร้างระบบการบริหารจัดการวัฒนธรรมและภูมิปัญญา

เชียงใหม่ครบรอบ 700 ปี พวกเราก็มานั่งคุยกันว่า เชียงใหม่ครบรอบ 700 ปี มันเกิดกระแสบางอย่างที่น่าสนใจ มันเป็นเวลาวิเศษ คือ คนสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ คนสนใจเรื่องวัฒนธรรม คนสนใจเรื่องรากเหง้ามากขึ้น นักวิชาการก็ลุกขึ้นมาทำหนังสือประวัติศาสตร์ ทีนี้ก็คุยกันว่า พวกเราจะทำอะไรเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 700 ปีเชียงใหม่ ในสุดก็ตกลงว่า จะทำโครงการอนุรักษ์สืบสานศิลปะวัฒนธรรมล้านนา เพื่อเฉลิมพระเกียรติปีเชียงใหม่ รูปธรรมก็คือจะจัดงานเทศกาลชื่อว่า “งานสืบสวนล้านนา” โดยเอาภูมิปัญญามานำเสนอ ก็คิดกันออกมาว่า นำเสนอในรูปแบบไหนให้ง่ายและคนเข้าถึง ไม่ใช่เรื่องโบราณ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ก็ตกลงว่า เป็นเรื่องปัจจัยสี่ มีอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย จัด 4 วัน แล้วก็ไฮไลท์วันละเรื่องวันแรก ก็ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมือง วันที่ 2 ก็เป็นหมอพื้นบ้าน การดูแลรักษาแบบพื้นบ้าน วันที่ 3 เครื่องนุ่งห่มล้านนา วันสุดท้ายก็เรื่องที่อยู่อาศัย สล่า (ช่าง) ล้านนา เริ่มงานปี 2540 ได้รับความสนใจมาก เมื่อทำกิจกรรมหลายปี ก็มีเด็กเยาวชนเรียกร้องให้เปิดโรงเรียนสอน จึงมีการก่อตั้งโรงเรียน “สืบสานล้านนา” โดยมีครูภูมิปัญญาที่มาร่วมงานเป็นอาสาสมัคร จำนวน 30 คน

ตอนนี้เกือบ 30 ปี มีการพัฒนาหลักสูตรให้ชัดขึ้น เป็นหลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ พึ่งตนเอง ออกมาทำเป็นอาชีพได้ ต่อมาก็คือสอบได้เป็นครูภูมิปัญญารุ่นใหม่ ตอนนี้เรามีครูเป็นร้อยคน ครูรุ่นเก่า ก็บอกเดินทางไปสอนไม่ค่อยไหวแล้ว เดินทางลำบาก เราก็เดินทางไปที่บ้านเพื่อเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ ตอนนี้น่าจะมีศูนย์การเรียนไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง อันนี้เป็นอะไรที่งอกงามเป็นความต่อเนื่อง อะไรที่มันมาจากฐานแล้วต่อยอดแล้วมันถูกพัฒนาการต่อเนื่อง เราเริ่มพูดถึงเรื่องเน็ตเวิร์คเพราะกลุ่มครูก็มารวมตัวกันเป็นเครือข่ายครูภูมิปัญญา แล้วกลุ่มคนที่สนใจเรื่องภาษาล้านนาก็รวมตัวกันเป็น ชมรมใบลาน ชมรมปกตืนล้านนา กลุ่มที่สนใจเรื่องดนตรีก็มารวมกันเป็นกลุ่มดนตรี กลุ่มที่สนใจหมอพื้นบ้าน กลุ่มที่สนใจเรื่องงานช่างฝีมือการ รวมตัวเป็นชมรมสล่าล้านนา

เชียงใหม่มีผู้รู้เยอะมาก ที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วผู้รู้ที่เราเรียกว่าครูภูมิปัญญาเนี่ยเขามีอยู่ก่อนแล้วแต่เขาถูกกดทับไว้เหมือนกับเอาก้อนหินทับยาน ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรนะ ไม่รู้จะสมมุติว่าไงแต่รากมันยังไม่ตาย ที่เราทำหน้าที่ในการเปิดก้อนหินออกแล้วให้ยามันโดนแดด โดนลมโดนฝน แล้วขณะที่รากมันยังแข็งแรงเพราะเอาหินออกปุ๊บเจอลม เจอฝนเจออาการเจอโรมงอกงามขึ้นมาพวกกับกระบวนการจัดการมีโรงเรียนสืบสาน ที่ทำให้เกิดเขาเรียกว่าเกิดกระบวนการจัดการทางด้านวัฒนธรรม จัดการเรียนการสอน มีหน่วยจัดการเรียนการสอนที่ต่อเนื่อง อย่างน้อยเกือบ 30 ปีแล้วเนี่ย ครูรุ่นเก่าสอน ครูรุ่นใหม่กลับมาสอนอยู่

ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ ความต่อเนื่อง มีหน่วยจัดการ มีหน่วยดูแลการเรียนการสอน พ่อแม่ผู้ปกครองสนับสนุน เราสังเกตเลยว่า การเรียนการสอนแต่ละครั้งมีพ่อแม่ผู้ปกครองมานั่งรอเต็ม เหมือนกับเราเปิดพื้นที่การเรียนรู้เรื่องนี้ ทำให้โอกาสในการเข้าถึงพื้นที่มีมากขึ้น มีพัฒนาการ มีการขยายตัว มีการสรุปกระบวนท่า มีคำที่น่าสนใจคือ ไม่หลงของเก่า ไม่เมาของใหม่ อันนี้คำของหลวงปู่ พระพุทธพจนวราภรณ์ (จันทร์ กุสโล) ท่านให้ใช้พื้นที่ตั้งโรงเรียนสืบสาน ท่านฝากไว้ว่า เราต้องใช้แนวทาง ไม่หลงของเก่า ไม่เมาของใหม่คือเรียนรู้ของเดิมก็จริง แต่อย่าไปหลง (ลุ่มหลง) วัฒนาธรรมแหมือนสายน้ำ น้ำเก่าไหลไป น้ำใหม่ไม่ไหลมา แม่น้ำก็ตาย แห้ง ขณะน้ำเก่าอยู่ที่เดิม น้ำใหม่อยู่ที่เดิม ก็เป็นน้ำเน่า ถ้าจะให้เกิดการสืบสวนต้องเกิดความต่อเนื่อง สืบเนื่องกันเหมือนแม่น้ำที่ยังประโยชน์ให้กับมนุษย์

เรามีกระบวนการตามจารีตเดิม คืองานไหว้ครูเป็นสิ่งสำคัญมากในสายสืบสาน ครูคือ จิตวิญญาณของครูตั้งแต่ครูคนแรกครูคนสุดท้ายครู มันเป็นสายธารความรู้ที่เราจะต้องเคารพรักษาและสืบทอด เราพยายามเติมให้ตลอดเราไม่อยากปรับออกไปเพราะมันสำคัญมาก เข้าไปข้างในใจ มันไม่ได้อยู่แค่หัว มีบางคนตั้งคำถามว่า โรงเรียนสืบสารทำอย่างไหรมีคนมาสนใจเยอะมาก ช่วงที่ผ่านมาพวกเราสนับสนุนเครือข่ายเยาวชนเยอะมาก มีการสรุปบทเรียน สรุปมา 4 ขั้นก็คือ หัน (มองเห็น) เฮียน (เรียน) หุม (ชอบ) ฮัก (รัก) ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้เห็น สัมผัส รู้เรื่อง เด็กหลายคนไม่มีโอกาสได้สัมผัส ไม่รู้เลยว่าภูมิปัญญาอยู่รอบๆ ตนเอง ไม่มีใครเปิดโอกาสให้เขาเห็น ในที่สุดจะเจอสิ่งที่รัก ที่ชอบ รู้เลยว่าตัวเองชอบอะไร ให้โอกาสดูไปเรื่อยๆ บางคนจะชอบดนตรี บางคนจะชอบงานฝีมือ บางคนชอบงานอาหาร บางคนจะชอบงานสมุนไพร บางคนจะชอบงานช่าง เรียนจบแล้วก็จะเป็นครูผู้สืบทอด

เรามีหลายโครงการ อย่างเช่น โครงการหน่อคำลำแก้ว เราพยายามให้คุณค่าและความหมายกับเขา แล้วก็สนับสนุนดูแลเขาอย่างเต็มที่ ให้เขาได้ซึมซับได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ในสิ่งที่เขาอยาก อยากเรียนรู้อะไร พวกเนี่ยเราก็อันนี้คือกระบวนการที่เราพยายามสนับสนุนที่สำคัญ เป็นกระบวนการเรียนรู้นี้เป็นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ต้องลงมือ ไม่ใช่เรื่องทฤษฎี ตอนนี้ครูสืบสานน่าจะมีเป็นร้อยคน แต่ถามว่าที่ที่เด่น หลาคนได้รับรางวัลและเป็นที่ยอมรับจากสังคม เช่น พ่อครูมาลา คำจันทร์ ,พ่อปู่ดิเรก สิทธิการ ,แม่บัวซอน ถนอมบุญ

ต่อยอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญา

เรื่องอื่นมันเชี่อมโยงจากตรงนี้ เมื่อเราทำโรงเรียนสืบสานมันก็ไปเชื่อมโยงกับ สมาคมการศึกษาทางเลือกไทย โอมสคูล ตอนนี้เป็นสมาคมการศึกษาทางเลือกไทย ตอนนี้มาเป็นนายกสมาคมฯสภาการศึกษาทางเลือกไทย เมื่อก่อนเป็นเลขาธิการ พออายุแก่แล้วเขาก็ขยับเป็นนายกฯ สำหรับสภาการศึกษาทางเลือกไทยก็สนับสนุนให้พ่อแม่จัดการการศึกษาให้ลูก เเก้โจทย์เรื่อง วิกฤตการศึกษาไทย ทุกคนรู้สึกว่า การเรียนในห้องต้องจำทำอะไรไม่เป็นเนี่ย มันไม่ตอบโจทย์มันไม่สามารถพัฒนาคุณภาพเด็กเยาวชนของลูก ก็เลยสร้างกระบวนการจัดการเรียนรู้กันใหม่โดย ตอนนี้เรากำลังผลักดันร่างกฎหมายใหม่

กฎหมายจะต้อง 1.มีความหลากหลาย ไม่ใช่การศึกษาแบบเสื้อโหลแบบเดียว หลักสูตรเดียวทั่วประเทศ เเราไม่เห็นด้วยเพราะว่ามันไม่สามารถสร้างคุณภาพเด็กได้ 2.นอกจากการศึกษาที่หลากหลายแล้ว ทุกกลุ่มในสังคมต้องมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เราเรียกว่าเป็นการจัดการศึกษาโดยภาคสังคมซึ่งสำคัญมาก ถ้าเราโยนให้รัฐ โยนให้ครู แล้วเราไปคาดหวังให้ครูทำให้ลูกเราดีทุกอย่าง มันเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง 3.สามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ เพราะทุกคนมีความรู้ ทุกคนสามารเปิดโลกการเรียนรู้ เปิดระบบนิเวศน์การเรียนรู้ใหม่ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงการการศึกษาที่มีศักยภาพ ตอบโจทย์ชีวิต ตอบโจทย์ชุมชน และสังคม นี่คือสิ่งที่เราก็กำลังพยายามผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาภาคสังคม อีกเรื่องคืออากาศสะอาด วิกฤต PM 2.5 เราเข้ามาร่วมขบวนการของสภาลมหายใจเพราะอยู่ไม่สุข เราผลักดัน พ ร บ อากาศสะอาด กฎหมายน่าจะออกมาใช้บังคับ ต้องถือว่ารวดเร็วมาก การทำงานอาศัยข้อมูลของสภาลมหายใจ ซึ่งเป็นเครื่องมือใหม่ในการแก้ปัญหา PM 2.5 ควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นควันในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วน “โหล่งฮิมคาว” เป็นชุมชนที่เราอยากเห็น เป็นชุมชนที่มีระบบนิเวศน์ที่ดี มีพื้นที่สีเขียว ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เราอยากเห็นการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สามารถอยู่รอดได้ในชุมชน คนรุ่นใหม่อยู่ได้ในชุมชนโดยไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่อื่น เป็นพื้นที่การเรียนรู้งานหัตถกรรม เป็นพื้นที่ความสุข คนอยู่มีความสุข คนมาก็มีความสุข ดั้งเดิมแล้วโหล่งฮิมคาวเป็นออร์แกนิค มันเติบโตตามเหตุปัจจัย ทุกคนที่อาศัยอยากมาใช้ชีวิตอย่างสงบที่ริมน้ำแม่คาว เมื่อมีกิจการร้านมีนา คนก็เริ่มเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยือน นั่งคุยกัน ซึ่งปรากฏว่าทุกคน มีของดีมีสินค้าแต่ต่องเดินทางไปขายที่เมืองทองธานี ไบเทคบางนา ถนนคนเดิน แล้วก็บ่นว่าที่นี่เป็นที่เก็บของ เป็นที่นอน แต่เมื่อเทรนด์การท่องเที่ยวมันเปลี่ยน สินที่มีคุณภาพอยู่ตรงไหนคนเข้าไปชม พวกเรากลับบ้าน เอาสินค้าของเราออกมาแสดง เปิดบ้านเป็นร้าน จัดมหกรรม บรรยากาศโดยรวมก็ดีขึ้น คนมาเยี่ยมชนเยอะขึ้น เด็กรุ่นใหม่เรียกว่า “สโลว์ไลฟ์ มาร์เก็ต” หรือ “กาดตอนยอน“ เดินช้าๆ ซื้อขายช้าๆ อู้จากันม่วนๆ คือมามีความสุข

วิถีแห่งการพัฒนาตน สู่การพัฒนาสังคม

สิ่งที่ทำให้เราพัฒนาตนเอง สิ่งแรกคือ ครอบครัว เราได้แบบอย่างจากพ่อ พี่จะเรียกว่าพ่อว่า “นักบริเกิน” เพราะแกเป็นคนที่อัทธยาศัยดีมากๆ เป็นที่ชื่นชมของคนในหมู่บ้าน มีจิตในช่วยเหลือคนอื่น ถ้าเขาขอให้ทำ 5 พ่อจะทำ 10 ทำมากกว่าที่เขาขอ ไม่รู้นิสัยแบบนี้ซึมเข้ามาอยู่ในตัวเราหรือเปล่า เพราะถ้ามีอะไรที่เราช่วยใครได้ เราช่วย ช่วยด้วยความรู้สึกเต็มใจ คนที่เป็นแรงบันดาลใจอีกคน คือ แม่ แม่เป็นคนที่ดีมากๆ คำสอนของแม่ คือ กระบวนการหล่อหลอม ทำให้เราทำสิ่งดีๆ สอนวันละนิด ละหน่อย เราก็ซึมซับ ต่อมาเป็นเรื่องของชุมชน เวลามีประเพณี สารทไทย เขาก็จะทำขนม แล้วก็จะเอาไปแจกญาติ เราก็จะเอาไปให้ลุง เป็นสายสัมพันธ์ที่ดีมากๆ ชุมชนเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว มีความเกี่ยวพันเรื่อง ญาติตระกูลทั้งสายเลือดและเกี่ยวดอง มีมิติความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดความอบอุ่น เกิดความมั่นคง ตอนนี้กลับไปเราก็ยังรู้สึกมีความผูกพัน

การไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ เรียนทฤษฎีทางด้านสังคม การพัฒนาสังคม ความเป็นธรรม ปัญหาสังคมหรือเราจะสร้างสังคมที่เท่าเทียมเป็นธรรม ซึ่งในช่วงของการเรียนธรรมศาสตร์เราก็ตั้งคำถามกับทุกเรื่อง ในที่สุดเราก็เริ่มเข้าใจว่า การที่มนุษย์คนหนึ่งเกิดขึ้นมา มันไม่ใช่มีแค่ตัวเราคนเดียว มันมีสังคมด้วย ขณะที่เราพัฒนาตัวเอง เราก็ต้องพัฒนาสังคมหรือดูแลสังคมเพื่อสังคมที่ดีก็ทำให้เราดี เราอยู่ธรรมศาสตร์ก็ถูกด่าเป็นประจำ พวกคอมมิวนิสต์ หัวรุนแรง พวกญวณ พวกไม่มีศาสนา คือมันโดนด่าไปหมด แต่มันเป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เราเรียนทฤษฎี เราเห็นเด็กในสลัม เห็นบ้านของเขา ซึ่งมันแย่จริงๆ หรือเราไปสอนเด็กในชนบท เราว่าเราแย่แล้ว เขายังแย่กว่าเราอีก สมัยก่อนก่อนเราสนใจเรื่องมาร์ค เรื่องเหมา แต่เวลาเจอพระ พระเจ๋งกว่านักกิจกรรม พระมีวินัย

ตอนที่เรารู้สึกว่าความคาดหวังของพ่อแม่กับสิ่งที่เรากำลังจะเดินไปมันไม่ตรง พ่อแม่อยากให้เราเป็นเจ้าคนนายคน เป็นนายอำเภอ เป็นผู้พิพากษา นายร้อยตำรวจ แกก็รู้สึกว่าตรงนั้น มั่นคง บางทีแกร้องไห้ ตอนที่พี่ไปทำงานอยู่ทุ่งหัวช้าง ลำพูน ลำบากมาก ไม่มีไฟฟ้า เวลาประชุมดีก็ต้องจุดตะเกียงเจ้าพายุ สำนักงานก็ต้องจุดตะเกียง แม่ไปเยี่ยมแม่ร้องไห้ ลูกมาลำบากอะไรขนาดนี้ บอกกับแม่ว่า เรารักแบบนี้ เรามีความสุขแบบนี้ อยากจะทำตรงนี้แต่รับรองเลยว่าจะเป็นคนดี ไม่สำมะเลเทเมา ไม่เป็นคนเลวร้ายของสังคมแน่นอน เราเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เราดูจากความสุขของตัวเรา เราทำงานแล้วเราได้เรียนรู้ เรามีความสุข แต่เราก็ไม่ได้ทิ้งบทบาทของลูก ทันทีที่รับเงินเดือนหรือได้ค่าตอบแทน เราจะส่งให้ที่บ้านทุกเดือน กระทั่งพ่อแม่เสียชีวิต พ่อแม่เริ่มยอมรับเข้าใจ แม้จะตอบไม่ได้ว่า ลูกทำงานอะไร

อีกช่วงที่สำคัญมาก คือ ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เราได้รับมาจากต่างประเทศ หรือว่าจากภายนอก เริ่มถูกปรับ เราไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่เรารู้ว่าสังคมต้องการการเปลี่ยนแปลง สังคมเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่มันต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ดีกว่า ที่มันจะมีความเท่าเทียม เป็นธรรม สันติ เราจำเป็นจะต้องเรียนรู้จากต้นทุนเดิมของเราคืออะไรที่มันมีคุณค่า มีความหมายแล้วก็ตอบโจทย์กับชีวิตของประชาชนและสังคมคืออะไร แล้วกระบวนการที่ต่อยอดการพัฒนาที่มันต่อยอดสร้างสรรค์จากฐานเดิม มันน่าจะมีความยั่งยืน มีความเข้มแข็งกว่า เราจะสร้างความงอกงามจากแผ่นดินมากกว่า กระทั่งเราเริ่มชัดมีประสบการณ์ชัดเจนแล้วเราก็ไปผลักดันกฎหมาย เสนอนโยบาย ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงจากข้างล่าง ไม่ใช่การเปลี่ยนจากข้างบน

รศ.ดร.มนตรา พงษ์นิล กับชีวิตนักวิจัยการเคลื่อนไหวประชาสังคม

0

“ผมคิดว่าสังคมประชาธิปไตยควรเริ่มต้นบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน นิสิตนักศึกษาเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพดี ผมต้องการให้เขาเรียนรู้เรื่องการมองโลก การมองสังคม การตั้งคำถาม สังคมไทยมีอะไรที่เราตั้งคำถามได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ ปัจจุบัน การศึกษาเรื่องสังคมศาสตร์และมุนษยศาสตร์ก้าวหน้ามาก ปัจจุบันมีการพูดถึง โพสต์ฮิวแมน (สภาวะหลังมนุษย์) ความเป็นอมนุษย์ ไกลถึงขนาดมนุษย์ที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ หรือเอไอกับมนุษย์กระแสอารมณ์ของคนรวดเร็วมาก เกิดการปะทะกันมากขึ้นทางสื่อโซเชียล”

รศ.ดร.มนตรา พงษ์นิล คณบดีคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา คือ นักวิชาการหัวก้าวหน้า ถูกดำเนินคดีเพราะการร่วมชุมนุมทางการเมืองอันเป็นความผิดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งภายหลังศาลพิพากษายกฟ้อง เขาคือบุคคลหนึ่งซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อที่รัฐกำลังจับตามอง ด้วยแนวคิดก้าวหน้าด้านประวัติศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ทำงานวิจัยการเคลื่อนไหวประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดพะเยา ปัจจุบันเขากำลังสร้างพื้นที่ทดลองในชมรมนิสิตนักศึกษาเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย รศ.ดร.มนตรา พงษ์นิล ยังมีความหวังว่า วันหนึ่ง รัฐบาลไทยจะรับฟังความคิดเห็น ปรับท่าทีอันมีต่อประชาชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองการปกครองของไทยโดยไม่มีการใช้ความรุนแรง

ลูกชายที่เติบโตในค่ายทหาร

พ่อผมเป็นคนจังหวัดอุดรธานี แม่ผมคนอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อแม่ของผมรับราชการ พ่อรับราชการทหาร แม่รับราชการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผมจึงเติบโตที่ บ้านพักในค่ายทหาร แถวสามเสน หลังจากนั้น ผมย้ายติดตามพ่อไปอยู่ค่ายพ่อขุนผาเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น ผมรู้สึกขัดแย้งที่ต้องอยู่ในระเบียบวินัยที่เข้มงวดแบบลูกทหาร เมื่อเป็นวัยรุ่น ผมกลายเป็นคนเกเร นักเลง ตามประสาคนวัยหนุ่ม ครอบครัวของผมจึงคิดว่า ถ้าผมอยู่ในค่ายทหารต่อไปคงไม่เหมาะสม จึงส่งผมมาเรียนที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร ที่กรุงเทพ

โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร สอนให้ผมรู้ว่า สิ่งสำคัญของการเป็นวัยรุ่นคือการเอาตัวรอด ต้องกำหนดจังหวะชีวิตให้ได้ เมื่อจบมัธยมปลาย ผมสอบแข่งขันเข้าเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยุคสมัยนั้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือแหล่งรวมของกลุ่มคนหัวก้าวหน้า ส่วนพ่อของผมคือนายทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม ท่านคงคิดว่าผมจะต่อต้านสังคม ต่อต้านประเทศไทย ช่วงเวลาเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535 ผมเข้าร่วมการชุมนุม ผมรู้สึกสนุก มองเห็นความเคลื่อนไหวภาคประชาชน ทำความเข้าใจ เรื่องการชุมนุมว่า เกิดจากเงื่อนไขใด อย่างไร มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทยอย่างไร แต่ขณะที่พลตรีจำลอง ศรีเมือง แกนนำการชุมนุมจะถูกควบคุมตัว พ่อผมซึ่งทำงานเกี่ยวกับความมั่นคงในช่วงเวลานั้น เรียกให้ผมกลับบ้าน ตอนนั้น ผมเสียใจมากที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมให้ถึงที่สุด

โลกของวัยรุ่นยุคก่อนกับวัยรุ่นยุคปัจจุบัน

วัยรุ่นยุคปัจจุบัน มีอิสระมากกว่าคนยุคสมัยก่อน พวกเขาทันโลกมากกว่าวัยรุ่นยุคก่อน โลกเปิดกว้างมากกว่าวัยรุ่นยุคก่อน ผมมองวัยรุ่น มองเห็นวิธีคิด มองเห็นความกล้า เช่น มุมมองด้านการเมืองของวัยรุ่นและนักศึกษา เขามีความคิดเป็นสากลพ้นจากความเป็นประเทศไทย วัยรุ่นมองตนเองว่าเขาเป็นมนุษย์ เป็นพลเมืองของโลก มีวิธีคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ส่งผลต่อวิธีคิดทางการเมือง พวกเขามองว่า ระบอบการปกครองของประเทศไทยเป็นระบบการปกครองเก่าๆ

ระบบสังคมของเราไม่ดี ระบบการเมืองการปกครองของเราไม่ดีแต่พวกเรายังถูกทำให้เชื่อว่า การอยู่ประเทศไทยดีที่สุด คนไทยมีความสุขที่สุด สิ่งที่วัยรุ่นรับรู้เป็นเรื่องราวนอกเหนือจากตำราเรียน นอกเหนือจากความรู้ที่ครูสอน รัฐพยายามควบคุมผู้คนให้อยู่ในระเบียบ อยู่ภายใต้อำนาจผมรู้สึกเป็นห่วงยุทธวิธีหรือแนวทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองของวัยรุ่น พวกเขาไม่กลัวอันตราย ผมเป็นห่วงอันตรายที่จะเกิดกับพวกเขา ตอนนี้เยาวชนนิสิตนักศึกษาถูกจับกุมด้วยอำนาจกฎหมาย ผมนับถือหัวใจของพวกเขา แต่ก็รู้สึกเป็นห่วง

รัฐต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง โลกมันเปลี่ยน เราห้ามการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่จะเปลี่ยนช้าหรือเร็ว พวกเราหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง รัฐหรือชนชั้นนำ ควรจะรับฟังและพยายามปรับท่าที ปรับตัวให้อยู่ในโลกสมัยใหม่ให้ได้ ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่เขายอมรับ แต่ชนชั้นนำก็ต้องอยู่ในสถานะที่ไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เปิดพื้นที่สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งจะทำให้เกิดการตรวจสอบ สำหรับการกระทำของแกนนำการชุมนุม เช่น นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ผมคิดว่า การกระทำของพวกเขาไม่มีอะไรเกินเลย เพียงแต่รัฐบาลรู้สึกว่าพวกเขาล้ำเส้น แต่เส้นนั้นถูกขีดขึ้นหรือกำหนดขึ้นโดยรัฐ ถ้าเส้นนั้นเป็นเส้นที่ประชาสังคม หรือประชาชนทุกคนตกลงร่วมกัน ทุกคนจะเคารพเส้นนั้น แต่เส้นนั้นมันไม่ได้เกิดมาจากทุกคน หรือเป็นเส้นที่ประชาชนตกลงกัน

เครือข่ายและภาคีประชาสังคม จังหวัดพะเยา

ผมพบกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ร่วมกันทำวิจัยเรื่องชาวประมงกว๊านพะเยา หนองเล็งทราย ทำงานวิจัยภูมิปัญญา วัฒนธรรมชุมชน พลเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ ผมศึกษาผลงานของคุณครูมุกดา อินต๊ะสาร อ่านเรื่องราวกองทุนธนาคารหมู่บ้าน ผมจึงร่วมมือกับคุณครูมุกดาทำงานวิจัยเรื่อง นวัตกรรมการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมของเครือข่ายธนาคารหมู่บ้าน 4 ตำบล นั่นทำให้ผมมีพื้นฐานความรู้ด้านการพัฒนา หลังจากนั้น ผมร่วมกับกลุ่มนักพัฒนาเอกชนสร้างการทำงานแบบภาคีเครือข่าย ชื่อ “ขบวนองค์กรชุมชนคนฮักเมืองพะเยา” ผมเริ่มเรียนรู้เครือข่ายกลุ่มต่างๆ ผมรู้สึกดีใจที่มองเห็นผู้คนรวมกลุ่มพยายามช่วยเหลือกัน

เมื่อเรียนรู้นานวันก็พบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะโครงสร้างสังคมไม่เป็นธรรม ถ้าโครงสร้างทางสังคมยุติธรรม มีความเสมอภาค เท่าเทียมกัน ชาวบ้านคงไม่ต้องออกมาช่วยเหลือกันเอง ถ้ามีรัฐสวัสดิการ ชาวบ้านคงไม่จำเป็นต้องสมทบเงินเพื่อช่วยเหลือกันเอง ถ้าโครงสร้างของรัฐมีความเป็นธรรม คนในชุมชนย่อมสามารถบริการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนของเขาได้

ผมเรียนได้รู้ว่า ยุคคุณทักษิน ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เยอะมาก นโยบายของรัฐทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น นโยบาย กองทุนหมู่บ้าน โอทอป เอสเอ็มอี ช่วงนั้น เราพบข้อมูลว่า ประชาชนสามารถขยับฐานะทางสังคม จาก ชนชั้นล่างเป็นชนชั้นกลางระดับล่าง ที่มีลักษณะผู้ประกอบการรายย่อย นั่นเป็นผลสำเร็จเชิงนโยบาย ผมสนับสนุนคุณทักษิณ แต่ผมก็วิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณ

กฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากว๊านพะเยา

สำหรับ ประเด็นการพัฒนากว๊านพะเยา ตอนแรกผมมองว่าเราไม่ควรทำอะไรกับกว๊านพะเยาอีกแล้ว ผมคิดว่าเป็นวิธีคิดที่ถูกต้องที่สุด แต่สุดท้าย ผมก็พบว่าสิ่งที่ผมคิดไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะคนพะเยาต้องการให้กว๊านพะเยาทำให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การสร้างวัดติโลกอารามอาจสะท้อนความหวังของคนพะเยา เขาอยากมีชีวิตที่ดี ด้วยการก่อสร้างหลายสิ่งหลายอย่าง หรือทำกิจกรรมต่างๆ แต่กฎหมายกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากว๊านพะเยา

เราจะเห็นว่า มีเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการสร้างวัดติโลกอาราม ภาพรวมอาจทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ทุกคนมีส่วนร่วมหรือไม่ มีเพียงคนบางกลุ่มที่เชื่อมโยงกับผู้บริหารระดับสูงจึงจะได้ประโยชน์ ผมคิดว่าเราไม่ควรปฏิเสธให้ใครก็ตามที่เสนอแนวคิดการพัฒนากว๊านพะเยา แต่ต้องทำให้เกิดความคิดเห็นร่วมกัน มีการเยียวยาระบบนิเวศน์ที่จะสูญเสียไป หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด เพื่อทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ

บางครั้ง ผมก็รู้สึกว่า พวกเราเป็นนักนิเวศน์วิทยานิยมมากเกินไป แทนที่พวกเราจะเป็นนักพัฒนา เรากลับเป็นนักขัดขวางการพัฒนา เราจะกักขังให้ผู้คนอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับภูมิปัญญาไม่ได้นอกจากนั้น ต้องเผื่อแผ่ผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด สิ่งสำคัญคือต้องเอากฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาออกไปจากกว๊าน สร้างธรรมนูญกว๊านพะเยา ซึ่งพวกเราพยายามผลักดันแต่ก็ยังไม่สำเร็จ

สังคมพะเยาควรเปิดกว้างสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์

ผมนำผลงานของ พระธรรมวิมลโมลี (ปวง) หลวงพ่อใหญ่ ขึ้นมาอ่านและตีความใหม่เพื่อสะท้อนให้คนอ่านมองเห็นว่า พระธรรมวิมลโมลีมองเมืองพะเยาเป็นอย่างไร ผมคิดว่าน่าจะวิพากษ์วิจารณ์ผลงานได้ เพราะเป็นการตีความใหม่ และในอีกด้านหนึ่งคือมองหลวงพ่อใหญ่ผ่านประวัติศาสตร์เมืองพะเยา เพื่อทำให้เห็นว่า หลวงพ่อใหญ่มีชีวิตอยู่ในประวัติศาสตร์เมืองพะเยาอย่างไร ชีวิตหลวงพ่อใหญ่สะท้อนมุมมองการพัฒนาเมืองพะเยาอย่างไร ผมตั้งชื่อผลงานเขียนว่า “พะเยาลิขิตอุบาลีนิพนธ์ ประวัติศาสตร์ในปวง ปวงประวัติศาสตร์” อันเป็นผลงานต่อเนื่องจากมุมมองของผลงาน “กบฏเงี้ยวเมืองแพร่” ซึ่งเขียนโดยหลวงพ่อใหญ่

การเขียนผลงานวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของพระธรรมวิมลโมลี ทำให้ผมถูกด่า ผมรู้สึกว่า คนพะเยาไม่เปิดพื้นที่ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ หลายคนถามผมว่า ทำไมต้องวิพากษ์วิจารณ์หลวงพ่อใหญ่ด้วย ผมอยากจะเรียกร้องให้คนพะเยาเปิดใจกว้างสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ ผมคิดว่า ถ้าพระธรรมวิมลโมลียังมีชีวิตอยู่ ผมว่าท่านชอบ อย่างน้อยที่สุด กลุ่มคนที่เคยทำงานกับพระธรรมวิมลโมลีควรเปิดพื้นที่สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์

สร้างพื้นที่ ทดลองความสัมพันธ์แบบใหม่ เพื่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

ผมเป็นที่ปรึกษาชมรมนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยาเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ชมรมเป็นพื้นที่เรียนรู้ ทำให้นิสิตเกิดการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างประชาธิปไตย ทำให้เกิดพื้นที่ของการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนโยบายของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับนิสิตนักศึกษา การทำงานรัฐบาล การเมืองระดับชาติ มีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นเพื่อฝึกทักษะ ฝึกกระบวนการคิด ตอนนี้ เราคุยเรื่องความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานของตัวสมาชิกชมรม

เราจะปรับความสัมพันธ์ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน เราจะสร้างวัฒนธรรมใหม่โดยพื้นฐานความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกัน ทุกคนเรียกตนเองว่า “เรา” และเรียกเพื่อนสมาชิกว่า “เกลอ” สมาชิกชมรมก็ไม่เรียกผมว่าอาจารย์ พี่ หรือน้อง แต่จะเรียกว่า “เกลอ” ส่วนผมก็จะเรียกตนเองว่า “เรา” ก่อให้เกิดท่าทีและอารมณ์ใหม่มากขึ้น ทำให้นิสิตกล้าแสดงออกด้วยการพูดแสดงความคิดเห็น กล้าแลกเปลี่ยนความคิดที่แตกต่างกันมากขึ้น

ผมคิดว่าสังคมประชาธิปไตยควรเริ่มต้นบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน นิสิตนักศึกษาเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพดี ผมต้องการให้เขาเรียนรู้เรื่องการมองโลก การมองสังคม การตั้งคำถาม สังคมไทยมีอะไรที่เราตั้งคำถามได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ ปัจจุบัน การศึกษาเรื่องสังคมศาสตร์และมุนษยศาสตร์ก้าวหน้ามาก ปัจจุบันมีการพูดถึง โพสต์ฮิวแมน (สภาวะหลังมนุษย์) ความเป็นอมนุษย์ ไกลถึงขนาดมนุษย์ที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ หรือเอไอกับมนุษย์

กระแสอารมณ์ของคนรวดเร็วมาก เกิดการปะทะกันมากขึ้นทางสื่อโซเชียล

สำหรับคนที่ไม่ได้เกิดในยุคเทคโนโลยี อย่างเช่นคนรุ่นผมหรือคนที่มีอายุมากกว่าผม ถือว่าน่าเป็นห่วง เป็นห่วงว่าเราจะปรับอารมณ์ไม่ทันในโลกยุคนี้ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่า มันมีวิธีการจัดการ เราอาจต้องปรับความสัมพันธ์บางอย่าง หลายปัญหาที่เกิดขึ้น เรายอมรับมันได้มากขึ้น มีวิธีการแบบคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น

น่าน กับการพัฒนาในยุคเปลี่ยนผ่าน ประชาธิปไตย – คอมมิวนิสต์

0

“น่าน ยุคสมัยก่อนเป็นเขตสีแดง (พื้นที่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลหรือฐานที่มั่น) มีแต่อำเภอเมืองน่าน ที่เป็นสีชมพู นอกจากนั้นเป็นสีแดงทั้งหมด ผมคิดว่า รัฐจัดตั้งตนเองได้ไม่สมบูรณ์ มีเพียงนายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ครู หมอ ส่วนเจ้าหน้าที่ ป่าไม้ อุทยาน ไม่ค่อยปรากฏตัวเท่าใดนัก สรรพสามิต ก็จับเหล้าเถื่อน ชุมชนจะรู้จักทหาร เราก็จะเห็นทั้งทหารป่าและทหารบ้าน แต่การที่เราเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และซนในการอ่านหนังสือ ก็จะได้ข่าวสารจากหนังสือจากพวกก้าวหน้าในป่ามากกว่า ภายหลังเข้าศูนย์อพยพ ผมก็ตามเพื่อน ผมได้รับความรู้จากองค์กรระหว่างประเทศ ภายหลัง พ.ศ.2523 -2524 รัฐเริ่มจัดตั้งตนเองอย่างสมบูรณ์”

“สำรวย ผัดผล” คือนักพัฒนาเอกชนที่เกิดและเติบโตที่จังหวัดน่านช่วงสงครามอินโดจีน ต่อเนื่องถึงการสู้รบระหว่างประชาธิปไตยกับพรรคคอมมิวนิสต์ เขาเริ่มทำงานเป็นอาสาสมัครในศูนย์รับผู้อพยพลี้ภัยสงคราม ช่วงสงคราม “ลาวแตก” หรือสงครามภายใน สปป.ลาว ทำหน้าที่อาสาสมัครและเป็นผู้จัดตั้งหมู่บ้าน เมื่อการเมืองชัดเจน มีการปะทะกันในเขตพื้นที่ชายแดน มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 มีนโยบายใช้การเมืองนำการทหาร คนที่เคยหนีเข้าป่ากลับเข้าเมือง สำรวย ผัดผล เดินทางเข้ากรุงฯ

เพื่อมีโอกาสพบกับบุคคลสำคัญในวงการพัฒนาเอกชน เขามีโอกาสพบกับอาจารย์สเน่ห์ จามริก นั่นทำให้เขาเป็นนักพัฒนาคนสำคัญของจังหวัดน่าน เขาได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อในการเก็บเมล็ดพันธุ์พืช สร้างเป็นผลงาน กลายเป็นความมั่นคงทางอาหาร การอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวและการพัฒนาเกษตรแบบผสมผสาน สามารถจัดทำเป็นโครงการ ก่อตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้และโรงเรียนชาวนาที่จังหวัดน่าน

ลูกชายของหมอยาประจำถิ่น

ผมเกิดและเติบโตที่ จังหวัดน่าน เป็นคนเมืองจั๋ง อำเภอภูเพียง ครอบครัวเป็นชาวนา พ่อทำงานเป็นหมอยา (หมอเมือง หรือ หมอแผนโบราณ) พ่อพิการ แขนขวาไม่มี แต่เป็นที่เคารพของคนในหมู่บ้าน ผมเป็นนักพัฒนาเอกชนที่แตกต่างจากพี่น้องนักพัฒนาเอกชนจากที่อื่น แน่นอนว่า การทำงานพัฒนาไม่ได้เกิดจากการคิดเองทั้งหมดแต่เกิดจากบริบทสังคมกล่อมเกลา วัยเด็กครอบครัวของผมไม่มีรายได้จากการเป็นหมอยา รักษาคน รักษาด้วยสมุนไพร หรือ การดูแลผู้อื่น พ่อไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินทองเหมือนหมอแผนปัจจุบัน แต่พ่อจะได้รับความเคารพ เวลาพ่อทำนา ทำไร่ ไถสวน ชาวบ้านก็จะมาช่วยพ่อเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นคนที่พ่อเคยรักษา เป็นภาพประทับใจ ผมอยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อม ครอบครัว พี่น้อง เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน

ผมเข้าใจว่า แรงบันดาลใจของผมมาจากบทบาทของพ่อที่มีต่อการช่วยเหลือคนอื่น ตั้งแต่เด็กผมก็ขี่หลังพ่อ เมื่อมีคนมาบอก เขาจะเอากรวยดอกไม้ธูปเทียนมาอันหนึ่ง บอกว่าบ้านนั้นจะคลอด การทำคลอดเหมือนเป็นงานประจำ ผมเคยนับคนที่พ่อทำคลอดมีจำนวน 126 คน เพราะยุคสมัยก่อนไม่มีอนามัย เมื่อเวลาผ่านไปเราก็กลายเป็นที่รักของชุมชน อีกด้านหนึ่งของพ่อก็จะดูแลครอบครัว ผมเป็นลูกคนสุดท้อง เป็นลูกคนที่ 7 พวกเราต้องทำนา ก่อนพ่อจะพิการ พ่อเคยทำงานเป็นภารโรงในโรงเรียน ช่วงเวลาที่ทำงานพ่อไม่ได้จับจองที่ดิน เมื่อชาวบ้านจับจองที่ดินเรียบร้อยแล้ว ก็จะเหลือที่ดินซึ่งเป็นดินโป่ง ดินเค็ม

ผมกลายเป็นลูกศิษย์พ่อเรื่องการบุกเบิกแปลงนา ทำให้ดินเค็มดีขึ้น ทำระบบน้ำ การทำแปลงข้าว ต้องตระเวนไปเก็บพันธุ์ข้าวเพราะเราปลูกข้าวเหมือนไร่นาคนอื่นไม่ได้ ดินของเราไม่เหมือที่นาของคนอื่น เราได้ความรู้ ได้ทักษะเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว นอกจากนั้นก็ต้องทำระบบน้ำ ห้วยอยู่ตรงไหน ต้องทำพนัง การทำฝาย เราจึงเข้าใจเรื่องน้ำ เหมืองฝาย

เมื่อเรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 ผมเข้ามาอยู่ในเมืองน่าน เริ่มห่างจากพ่อ เราเรียนมัธยม ด้วยความทะยานอยากเพราะเราเป็นเด็กเรียนเก่ง ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1-7 ก็สอบได้ที่ 1 ตลอด เข้ามัธยมศึกษาตอนต้น (มส.3) ก็สอบได้ระดับต้นๆ ของห้อง แต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กยากจน พ่อก็บอกว่า เรียนจบ มส.3 ก็พอแล้ว เราอยากเป็นทนายความ นักการเมือง มันเป็นความไฝ่ฝัน เพราะยุคสมัยก่อนหมู่บ้านของผมเป็นหมู่บ้านสีแดง (พื้นที่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลหรือฐานที่มั่น)

เมื่อราชการเข้าหมู่บ้าน ชาวบ้านก็ลำบาก ต้มเหล้าไม่ได้ ตัดไม้ไม่ได้ เราอยู่กินแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ผมจึงอยากเป็นนักกฎหมาย อยากเป็นทนายความ อยากเป็นนักการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง แต่มันเป็นไปไม่ได้ เมือเรียนจบ มส.3 พี่ของผม 2 คนมีโอกาสเรียน จึงแนะนำให้ผมเรียนเกษตรที่วิทยาลัยเกษตรน่าน ปวส. เรียนได้ 5 ปี เมื่อเรียนจบก็อยากกลับบ้านมาทำฟาร์ม มาบุกเบิกแปลงนา พี่ชายก็เตรียมงบประมาณให้ แต่พ่อก็บอกว่า “เรียนมาขนาดนี้แล้วต้องไปทำงาน ไปรับราชการ” ผมก็ไม่อยากรับราชการ ไม่อยากทำงานเป็นพนักงานบริษัท

อาสาสมัครค่ายอพยพผู้ลี้ภัยสงคราม

ช่วงนั้น เป็นช่วงหลังสงครามอินโดจีน “ลาวแตก” เกิดความแตกแยกและขัดแย้งใน สปป.ลาว ประเทศไทยตั้งศูนย์รับผู้อพยพลี้ภัยสงคราม น้ำตวง น้ำยาว จังหวัดน่าน และตำบลภูซาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา รับผู้อพยพจำนวนหลายแสนคน มีองค์กรพัฒนาเอกชนหลายประเทศเข้ามาทำงาน มีผู้ลี้ภัยสงครามมีการรับอาสาสมัครเข้าทำงาน ผมทำงานเป็นอาสาสมัคร ทำงานกับมูลนิธิ ชื่อว่า Ockenden Venture หรือ Ockenden International องค์กรนี้เป็นองค์กรเล็กๆ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในอังกฤษซึ่งมีครอบครัวที่มีฐานะดี สร้างมูลนิธิ อุทิศเงินเพื่อช่วยเหลือศูนย์อพยพ

ผมทำงานเล็กๆ ส่วนคนที่จบมหาวิทยาลัยเขาจะมีตำแหน่งใหญ่ ผมทำหน้าที่พาคนที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นคนไทยซึ่งเคยอาศัยอยู่แนวตะเข็บชายแดน พาพวกเขากลับบ้านและตั้งรกรากใหม่ สอนเขาทำการเกษตร เลือกที่ดิน แถวศูนย์อพยพ อ.บ่อเกลือ อ.สันติสุข อ.สองแคว พ.ศ.2523-2524 มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 หมายความว่า ป่าคืนสู่เมือง ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย หลายคนเริ่มทยอยกลับบ้าน ผมก็พาเขากลับบ้านเดิม แต่เราไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไร เราเพียงประคับประคองครอบครัวของพวกเขาให้มีโอกาสทำมาหากิน

ย้อนกลับไปตอนที่ผมทำงานกับพ่อ ใจผมติดอยู่กับการเก็บเมล็ดพันธุ์ เทียบกับวัยรุ่นก็มีลักษณะเหมือนคนเก็บแสตมป์ มันก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น ผมเจอเมล็ดพันธุ์อะไรก็เก็บ เหมือนคนอพยพลี้ภัย เวลาที่เขาเดินทางไปไหนเขาก็จะมีน้ำเต้าเก็บเมล็ดพันธุ์ ชาวเขาเวลาที่เขาอพยพเขาจะมีเมล็ดพันธุ์ใส่ในน้ำเต้า เขาจะเก็บเมล็ดจนครบ เมื่อไปเจอสถานที่แห่งใหม่ เขาจะสร้างความมั่นคงทางอาหารก่อน มันถูกกับลักษณะนิสัยของผม ผมจึงมีเพื่อนเป็นกลุ่มชนเผ่าต่างๆ มีเมล็ดพันธุ์ เหมาะสมกับภารกิจของหน่วยงานซึ่งเหมือนกับสังคมสงเคราะห์ แต่เราเอาไปบวกกับนิสัยความชอบส่วนตัว

พ.ศ.2534 ผมออกจากศูนย์อพยพผู้ลี้ภัย ผมต้องการกลับบ้าน ต้องการฟื้นแปลงเกษตร ศูนย์อพยพก็ประกาศปิดแต่ผู้อพยพยังอยู่ เขาจึงขยายเวลา ผมมีโอกาสเรียนรู้ ผมไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เวลาสมัครงาน อาสาสมัคร ทักษะเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ทักษะการใช้ภาษา ทักษะการวางแผนพัฒนา พยายามเรียนรู้ว่า คนที่มีโอกาสช่วยเหลือคนอื่นได้หลายๆ คน เขาทำกันอย่างไร เรามีโอกาสเขียนโครงการ ฝึกภาษาในศูนย์อพยพ มีสหประชาชาติ (UN) มีแผนกสิทธิมนุษย์ชน อาหาร เขามีอาสาสมัครนานาชาติไม่ต่ำกว่า 14 ประเทศ มีเครือข่าย NGO และรัฐ ผมมีโอกาสพบกับอาสาสมัครชาว อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น อเมริกัน มีโอกาสได้ข้อมูลระหว่างประเทศ อีกด้านหนึ่ง เรารู้จักเพื่อนอาสาสมัครคนน่านและคนไทย เรามีโอกาสได้รับหนังสือ เพื่อนที่เขาเอางานพัฒนามาให้อ่าน งานเขียนของอาจารย์ประเวศ วะสี, ธีรยุทธ บุญมี กลุ่มทำงานทางการแพทย์ กลุ่ม หมอ โรงบาล โรงเรียน หนังสือเขามีเยอะ ผมก็เข้าพัวพัน ได้อ่านหนังสือและได้รู้ว่า มีแนวความคิดแบบหมอ ชนบท แบบหมอประเวศ วะสี ผมรู้จักท่าผ่านหนังสือ ภายหลังถึงรู้จักตัวจริง

ก่อนหน้าเข้าศูนย์ ผู้อพยพลี้ภัยสงครามในประเทศไทยเยอะมาก สงครามอินโดจีน สงครามภายใน สปป.ลาว หรือเรียกที่เรียกว่า “ลาวแตก” เป็นเงื่อนไขนอกประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์ ชนะการสู้รบในลาว อินโดจีน ตามลำดับ ขณะเดียวกัน พรรคคอมมิวนิสต์ไทยก็เคลื่อนไหวในน่าน แน่นอนว่า ตอนผมเป็นวัยรุ่นผมก็มีโอกาสอ่านหนังสือหัวก้าวหน้า ช่องการเข้าถึงก็จะต่างไป ผมก็จะมีโอกาสอ่านหนังสือหัวก้าวหน้าในองค์กรเอกชนพัฒนาเอกชนในศูนย์อพยพ หมอ โรงบาล ก่อนหน้านั้นผมก็จะรับข้อมูลข่าวสารจากนักพัฒนาก้าวหน้าและนักศึกษาที่เข้ามาทำงานในน่าน ข้อมูลมหาศาล ข้อมูลมีมากกว่ามหาวิทยาลัย เรารู้จักบุคคล เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง, จรัล ดิษฐาอภิชัย เราพัวพัน รู้จักมักคุ้น เวลาประชุมหมู่บ้านเราก็เอาหนังสือของเขามาอ่าน

ทำงานกับพระ อนุรักษ์ป่า อนุรักษ์ธรรมชาติ

น่าน อยู่ในช่วงจังหวะการเปลี่ยนผ่าน พรรคคอมมิวนิสต์มีอิทธิพลทางความคิด ผมเกิดและเติบโตในช่วงนั้น เมื่อลาวแตก เราก็มีโอกาสได้ทำงาน มีโอกาสได้อ่านหนังสือหัวก้าวหน้าอย่างอาจารย์หมอประเวศ วะสี เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์เริ่มผ่อนคลาย กระทั่ง รัฐบาลมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/2523 ใช้การเมืองนำการทหาร นักศึกษาเริ่มออกจากป่า หลายคนกลับมาเป็นนักการเมือง ขณะที่ชายแดนของประเทศไทยก็เป็นพื้นทีของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน ศูนย์อพยพรับผู้ลี้ภัยปิดตัว หมู่บ้านชนบทพัฒนารอบจังหวัดน่านเริ่มจัดตั้งใหม่ ผมก็เดินทางกลับบ้าน

แต่ก่อนหน้าหน้า ผมเห็นการเคลื่อนไหวแบบอื่น มีพระรูปหนึ่ง คือ พระครูพิทักษ์นันทะคุณ ท่านเคยอยู่กับหลวงพ่อพุทธทาส และ ประยุทธ์ ปยุตฺโต ท่านเป็นเณรธรรมทายาท ศึกษาจำวัดอยู่ใกล้หมู่บ้านของผม วันหนึ่งผมพบท่านโดยบังเอิญขณะที่ผมพาชาวบ้านมาจัดตั้งหมู่บ้าน ท่านเข้าไปจำวัดและบรรยายเรื่องงานพัฒนา ตอนนั้น ผมไม่เข้าใจอะไรมากนัก แต่ด้วยความเป็นพระใกล้หมู่บ้าน เราก็ต้องช่วยเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เมื่อทำงานไปเรื่อย ผมก็กลายเป็นลูกศิษย์ติดตามพระท่าน ท่านมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ ท่านขอบริจาจพื้นที่ป่าเพื่อทำป่าหน้าหมู่ ผมเข้าใจแนวคิดการพัฒนา ท่านนำความคิดด้านการพัฒนามาทำงานผ่านวัฒนธรรมและความเชื่อ เช่น ชวนชาวช้านเอาผ้าเหลืองมาพันต้นไม้ ชวนชาวบ้านกั้นพื้นที่เพื่อเป็นป่า ผมก็เห็นว่า แนวทางการทำงานไม่ต่างกัน ผมร่วมมือกับพระ ทำงานกับพระ

หลังจากออกศูนย์อพยพ ผมเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อพบกับ อาจารย์หมอประเวศ วะสี ท่านมีสำนักงานมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ผมพยายามหาเส้นทาง วิธีการติดต่อเพื่อขอพบกับคุณหมอประเวท ตอนนั้นผมอายุ 23 ปี เมื่อเดินทางไปถึงสำนักงาน เดินทางถึงห้องทำงาน แต่ก็ไม่พบกับคุณหมอประเวทย เลขานุการของท่านบอกกับผมว่า ท่านไม่เข้ามาทำงานในวันนี้ ผมก็อาบน้ำในห้องท่าน แต่โชคดีกว่า เมื่อวันนั้น มีอาจารย์ท่านหนึ่งขึ้นมาที่ห้องทำงานของคุณหมอประเวท ท่านชื่อ อาจารย์เสน่ห์ จามริก ผมมีโอกาสพูดคุยกับท่านเป็นเวลาเกือบชั่วโมง พูดคุยเข้าใจกันพอสมควร ท่านถามว่า มาทำไม ? ผมเสนอความคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าวและการพัฒนาเกษตรแบบผสมผสาน ท่านอาจารย์เสน่ห์ ท่านเมตตามอบงบประมาณให้ทำโครงการ งบประมาณแสนกว่าบาท

หลังจากนั้น ผมก็กลับบ้านแล้วจัดตั้งชมรมอนุรักษ์ พันธุ์พืชพื้นบ้านและการเกษตรผสมสผาน เป็นหนึ่งในโครงการของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดน่าน

ยุคสมัยนั้น คุณชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เป็นกรรมการ ซึ่งโครงการขนาดเล็กต้องมีการคุยกับคณะกรรมการ ซึ่งจะมีหลายกลุ่มที่เขาดูแล ที่จังหวัดน่านก็จะมีคนประสานงานคือ คุณอรุณ ปัญญา เมื่อผมเข้าไปก็เหมือนกับเข้าไปทำงานกับเครือข่ายนักพัฒนาเอกชนภาคเหนือ ผมก็เลยเกิดในโครงการผ่านทุนขนาดเล็ก ท่านใช้คำว่า ทุนตั้งต้น

เมื่อกลับมาน่าน ผมก็ตั้งองค์กรแฝดขนาน อันหนึ่งเรียกว่า ชมรมอนุรักษ์พืชพื้นบ้านเพื่อให้ตนเองมีองค์กรในการทำงานที่บ้าน ตั้งชมรมอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้าน ต่อมาก็กลายเป็นโรงเรียนชาวบ้านและศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ จนถึงปัจจุบัน ในเงินแสนกว่าบาท ผมแบ่งเงินเพื่อทำงานกับพระครูพิทักษ์ที่ผมทำงานด้วย เพราะเห็นว่า เครือข่ายพระค่อยข้างไปไกล อย่างน้อยก็เป็นค่าน้ำมันที่ใช้ในการเดินทาง เพราะยุคสมัยนั้น ต้องมีการเตรียมอุปกรณ์ ซึ่งการบรรยายฉายสไลด์ยุคสมัยก่อนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่มีไฟฟ้าใช้ แผ่นสไลด์ทำจากหนังแห้ง ต้องหากระบอก ซึ่งท่านไปเรียนมาจากวัดชลประทานกรุงเทพฯ เราจัดตั้งกองทุน “รักษ์เมืองน่าน” เพื่อให้พระและคนที่ทำงานเผยแพร่ โดยมีเป้าหมายคือจัดตั้งป่าอนุรักษ์ให้มากขึ้น

ยุคสมัยก่อนยังไม่มีป่าชุมชน มีเพียงป่าหน้าหมู่ เป็นพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้านที่จะใช้ประโยชน์ร่วมกัน ช่วงหลัง ผมพบกับปราชญ์ชาวบ้านที่ท่าวังผา ก่อนหน้านั้น เราเดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อพบพระบุญส่งซึ่งทำวังอนุรักษ์วังปลา และได้รับรางวัลอาโชก้า พี่เดชา ศิริภัทร ก็ได้รับรางวัลอาโซก้า พี่แดง เตือนใจ ดีเทศน์ ก็ได้รับรางวัลอาโซก้า ผมจึงเขียนเรื่องราวของพระครูพิทักษ์เสนอกับองค์กรอาโชก้า ใช้เรื่องการบวชป่าแล้วก็แม่น้ำ ด้วยการใช้ด้ายสาสินกันเหนือใต้ คล้ายกับพระบุญส่งทำที่สุพรรณบุรี

หลังจากนั้น พระครูพิทักษ์ก็ได้รับรางวัล อาโชก้าเฟลโล่ ( Ashoka Fellow ) คณะกรรมการผู้ก่อตั้งอย่าง อาจารย์รพี สาคริก และคุณบิล ดาตัน ส่วนผมทำหน้าที่อธิบาย แปล การประชุม คุณบิว และ ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ถามคุณทำหน้าที่อะไร? ผมก็เล่าเรื่องให้คณะกรรมฟัง แล้วผมก็ได้รับรางวัล พ.ศ.2536 ผมได้รับรางวัลอาโซก้า เรื่องของภาษาอังกฤษ ( Community genatic research conservation and utilivesation ) การอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านในถิ่นกำเนิดในระดับชุมชน ผมเติบโตขึ้น มีคนให้ทรัพยากรเพื่อให้จัดตั้งตนเองมากขึ้น เริ่มเชื่อมโยงกับต่างประเทศ

การทำงานที่ทำให้มีเครือข่ายสากล คือ ตอนที่อยู่องค์กรเดิม Ockenden Venture ให้โอกาสในการพัฒนานอกศูนย์ ไม่ใช่เพียงภายในศูนย์อพยพลี้ภัยสงคราม เรียกว่า โครงการพัฒนาไทยพายัพ เป็นของรุ่นพี่พัฒนาเค้าโครงการขึ้นมา Art for Development คือการใช้ศิลปะนำการพัฒนาชนบท รอบศูนย์เป็นชาวไทยลื้อ มีงานทอผ้าและประเพณีต่างๆ นั่นเป็นที่มาของความเข้าใจในกระบวนการจัดตั้ง ทำงานกับกลุ่มเครือข่ายชนเผ่า เกี่ยวกับงานทอผ้า ผ้าปัก ชนเผ่าอิ้วเมี่ยน ( Mien ) ม้ง (Hmong) งานจักสานของพี่น้องถิ่น “ลั๊วะ” รวบรวมเป็นสินค้าส่งออกจำหน่ายในต่างประเทศ ผมมีเครือข่ายศิลปะเพื่อการพัฒนา

การทำงาน มีการจัดตั้งใหญ่ ที่ อ.นาน้อย จ.น่าน ซึ่งการทำนาหากทำในพื้นที่น้อย ผลผลิตจะกลายเป็นอาหารของนกของหนู ความมั่นคงทางอาหารในการทำเกษตรเมื่อมีนาข้าวแล้วก็ต้องมีไร่อยู่ด้วย เขาก็ต้องบุกเบิกพื้นที่ทำไร่ทำนา งานนี้จึงมีโอกาสได้รู้จักกับคุณเดชา ศิริภัทร และได้รู้จักกับองค์การซีไรส์ ( Serice )ซึ่งเป็นองค์การฝึกอบรบและพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุกรรม ซึ่งตรงกับรางวัลที่ผมได้รับรางวัลอาโซก้า ทำให้ผมมีโอกาสเข้าใจลึกซึ้งผ่านกระบวนการชาวนา ทำให้ผมเชื่อมโยงนักพัฒนาและนักวิจัยทั่วเอเชียผ่านมหาวิทยาลัยทั่วโลก

ผมสามารถสรุปความได้ว่า ผมเริ่มจากฐานชุมชนบ้านเกิด บนฐานพันธุกรรมพืช ใช้การจัดตั้งหมู่บ้านจนเกิดความสัมพันธ์เครือข่ายกับองค์กรในประเทศ องค์กรต่างประเทศ ซึ่งองค์กรส่วนใหญ่ก็เกิดหลัง คำสั่ง 66/2523 เมื่อถึง พ.ศ.2541 ผมก็เลยร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิ “ฮักเมืองน่าน” ขึ้นทะเบียนจดแจ้งจัดตั้ง พระครูพิทักษ์เป็นประธาน ผมทำหน้าที่เป็นเลขานุการ ผู้คนก็เลยรู้จักผมในนามรักเมืองน่านมากกว่า

ในเวลาต่อมา ขณะที่ชมรมอนุรักษ์พันธุ์พืชเพื่อเคลื่อนไหวในเรื่อง โรงเรียนชาวนา เมล็ดพันธุ์และสร้างเกษตรกรรมยั่งยืน ส่วนมูลนิธิฮักเมืองน่านเป็นการสร้างป่าต้นน้ำ สร้างแหล่งเรียนรู้ ไม่แยกเผ่าไม่แยกพรรณ เราใช้เงื่อนไของค์กรแฝดเดิน หลังจากนั้น พ.ศ.2547 ผมก็รับหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิ หลังจากนั้นผมลากออกเพื่อรับหน้าที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอีก 8 ปี เมื่อพ้นวาระผมก็กลับเข้าทำหน้าที่เป็นประธานมูลนิธิฮักเมืองน่านอีกรอบ

ศูนย์การเรียนรู้โจ้โก้ เพื่อทำพื้นฐานของชาวนา สิ่งที่เป็นความรู้ทฤษฎีและทักษะ สำหรับการทำงานเราต้องย้อนกลับไปดูกรมการข้าว ใครเป็นผู้พัฒนาพันธุ์ข้าว เมื่อมีกรมการข้าว ข้าวแต่ละสายพันธุ์ถูกติดเบอร์ทั้งหมด กลายเป็น กข. วิทยาศาสตร์มันมีทางเลือก แต่ระบบนิเวศของน่านเป็นระบบจำเพาะ มันต้องการพันธุ์เฉพาะถิ่น มองเป็นโชคดีที่จังหวัดน่านไม่มีสถานีพัฒนาพันธุ์ข้าว ข้อดีคือ เราสามารถพัฒนาข้าวพันธุ์พื้นถิ่นใช้เองได้ ผมจึงจัดตั้งโรงเรียนชาวนา แล้วเอาเงื่อนไขของการพัฒนาอนุรักษ์พันธุ์กับการพัฒนาพันธุ์มาเป็นเนื้อหา ภายหลังเกิดกลุ่มจัดตั้งตนเองเหมือมหาวิทยาลัยชุมชนเพื่อเป็นพื้นฐานด้านทักษะ

เราต้องการให้ทักษะโบราณของเราไม่สูญหาย ไม่อยากให้เมล็ดเชื่อพันธุ์ข้าวของเราสูญหาย ใช่ว่าเมล็ดพันธุ์อยู่ในกระป๋องแล้วชาวบ้านไปซื้อเมล็ดพันธุ์ตามคำแนะนำ มันเป็นไปไม่ได้ที่เมล็ดพันธุ์ถูกพัฒนาโดยคนอื่น ถูกแนะนำให้เราซื้อปุ๋ย ซื้อยา โดยคนอื่น ทำตามวิธีการของคนอื่น เมื่อทำตามระบบการเกษตรก็เปลี่ยนไปตามนั้น คำถูกเปรียบเทียบเหมือนกับ “เราเอาลูกเขามาเลี้ยง แล้วก็บอกว่า ให้ลูกกินนมแม่ มันเป็นไปไม่ได้” มันต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ออกจากถิ่น เมล็ดพันธุ์จะต้องเหมาะกับระบบนิเวศของมัน เรามองไปที่การอนุรักษ์พันธุ์พืช มองไปที่การพัฒนา เพื่อให้เกิดความยั่งยืน เกษตรกรเข้มแข็ง ซึ่งภายหลังการทำงานก็เติบโตสู่การอนุรักษ์พันธุ์พืชอื่นๆ ถ้าเมล็ดพันธุ์หลุดจากมือเราไปเมื่อใด ก็จะเกิดการสูญเสีย

ส่วนการทำงานกับพระครู เราก็มองเห็นว่า การดูแลแม่น้ำ เป็นอีกคำหนึ่งที่คู่กับเมล็ดพันธุ์เกษตร เราก็เลยทำวังปลาและลำน้ำสาขาเพื่ออนุรักษ์แหล่งกำเนิดและให้พันธุกรรมปลา ประจำถิ่นให้ดำรงอยู่ อีกประการ คือ ทำให้ป่าต้นน้ำให้แข็งแรง รักษาสิทธิชุมชน คือ ป่าต้นน้ำตรงจุดไหนต้องมีการคุ้มครองอย่างชัดเจน

นักพัฒนาเอกชนสู่การเป็นนักการเมืองท้องถิ่น

ถ้าเรามองเป็น 3 ระดับ มันมีคนเคลื่อนไหวเชิงการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมาย , ความมั่นคง อาหาร ที่ดิน คุณภาพชีวิต ซึ่งคนไม่ค่อยสนใจ นักพัฒนาจำนวนหนึ่งพาคนไปม็อป ยื่นข้อเสนอ เมื่อได้ตามข้อเสนอ นึกว่าได้กฎหมายแล้วมันจะเป็นไปตามข้อเรียกร้อง ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราก็สังเกตว่า เขายังสนใจเข้าไปในโครงสร้างที่เป็นฟอร์มจำนวนน้อยมาก ผมก็อยากเข้าไปลองใช้ เมื่อมีคน มีเงิน มีงาน มีระเบียบกฎหมายรองรับ เราจะสามารถทำได้หรือไม่ ข้อจำกัดอีกประการคือ เราไม่มีความสามารถในการเขียนโครงการใหญ่เพื่อรับทุน ซึ่งเราก็เห็นว่า ถึงแม้เราจะขอทุนมาทำโครงการได้ตลอด แต่เราก็ไม่มีความยั่งยืน ผมคิดว่า ถ้าท้องถิ่นสามารถดูแลเมล็ดพันธุ์ ดูแลป่าชุมชน ดูแลบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองได้ มีข้อบัญญัติ ก็น่าจะมีความยั่งยืน

ผมได้รับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ผมทำงานได้แต่ก็มีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะ เพราะเรายังไม่มีการมอบอำนาจในการบริหาร 100% รัฐมอบอำนาจให้ท้องถิ่นมาก็จริง แต่ ป่า ก็ยังขึ้นอยู่กับป่าไม้เหมือนเดิม ครู คลัง ช่าง หมอ ก็ได้รับงบประมาณในสัดส่วนที่ยังน้อย ช่างก็มีเฉพาะช่างบางประเภท ครูก็ยังไม่ยอมสังกัดท้องถิ่น แต่ถามว่าทำอะไรได้เยอะหรือไม่ ตอบว่า เราสามารถทำงานได้ดีกว่านักพัฒนาเอกชนที่ไม่มีทรัพยากร มันขึ้นอยู่กับกระบวนการจัดตั้ง ถ้าลองมาดูพื้นที่ซึ่งผมเคยทำงาน จะเห็นว่า เราสามารถทำให้ป่าตื่นขึ้นได้ ที่เหลือก็ระบบน้ำ เราจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านเข้าถึงน้ำ ผมคิดว่า รูปธรรมแบบนี้เป็นห้องเรียนให้กับทุกท้องถิ่น ว่า เราตรึงป่าได้อย่างไร เราสร้างระบบน้ำให้เพียงพอได้อย่างไร

น่าน ยุคสมัยก่อนเป็นเขตสีแดง (พื้นที่ที่พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลหรือฐานที่มั่น) มีแต่อำเภอเมืองน่าน ที่เป็นสีชมพู นอกจากนั้นเป็นสีแดงทั้งหมด ผมคิดว่า รัฐจัดตั้งตนเองได้ไม่สมบูรณ์ มีเพียงนายอำเภอ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ครู หมอ ส่วนเจ้าหน้าที่ ป่าไม้ อุทยาน ไม่ค่อยปรากฏตัวเท่าใดนัก สรรพสามิต ก็จับเหล้าเถื่อน ชุมชนจะรู้จักทหาร เราก็จะเห็นทั้งทหารป่าและทหารบ้าน แต่การเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และซนในการอ่านหนังสือ ก็จะได้ข่าวสารจากหนังสือจากพวกก้าวหน้าในป่ามากกว่า ภายหลังเข้าศูนย์อพยพ ผมก็ตามเพื่อน ผมได้รับความรู้จากองค์กรระหว่างประเทศ ภายหลัง พ.ศ.2523 -2524 รัฐเริ่มจัดตั้งตนเองอย่างสมบูรณ์ หลัง พ.ศ.2537 เราเริ่มมีองค์การบริหารท้องถิ่น แต่เดิมหมู่บ้านที่ทหารจัดตั้งไว้ก็กลายเป็นหมู่บ้านถาวร

รัฐจะปราบคอมมิวนิสต์ก็ต้องมียุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์หนึ่งคือการสร้างถนน ถนนน่าน สันติสุข ถนนหมายเลข 3 ที่คนชอบท่องเที่ยวในปัจจุบัน แต่เดิมเป็นพื้นที่ยึดครองของพรรคคอมมิวนิสต์ จะทำอย่างไรให้สามารถเคลื่อนย้ายทหารไป ณ จุดที่เกิดการปะทะได้ง่าย เพราะศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ที่ภูพยัคฆ์ ฉะนั้น งบประมาณการก่อสร้างถนนจึงได้รับการอนุมัติรวดเร็วเพราะเป็นถนนสายยุทธศาสตร์ เมื่อถนนถึงไหน รัฐก็ต้องสร้างหมู่บ้านกันชน หมู่บ้านที่เข้าไปจัดตั้งใหม่ก็ต้องเป็นหมู่บ้านแนวร่วม ทหาร เพื่อปะทะกับหมู่บ้าน ใช้มวลชนปะทะมวลชน เมื่อภายหลัง เหตุการณ์สงบ รัฐเริ่มเข้มแข็ง งานด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ กับยุทธศาสตร์ขัดกันอย่างสิ้นเชิง พ่อค้าค้าขายได้ง่ายขึ้น ถนนถึงไหน ภูเขาก็หัวโล้น

เมื่อเข้าสู่โลกทุนนิยม ชาวบ้านก็ต้องการเงิน ง่ายที่สุดก็คือการทำไร่ข้าวโพด ซึ่งในช่วงหลัง คำสั่ง 66/2523 การเรียนรู้เรื่องการปลูกข้าวโพดเข้มขึ้น พื้นที่ป่าของจังหวัดน่านกลายเป็นดอยหัวโล้นอย่างพร้อมเพรียงกัน กลุ่มคนเหล่านี้มีผลกระทบกับการทำงานของพระครู เพราะเราทำงานเรื่องป่าขุมชน แนวป่าชุมชนกับเกษตรเชิงเดี่ยว กับเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่รัฐมีส่วนในการช่วยปลูกพืชเชิงเดี่ยว มันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบนั้น กระบวนการสิทธิที่ดินจังหวัดน่านจึงกลายเป็นดราม่า เพราะคนที่ปลูกข้าวโพดบนดอยไม่มีสิทธิอยู่แล้ว เมื่อมีโครงการชดเชยพืชก็เกิดปัญหา เมื่อรัฐต้องการส่งเสริมการปลูกยางพารา ก็มีปัญหาเพราะ คนทีทำสวนยางพาราไม่มีเอกสารสิทธิ ความเหลื่อมล้ำก็ยังดำรงอยู่

กระบวนการเคลื่อนไหวชุมชน ก็ยังเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิที่ดินก็ยังเคลื่อนไหวเหมือนเดิม คนที่เคลื่อนไหวเรื่องการรักษาป่าชุมชนก็ยังทำงานเคลื่อนไหวเรื่องเกษตรกรรมเหมือนเดิม ขณะที่กลุ่มเมือง มีการใช้ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวสมานฉันท์ แต่ก็พบว่า คนต่างถิ่นบุกขึ้นไปบนดอยสูง มองในแง่ดีก็คือทำให้ผู้ประกอบการอยู่ใกล้หมู่บ้าน มันเป็นเรื่องย้อนแย้งเหมือนกัน เพราะชาวบ้านอยู่กันมานานไม่สามารถทำได้ แต่ผู้ประกอบการจากไหนไม่รู้สามารถบุกขึ้นไปบนดอยสูง คำถามคือ เขาเอาสิทธิอะไรมาทำ แต่ความจริงก็คือ เป็นเรื่องดี ดีกว่าการไปทำไร่ข้าวโพด มีผู้ประกอบการร้านค้า มีผู้ประกอบการบ้านพัก ร้านอาหารเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน ฉะนั้น พื้นที่บนดอยจังหวัดน่าน ถูกจ้องมองในฐานะของการพัฒนาสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่น่าสนใจว่า กระบวนการท่องเที่ยว น่านจะสอดรับกับกระบวนการพัฒนาน่านอย่างยั่งยืนอย่างไร

แนวคิดการพัฒนาน่าน เราจำเป็นต้องรักษาฐานพันธุกรรมพื้นบ้านทั้งหมด เราจำเป็นต้องดำรงความหลากหลายของพันธุ์พืช ซึ่งในความหมายที่ 2 รองลงมา การที่เรามีระบบนิเวศที่หลากหลายมันเป็นแหล่งต้นน้ำ ชุมชนและรัฐจะต้องมีข้อตกลงร่วมที่แข็งแรง ให้ชุมชนเข้มแข็ง ให้รัฐมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่ลำเอียง การดูแลป่าต้นน้ำ การจัดสรรน้ำ เพื่อความเป็นธรรมกับคนทุกหมู่เหล่า แม่น้ำน่านเป็นหล่งน้ำดิบที่สำคัญของประเทศไทย แม่น้ำน้ำเป็นแหล่งน้ำดิบของเขื่อนภูมิพลมากกว่า 39% ถ้าไม่รักษาป่าต้นน้ำ ไม่ใช่แค่น่าน แต่หมายรวมถึงแหล่งน้ำดิบของประเทศเสียไปด้วย น่านเป็นพื้นที่จ้องมองทางการท่องเที่ยว ทรัพยากร ธรรมชาติ ชุมชน วิถี ความเป็นเมืองขนาดเล็ก ฉะนั้น ผู้ประกอบการในเมือง ชุมชน และวิถีเกษตรกร มีความเป็นไปด้วยกันได้ มีการร่วมเช่น

น่าน สร้างศูนย์การเรียนรู้นันทสิปปาคาร เป็นแหล่งการเรียนรู้ ภาษาเมือง ภาษาไทย ภาษาสากล เรื่องดนตรี ศิลปะ จังหวัดน่านได้รับรางวัลจากยูเนสโก พ.ศ. 2568 โดยประกาศให้เป็น เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน หรือ Crafts and Folk Art นี่เป็นโอกาสใหม่ที่เราจะต้องใช้โอกาสนี้เดินต่อ แต่ก็มีข้อห่วงใย เรื่องการเปิดชายแดนสากล น่านเป็นเกตเวย์ (Gateway) ให้ จีน เวียดนาม ลาว ผ่านตรงจุดนี้แล้วเข้ากรุงเทพฯ หากทำก็จะเป็นประโยชน์ หากไม่ทำก็จะมีการลักลอบ น่านมีหลากเผ่าพันธุ์ที่เข้ามาอยู่อาศัย มันสามารถเชื่อมกับจีนตอนใต้ ลาว ซึ่งเราถือว่า เป็นโอกาสของการพัฒนาที่จะเชื่อมต่อกัน แต่ก็มีข้อตระหนกเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องโรงไฟฟ้าหงสา ที่ไชยบุรีในการทำเขื่อนขนาดใหญ่บนแม่น้ำโขง เพราะห่างจากน่านเพียง 35 กิโลเมตร หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี เหตุการณ์ซ้ำรอยแบบแม่น้ำกก ก็มีโกกาสเป็นไปได้

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว บทเรียนชีวิตในโรงเรียนแม่น้ำโขง

0

“อย่ามองแต่พื้นที่ต้นน้ำ อย่าลืมมิติของพื้นที่กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่แม่น้ำไหลผ่าน แม่น้ำอิงถ้ามองจากมุมสูง เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวปกคลุมแม่น้ำที่หายไป ผมเคยนั่งเฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่ร่วมกับผู้สื่อข่าว สองฝั่งแม่น้ำอิงไม่เหมือนเดิม มีการทำการเกษตรติดแม่น้ำอิง ปลูกข้าวโพดติดแม่น้ำอิง พื้นที่สีเขียวริมแม่น้ำถูกทำลาย สมัยก่อน มีต้นไม้ มีพืชริมน้ำ ปริมาณน้ำถูกเก็บรักษา ความชุมชื้นถูกเก็บรักษา มันถึงเวลาที่เราต้องฟื้นฟูป่าริมแม่น้ำอิงทั้งหมดหรือยัง มองแม่น้ำอิงอย่ามองเป็นเรื่อง “น้ำ” แต่ต้องห็นพื้นที่ชุมน้ำและองค์ประกอบของแม่น้ำ”

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว (Niwat Roykaew) คือ นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย อดีตเคยรับราชการครู (highland teacher) สอนนักเรียนชาติพันธุ์ สอนเด็กไร้สัญชาติให้เข้าใจสิทธิขั้นพื้นฐาน เข้าใจสิทธิความเป็นมนุษย์ เขาลาออกจากการรับราชการครู ทำงานเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม เขาพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ด้วยการทำโครงการอนุรักษ์ป่าดอยหลวง ขอรับเงินบริจาคเพื่อนำมาสร้างระบบสาธารณูปโภคให้กับเด็กและเยาวชน หลังจากนั้น เขาทำงานอนุรักษ์แม่น้ำโขงร่วมกับหลายองค์กร กระทั่งได้รับการยกย่องและได้รับรางวัล “Goldman Environmental Prize” ปัจจุบัน นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ก่อตั้ง “โรงเรียนแม่น้ำโขง” เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน เรียนรู้ เรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายในการทำกิจกรรมกับเด็กและเยาวชน เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาแม่น้ำโขงในอนาคต

สอนเรื่องสิทธิความเป็นมนุษย์ให้กับคนไร้สัญชาติ

ผมเป็นคนบ้านนอก เติบโตมากับธรรมชาติ อยู่กับแม่น้ำ อยู่กับป่าเขา นั่นทำให้ผมมองเห็นความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มันอาจเป็นจิตใต้สำนึกที่ทำให้เราผูกพัน ตอนผมเป็นนักศึกษา ผมเข้าร่วมกิจกรรมโครงการค่ายอาสาพัฒนาของมหาวิทยาลัย เดินทางออกไปช่วยพี่น้องชาวบ้าน สร้างโรงเรียนที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยุคสมัยก่อน เส้นทางจากเชียงใหม่ถึงอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทุรกันดาร เพิ่งมีการบุกเบิกทำถนน ผมทำกิจกรรมค่ายอาสาที่อำเภอปายหนึ่งเดือน นั่นเป็นกิจกรรมที่ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายสิ่ง

พ.ศ.2526 ผมรับราชการครูโรงเรียนปอวิทยา ตำบลปอ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นครูดอย (highland teacher) สอนนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ “ลื้อ” การเป็นครูทำให้เรามองเห็นวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความแตกต่าง ผมชอบเรียนรู้ ได้สัมผัสหลายสิ่งหลายอย่าง หลังจากนั้น ผมทำงานที่สำนักงานการประถมศึกษา แล้วขอกลับไปเป็นครูที่โรงเรียนบ้านทุ่งนาน้อย ห้วยตอง ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย สอนนักเรียนในหมู่บ้านชาติพันธุ์ “ม้ง” เรียนรู้เรื่องชาติพันธุ์ เรียนรู้เรื่องความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำเรื่องสิทธิ

ยุคสมัยก่อน ครูทำหน้าที่หลายอย่าง เป็นครู เป็นหมอ เป็นทนายความ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนก็ขอความช่วยหลือจากครู ยามป่วยไข้ก็มาหาครู มีปัญหาในหมู่บ้านก็ต้องร่วมกับผู้นำเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับพี่น้องชาวบ้าน ต้องเรียนรู้เรื่องกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ที่รัฐกระทำต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งเรื่องสัญชาติ เรื่องสิทธิ เพราะยุคสมัยนั้น กลุ่มชาติพันธุ์เป็นเหมือนพลเมืองชั้นสอง

พ.ศ.2532 ผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านมนตรีวิทยา บ้านแม่จะคำน้อย ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ชีวิตลำบากมาก ต้องเดินเท้าหลายสิบกิโลเมตรเพื่อไปสอนหนังสือ มีปัญหาเรื่องยาเสพติดและ อาชญากรรมเยอะมาก โดยเฉพาะการชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ผมอยู่กับกลุ่มชาติพันธุ์ ว้า ลาหู่ จีนฮ้อ หลังจากนั้น ผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านห้วยคุ ตำบลปอ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย อยู่กับพี่น้องชาติพันธุ์ “ม้ง” กลุ่มร่วมพัฒนาชาติไทย

ผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านห้วยคุ เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ ผู้นำหมู่บ้านก็จะเชิญผมรับฟังและช่วยดูแลความยุติธรรม ยุคสมัยนั้น ทหารมีโครงการสร้างหมู่บ้านเขตชายแดนโดยให้ทหารเกณฑ์ปลดประจำการอาศัยอยู่ แต่การสร้างบ้านต้องมีการตัดไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เจ้าหน้าที่รัฐตัดไม้ พวกเราบอกก็ไม่ยอมรับฟัง ชาวบ้านจึงประชุมและเข้ายึดเลื่อยโซ่ยนต์ของทหาร นั่นกลายเป็นเรื่องใหญ่ สุดท้ายชาวบ้านกับทหารก็ตกลงกันได้ ทหารก็เข้าใจว่าผมเป็นคนอย่างไร ทหารรู้จักผมตั้งแต่ครั้งรับราชการครู ผมไม่ได้ทำเพื่อตนเอง พวกเราไม่คิดต่อสู้กับหน่วยงานของรัฐ เราลุกขึ้นเพื่อปกป้องรักษาสิทธิ หลังเหตุการณ์ทหารทำลายป่าห้วยคุ เมื่อมีการพูดคุยเจรจาระหว่างทหารกับชาวบ้านก็ทำให้เข้าใจกัน

ผมย้ายมาเป็นครูใหญ่โรงเรียนสองพี่น้อง ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย สอนเด็กนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ “ลาหู่” ยุคสมัยก่อน ชาวบ้านลาหู่เสพฝิ่นเยอะมาก เด็กไม่ไปโรงเรียนเพราะพ่อแม่เสพฝิ่น ผมคุยกับชาวบ้าน เรื่องการเลิกฝิ่น ยุคสมัยก่อนโครงการเลิกฝิ่นต้องจัดขึ้นที่สำนักงานที่ว่าการอำเภอ มีหลายหน่วยงานราชการร่วมกัน ชาวบ้านมีความลำบากในการเดินทาง เมื่อเข้าร่วมโครงการเลิกฝิ่น คนเลิกฝิ่นจะมีอาการเสี้ยนยา โกรธง่าย เวลาอยู่ร่วมกันก็เกิดการทะเลาะวิวาท เมื่อจบโครงการกลับบ้านก็ติดฝิ่นอีกครั้ง ผมเสนอให้เลิกเสพฝิ่นทั้งหมู่บ้านพร้อมกัน

ชาวบ้านมีข้อตกลงร่วมกันให้ตัดฝิ่นทั้งหมู่บ้านโดยขอเจ้าหน้าที่รัฐมาช่วยเหลือ ผมรวบรวมรายชื่อได้ 50 คน ผมปรึกษากับ นพ.สมปรารถน์ หมั่นจิต ผอ.โรงพยาบาลเชียงของในเวลานั้นซึ่งท่านก็เห็นด้วยที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยคุณหมอจะเดินทางร่วมโครงการที่หมู่บ้าน ผมกลับไปโรงเรียนจัดขบวนขับเคลื่อนการเลิกเสพฝิ่น ตั้งคณะกรรมการ ตั้งกลุ่ม ใช้เวลาเกือบ 2 เดือนในการทำโครงการ นั่นถือป็นประวัติศาสตร์หมู่บ้าน

พัฒนาชีวิตชาวเขา ด้วยโครงการอนุรักษ์ป่าดอยหลวง

การลาออกจากราชการ คือ ความท้าทายในวิธีคิดของตนเอง ผมคิดไม่เหมือนคนอื่นในบางสิ่งบางอย่าง ผมลาออกจากราชการมาทำธุรกิจเกสเฮ้าส์มีรายได้พอเลี้ยงตนเอง พ.ศ.2540 ผมทำค่ายเยาวชนโครงการแรก โครงการรักษ์ป่าดอยหลวง Small Grants (SGP) เป็นโครงการขององค์กรของ Global Environment Facility (GEF) ที่ดำเนินการโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เราทำเรื่องการฟื้นฟูป่าต้นน้ำดอยหลวง เราใช้กระบวนการซื้อชีวิตต้นไม้ สำรวจป่าร่วมกับพี่น้องชาวบ้าน เราคุยกับคนในหมู่บ้านม้งที่บ้านทุ่งนาน้อย พูดคุยกันเรื่องการฟื้นฟูป่า ทำให้แม่น้ำห้วยตองกลับมามีน้ำ เพราะการดูแลป่าไม่ใช่หน้าที่ของคนบนดอยอย่างเดียว คนพื้นราบควรมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่า

เราทำโครงการซื้อชีวิตต้นไม้ เพื่อให้คนพื้นราบบริจาคเงินซื้อชีวิตต้นไม้ เราสำรวจต้นไม้มีกี่ต้น แล้วก็ขอซื้อกับพี่น้องชาวบ้านม้ง เงินที่ได้ก็มอบให้ชาวบ้านเพื่อสร้างระบบสาธารณูปโภค แต่ต้องช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำ รักษาชีวิตต้นไม้เพื่อคนพื้นราบ กิจกรรมคือเขียนป้ายชื่อผู้บริจาค เขียนลำดับที่ต้นไม้ พาคนพื้นราบเดินทางขึ้นภูเขาไปดูต้นไม้ นั่นเป็นโครงการแรกของกลุ่มรักษ์เชียงของ หลายปีผ่านไป เด็กที่เคยร่วมทำโครงการเติบใหญ่เป็นผู้บริหารท้องถิ่น ป่าก็ฟื้นฟู ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเด็กและเยาวชน เราถ่ายภาพมองเห็นป้ายโครงการเก่าติดบนต้นไม้ที่เติบใหญ่ นั่นทำให้เห็นว่า การทำงานกับเด็กและเยาวชนไม่เสียเวลาเลย เด็กและเยาวชนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

พ.ศ.2543 เกิดเหตุการณ์สำคัญ น้ำในแม่น้ำโขงแห้งขอด จากการสำรวจพบว่า มีโครงการสร้างเขื่อนและโครงการปรับปรุงร่องน้ำเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำโขง ชาวบ้านเรียกโครงการนี้ว่า “โครงการระเบิดแก่ง” เป็นข้อตกลงแม่น้ำโขงร่วมกัน 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว พม่า จีน ผมร่วมมือกับ สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา สร้างเครือข่ายขับเคลื่อน พวกเราทำงานหนักเพราะเป็นโครงการใหญ่ มีการพูดคุยกับชาวบ้าน พัฒนาองค์ความรู้ สร้างความเข้าใจ ภายใต้งานวิจัย เน้นเรื่องความรู้เป็นสิ่งสำคัญ

เราทำอะไร ถ้าไม่มีความรู้หนทางของความล้มเหลวย่อมมีมาก ความรู้เป็นพื้นฐานการต่อสู้ ความรู้พัฒนาศักยภาพของคน เราทำกิจกรรมให้มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ ระบบนิเวศน์ วัฒนธรรม ผมมองว่า ความรู้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นข้อบกพร่องของคนท้องถิ่น เด็ก เยาวชน ชุมชน ต้องทำงานผ่านงานวิจัย ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือเพื่อเผยแพร่ให้ชาวบ้านได้รับรู้ พวกเรานึกถึงการสร้างโรงเรียนเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ วัชระ หลิ่วพงศ์สวัสดิ์ มองเห็นความสำคัญ มองเห็นความคิดของเรา เขาจึงบริจาคที่ดินสำหรับสร้าง “โรงเรียนแม่น้ำโขง” พื้นที่สำหรับเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาองค์ความรู้ท้องถิ่นโดยสร้าง

บทบาทของโรงเรียนแม่น้ำโขง คือ ช่วยเหลือพี่น้องชาวบ้านเรื่องทรัพยากร เรื่องการพัฒนาท้องถิ่น ทำงานวิจัยกับพี่น้องชาวบ้าน ต่อมาคือการสร้าง ทำหน้าที่สร้างความรู้ สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยน เด็กและเยาวชนสามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งได้ เราเชื่อมโยงเพื่อให้มองเห็นโลกใบนี้ เรื่องความเปลี่ยนแปลงของโลก เรื่องแม่น้ำโขง เราพยายามเชื่อมคำว่า ท้องถิ่นกับสากล เป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยน เพราะโรงเรียนทั่วไปไม่ได้สอนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ไม่ได้สอนเรื่องระบบนิเวศน์แม่น้ำโขง ไม่ได้สอนวัฒนธรรม การข้ามวัฒนธรรม การเปรียบเทียบวัฒนธรรม ผู้คนให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ มีคนเข้ามาใช้โรงเรียนแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้

พ.ศ.2566 เราทำงานกับเด็กและเยาวชน อันเป็นการสร้างความเข้าใจเรื่องทรัพยากรสิ่งแวดล้อม กิจกรรมของเด็กมัธยมขับเคลื่อนผ่านการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) เด็กและเยาวชนสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมท้องถิ่นได้หลายอย่าง กิจกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมของเขา เช่น โรงเรียนบ้านแซว มีโครงการวิทยาศาสตร์ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำ เราใช้วิทยาศาสตร์ดึงความสนใจของเด็ก เด็กสร้างผลงานสารคดี สร้างหนังสั้น สามารถนำเสนอให้กับคนในหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านมองเห็นการนำเสนอ มองเห็นข้อมูล จึงมีการออกกฎระเบียบเพื่อมิให้มีการทิ้งขยะลงแม่น้ำ นั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ โรงเรียนบ้านปงของ โรงเรียนบ้านแซว โรงเรียนบานห้วยซ้อวิทยาคม เราจะมองว่าเขาเป็นเด็กไม่ได้ เมื่อเขาเรียนมหาวิทยาลัยก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่

เด็กและเยาวชนกับความเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาแม่น้ำโขง

ช่วงเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขเรื่องทรัพยากรธรรมชาติเปลี่ยนแปลง วิธีคิด ขบวนการทำงาน ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) การเปลี่ยนความคิดในการพัฒนา ยุคสมัยก่อน เรามองเห็นหมู่บ้าน บ้านฉัน บ้านเธอ แต่เด็กยุคปัจจุบัน เด็กและเยาวชนมองเห็นโลกทั้งใบ เขามองเห็นภาพรวมของโลก วิธีคิดแบบเดิม ไม่สามารถบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาได้ มุมมองเรื่องทรัพยากรในอดีตกับปัจจุบันแตกต่างกัน ความอุดมสมบูรณ์ในธรรมชาติลดลง การหายไปของทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทำลาย

เราคิดแบบเดิมไม่ได้ เช่น การบริหารจัดการแม่น้ำ น้ำท่วมก็ขุด น้ำแล้งก็ขุด ไม่มีน้ำก็สร้างฝายกั้นน้ำ โลกเปลี่ยน เงื่อนไขทางทรัพยากรของโลกเปลี่ยน ถ้าเราดูประวัติศาสตร์การพัฒนา แม่น้ำไม่เคยดีขึ้น มีแต่แย่ลงทุกวัน ลองทบทวนดู แม่น้ำอิงถูกขุดกี่ครั้ง สูญเสียงบประมาณเท่าไหร่ เราต้องทบทวนวิธีคิด ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไข กฎ ระเบียบ ข้อกฎหมาย ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาแหล่งน้ำ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมถึงต้องทำกิจกรรมกับเด็กและเยาวชนมากขึ้น

รูปธรรมที่เรามุ่งหวังคือ เราต้องการช่วยสร้างกลุ่ม (Club)ให้กับเด็กและเยาวชนในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกิดเครือข่ายเด็กและเยาวชน เขาอยากเห็นธรรมชาติเป็นอย่างไรในความคิดของคนรุ่นใหม่ โรงเรียนจะมีการพัฒนาเรื่องหลักสูตรเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เมื่อมีหลักสูตรก็จะมีเงินทุนสำหรับส่งเสริมเด็กให้เรียนรู้เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ

เราต้องเข้าใจว่า การอนุรักษ์หรือการรักษาธรรมชาติเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว แต่ว่า การรักษาธรรมชาติจะยั่งยืนไม่ได้ ถ้าวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ของรัฐยังเป็นแบบเดิม ยกตัวอย่าง เวียงหนองหล่ม จังหวัดเชียงราย พื้นที่หนองน้ำ (wetland) ถูกขุดจนลึก วัวควายไม่มีหญ้ากิน เพราะเป็นการขุดแหล่งน้ำเพื่อเก็บกักน้ำเพียงอย่างเดียว นั่นเป็นวิธีคิดเก่าๆ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศน์ แต่กลับเป็นประโยชน์ให้กับใคร

ในมุมมองของผม เรื่องธรรมชาติหรือการทำลายธรรมชาติ โดยใช้เหตุผลด้านการพัฒนาโดยไม่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ประนีประนอมกันไม่ได้ เพราะธรรมชาติถูกกระทำอย่างหนักแล้ว ฉะนั้นเราต้องปรับวิธีคิดใหม่ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องปรับระหว่างการพัฒนากับความต้องการของมนุษย์เพื่อให้ธรรมชาติกลับมาสู่ความสมดุล เมื่อคนต้องการสนองความต้องการก็ทำลายธรรมชาติเรื่อยๆ ยุคสมัยก่อนทรัพยากรธรรมชาติมีมาก ปัจจุบันปัญหาอันเกิดจากการทำลายธรรมชาติมีมาก เราไม่สามารถลดอุณภมิของโลกนี้ได้

การอนุรักษ์แบบเดิมคือมองแม่น้ำแล้วเห็น “น้ำ” เพียงอย่างเดียว ความเป็นแม่น้ำคือทุกสิ่ง มีหลายมิติที่ทับซ้อนกันอยู่กับคำว่าแม่น้ำ เขาถึงบอกว่าแม่น้ำมีชีวิต คิดแบบเดิมง่ายเกินไป เช่น ไม่มีน้ำก็เอาน้ำเข้ามา นั่นไม่ใช่การแก้ไข แต่เป็นการซ้ำเติม ทำให้ปัญหาหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเราเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ แล้วถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้น เราใช้หลักวิชาการหรือไม่ องค์ความรู้มีหรือไม่ เราอธิบายความต้องการของมนุษย์แต่ไม่ได้ศึกษาว่าการขาดน้ำเกิดจากอะไรบ้าง แม่น้ำถูกกระทำ หรือคนใช้น้ำมากเกินไป

สิ่งเหล่านี้ทำตามความต้องการของคน ไม่ได้ทำตามองค์ความรู้ แล้วจะมีความเพียงพอได้อย่างไร ถ้าเรามีองค์ความรู้ในการพิจารณาว่า สมควรทำหรือไม่ ทำแล้วมีผลกระทบน้อยที่สุด เรื่องเหล่านี้ต้องมีการศึกษาอย่างหนัก ตัวอย่างกรณีผลกระทบข้ามพรมแดนแม่น้ำโขง เช่น การสร้างเขื่อนในประเทศลาวแล้วมีผลกระทบกับคนไทย ระเบียบกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร สำคัญที่สุด ผู้บริหารประเทศ นักการเมือง เป็นปัจจัยสำคัญมากเพราะเกี่ยวพันกับการพัฒนาโดยตรง

การมีส่วนร่วมกับต่างประเทศในการพัฒนาแม่น้ำโขง

ปัญหาน้ำโขง คือ กระบวนการของการมีส่วนร่วม เพราะกระบวนการพัฒนาอยู่ในมือของรัฐ เบื้องหลังรัฐ ก็คือกลุ่มทุน เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เป็นการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ความจริงชาวบ้านลุ่มน้ำโขงถือเป็นหุ้นส่วนใหญ่ในการมีส่วนร่วม ต่อมาคือเรื่องของ กฎ ระเบียบ ข้อกฎหมาย ที่ล้าสมัยไม่ครอบคลุม ไม่สามารถปกป้องแม่น้ำน้ำโขงได้

กฎระเบียบของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เรื่อง ระเบียบปฏิบัติเรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (PNPCA) ผมยังมองว่ามันไม่ใช่ขบวนการที่จะช่วยสร้างความสมดุลในการพัฒนาลุ่มน้ำโขง มันเป็นขบวนที่รับฟังชาวบ้าน แต่หยุดการสร้างเขื่อนไม่ได้ เพียงแค่มารับฟังชาวบ้าน ข้อตกลงเหล่านี้ต้องเปลี่ยนแปลง

อีกประเด็นผมมองเรื่องอำนาจ เรื่องความร่วมมือ (Corporate) องค์กรกลางช่วยลดความเป็นรัฐ ลดอำนาจรัฐ อำนาจรัฐของแต่ละประเทศมีเหนือกว่าความร่วมมือ องค์กรเหล่านี้ต้องมีศักยภาพในการสร้างความร่วมมือ เพื่อลดอำนาจในกรณีของทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ก้าวล่วงถึงเรื่องความมั่นคง อำนาจรัฐต้องลดลงเพื่อให้เกิดความเร่วมมือขององค์กรเข้มแข็งขึ้น

ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในแม่น้ำโขง เราพยายามส่งสัญญาณถึงจีน เราพยายามพูดคุย เพื่อให้เขาเห็นถึงความเดือดร้อน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการจัดการปัญหาร่วมกัน เราพยายามทำงานกับเยาวชนให้มากขึ้น เข้าใจความแตกต่างของวัฒนธรรมและกระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม ( Cross-cultural ) เราเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาต่างประเทศทำการศึกษา แลกเปลี่ยน ข้ามวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่จะแก้ปัญหาได้ คือ ความเป็นชาตินิยมลดลงมาก คนรุ่นใหม่มองโลก มองเห็นภาพรวม ถือเป็นเรื่องสำคัญ ข้ามวัฒนธรรมของตนเองเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ในการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกันในเรื่องสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ

ข้ามผ่านสู่วัฒนธรรมใหม่ในเรื่องสิ่งแวดล้อม

แม้แต่วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ เราก็มองเห็นความเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่ทำงานกับคนพื้นราบ สร้างอาชีพใหม่ๆ ส่วนเรื่องความรู้ ชาติพันธุ์มีองค์ความรู้จำนวนมาก สร้างการพัฒนาในสิ่งที่สำคัญกับชีวิต เรื่องสิทธิเขาได้รับการพัฒนามาอย่างมาก สมัยก่อนกลุ่มชาติพันธุ์พึ่งพาธรรมชาติ อยู่กับสิ่งแวดล้อม แต่เดียวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงภายใต้เงื่อนไขของแต่ละคน

ยุทธศาสตร์ คือการฟื้นฟูและรักษาแม่น้ำโขง ใครรักษาฟื้นฟูแม่น้ำโขงคือพันธมิตร นั่นเป็นความชัดเจน เราร่วมมือกับคนจีนในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจสิ่งแวดล้อม ถ้าร่วมมือกันผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมก็สามารถสร้างความเข้าใจได้มาก ข้อมูลจากการศึกษาก็มีมากพอสมควร นั่นจะทำให้พี่น้องจีนได้รับรู้แต่เราจะทำอย่างไรให้คนจีนได้รับข่าวสารได้โดยง่าย แปลงานเขียนเป็นภาษาจีน ผ่านสื่อ ผ่านคน ผ่านอะไรหลายอย่าง

คนทำงานบนโลกใบนี้ ถ้าจะทำงานเพื่อโลกเราทำได้ มนุษย์มีความสามารถแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน เราใช้ความสามารถให้เกิดประโยชน์กับโลกได้ ทุกคนทำได้ ด้านการทำงานทุกคนมีประโยชน์ไม่ว่าคุณจะมีความเชี่ยวชาญด้านไหน สามารถทำประโยชน์ให้กับโลกใบนี้ได้ เก่งดนตรีก็ใช้ดนตรีในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อม มีความรู้เรื่องศิลปะก็สามารถทำได้ มีความรู้เรื่องวิชาการเราก็สามารถทำได้ มนุษย์ไม่เหมือนกัน ถ้าคนหมือนกันหมดมาอยู่ด้วยกันก็อยู่กันไม่ได้

ความแตกต่างของมนุษย์ทำให้เกิดความเกื้อกูลกัน ความหมือนของมนุษย์กลับก่อให้เกิดการแย่งชิง คนมีความรู้ด้านเดียวกันบางครั้งก็แก่งแย่ง แต่ถ้าคนมีความสามารถคนละด้าน ก็จะเกิดความร่วมมือ เมื่อมีความร่วมมือก็จะเกิดพลัง เราให้ความสำคัญกับทุกคนที่มีความถนัด เราถือว่าเป็นการพัฒนาเพื่อศักยภาพคน ผมคิดว่า ผมเข้าใจคน คิดว่าผมพบกับผู้คนมากพอสมควร ถ้าเข้าใจก็จะเป็นประโยชน์ ให้เขาทำในสิ่งที่เขาชอบ ผลงานก็จะดี คนก็จะพัฒนาตัวเองขึ้น

บทเรียนเรื่องแม่น้ำโขงมีมากมาย เพียงแต่คนพื้นที่ต้นน้ำยังไม่ได้รับรู้ เราจะทำอย่างไรให้เขาได้รับรู้ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนพูดคุยสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น ขบวนการมีส่วนร่วมทั้งหมด มุ่งสู่การสร้างความข้าใจ กระบวนการมีส่วนร่วมก็เริ่มคิดแผน ร่วมกันจัดการ แต่จะเกิดขึ้นได้ ผู้คนต้องมีส่วนร่วม เพราะจะทำให้เห็นทิศทางของการพัฒนา ถ้าคนลุ่มน้ำที่มีส่วนได้เสียเข้าร่วมเขาก็จะได้มองในมิติอื่น มีคำเปรียบเปรยว่า “นักลงทุนมองไม่เห็นปลา แต่ชาวบ้านมองเห็นปลา”

ปัจจุบัน การสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กง่ายมาก โลกนี้สื่อมีมาก ยุคสมัยก่อนเราจะอธิบายให้เด็กฟังเรื่องธรรมชาติถูกทำลาย เราจะพูดอย่างไร เดียวนี้เด็กมองเห็นโลกทั้งใบ ทำให้เกิดความเข้าใจเร็วขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เมื่อเด็กรับรู้แล้วเกิดความสงสัยก็จะศึกษา เราไม่ใช่คนทำหน้าที่สอนให้เขาเข้าใจทั้งหมด เราทำให้เกิดสงสัย เกิดกระบวนการเรียนรู้ นั่นเป็นหน้าที่ครู เป็นหน้าที่ของเรา

20 ปี กับการคัดค้านโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

ผมเป็นลูกของแม่น้ำโขง เมื่อผมทำงานก็พบว่า สิ่งที่ผมกำลังทำมันเป็นเรื่องใหญ่มาก ผมผ่านวิกฤติ เราได้เรียนรู้ความเหลื่อมล้ำ เรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ประเด็นสำคัญคือความเป็นตัวตนของกลุ่มชาติพันธุ์ สัญชาติ สถานะ การไม่มีสัญชาติหรือไร้สัญชาติ ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องในเรื่องของการศึกษา อาชีพ การเดินทางทำมาหากิน ยุคสมัยก่อน มีปัญหาเรื่องการตกสำรวจ คนไม่มีสัญชาติมีจำนวนมาก ในฐานะครู ผมทำให้เขาเข้าใจเรื่องสิทธิที่เขามีอยู่ สิทธิความเป็นมนุษย์ ถึงแม้เขาไม่มีสถานะเป็นคนไทย แต่อย่างน้อยเขาก็มีสถานะเป็นมนุษย์

ผมลาออกจากราชการครู ผมก็ยังต้องรับรองลูกศิษย์ที่ผมเคยสอน เพื่อให้เขาได้สัญชาติ การขอสถานะหรือสัญชาติโยงถึงการศึกษาในโรงเรียน เราเป็นครูใหญ่เราก็ทำตามหน้าที่ เขาได้เรียนจริง เราก็รับรองสิทธิความเป็นพลเมือง นั่นรวมถึงสิทธิทำกิน รวมถึงสิทธิครอบครองที่ดิน กลุ่มชาติพันธุ์บนดอยมีปัญหาเรื่องการบุกรุกป่าสงวน ปัจจุบัน ปัญหาลดน้อยลง กฎหมายเปิดโอกาสให้กับกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น ระบบการได้สัญชาติพัฒนาขึ้น เรื่องสิทธิทำกิน วิถีวัฒนธรรม แต่ทัศนคติของคนหรือรัฐก็ยังเหมือนเดิม

การสร้างเขื่อนเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เคยมีการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับคนสร้างเขื่อน เราพยายามขับเคลื่อนกระทั่งมีการเจรจากับ บริษัทต้าถัง อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ของจีน ผู้รับเหมาสร้างเขื่อนและระเบิดแก่ง เราต้องการฟังวิธีคิด เราต้องการอธิบายถึงสิ่งที่เรามองเห็น ประเด็นสำคัญคือ ทุกเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยต้องมีคำตอบ มีการเสนอทางออกว่าต้องทำอย่างไร

นโยบายสร้างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย เป็นนโยบายที่ถูกกำหนดขึ้นโดยรัฐ พวกเราคนเชียงของ อยากมองเห็นบ้านเมืองเราเป็นอย่างไร มีการพูดคุยกับชาวบ้าน ร่างยุทธศาสตร์เชียงของภายใต้ระบบ 1 เมือง 2 แบบ เป็นเมืองคู่ขนานกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ มีเหตุผลอธิบายได้ การสร้างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย เป็นการทำธุรกิจอุตสาหกรรมหนัก หลายสิ่งหลายอย่างที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ หากจะสร้างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดเชียงราย ต้องทำในสิ่งที่ชาวบ้านมีอยู่ พัฒนาในสิ่งที่ท้องถิ่นมีอยู่ เช่น ข้าว อำเภอเชียงของ มีพื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 120,000 ไร่ ถ้าพัฒนาเขตเศรษบกิจพิเศษเรื่องข้าว มันก็จะตอบรับกับผลประโยชน์ของท้องถิ่น

ปัจจุบัน ประเทศจีนเกิดความเข้าใจมากขึ้น เข้าใจสิ่งที่เราพยายามทำเป็นเวลากว่า 20 ปี เรามีเหตุผลอธิบาย โครงการระเบิดเกาะแก่ง ตัวแทนบริษัทต้าถัง อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ของจีน อธิบายผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการค้าขาย พวกเราถามว่า ทำไมจีนจึงต้องใช้เรือขนาด 500 ตัน เพราะการใช้เรือใหญ่ในการขนส่งจำเป็นต้องระเบิดแก่ง ตัวแทนของจีนตอบว่า การค้าขายทางเรือเป็นการค้าขายต้นทุนต่ำ

พวกเราไม่ต่อต้านการค้าขาย แต่ไม่เห็นด้วยกับการค้าขายที่ทำลายธรรมชาติ เราเสนอทางเลือกหลายอย่าง เช่น การลดกำไร การลดขนาดเรือ ผลกำไรอาจไม่เท่ากับการขนส่งโดยใช้เรือขนาด 500 ตัน แต่ก็ไม่มีการระเบิดแก่ง ไม่มีการทำลายธรรมชาติ พวกเราจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในแม่น้ำสายนี้ คำพูดที่ว่า “เราดื่มแม่น้ำสายเดียวกันเป็นเหมือนพี่น้อง เราจะอยู่กันอย่างไร” หลังการแจรจาตกลง โครงการระเบิดแก่งจึงหยุดลง จาก พ.ศ. 2543 ถึง พ.ศ.2563 ใช้เวลา 20 ปี

ถอดบทเรียนแม่น้ำโขง สู่การแก้ปัญหาแม่น้ำอิง

เราต้องเข้าใจก่อนว่า การกระทำกับแม่น้ำประธานหรือแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำสาขาทั้งหมด ตัวอย่างเช่น เดือน สิงหาคม พ.ศ.2566 ระดับน้ำแม่น้ำโขงสูง 2 เมตร ซึ่งระดับน้ำแม่น้ำโขงควรสูงถึง 5-6 เมตร ตั้งแต่มีการสร้างเขื่อน น้ำต้นทุนถูกกัก เมื่อถึงฤดูฝนน้ำจากแม่น้ำอิงไหลลงสู่แม่น้ำโขง แต่น้ำในแม่น้ำโขงไม่ดันเข้าไปในแม่น้ำอิง เป็นปัญหาในการวางไข่ของปลา ปลาไม่สามารถวางไข่ในแม่น้ำสาขา กระทบต่อพันธุ์ปลาและความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำ

การจัดการน้ำ การแก้ปัญหาน้ำ ต้องมาจากคนในพื้นที่ลุ่มน้ำ ทำให้ครบทุกมิติ อนุรักษ์ รักษา ดูแล ฟื้นฟู จัดการ สร้างสมดุลในการใช้น้ำ น้ำอิงมีปัญหาหลายมิติ หน่วยงานของรัฐกี่หน่วยงานที่รับผิดชอบ ความอุดมสมบูรณ์ในแม่น้ำอิงหายไปมากเกิดจากเงื่อนไขใด? คนทำมาหากินกับแม่น้ำอิงมากขึ้น? ระบบนิเวศน์ถูกทำลายสาเหตุเกิดจากแม่น้ำถูกทำลายจากการพัฒนา? หรือเกิดจากการใช้น้ำในปริมาณมาก?

อย่ามองแต่พื้นที่ต้นน้ำ อย่าลืมมิติของพื้นที่กลางน้ำ ปลายน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่แม่น้ำไหลผ่าน แม่น้ำอิงถ้ามองจากมุมสูง เราจะเห็นพื้นที่สีเขียวปกคลุมแม่น้ำที่หายไป ผมเคยนั่งเฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่ร่วมกับผู้สื่อข่าว สองฝั่งแม่น้ำอิงไม่เหมือนเดิม มีการทำการเกษตรติดแม่น้ำอิง ปลูกข้าวโพดติดแม่น้ำอิง พื้นที่สีเขียวริมแม่น้ำถูกทำลาย สมัยก่อน มีต้นไม้ มีพืชริมน้ำ ปริมาณน้ำถูกเก็บรักษา ความชุมชื้นถูกเก็บรักษา มันถึงเวลาที่เราต้องฟื้นฟูป่าริมแม่น้ำอิงทั้งหมดหรือยัง มองแม่น้ำอิงอย่ามองเป็นเรื่อง “น้ำ” แต่ต้องห็นพื้นที่ชุมน้ำและองค์ประกอบของแม่น้ำ

แก้ปัญหาแม่น้ำอิงอย่างไร สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องศึกษาทบทวนการพัฒนาลุ่มน้ำอิง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ จากอดีตสู่ปัจจุบัน โดยนักวิชาการ องค์กรชาวบ้าน เพื่อให้เห็นว่า ภายใต้นโยบายการขุดลอกสร้างฝายที่ทำกันมาตลอดเกิดอะไรขึ้น มีผลกระทบกับอะไรบ้าง ถ้าศึกษาแล้วจะทราบว่า เราสูญเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์เท่าใด เราต้องยอมรับงานวิชาการที่ได้ทำการศึกษา เพราะเป็นกระบวนการทางวิธีวิทยาที่ร่วมมือกัน เราจะมองเห็นภาพที่ชัดเจน

การพัฒนา ก่อนขุดควรศึกษาระบบนิเวศน์ว่าเป็นอย่างไร เราต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ริมน้ำหรือไม่ การใช้สารเคมีในดินควรมีระยะห่างจากแม่น้ำเท่าใด พื้นที่กันชน (Buffer Zone) บริเวณป่าริมน้ำต้องสร้างอย่างไร เพราะการปลูกข้าวโพดติดกับแม่น้ำมีการใช้สารเคมี ต้องคิดต้องช่วยกัน ระบบนิเวศน์ที่เสียหายอันเกิดจากการพัฒนา เช่น การขุดทรายจนตลิ่งพัง ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลง ต้องแก้ไขอย่างไร พื้นที่หนองน้ำเป็นอย่างไร ตื้นสู่ลึกเพื่อให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยได้อยู่อาศัย

ความเข้าใจเรื่องแม่น้ำกับเรื่องวัฒนธรรมคล้ายกัน คนลุ่มน้ำอิงทำการเกษตร ปลูกข้าว ทำสวน ทำไร่ มองเห็นความสำคัญของแม่น้ำอิง มีความสัมพันธ์กับการทำมาหากิน มันป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมร้อยกันอยู่ หากเราพูดเรื่องข้าวบนผืนนาทุ่งลอ ก็ต้องพูดตั้งแต่พะเยาถึงเชียงราย เราสามารถฟื้นฟูแม่น้ำอิงโดยให้ความสำคัญกับเรื่องข้าว ยกระดับสู่เศรษฐกิจสีเขียว อันจะช่วยสนับสนุนให้สิ่งแวดล้อมในแม่น้ำอุดมสมบูรณ์ขึ้น คนลุ่มน้ำอิงในอนาคตอีก 30-40 ปี เขาไม่ใช้สารเคมี ขอเพียงให้เขาได้เรียนรู้การจัดการแม่น้ำ นั่นเป็นประโยชน์ในทางตรง ส่วนประโยชน์ในทางอ้อม คือ การพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นต้องเป็นกิจกรรมที่เอื้อให้เรารักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ข้าวต้องเปลี่ยนเป็นข้าวอินทรีย์ การเปลี่ยนผ่านจากสารเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ต้องมีการรักษาแม่น้ำและลดการใช้สารเคมี

สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา บุตรชายแห่งสายน้ำอิง

0

“อุปสรรคสำคัญของการทำงานในช่วงชีวิตของผมคือ “ความเข้าใจ” ทุกชุมชนมีความเข้าใจแต่มีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เช่น กรณีของการประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา จะมีชาวบ้านสองกลุ่มที่ต่อต้านและคัดค้านอยู่เสมอ กลุ่มหนึ่งมองว่า การประกาศเขตอนุรักษ์เป็นการปิดช่องทางการทำมาหากิน ชาวบ้านมองว่าการประกาศเป็นเหมือนกับการบังคับใช้กฎหมายประมงซึ่งถือว่าแรงมาก จุดเปลี่ยนของการทำงานคือการพิสูจน์ การกำหนดเขตพื้นที่ห้ามหาปลาจากชายฝั่ง 300 -500 เมตร เมื่อผ่านเวลา ผ่านฤดูกาล ชาวบ้านจะมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง พันธุ์ปลามีจำนวนมากขึ้น ปริมาณปลามีจำนวนมากขึ้น ขนาดของปลามีขนาดใหญ่ขึ้น จากชุมชนที่เคยคัดค้านก็กลายเป็นผู้สนับสนุน”

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแห่งสายน้ำ เนื่องจากนโยบายรัฐบาลอันมุ่งเน้นการบรรลุเป้าหมายโดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก จนมองข้ามระบบนิเวศธรรมชาติ ฝูงปลา สัตว์น้ำ และวัฒนธรรมชุมชนริมฝั่งน้ำ สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา วัย 53 ปี เติบโตจากเด็กชายในหมู่บ้านเล็กๆ แถบลุ่มน้ำอิง เป็นนักอนุรักษ์พื้นที่ป่าลุ่มน้ำองค์กรพัฒนาเอกชน เขามองเห็นระบบนิเวศธรรมชาติถูกทำลายผกผันกับโครงการพัฒนาของภาครัฐที่กำลังก่อสร้าง พ.ศ.2549 สมเกียรติฯ ศึกษาวิจัยนำเสนอข้อมูลจนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทบุคคลด้านการอนุรักษ์ในลุ่มน้ำโขงเหนือ ปัจจุบัน เขายังคงศึกษาวิจัยและรวบรวมข้อมูลเพื่อผลักดันผืนป่าชุมแสงและพื้นที่ป่าลุ่มน้ำอิงรวม 26 แปลง ให้มีฐานะเป็น wetland หรือพื้นที่หนองน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) พร้อมนำเสนอให้รัฐบาลแก้ไขนิยาม พื้นที่มีหนังสือสำคัญพื้นที่หลวงบริเวณพื้นที่ป่าลุ่มน้ำอิงหรือ น.ส.ล.จำนวน 26 แปลง เป็นพื้นที่ป่าตามกฎหมายเช่นเดียวกับ “ป่าชุมชน”

ครูดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าลวง จ.เชียงราย

ผมเป็นเด็กชนบทเติบโตในหมู่บ้านห้วยไคร้ หมู่บ้านเล็กๆ ลุ่มน้ำอิง ชีวิตวัยเด็กของผมผูกพันกับแม่น้ำลำห้วย มองเห็นวิถีชีวิตคนลุ่มน้ำ คนหาปลา ใช้วิถีชีวิตแบบคนชนบทที่ต้องทำมาหากินอยู่กับแม่น้ำ ตอนเด็กผมมักติดตามคุณพ่อไปหาปลาในน้ำอิง พวกเราจะเอาเรือบรรทุกล้อเกวียนเดินทางผ่านทุ่งนาไปแม่น้ำอิง ช่วงชีวิตของผมห่างจากแม่น้ำตอนเป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู ผมเรียนคณะโสตทัศนศึกษา ทำกิจกรรมออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทบนดอย ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบอ่าน “คนเผาถ่าน” ของนิมิตร พรหมถาวร ชอบฟังเพลงหงาคาราวาน เมื่อเรียนจบก็มีแรงบรรดาลใจอยากเป็นครูดอย เริ่มต้นอาชีพครูด้วยการเป็นครูสอนดนตรีถึง พ.ศ.2536 มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาเชียงรายเปิดรับสมัครครูดอย ผมจึงตัดสินใจสมัครเข้าทำงานกับมูลนิธิ

มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขาฯ เป็นผู้บุกเบิกหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ผมทำงานเป็นครูดอยรุ่นที่ 3 บุกเบิกโรงเรียนชนบทพื้นที่ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ขณะนั้นไม่มีโรงเรียนตามตะเข็บชายแดน ผมเป็นครูเพียงคนเดียวของโรงเรียนที่ใช้ชีวิตกลางป่าเขา กลางวันผมสอนเด็กเล็กจนถึงเด็กอายุสิบกว่าขวบ ส่วนเวลากลางคืนผมสอนผู้ใหญ่ สอนพ่อสอนแม่ของเด็กนักเรียน วิชาที่สอนคือวิชาภาษาไทยและวิชาคณิตศาสตร์เพราะคนบนดอยแม่สลองขณะนั้นยังพูดภาษาไทยไม่ชัด ผมใช้ชีวิตเป็นครูอยู่บนดอยอาศัยอยู่ในเพิงพักสองหลังที่เป็นทั้งบ้านพักครูและโรงเรียน

พ.ศ.2538 สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มีบทบาทมากขึ้น มีโรงเรียนเปิดสอนจำนวนมากขึ้น ผมย้ายพื้นที่ทำงานไปยังหมู่บ้านที่ยังไม่มีครู เมื่อมีโรงเรียนเต็มพื้นที่ผมก็ผันตนเองมาทำงานด้านการเก็บข้อมูล ศึกษาป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน ศึกษาการทำการเกษตรบนพื้นที่สูงหรือเกษตรยั่งยืน แต่ยังคงทำงานกับมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา สำหรับผมถือเป็นการเรียนรู้งานด้านการอนุรักษ์ เช่น การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำต้องทำอย่างไร วิถีชีวิตชาวบ้านคนชนเผ่าเป็นอย่างไร เมื่อมีการผลักดัน พ.ร.บ.ป่าชุมชน ผมก็อยากให้ชุมชนมีสิทธิดูแลรักษาป่า แต่ผมก็มองเห็นชาวบ้านทำการเกษตรลุกล้ำเขตป่าต้นน้ำหลายแห่ง มีการขยายเขตการเพาะปลูกบนพื้นที่สูง

บางครั้งเราก็ต้องสงวนพื้นที่ป่าต้นน้ำโดยอาศัยหลักจารีตและระบบการบริหารจัดการพื้นที่การเกษตรอย่างยั่งยืน ยุคสมัยก่อนบนพื้นที่สูงปลูกฝิ่น ต่อมาเปลี่ยนเป็นพืชเศรษฐกิจซึ่งมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น ปัจจุบันเราพยายามเปลี่ยนแนวคิดการปลูกพืชเศรษฐกิจเป็นพืชชนิดอื่น

พ.ศ.2540 องค์กรเอกชนหลายองค์กรเข้าร่วมกับโครงการอนุรักษ์ งานส่วนใหญ่ของผมเป็นการวิจัย เช่น การวิจัยเรื่อง ความหลากหลายของป่า เรื่องต้นไม้ พันธุ์พืช พื้นที่เก็บข้อมูลก็คือต้นน้ำจัน ป่าแม่สลอง ต่อมาเกิดโครงการผันน้ำ กก อิง น่าน อันมีคำถามต่อมาว่า การผันน้ำจะมีผลกระทบอย่างไร เป็นจุดเปลี่ยนทำให้ผมเปลี่ยนทิศทางการทำงาน กลับสู่พื้นที่ลุ่มน้ำเพื่อทำงานภาคสนาม ทำการศึกษา เก็บข้อมูล ทำวิจัย รณรงค์ให้สาธารณะรับรู้ว่า แม่น้ำไม่ได้ไหลโดยเปล่าประโยชน์ จากต้นน้ำ ปลายน้ำ สู่แม่น้ำโขง มีวิถีวัฒนธรรม มีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์

อีกด้านของโครงการพัฒนาคือการทำลายธรรมชาติ

ผมทำโครงการสำรวจแม่น้ำและชุมชน ทำงานอย่างจริงจังกับแม่น้ำอิง เช่น พาชาวบ้านศึกษาดูงานพื้นที่หนองน้ำ (wetland) หรือพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง หลังโครงการกกอิงน่านล้มเลิก ผมผันตัวมาทำโครงการอนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำอิงตอนล่าง พ.ศ.2543 ผมทำพื้นที่นำร่องโครงการ 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านน้ำแพร่ บ้านงามเมือง บ้านหนองชุม บ้านปากอิง ชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการแต่ก็มีอุปสรรคเรื่องความไม่เข้าใจ แต่เมื่อเวลาผ่านผลสำเร็จติดตามมา

กล่าวย้อนกลับไปใน พ.ศ.2540 มีสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาท้องถิ่น ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้กับระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ แม่น้ำโขงตอนบนเริ่มก่อสร้างเขื่อน จำนวนปลาในแม่น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ผมทำการศึกษา เก็บข้อมูล ทำโครงการ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า การจัดทำโครงการเขตอนุรักษ์ทำให้พันธุ์ปลากลับคืนมา จากการสำรวจ พ.ศ.2540 พบพันธุ์ปลา 90 ชนิด จำนวนปลามีน้อย ขนาดปลาตัวเล็ก ชาวประมงหาปลาน้ำหนัก 10 กิโลกรัมได้ยากมาก เมื่อทำโครงการเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาทำให้พันธุ์ปลาคืนมาเป็น 112 ชนิด จำนวนปลามีมากขึ้น ขนาดของปลาใหญ่ขึ้น

เราต้องเข้าใจเรื่องการพัฒนา การขุดลอกหนองน้ำ การพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ ตามโครงการของภาครัฐ มันส่งผลให้ที่อยู่อาศัยของปลาหายไป เรามองตัวเลขปริมาณน้ำเป็นเป้าหมายความสำเร็จโดยลืมการอนุรักษ์ หลังโครงการพัฒนาเราต้องฟื้นฟูที่อยู่อาศัยสัตว์น้ำ พ.ศ.2543 กลุ่มรักษ์เชียงของเริ่มศึกษาระบบนิเวศของแม่น้ำโขงเมื่อมีการระเบิดเกาะแก่งเพื่อนำเรือล่องน้ำลงมาส่งสินค้า เราศึกษาและเรียนรู้อย่างจริงจังโดยโยงแม่น้ำโขงกับแม่น้ำสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ทั้งการทำข้อมูล การวิจัย การอนุรักษ์ เราไม่พบว่าแม่น้ำโขงมีร่องรอยของปลาใหญ่ มันทำให้เรามุ่งมั่นที่จะทำให้แม่น้ำสายใหญ่อันเคยอุดมสมบูรณ์มีพันธุ์ปลากลับคืนมา ปัจจุบันนี้ปลาแม่น้ำโขงเป็นปลาเลี้ยงในกระชัง ปลาขนาดใหญ่ที่เติบโตโดยธรรมชาติไม่เหลือแล้ว

ผมเกิดในชนบทยุคดั้งเดิมที่ต้องเดินทางด้วยล้อด้วยเกวียน ปัจจุบันเราอยู่ในยุคดิจิตอล เวลาหวนอดีตคิดถึงเราจะเห็นภาพแม่น้ำสวยใส ตอนนี้เหลือเพียงเศษสวะซึ่งถูกขุดลอก เราอยากให้คนเห็นความสำคัญของระบบนิเวศตามธรรมชาติ สมัยก่อนแม่น้ำอิงสองฟากฝั่งเต็มไปด้วยผืนป่าชุ่มน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ เดียวนี้พื้นที่ป่าถูกบริษัทเอกชนกว้านซื้อไว้หมด สมัยก่อนผืนป่าตอนล่างเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงจำนวนกว่า 300,000 ไร่ ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ทำการเกษตร เป็นผืนไร่ผืนนาและพื้นที่อยู่อาศัย เหลือพื้นที่ป่าลุ่มน้ำเพียง 8,530 ไร่ พื้นที่จำนวนมากที่สุดคือ บ้านบุญเรือง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เรารักษาพื้นที่ไว้ไม่ได้ทั้งหมด แต่เราอยากหลงเหลือพื้นที่เหล่านี้เอาไว้

ผลักดันป่าลุ่มน้ำอิงสู่ wetland ตามอนุสัญญาแรมซาร์

ผมพยามรักษาสภาพป่าที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชุมชนและหน่วยงานรัฐที่จะเข้าไปดูแล ตอนนี้สภาพพื้นที่ป่าลุ่มน้ำดีขึ้นเพราะสมัยก่อนเราทำงานเดี่ยวแบบ NGO เมื่อทำงานอนุรักษ์พื้นที่หนองน้ำ (wetland) ผมก็มีโอกาสประสานกับภาครัฐหลายหน่วยงาน หน่วยงานหลักที่ทำการสำรวจคือสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะประเทศไทยเป็นสมาชิกอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ การเป็นสมาชิกภาคีต่างกับการอนุรักษ์แบบการประกาศเขตอุทยาน การทำงานกับภาคีจะมีรูปแบบสากล มีจิตสำนึก ประชาชนสามารถเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ได้ แต่การทำงานก็มีช่องว่างของความเข้าใจระหว่างความเป็นสากลและชาวบ้าน เราต้องเชื่อมต่อทำให้ชาวบ้านมองเห็นคุณค่าของน้ำอิงมากขึ้น

พื้นที่ลุ่มน้ำอิงถูกเสนอเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวิชาการเพื่อเตรียมเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตอนนี้ลุ่มน้ำอิงกำลังจะเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำระดับสากล เรามีองค์ประกอบครบหลักเกณฑ์ มีอัตลักษณ์ 1 เดียวในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คือ “ป่าชุมแสง”

อุปสรรคสำคัญของการทำงานในช่วงชีวิตของผมคือ “ความเข้าใจ” ทุกชุมชนมีความเข้าใจแต่มีความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เช่น กรณีของการประกาศเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลา จะมีชาวบ้านสองกลุ่มที่ต่อต้านและคัดค้านอยู่เสมอ กลุ่มหนึ่งมองว่า การประกาศเขตอนุรักษ์เป็นการปิดช่องทางการทำมาหากิน ชาวบ้านมองว่าการประกาศเป็นเหมือนกับการบังคับใช้กฎหมายประมงซึ่งถือว่าแรงมาก จุดเปลี่ยนของการทำงานคือการพิสูจน์ การกำหนดเขตพื้นที่ห้ามหาปลาจากชายฝั่ง 300 -500 เมตร เมื่อผ่านเวลา ผ่านฤดูกาล ชาวบ้านจะมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง พันธุ์ปลามีจำนวนมากขึ้น ปริมาณปลามีจำนวนมากขึ้น ขนาดของปลามีขนาดใหญ่ขึ้น จากชุมชนที่เคยคัดค้านก็กลายเป็นผู้สนับสนุน จากชุมชนนำร่องเพียง 4 หมู่บ้าน ตอนนี้มีชุมชนร่วมโครงการ 64 หมู่บ้าน

อย่ามองข้าม ป่าชุมแสง ป่าข่อย ป่าแขม บริเวณเขตลุ่มน้ำอันมีหนังสือสำคัญพื้นที่หลวงประเภทพื้นที่สาธารณะ (น.ส.ล.) หากภาครัฐแก้ไขนิยามพื้นที่ลุ่มน้ำเป็นพื้นที่ป่า แต่เป็นป่าที่ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์เช่นป่าชุมชน ภาครัฐก็สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าให้มีจำนวนร้อยละ 40 ตามนโยบายรัฐบาลได้ สมัยก่อนผมทำงานแบบ NGO ทำงานฝ่ายเดียวใช้อารมณ์เป็นหลัก แต่หลังจากทำงานอนุรักษ์ ผมศึกษาเก็บข้อมูล ทำงานวิจัย ทำงานกับภาครัฐและเอกชน ความขัดแย้งในการทำงานลดลง ใช้อารมณ์ในการทำงานน้อยลง มองเป้าหมายในการบรรลุผลสำเร็จของงานอนุรักษ์มากขึ้น ใช้ข้อมูลมากขึ้น ความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น แต่ผมก็อยากเห็นงานอนุรักษ์อยู่ในจิตสำนึกของผู้คน ไม่ถูกแบ่งเป็นขอบเขตรัฐชาติ ผมว่ามันคือหน้าที่ของพลเมืองโลก เมื่อใด้ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติเราก็ต้องร่วมกันดูแลรักษา นั่นคือความเคารพ ความเกื้อกูล ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

บัณรส บัวคลี่ บนหลังอานจักรยานชีวิต

0

“ชุมชนสังคมใหม่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ เช่น ชุมชนชาวจีน เรามองสังคมใหม่ที่เกิดขึ้น เหมือนคนไทยไปตั้งรกรากอยู่สหรัฐอเมริกา เราก็มองว่า ไปเป็นโรบินฮู้ด มีประสบการณ์ ญาติเราไปเราอยากไปสักครั้ง แต่ความจริงคนพวกนั้นก็หลบหนีเข้าเมือง หรือในช่วงสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทย คนหนุ่มสาว เดินทางไปทำงานที่ออสเตรเลีย เราก็ชื่นชมว่า ญาติพี่น้องของเราไปทำงานแล้วตั้งหลักได้ แต่ความจริงเป็นเรื่องเดียวกันกับการที่คนต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “สังคมบ้านเรารับหรือไม่รับ” แต่อยู่ที่ระบบราชการ ระบบกฎหมาย ที่จะจัดการกับเรื่องนี้ให้เกิดความก้าวหน้า ให้เกิดเป็นประโยชน์ ใช้พลังของเขาเป็นประโยชน์กับเราให้ได้ แล้วรายได้ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็เป็นของเราด้วย เก็บภาษีให้เราด้วย ถ้าไม่มีแรงงานพม่างานก่อสร้างในเชียงใหม่ก็ไม่เดินเพราะไม่มีคนไทยทำ โลกของเราเป็นแบบนี้ มีการย้ายถิ่น แต่ระบบสังคมของประเทศต้องไม่ทำให้ประเทศของตนเองเสียเปรียบ”

บัณรส บัวคลี่ เป็นเด็กจากถิ่นปักษ์ใต้ เริ่มทำงานหนังสือในมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เติบใหญ่ในสายวิชาชีพนักหนังสือพิมพ์เริ่มต้นจาก การทำงานเป็นผู้สื่อข่าวภูมิภาคหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ สลับเปลี่ยนหมุนเวียนทำงานในบริษัทในเครือผู้จัดการเป็นเวลา 25 ปี พ.ศ.2558 หลังมีบทบาทในการเคลื่อนไหวทางการเมือง เขาผันตัวจากนักหนังสือพิมพ์เป็นนักเขียน ได้รับรางวัลประกวดงานเขียน มีเงินทุนในการใช้ชีวิต แต่ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศซบเซา หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ถูกแทนที่ด้วยสื่อโซเชียลและแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เขาจึงเปลี่ยนรูปแบบการทำงานสู่การเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม ทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม ก่อตั้งสภาลมหายใจ มูลนิธิลมหายใจเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ใช้ชีวิตกระทั่งวันหนึ่งจึงพบว่า ชีวิตบนหลังอานจักรยานที่ปั่นเดินทางในต่างประเทศ เป็นชีวิตที่เขามีความสุข

นักหนังสือพิมพ์จากถิ่นปักษ์ใต้

ตอนเด็ก ผมเป็นเด็กเรียนเก่งมาก พ่อแม่รับราชการครู คุณพ่อทำงานตำแหน่งศึกษานิเทศ หลังจากนั้น ทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ตอนเด็กผมสอบได้อันดับหนึ่งของห้องเรียน ได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียน เป็นเด็กเรียบร้อย เข้าเรียนชั้นมัธยมต้นในโรงเรียนประจำจังหวัด เป็นนักเรียนในห้องเรียนเด็กเรียนดี ได้เกรดเฉลี่ยสามกว่า แต่ผมชอบเรียนภาษา ชอบอ่าน ชอบเขียน ตอนเรียนมัธยมปลายจึงเลือกเรียนห้องศิลป์ภาษา แต่ยุคนั้น เด็กนักเรียนห้องศิลป์ภาษาส่วนใหญ่เป็นเด็กเกเร แต่เรายังเป็นเด็กเรียนดี แม้จะสูบบุหรี่ หรือไม่ยอมเข้าห้องเรียนในบางวิชา

ด้วยความที่เป็นเด็กเรียนเก่ง ผมสอบโควตาเข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เลือกเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่เพิ่งเปิดใหม่ ตอนนั้นรัฐประศาสนศาสตร์มีให้เลือกเรียนอยู่ 2 แห่ง คือ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ช่วงที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ก็มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนซึ่งต่อมาพวกเขากลายเป็นศิลปินใหญ่ เช่น กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ,พืช สะพาน เราอยู่ในก๊กเดียวกัน กินเหล้า สูบบุหรี่ ออกค่ายอาสาพัฒนา เขียนป้ายโปสเตอร์ ทำหนังสือ เขียนหนังสือ แจกหนังสือ

ช่วงเป็นนักศึกษาปี 4 ประเทศไทยกำลังพัฒนา เศรษฐกิจเติบโต ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เศรษฐกิจเฟื่องฟูมาก สำนักพิมพ์ผู้จัดการ ซึ่งทำหนังสือรายเดือน หนังสือรายสัปดาห์ มีแผนจะทำหนังสือพิมพ์รายวัน แต่ตอนนั้น ผมคิดจะสมัครงานกับพิศณุ นิลกลัด ทำงานเป็นผู้ประกาศข่าว เป็นนักพากย์มวย นักพากย์กีฬา แต่เมื่อสำนักพิมพ์ผู้จัดการ (Recruit) บอกว่า กำลังจะออกหนังสือพิมพ์รายวัน พวกเราก็เอาหนังสือที่ทำอยู่ขณะที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยให้ดู แล้วบอกกับเขาว่า นี่คือสิ่งที่พวกเรากำลังทำกัน เขาก็รับพวกเราเข้าทำงาน ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ สำนักพิมพ์ผู้จัดการให้เงินเดือน 5,500 บาท ถือว่าเยอะมากในยุคสมัยนั้น

เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีผู้คนนับร้อยคน เขาก็ถามเราว่า อยากทำงานโต๊ะข่าวอะไร แล้วก็ให้เราเลือก โต๊ะการเงิน โต๊ะการเมือง ผมอยากอยู่โต๊ะข่าวภูมิภาคเพราะอยากอยู่ต่างจังหวัด ตอนนั้นสำนักพิมพ์ผู้จัดการยังไม่มีศูนย์ข่าวภูมิภาค พวกเรากระจายกำลังคนตามโต๊ะข่าวที่ตนเองเลือก พ.ศ.2533 ผมทำงานกับศูนย์ข่าวภูมิภาคแห่งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ สำนักพิมพ์ส่งผมมาเรียนรู้ 2-3 เดือน หลังจากนั้น ก็ตั้งศูนย์ข่าวภูมิภาคที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมก็เช่าบ้านพัก พิมพ์ดีด ส่งแฟกซ์ มีหัวหน้าข่าวจากกรุงเทพฯ 1 คน หลังจากนั้นก็ตั้งศูนย์ข่าวที่ภูเก็ต ผมก็เช่าอพาร์ตเมนต์ มีนักข่าวท้องถิ่นเป็นพี่เลี้ยง ผมขับรถมอเตอร์ไซค์สัมภาษณ์แหล่งข่าว ไม่ค่อยเข้าใจอะไร แต่มีโอกาสได้เที่ยว พบปะผู้คน ในเชิงความรู้ความสามารถไม่ได้อะไรมาก แต่ได้ประสบการณ์เมื่อได้พบเจอกับสังคม

ยุคบุกเบิกของสำนักพิมพ์ผู้จัดการ

พ.ศ.2534 สำนักพิมพ์ผู้จัดการ ทำหนังสือพิมพ์รายวัน ตอนนั้น พวกเรามีข้อสงสัยเพราะหน้าตาหนังสือพิมพ์ไม่เหมือนกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหรือเดลินิวส์ มันจะขายออกหรือ? แต่เมื่อเปิดตัวเป็นหนังสือผู้จัดการรายวันก็เริ่มเติบโต ช่วงนั้น เป็นช่วงที่พวกเราทำอะไรก็ดีงาม สำนักพิมพ์ผู้จัดการเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ เงินทุนมีเยอะ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล คิดพิสดาร จะทำหนังสือท้องถิ่น ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ทำเป็น (Section) หรือเป็นอีกส่วนหนึ่งของเนื้อหาแทรกอยู่ในหนังสือพิมพ์รายวัน ยุคสมัยก่อน หนังสือพิมพ์รายวันมีจำนวนหน้ากระดาษหนาและมีเนื้อหาเยอะมาก ตอนนั้น เขาเริ่มทำที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เขาก็บอกว่า ให้ใช้คนจากศูนย์ข่าวมาทำ ส่วนที่เหลือก็ให้นักข่าวท้องถิ่นทำ ผมจึงมีโอกาสเปลี่ยนสายงานมาทำงานด้านการผลิตเป็นครั้งแรก

พ.ศ.2534 คอมพิวเตอร์แมคอินทอช (Macintosh) ยังไม่มี นักข่าวใช้เครื่องพิมพ์ดีด เมื่อนักข่าวพิมพ์ดีดบนกระดาษ มีคนทำหน้าที่คีย์ข้อมูลลงคอมพิวเตอร์แมคอินทอช (Macintosh) แล้วก็ปริ้นต์ออกมา เป็นแถวคอลัมน์ คนตีตารางก็ตีตาราง แล้วก็ตัดกระดาษแปะ พ.ศ.2535 สำนักพิมพ์มีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ออกแบบหน้าหนังสือพิมพ์ ส่วนนักข่าวพิมพ์งานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมเติบโตอยู่ในรอยต่อของเทคโนโลยี ระหว่างกระบวนการผลิตหนังสือพิมพ์แบบเก่าและกระบวนการผลิตหนังสือพิมพ์แบบใหม่

ผมทำหนังสือพิมพ์ที่หาดใหญ่ได้ไม่นาน ก็ตั้งศูนย์ข่าวที่จังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นอยู่ตรงข้ามโรงแรมภูคำ เพราะ บรรณาธิการข่าวศูนย์ข่าวภาคใต้ต้องย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ ภารกิจก็คือต้องออกหนังสือพิมพ์ภาคเหนือให้ได้ เมื่อย้ายมาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ต้นปี พ.ศ.2535 เกิดเหตุทางการเมือง เดือน กุมภาพันธ์เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติ เดือนพฤษภาคมเกิดเหตุพฤษภาทมิฬ กลุ่มอาจารย์ประชุมที่สำนักงานผู้จัดการ อาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ เพราะ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการต่อต้าน รสช. (คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) พวกเราผ่านเหตุการณ์นั้น อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ คุ้นเคยกับจังหวัดเชียงใหม่ นั่งดูแม่น้ำปิง ล่องแก่ง ล่องเรือ ล่องซุง

พ.ศ.2536 สำนักพิมพ์ผู้จัดการย้ายผมจากศูนย์ข่าวเชียงใหม่ไปทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ที่กรุงเทพฯ แต่ผมไม่ชอบ ไม่ชอบใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ผมเช่าห้องพักอยู่ฝั่งธนบุรี (แขวงธนบุรี กรุงเทพฯ อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามกับถนนพระอาทิตย์ สำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ) ตอนเช้านรถติด การจราจรคับคั่ง กว่าจะเดินทางออกจากซอย ข้ามสะพาน มาทำงานที่สำนักงานได้ ใช้ชีวิตลำบากมาก ทั้งที่สำนักงานและที่พักใกล้กันนิดเดียว ผมจึงขอย้ายมาทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่

พ.ศ.2539 ผมทำงานเป็นหัวหน้าศูนย์ข่าวศรีราชา จังหวัดชลบุรี ก่อนจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มีคนสมัครใจลาออก แต่ผมรู้อยู่แล้วว่า จะได้ทำงานต่อที่สำนักพิมพ์ผู้จัดการ ผมถือจังหวะย้ายกลับมาอยู่เชียงใหม่ ผมซื้อบ้าน วางแผนแต่งงาน ตอนนั้น ตำแหน่งงานผมอยู่ที่ศรีราชา แต่ซื้อบ้านอยู่เชียงใหม่ หลังจากนั้น เป็นช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ สำนักพิมพ์ผู้จัดการเลิกจ้าง (Layoff) ตัดส่วนเกินออก ส่วนที่เหลือยังทำงานต่อไป การทำธุรกิจสื่อยังพอไปได้ เพียงแต่ธุรกิจสื่อไม่เติบโตเหมือนเดิม ผมผ่านเรื่องราวที่เชียงใหม่อย่างจริงจัง พ.ศ. 2540 – 2544 ทำงานข่าวพื้นที่ภาคเหนือ พิมพ์ข่าวรายวันส่งสำนักพิมพ์ แล้วก็เล็กลงเรื่อยๆ วิธีการทำงานรวบรัดมากกว่าเดิม เมื่อมีอินเทอร์เน็ต นักข่าวก็สามารถทำงานข่าวที่บ้านได้ นักข่าวหลายคนไม่ค่อยเข้าสำนักงาน

กระทั่ง ช่วงการชุมนุมประท้วง ทักษิณ ชินวัตร พ.ศ.2548 ผมเริ่มเขียนคอลัมน์ ทำงานข่าว กระทั่งถึง พ.ศ.2558 ผมก็ลาออก ตอนนั้น ผมอยากเขียนนิยาย ผมเขียนนิยายประกวดได้รางวัลที่ 3 ตีพิมพ์ลงนิตยสารสกุลไทย ได้เงินจากการตีพิมพ์ในนิตยสารรายสัปดาห์สกุลไทย มีคนติดต่อให้เขียนคอลัมน์ ช่วงแรกที่ลาออกได้เงินมากกว่าเดิมเยอะ แต่อยู่ได้เพียงไม่นาน นิตยสารสกุลไทยก็ปิดตัว สื่อมีพื้นที่ให้เขียนน้อยลง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจชวนเขียนเป็นคอลัมนิสต์ ทำงานอยู่หลายปีปัจจุบันก็ยังทำอยู่ ถึงไม่ได้ค่าตอบแทนมากมายก็ยังเขียนอยู่

ผมสนใจในเรื่องสังคม ผมไม่ได้เป็นคนสนใจสิ่งแวดล้อม เมื่อก่อนเป็นคนกินเหล้าสูบบุหรี่ด้วยซ้ำ ไม่ได้เป็นคนรักธรรมชาติ แต่แสดงบทบาทในการประท้วงเรื่อง “ป่าแหว่ง” เพราะเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผมไม่รักธรรมชาติแบบยั่งยืน ผมก็แค่อึดอัดที่ไม่ได้ออกไปเที่ยว ไม่ได้ออกไปปั่นจักรยาน แต่เมื่อเคลื่อนไหวมันก็เติบโตขึ้น ตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ขึ้น เอาคนแต่ละสายงานมาทำงานร่วมกัน คนที่ทำงานได้ดีที่สุดคือ NGO เพราะคนอื่นเขามีงานประจำ หลังจากนั้นก็ขยายงานเป็นมูลนิธิสภาลมหายใจ เหมือนเราขี่หลังที่เสือตัวใหญ่ขึ้นทุกที

ยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการพิมพ์

เทคโนโลยีการพิมพ์ทำให้เกิดสื่อ เพราะยุคนั้น ไม่มีเสียงอะไรกระจายในวงกว้างได้เท่ากับการพิมพ์ ฐานันดรสิ่งพิมพ์เกิดขึ้นในยุคกลาง เมื่อมีวิทยุ วิทยุก็มีอิทธิพลขึ้นมา กระทั่งมีทีวี เม็ดเงินส่วนใหญ่จึงอยู่กับทีวีเพราะทีวีที่นำเสนอได้ทั้งภาพและเสียง สามารถส่งสัญญาณไปได้ไกล กระนั้น สื่อทั้งหมดก็เป็นคนละตลาด ธุรกิจสื่อเติบโตถึงจุดสูงสุดเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว หลังจากนั้น สื่อรูปแบบเดิมก็ตายไป ปัจจุบัน คนธรรมดาก็สามารถทำสื่อเองได้ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า มันปรับโฉม เป็นยูทูบเบอร์ ดาวติ๊กตอก เกิดเป็นการรวบอำนาจ ควบคุมประตูการสื่อสารเอง เช่น เฟสบุ๊ค ถ้าจ่ายเงินให้เฟสบุ๊คแล้วแจ้งว่าเราขายกาแฟ เดียวโฆษณาก็ขึ้นหน้าจอของคนละแวกใกล้เคียง นี่คือการรวบอำนาจ จากที่ไม่เคยได้อะไรขนาดนี้มาก่อน มันพัฒนา สื่อไม่ได้ล้มหายแต่ปรับรูปโฉม เพราะมนุษย์ยังต้องการ “การสื่อสาร” มันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ ที่มีความ อยากรู้ สอดรู้ แส่รู้ เรื่องราวในสังคม

ก่อน พ.ศ. 2530 ยุคแรกก็เป็นยุคตลาดบูม เป็นเรื่องเทคนิคการหาเงิน ไม่ใช่เรื่องพัฒนาการของสื่อ แต่สื่อมีพัฒนาการสูงสุด เมื่อ พ.ศ.2543 เดอะนิวยอร์คไทมส์และสำนักข่าวอื่นๆ สร้างขนบธรรมเนียมวิธีการ (Pattern) สร้างสำนักการสื่อสาร วิชานิเทศศาสตร์กลายเป็นวิชาที่จะต้องมีรายละเอียดว่า สื่อต้องเป็นอย่างไร เป็นยุคการสร้างกรอบ แบบแผน ตอนนี้มันไม่มีอีกแล้ว มันพังทลายไปแล้ว จรรยาบรรณการสื่อสารลืมไปเลยเพราะมันเป็นศัพท์เก่าที่มาพร้อมกับโครงสร้างแบบแผนเดิม มันเป็นจริยธรรมแบบเดิม แต่ยุคสมัยนี้มันก็มีความน่าเชื่อถือใหม่ขึ้นมา เพราะจริยธรรมแบบเดิมก็คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับฉัน ให้กับวงการของฉัน ใครเข้ามาอยู่ในองค์กร ก็ต้องเดินทางตามแบบแผนนี้ เพราะองค์กรนี้เชื่อถือได้ ซื้อใจคนได้ มีความน่าเชื่อ เมื่อวิธีการแบบเดิมทำไม่ได้ ก็ต้องทำแบบใหม่ ทำให้คนเชื่อถือว่า แบบนี้มันน่าเชื่อ เพราะที่สุดแล้ว คนจะซื้อ หรือคนจะเอา โดยวิธีอื่นหรือกลวิธีอื่น

เจ้าของกิจการก็ยินดีที่มีกฎระเบียบของสำนัก เพื่อให้โลโก้ สินค้าสื่อ เป็นที่ยอมรับนับถือ ตอนนี้ ก็อ้างว่าเข้าถึงความจริง แต่ความจริงก็ไม่ใช่ความจริง แต่เป็นการขาย การตอบสนองต่อจริต แล้วแต่จะขาย แต่ถามว่า สำนักที่น่าเชื่อถือมีหรือไม่ ก็ไม่ค่อยมี และเราก็ไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อความน่าเชื่อถือ จริงหรือ? ความจริง เราก็แสวงหาสิ่งที่เราเห็นว่า มันน่าเชื่อ เรารู้วิธีการแสวงหาคนอื่น คนอื่นไม่แยแสว่าน่าเชื่อ เรื่องราวในยุคสมัยก่อนก็ไม่ใช่ความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ความจริงที่สมบูรณ์ นักข่าวก็ได้ความจริงเพียงเสี้ยวเดียว ยุคนี้ เป็นยุคที่ผู้คนระดมถล่มให้ความรู้ อาจจะได้ความจริงลึกซึ้งกว่าสื่อหนังสือพิมพ์ที่นำเสนอเรื่องเดียวกัน 10 วันต่อเนื่องก็ได้

ตอนนั้น สำนักข่าวแต่ละสำนักต่างแข่งขันกัน (Branding) สร้างสำนักของตนเอง สำนักข่าวเนชั่น กรุงเทพธุรกิจ ก็เข้มงวด เวลานักข่าวไปไหนมาไหนต้องไม่รับเงินรับทอง ไม่เอาค่าน้ำมัน ไม่อยู่ในอาณัติของใคร แต่พวกเราก็ถือมาก่อน เราแตกต่างจากนักข่าวท้องถิ่น ต่างจากนักข่าวต่างจังหวัด ในกรุงเทพฯ ก็เหมือนกัน ขิงกัน แข่งกัน ของใครที่เคร่งครัดกว่ากัน การไม่รับเงินคือการไม่เป็นพวก มีความเป็นอิสระมากกว่า แต่การจะทำให้ข่าวเกิดความลึกในการนำเสนอข่าวจริงๆ เป็นเรื่องของทรัพยากร นโยบายให้คนทำ อย่างวันนี้เรายังไม่ได้ทำงานเลย เราก็ศึกษาวิจัย เขาก็บอกเอาข้อมูลมาอีก ค้นคว้าเพิ่มได้หรือไม่ ทำให้มีลักษณะเป็นข่าวสารใหม่ มุมใหม่ ประเด็นใหม่ๆ เพราะเมื่อก่อน การนำเสนอข่าวต่างจังหวัด มีเพียงข่าวอาชญากรรม ข่าวผู้ว่าราชการจังหวัดเปิดงาน ส่วนการนำเสนอข่าวในกรุงเทพฯ ก็เปิดมุมมองทางเศรษฐกิจขึ้นมา เปิดมุมมองใหม่ มันก็เลยฮือฮา เมื่อศึกษาเพิ่มขึ้น ก็มีความรอบรู้มากกว่า เป็นมิติที่เพิ่มขึ้นใน Period เป็น ความรอบรู้ นอกจากความรับรู้

ฝุ่นควันและสังคมชนชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

พ.ศ.2558 หลังลาออกจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ผมเอนเอียงกับการทำงานสังคม เราไม่รีรอที่จะออกมาส่งเสียง ออกมาสู้ บังเอิญเราเป็นสื่อจึงไม่เกรงใจราชการ ดูมีบทบาท มีแอ็กชัน สำหรับเรื่อง “ฝุ่น” ต้องใช้ทักษะรูปแบบที่หลากหลายครอบคลุม (Multi Skills) บังเอิญ ฐานความรู้เราเป็นแบบนี้ ปัญหาเรื่องฝุ่นในเชียงใหม่เป็นเรื่องใหญ่มาก หลายคนที่ออกมามีบทบาทก็ไม่เข้าใจ มันใหญ่ มันเยอะ มันลึก ต้องอาศัยความรู้หลายแบบ เรื่องพวกนี้จึงต้องมาเรียนรู้กัน

ช่วงแรกที่รวมตัวกัน ฝ่ายเอกชนไม่ค่อยมาร่วมเพราะเขาเพียงต้องการส่งเสียงให้รัฐบาล ส่วนฝ่าย NGO ก็อยากหาทุนทำงาน เมื่ออยู่ร่วมกันไป จริตของแต่ละฝ่าย วิธีคิด วิธีมองว่าปัญหาว่าอยู่ตรงไหน ปัญหาคืออะไร ก็แตกต่างกัน ยิ่งร่วมกันมากเท่าไหร่ ความหลากหลายก็ยิ่งเยอะ ทางที่หนึ่งคือ เยอะดี ทางที่สองคือ จะเอายังไงกันแน่ จะบอกกว่า ไม่ได้สำคัญอะไร แต่ในฐานะส่วนตัวเขาก็เชื่อถือเรา อย่างน้อยเขาก็ให้ไปเป็นกรรมการ ให้ออกกฎหมาย ร่างกฎหมาย เขาให้น้ำหนักในฐานะประชาชนที่รู้เรื่องนี้ เมื่อก่อน 3-4 ปี ตอนที่พวกเรารวมตัวผลักดัน พวกเราต้องการเข้าถึง Policy Maker เพื่อให้เขารู้ว่า สิ่งที่เราคิดเป็นอย่างไร สิ่งที่เขาทำไม่ถูกเป็นอย่างไร

เราดิ้นรนทำสถานีฝุ่น ทำหลายสิ่งหลายอย่าง เพื่อส่งเสียง กดดัน แต่ตอนนี้เป็นวาระที่ Policy Maker เปิดประตูให้เรานั่งเอง แล้วเราต้องทำแบบเดิมอีกหรือ? ต้องกดดัน ต้องยืนหนังสือ เรียกร้องอยู่ตลอดเวลา ผมเบื่อการยื่นหนังสือร้องเรียน เพราะเมื่อก่อนเราอยู่ห่างไกลจาก Policy Maker เมื่อเขามาก็ยื่นหนังสือร้องเรียน เมื่อเปิดโอกาสให้นั่งก็ไม่พูดอะไร พอมานั่งก็ยื่นหนังสือร้องเรียนอีก เป็นเหมือนธรรมเนียม สำหรับเรื่อง “ป่าแหว่ง” ตอนนั้นข้อมูลค่อยๆ ไหลมา แต่จังหวะมันไม่เหมาะกับการเจรจา ความจริงแล้ว เรื่องนี้มีคนผิดแน่นอน แต่ตอนนั้น เขาห้ามเข้า อ้างว่า มันเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องของความไม่เหมาะสม แต่ความจริงราชการผิดแน่นอน

สำหรับเรื่องการเมือง เมื่อก่อนผมทำงานกับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการผมก็เป็นกลุ่มมวลชน (Mob) เสื้อเหลืองหรือพันธมิตร แต่ตอนนั้น ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรียุคสมัยนั้นก็ทำไม่ถูก เพราะเลือกพี่ชายของตนเองเป็น ผบ.ทบ. (ผู้บัญชาการทหารบก) ผิดโผ ผิดธรรมเนียม เมื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาประท้วง ตอนนั้นยังไม่มีการตั้งกลุ่มมวลชน (Mob) พันธมิตร พวกทหารบุกตบเท้าถึงสำนักงาน ตำรวจก็แจ้งความ ฐานความผิดมาตรา 112 ตอนนั้น เป็นอำนาจที่รวมเบ็ดเสร็จทั้งทหารทั้งตำรวจ เมื่ออยู่ไปอีกฝ่ายก็เข้ามาขับไล่ เกิดการสถาปนาอำนาจใหม่ อนุรักษ์นิยม เหตุการณ์รุนแรงกว่าเดิม เกิดเป็นความไม่เข้าท่า (Misalignment) แบบใหม่ ประเทศไทยเป็นแบบนี้เสมอมา ทุกยุคทุกสมัย

บทสรุปคือ เมื่อพวกเราดิ้นรนเป็นชนชั้นนำมีอำนาจหรือมีเงิน เราก็ได้เปรียบไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ความเลวร้ายของระบบราชการก็ไม่ดีกว่าการเมือง คือสังคมยุคสมัยนี้ ใครมีอำนาจก็ได้เปรียบ ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหน ไม่ว่ายุคประชาธิปไตยหรือยุคของทหาร

สำหรับเรื่องราวต่างประเทศ ประเทศอื่นเขาก้าวหน้ารวดเร็ว ประเทศไทยก้าวหน้าเชื่องช้าลงเรื่อยๆ ดู GDP ดูความเติบโตทางเศรษฐกิจ ดูพื้นที่ตัวอำเภอ เช่น อำเภอเทิง อำเภอแม่ใจ อำเภองาว อำเภอเด่นชัย อำเภอแม่ริม เมื่อ 30 ปีก่อนเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ไม่แปลกตา แต่ถ้าเราไปเวียดนามเมื่อ 10 ปีก่อน ออกจากเมืองจะมองเห็นความแตกต่างในการพัฒนา ประเทศจีนเมื่อเดินทางไปก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลง ภายในหนึ่งชั่วอายุคน เขาแปลงร่างจากคนขี้โรคเหลวไหลกลายเป็นซุปเปอร์แมนมีพลังขึ้นมาก

ผมเดินทางไปคุนหมิง เมื่อ พ.ศ.2536 เมืองมีศูนย์กลางตรงวงเวียน มีชาวเขาเอา เขี้ยวเสือ เล็บเสือ ดีหมี มีของป่าวางขาย แต่คุนหมิงตอนนี้ใหญ่เท่ากับกรุงเทพ ขณะที่สิบสองปันนาเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำโขง มีโต๊ะสนุ๊กเกอร์ เป็นเมืองเล็กๆ ตอนนี้สองปันนาเป็นเมืองใหญ่กว่าเชียงใหม่ เมืองไทยก็มีความเปลี่ยนแปลงที่ดี แต่เมื่อเทียบความเร็วในการเติบโต ประเทศไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ สู้เวียดนามไม่ได้ เราปั่นจักรยานออกนอกเมืองฮานอย อยู่ในอำเภอ อยู่ในตำบล เด็กนักเรียนตัวเล็กๆ พยายามเข้ามาทักทาย พยายามจะพูดภาษาอังกฤษกับเรา เยาวชนคนรุ่นใหม่เยอะ และเขาเป็นชาติที่เอาจริงเอาจังกับการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ พัฒนาตนเอง

ชุมชนสังคมใหม่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ เช่น ชุมชนชาวจีน เรามองสังคมใหม่ที่เกิดขึ้น เหมือนคนไทยไปตั้งรกรากอยู่สหรัฐอเมริกา เราก็มองว่า ไปเป็นโรบินฮู้ด มีประสบการณ์ ญาติเราไปเราอยากไปสักครั้ง แต่ความจริงคนพวกนั้นก็หลบหนีเข้าเมือง หรือในช่วงสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศไทย คนหนุ่มสาว เดินทางไปทำงานที่ออสเตรเลีย เราก็ชื่นชมว่า ญาติพี่น้องของเราไปทำงานแล้วตั้งหลักได้ แต่ความจริงเป็นเรื่องเดียวกันกับการที่คนต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “สังคมบ้านเรารับหรือไม่รับ” แต่อยู่ที่ระบบราชการ ระบบกฎหมาย ที่จะจัดการกับเรื่องนี้ให้เกิดความก้าวหน้า ให้เกิดเป็นประโยชน์ ใช้พลังของเขาเป็นประโยชน์กับเราให้ได้ แล้วรายได้ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็เป็นของเราด้วย เก็บภาษีให้เราด้วย ถ้าไม่มีแรงงานพม่างานก่อสร้างในเชียงใหม่ก็ไม่เดินเพราะไม่มีคนไทยทำ โลกของเราเป็นแบบนี้ มีการย้ายถิ่น แต่ระบบสังคมของประเทศต้องไม่ทำให้ประเทศของตนเองเสียเปรียบ หรือประเทศได้ประโยชน์จากสิ่งที่เขาเข้ามาในประเทศได้มากแค่ไหน แบบไหน แล้วเหตุใดหรือทำไมเราอ่อนแอแต่เขากลับเข้มแข็ง

“สมพงษ์ สารทรัพย์” กับวิถีทางค้นพบตัวตนในผลงานศิลปะ

0

“กระบวนการทำงานศิลปะของเอเชียต่างกับตะวันตก ศิลปินเอเชียทำงานโดยขาดสติสัมปชัญญะไม่ได้ เปรียบเหมือนงานดนตรีจะมีสุนทรียรมณ์ เช่น งานประติมากรรมพระพุทธรูปร่วมสมัยของอาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะ ศิลปินแห่งชาติสาขาประติมากรรม พ.ศ.2546 เริ่มแรกปั้นพระพุทธรูปภายหลังพระพุทธรูปกลายเป็นก้อนหินเพราะศิลปะเข้าข้างในจนแบบฟอร์มเลือนหาย แต่หากเป็นศิลปะตะวันตกรูปแบบปฏิมากรรมจะมีความกระด้าง ศิลปะตะวันตกจะถากออก ศิลปินตะวันตกจะสำแดงพลังทางอารมณ์ (expression) มีการสุมพลัง ถ่ายเทพลัง”

สมพงษ์ สารทรัพย์ คือศิลปินยุคบุกเบิกวงการศิลปะของเชียงราย ประสบความสำเร็จในวงการศิลปะตั้งแต่วัยหนุ่ม พ.ศ.2532 รับรางวัลเหรียญทองแดงจิตกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 13 พ.ศ.2533 รับรางวัลเหรียญเงินจิตกรรมบัวหลวงครั้งที่ 14 พ.ศ.2534 รางวัลเหรียญทองแดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 37 เมื่อเยาว์วัยสมพงษ์ สารทรัพย์ คือนักเรียนวิทยาศาสตร์ผู้สับสน เฝ้ามองตัวตนและค้นความหมายของศิลปะ วันหนึ่งขณะเป็นนักศึกษาคณะศิลปะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขาก็พบตัวตน (Identity) และความหมายของศิลปะ

ศิลปะของ สมพงษ์ สารทรัพย์ คืออะไร ?

ผมเป็นคนเชียงราย เกิดที่อำเภอแม่ลาว หลังเรียนจบโรงเรียนสามัคคีก็เรียนต่อที่โรงเรียนอำนวยศิลป์พระนคร ต้องเดินทางเข้ากรุงถึงทุ่งพญาไท ใช้เวลาวางแผนการเดินทางนับแรมเดือน ผมเป็นนักเรียนสายวิทยศาสตร์ สถาบันการศึกษาแห่งเดียวที่รับเด็กสายวิทย์เข้าเรียนศิลปะ คือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ตอนนั้นผมสับสน ขาดคนแนะนำ ขาดพื้นฐานความรู้ทางศิลปะ พึ่งเข้าใจว่าศิลปะคืออะไรก็เมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัย

ศิลปะคืออะไร คือประเด็นใหญ่เพราะหากเข้าใจผิดก็กลายเป็นเรื่องเพี้ยน ศิลปินหลายคนคิดถึงการค้าเป็นที่ตั้งอยากร่ำอยากรวยด้วยอาชีพศิลปิน ความจริงศิลปะคือวิชาสุนทรียศาสตร์ ว่าด้วยการมองเห็นความงามและการถ่ายทอดความงาม ใช่มองเห็นเงินแล้วค่อยเริ่มทำงาน หลายคนเข้าใจผิดเพราะมองเห็นภาพความสำเร็จของศิลปิน เช่น อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี หรือ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ความจริงบนโลกนี้ มีศิลปินเพียงไม่กี่คนที่ขายผลงานได้ดี ศิลปินร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีมีน้อยมาก

ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ผมย้อนคิดถึงความหลังในวัยเด็ก ผมใช้สีย้อมผ้าซองเล็กมาย้อมสีแล้วแต้มลงบนกระดาษ ผมมีความสุขมาก ผมชอบวาดรูปโดยไม่รู้ว่ามันคืออะไรหรือเพราะสาเหตุใด เติบโตเรียนศิลปะในมหาวิทยาลัยจึงเข้าใจว่าศิลปะก็คือความสุข ผมอยากบอกเด็กเยาวชนทุกคนว่าให้ค้นหาตนเองให้เจอ ทำงานอะไรก็ได้แล้วลองสังเกตตนเอง ถ้าเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้อย่างมีความสุขโดยไม่ขัดขืน เมื่อค้นพบแล้วเราจะเข้าใจและใฝ่รู้ เกิดความพยายาม จากคนธรรมดาจะกลายเป็นคนขยันหมั่นเพียร

ผมค้นพบตนเอง มั่นใจว่าเมื่อเรียนจบจะทำงานศิลปะ ผมเริ่มทำผลงานส่งประกวดแข่งขัน พ.ศ.2532 รับรางวัลเหรียญทองแดงจิตกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 13 พ.ศ.2533 รับรางวัลเหรียญเงินจิตกรรมบัวหลวงครั้งที่ 14 พ.ศ.2534 รางวัลเหรียญทองแดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 37 ผมเป็นศิษย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒคนแรกที่รับรางวัลระดับชาติ

ผมเดินทางกลับเชียงรายบ้านเกิด เริ่มรู้จักอาจารย์ถวัลย์ ดัฃนี และ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ร่วมแสดงงานศิลปะครั้งแรกของเชียงรายในนาม “9 สล่าเชียงราย” ประกอบด้วยถวัลย์ ดัชนี, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, จำรัส พรหมมินทร์, สมพงษ์ สารทรัพย์, สมพล ยารังษี, สุเทพ นวลนุช, ฉลอง พินิจสุวรรณ, ยอดชาย ฉลองกิจสกุล ,เรวัตร ดีแก้ว รายได้จากการขายผลงานศิลปะนำมาสร้างหอศิลป์ที่มหาวิทยาลัยาชภัฏเชียงราย มันคือยุคสมัยแห่งการเริ่มต้นเชียงรายเมืองศิลปะ แม้แต่งานหัตถกรรมเชิงช่างก็ถูกพัฒนาเป็นงานศิลป์ ยอดชาย ฉลองกิจโกศล ศิลปินเชียงราย เปิดร้านไม้มวงเงินชักชวนช่างหัตถกรรมมาทำงานศิลปะ มีการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม

30 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงศิลปะเชียงราย

หลังยุค “9 สล่าเชียงราย” วงการศิลปะเติบโต เด็กเยาวชนเกิดความเชื่อมั่นที่จะเจริญรอยตาม ผมทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง ถูกเชิญไปร่วมแสดงผลงานในเมืองอัมสเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์ และเมืองซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา เมื่อเดินทางกลับก็เปิดแกเลอรี่ชื่อ 9 Art Gallery เป็นประตูสำหรับศิลปินรุ่นใหม่ในการแสดงผลงาน ปัจจุบันศิลปินเชียงรายมีเกือบ 300 คน ศิลปินมีหลากหลายวัย ตั้งแต่ศิลปินเด็ก ศิลปินอาวุโส ศิลปินชนเผ่า เชียงรายเมืองศิลปะจึงมิใช่เพียงคำพูดอุปโลกแต่มันคือความจริง

ยุคสมัยก่อน เหล่าศิลปินรวมตัวกันก่อตั้งสมาคมเพื่อยืนยันตัวตนของศิลปิน เรามีเป้าหมายเพื่อสร้างหอศิลป์เชียงราย พวกเราศึกษาดูงานต่างประเทศ มีเป้าหมายศึกษาศิลปะ ดูงานเพื่อก่อสร้างหอศิลป์เชียงราย ศิลปินนับร้อยคน เดินทางจากเชียงรายเพื่อแสดงผลงานทางศิลปะที่หอศิลป์กรุงเทพฯ แต่การเมืองอันซับซ้อนส่งผลให้โครงการก่อสร้างหอศิลป์เชียงรายถูกล้มเลิก ศิลปินเชียงรายอันเคยเป็นกลุ่มก้อนเริ่มแตกกลุ่ม ผมในฐานะนายกสมาคมศิลปินเชียงรายตัดสินใจประกาศยุบสมาคม อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ มอบเงินงบประมาณ 500,000 บาทและมีการระดมทุนเพิ่มเพื่อสร้าง “ขัวศิลปะ” จากสมาคมศิลปินเชียงรายก็กลายเป็นสมาคมขัวศิลป์เชียงราย กิจกรรมทางศิลปะถูกขับเคลื่อนอย่างสมบูรณ์แบบโดยขัวศิลป์

ปัจจุบัน นอกจากทำงานศิลปะ ผมเป็นอาจารย์พิเศษให้กับสถาบันการศึกษา ในชั่วโมงเรียน ผมสอนนักเรียนศิลปะให้สำรวจตนเองอยู่เสมอ ตรวจสอบตนเองว่าสิ่งที่ตนรักชอบสนใจคืออะไร นักเรียนศิลปะจำเป็นต้องปิดหู ปิดตา ปิดปาก เพื่อค้นหาตนเอง นักเรียนศิลปะเมื่อมองเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จก็มักจะทำตาม เราปฏิเสธการรับอิทธิพลจากคนอื่นไม่ได้ แต่เราต้องขยัน อดทน ทำงานให้มาก อย่าท้อหรืออหังการว่าตนเก่ง เพราะทุกอาชีพสาขามีเงื่อนเวลามาเกี่ยวข้อง เวลาคือเครื่องยืนยันความรักจึงจะเห็นดอกผล ต้องสืบสวนตนเอง ทำงานศิลปะอย่างน้อย 10 รูป ทำเสร็จแล้วต้องนำมากองเรียงกัน หาผู้รู้หรือครูอาจารย์ช่วยวิพากษ์วิจารณ์ จะเกิดผลการเรียนรู้ศิลปะอย่างรวดเร็ว แต่เราต้องมีหัวใจกว้างพอจะรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ ผลงาน 10 รูป เมื่อสังเกตลงลึกในเนื้องานเราจะพบตัวตน (Identity) เช่น ลายทีแปลงอันมีลักษณะเฉพาะ หรือ ลวดลายความชอบเฉพาะสี นั่นคืออัตลักษณ์ข้างใน เหมือนลายเซ็นซึ่งเราสามารถนำมาสร้างสรรค์หรือพัฒนาต่อไปได้

การเติบโตของคนในวงการศิลปะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี ช่วงแรกต้องทำงานไปเรื่อยๆ ทบทวนตนเองไปเรื่อยๆ เมื่อผ่านเข้าปีที่ 3 จะเริ่มมองเห็นความสำเร็จ มองเห็นรูปแบบของงาน ช่วงแรกเราอาจรับอิทธิพลจากคนอื่นซึ่งถือเป็นการเรียนรู้เพราะทุกคนต้องฝึกฝน หลังจากนั้นจึงนำผลงานออกสู่สาธารณะชนเพราะงานศิลปะเป็นงานสังคม เขียนภาพเสร็จแล้วไม่ควรกอดไว้ดูคนเดียว ต้องให้คนอื่นดูถึงจะเกิดประโยชน์ ดีหรือไม่ช่างมัน ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวช่างมัน มันจะเกิดพัฒนาการ เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ ชอบหรือไม่ชอบ เราจะได้ความรู้เรื่องการตลาด หลังจากนั้น เราต้องมีองค์ประกอบศิลปิน มีความขยัน ฉลาด อ่านหนังสือ มองโลก มองศิลปะของคนอื่น ไม่ปิดตัวเองอยู่แต่ภายในห้อง

ศิลปินรุ่นใหม่จะประสบผลสำเร็จได้อย่างไร?… ลืมไปว่าแท้จริงแล้วการไช้ชีวิตเป็นศิลปินนั้นยากยิ่งกว่า เพราะการเป็นศิลปินนั้นต้องรับผิดชอบตัวเองมากกว่าคนในอาชีพอื่น ต้องเป็นนายตัวเองและเป็นผู้รับไช้ตัวเองในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากและเหน็ดเหนื่อยมาก ต้องมีกฏระเบียบที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน หลายคนจึงพ่ายแพ้ ศิลปินที่มีความสามารถหลายคนจึงทนอยู่ได้ไม่นาน คนรุ่นใหม่ที่เจะเข้าสู่วงการศิลปะ อย่าตั้งเป้าเรื่องเงินหรือการยอมรับจากสังคม เพราะถือเป็นเรื่องภายนอก ศิลปินหรืองานศิลปะคือการทำงานจากข้างใน แต่เมื่อเราเอาเรื่องภายนอกมากลบเราจะไปไม่ถึงความเป็นศิลปิน เป็นได้เพียงคนทำมาหากิน

จิตวิญญาณแห่งศิลปิน ( Spirit of Art )

การขายผลงานศิลปะ ก็เหมือนกับการทำผลงานศิลปะส่งประกวด เราจะรู้สาระหรือแก่นสาร (Theme) ของมัน เวทีการประกวดนี้เป้าหมายเขาต้องการอะไร เราก็ทำให้ถูกเป้าหมาย ลึกลงในรายละเอียดกรรมการเป็นใครแล้วก็สร้างผลงานให้ตรงกับจริตของกรรมการ ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะทำงานขาย ผู้คนสนใจงานแบบไหนก็ทำให้ถูกจริตกับสังคมที่เขานิยม แต่ผลงานเป็นการสร้างสรรค์หรือไม่ เราจะเดินไปข้างหน้าหรือตามหลัง อย่าลืมว่ายุคสมัยเปลี่ยนแปลง เมื่อค่านิยมเปลี่ยนงานของเราก็ต้องเปลี่ยนตาม เหมือนงานแฟชั่นไม่รู้จักจบสิ้น สุดท้ายเราก็กลับมาตั้งคำถามเดิมว่า คุณเป็นศิลปินจริงหรือเปล่า ศิลปินเขานับถือกันตรงการแสดงจิตวิญญาณ (Spirit)

ศิลปินที่ดีต้องทบทวนตนเองเป็นประจำ โลกมีหลายสิ่งเข้ามาหาเรา เราหลงทางได้ง่ายมาก การทบทวนตนเองอยู่เสมอจะทำให้เราไม่หลงทาง ศิลปินต้องชัดเจนแน่วแน่ในแนวทางของตนเอง ทำงานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วอยู่กับมันได้นาน ทำงานอย่างมีความสุข มีความรัก ถ้าเป็นศิลปินจริง ผลงานเป็นภาพสะท้อนตัวตน ยิ่งทำยิ่งแกร่งและชัดเจน ต่อให้โลกหมุนวนรวดเร็วอย่างไร มีสิ่งล่อลวงอย่างไรก็ไม่เปลี่ยน การจดบันทึกเป็นการทบทวนตนเองที่ดี เมื่อมีเหตุการณ์เกิดยามจดบันทึกเราจะพบคำตอบของปัญหา เราจะหลีกเลี่ยงหรือแก้ไข หลังจากนั้นเมื่อเราพบเจอเหตุการณ์เดิมเราก็จะไม่ทุกข์ เมื่อไม่มีความทุกข์ความคิดสร้างสรรค์เราก็จะเกิด

กระบวนการทำงานศิลปะของเอเชียต่างกับตะวันตก ศิลปินเอเชียทำงานโดยขาดสติสัมปชัญญะไม่ได้ เปรียบเหมือนงานดนตรีจะมีสุนทรียรมณ์ เช่น งานประติมากรรมพระพุทธรูปร่วมสมัยของอาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะ ศิลปินแห่งชาติสาขาประติมากรรม พ.ศ.2546 เริ่มแรกปั้นพระพุทธรูปภายหลังพระพุทธรูปกลายเป็นก้อนหินเพราะศิลปะเข้าข้างในจนแบบฟอร์มเลือนหาย แต่หากเป็นศิลปะตะวันตกรูปแบบปฏิมากรรมจะมีความกระด้าง ศิลปะตะวันตกจะถากออก ศิลปินตะวันตกจะสำแดงพลังทางอารมณ์ (expression) มีการสุมพลัง ถ่ายเทพลัง เพราะพื้นฐานชีวิตคนตะวันตก มีลักษณะของนักผจญภัย เดินทางออกจากตนเอง ส่วนศิลปินตะวันออก ศิลปะเป็นการนำเข้า (input) งานเขียนภาพจะมีความลึกซึ้งด้านใน เช่น งานเขีนภาพวิถีเซ็นของจีนหรือญี่ปุ่น

ศิลปินควรชมงานศิลปะ มีนิทรรศการที่ไหนต้องไปดู การชมนิทรรศการศิลปะจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้เร็ว ได้พบสังคม พบศิลปะใหม่ พบเจอความคิด ศิลปินโดยสามัญสำนึกจะวิเคราะห์งานศิลปะว่าทำอย่างไร ใช้สีแบบไหน ขึ้นรูปปฏิมากรรมได้อย่างไร เมื่ออยู่ในกลุ่มศิลปินจะเกิดการถกเถียง แตกยอดความคิด

ปัจจุบันผมกลับมาอยู่เชียงราย ทำงานศิลปะในบ้านเกิดเปิดหอศิลป์ของตนเองอีกแห่งชื่อว่า 183 Malao Art Space ผมรอลุ้นให้นิทรรศการศิลปะ ไทยแลนด์ทอาร์ตเบียนาเล่ (Thailand Art Biennale) เกิดขึ้นที่เชียงราย อยากให้คนเชียงรายและคนใกล้เคียงมีส่วนร่วม มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกันโดยเฉพาะศิลปินยุคใหม่ ถ้าเชียงรายเป็นเมืองศิลปะอย่างแท้จริง เราก็จะไม่อดตาย เราจะมีอนาคต มีทุกอย่างรองรับ อาชีพศิลปินจะแตกแขนงเป็นภัณฑารักษ์ (Curator) ผู้ขายงานศิลปะ (Dealer) นักประชาสัมพันธ์ (PR ) มันจะเติบโตเป็นลูกโซ่

คนรุ่นใหม่ต้องหาช่องทางของตัวเองซึ่งจะต้องใช้สื่อที่แตกต่างออกไป เช่น ผลงานกราฟฟิตี้ (graffiti) สมัยก่อนมันคืองานขยะข้างถนน แต่ตอนหลังกลายเป็น street art มีคนติดตามซื้องาน จากคนมือบอนพัฒนาสู่สไตล์ศิลปะที่คนชื่นชอบ ศิลปินข้างถนนกลายเป็นศิลปินดัง ทำให้เห็นว่า การทำอะไรจากใจมันจะเกิดดอกเกิดผลเอง โดยไม่ต้องเอาภาพของศิลปินมีชื่อเสียงมาเป็นตัวอย่าง มันอาจถูกหรืออาจผิด แต่สิ่งสำคัญคือต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ทำแล้วมีความสุข อยากทำอยู่ตลอด นั่นคือหัวใจ