“กำจัด ตาคำ” คือ สล่าช่างศิลป์จิตรกรรมพุทธประวัติตามผนังโบสถ์ สร้างงานประติมากรรมตามวัดวาอารามในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นเวลานานเกือบ 30 ปี เป็นนักศึกษาศิลปกรรมนอกสถาบันสอนศิลปะ เขาเรียนรู้ศิลปะจากหนังสือและการทำงาน ใช้ชีวิตตามวิถีสล่าช่างศิลป์ มุมมองต่อโลกและศิลปะของเขาเป็นกลางและแปลกต่างจากคนทั่วไป ในห้วงสถานการณ์ที่ศิลปินและนักศึกษาศิลปะกำลังถูกเบี่ยงเบนความสนใจสู่สถานการณ์ทางการเมือง และเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือการประท้วงนั้น กำจัด ตาคำ สล่าช่างศิลป์ที่เติบโตมากับวัดและเรียนศิลปะด้วยตนเอง มองสถานการณ์ศิลปะกับการเมืองอย่างไร?

สล่าช่างศิลป์กับทัศนะทางการเมือง

ศิลปะเป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นปัจเจกชน คนทำงานศิลปะบางคนฝักใฝ่การเมืองก็ถือเป็นสิทธิของเขา บางคนชอบเผด็จการ บางคนชอบประชาธิปไตย ศิลปินชื่นชอบฝ่ายใดท่านก็ต้องการถ่ายทอดความคิดหรือทัศนะทางการเมืองผ่านผลงานศิลปะของฝ่ายนั้น แต่บางครั้ง ศิลปินก็ควรวางเฉยเรื่องการเมืองเพราะมีผลกระทบต่อการทำงาน ศิลปะทำงานได้อย่างไม่มีขอบเขต สามารถสื่อถึงวัฒนธรรม ประเพณี  ไม่จำต้องเป็นการเมืองหรือศาสนา อยู่ที่เราใช้ศิลปะในแนวทางใด ศิลปินทำกิจกรรมร่วมกับผู้ประท้วง สื่อสารด้วยศิลปะ บทเพลง หรือ การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเสรีภาพที่ทุกคนสามารถทำได้ แต่บางครั้งการสื่อสารทางการเมืองอาจก่อให้เกิดการกระทบกระทั่ง 

ส่วนผลงานศิลปะล้อเลียนผู้นำนั้น เป็นการใช้ศิลปะแสดงถึงความไม่ชอบเพราะเขาพูดออกมาไม่ได้ จึงต้องสื่อสารโดยใช้ศิลปะ บุคคลประกอบด้วย รัก โลภ โกรธ หลง หลายคนตัดไม่ขาดจากโลก มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อสังคม เมื่อมองเห็นความไม่เที่ยงธรรม เช่น กรณีนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อสิทธิเสรีภาพ เราที่มีหัวใจย่อมเกิดความรู้สึกคล้อยตาม หรือเกิดความรู้สึกต่อต้านคัดค้านขึ้นมาได้

บ้านเรามีฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา ฝ่ายกลาง แต่เราอยู่ร่วมกันเป็นสังคม มีกฎหมายบังคับให้ต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ถ้าเราไม่เป็นทุกข์เราก็วางเฉย ปล่อยวางความรู้สึกแบบนี้ ต้องอาศัยหลักพุทธศาสนา อารมณ์สองฝ่ายมันก่อให้เกิดความสุขหรือทุกข์ พุทธศาสนาสอนให้คนพ้นทุกข์

ความชอบหรือความไม่พึงใจมันเป็นสภาวะของจิต ไม่ผิดหรอกเมื่อเห็นผลงานศิลปะของศิลปินบางคนก็เกิดเป็นความรู้สึก ชอบ ไม่ชอบ หรือ เฉยๆ มันเป็นการแยกกลุ่ม ศิลปะมีหลายแขนง เราเรียนรู้และเกิดความเข้าใจ บางคนเห็นผลงานแล้วเกิดเป็นความชอบก็เป็นกลุ่มหนึ่ง อีกคนมองแล้วไม่ชอบก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง เราห้ามจิตใจคนไม่ได้เพราะมันเป็นเสรีภาพ ชีวิตคนเกี่ยวข้องกับการเมืองจนแยกไม่ออกเพราะนโยบายทางการเมืองส่งผลกระทบ ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์ ส่วนศิลปินที่ปลีกตนเองจากสังคมนั่นคืออุดมการณ์ เป็นเหตุเป็นผลจากอารมณ์ศิลปิน นั่นคืออุดมการณ์ของศิลปิน  

ศาสนาควรแยกออกจากศิลปะหรือไม่ ?  

ศาสนาเป็นการดำเนินชีวิต สิ่งที่ควรแยกไม่ใช่ศิลปะ ถ้าจะแยกควรแยกระหว่างจิตกับร่างกาย ร่างกายต้องรับอาหารรับน้ำ ต้องทำมาหากินเลี้ยงชีพ ทำมาหากินอย่างไร สุจริตหรือทุจริต ความจริงของชีวิต คือ ทำให้ร่างกายของเราอยู่ได้กินได้ตลอดอายุขัย ศาสนาเป็นการดำเนินชีวิตอย่างไรให้ถูกต้อง ไม่เบียดผู้อื่น ศิลปะเกี่ยวข้องกับศาสนาเพราะช่างศิลป์นับถือศาสนา เคารพศาสดา เคารพหลักธรรมคำสอน วินัยปฏิบัติ เราอยากสรรเสริญศาสดา เราก็ถ่ายทอดเป็นงานศิลปะ เป็นการสรรเสริญเคารพยกย่อง เขียนงานแสดงถึงหลักธรรม แฝงอุดมคติ

สุนทรียภาพ มันเป็นการแสดงถึงอารมณ์ แสดงถึงความงาม ศิลปินที่มีอารมณ์ความรู้สึกและเทคนิคขั้นสูง จึงสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทำให้ผู้คนเลือกซื้อผลงาน อย่ามองโลกซับซ้อน ถือเป็นการเลี้ยงชีพ การทำงานศิลปะทำให้จิตใจเราสูงขึ้น ดีขึ้น มองเห็นความงาม ความดี ผลงานศิลปะสามารถบำบัดจิตใจผู้คน ให้เกิดเป็นความผ่อนคลาย ศิลปินเรียนระดับมหาวิทยาลัย อาจมีแนวคิดสลับซับซ้อน ผลงานแฝงแนวคิดหรือปริศนา แต่ไม่จำเป็นต้องแยกศิลปะออกจากศาสนา การแยกอาจเป็นการเติบโตหรือแตกแขนงทางศิลปะ

ศิลปะสื่อความหมายทั้งความดี ความไม่ดี ความโลภ โกรธ หลง เช่นเดียวกับคำพูดหรือเสียงดนตรี ใครอยากมีฝีมือสูงส่งก็ต้องฝึกฝนให้ช่ำชอง เมื่ออยู่จุดสูงสุดจึงวิจารณ์ได้ ใช่ว่าใครจะวิจารณ์ผลงานศิลปะของเขาได้ เราต้องดูจุดประสงค์ ดูเจตนา ต้องศึกษาระบบของมนุษย์ ระบบการปกครอง การเมือง สังคม และความขัดแย้งเกิดขึ้น การใช้ศิลปะนำเสนอการเมืองไม่ทำให้ศิลปะตกต่ำเพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่บางครั้ง ทุกกิจกรรม ทุกสถาบัน ทุกสังคม มีกฎหมายคุ้มครอง การกระทำผิดกฎหมายต้องถูกดำเนินคดี ต้องรับโทษเป็นไปตามกรรม เราด่าเขา เขาก็แจ้งความดำเนินคดี เราวาดภาพทำให้ผู้คนเกลียดชังเขา เขาก็ดำเนินคดี

ปัจจุบันสังคมมันมีกระแส เขาสื่อผลงานศิลปะสนองกระแสเพื่อให้คนได้รู้เห็น มองในแง่การประชาสัมพันธ์ก็เหมือนกับดาราสร้างกระแส สร้างกระแสความชอบหรือความเกลียดชังให้เป็นกระแสโด่งดัง ฉะนั้น การที่ศิลปินด่าว่านักการเมือง ด่าทออาจารย์ผู้สอนศิลปะของตน อาจเป็นการประชาสัมพันธ์ตนเองในรูปแบบหนึ่งเพื่อประโยชน์ในอาชีพ เพื่อให้มีคนสนับสนุน คนทุกยุคสมัยมีการพัฒนา สังคมเติบโตซับซ้อน ศิลปินก็มีความซับซ้อนมากขึ้น ศิลปะจะดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิดเป็นเรื่องส่วนบุคคล

ศิลปะคือการสร้างสรรค์ ส่วนธรรมมะเป็นการค้นพบ

ผมชอบทำงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เรียนศิลปะด้วยตนเองมาตั้งแต่เป็นสามเณร ศิลปะเป็นเรื่องความชอบ หลังลาสิกขาก็เริ่มทำงานเป็นสล่าช่างศิลป์ เป็นลูกศิษย์วัดทำงานอยู่กับวัด เขียนภาพจิตรกรรมตามผนังโบสถ์ ทำงานประติมากรรมและรับเหมาก่อสร้าง ผมเขียนภาพลายเส้นอยู่ตลอดเพราะมันเป็นพื้นฐานการทำงาน การศึกษาศิลปะเกิดจากการทำงาน ไม่ได้เกิดจากการเรียนในสถาบันสอนศิลปะ ศึกษาศิลปะด้วยตนเอง ผลงานของผมเป็นเรื่องราววัฒนธรรม ประเพณี พุทธประวัติ แสดงถึงตัวตน บุคคลอันเป็นศาสดาในศาสนาตามบันทึกในไตรปิฎก

ศิลปะเป็นการถ่ายทอดความคิด สื่อสารความคิดให้คนรู้ บางคนชอบก็ถูกอกถูกใจ ถ้าเข้าใจยากบางคนก็ไม่ชอบ บางอย่างต้องถูกกับจริต ขึ้นอยู่กับชั้นเชิงของเราว่าจะสวยหรือไม่ แสดงฝีมือได้ดีขนาดไหน ศิลปะเป็นแนวทางของการพัฒนาตน ทำให้จิตใจอ่อนโยน มีสุนทรียภาพ เข้าใจในธรรมชาติ เข้าใจความจริง เมื่อเรารู้และเข้าใจก็เกิดเป็นความหลงใหล แต่สุดท้ายเราก็ต้องวางเฉย เหมือนเราพายเรือข้ามน้ำเมื่อถึงฝั่งก็ไม่จำเป็นต้องแบกเรือไปด้วย ศิลปะสำหรับผมคือธรรมชาติของความจริงหรือสัจธรรม เราสามารถถ่ายทอดความจริงได้ขนาดไหน ถ้าถ่ายทอดได้ถึงที่สุดก็คือความจริง

สุดท้ายศิลปะก็คือการเลี้ยงชีพ ทำให้ตนเองทำให้ตนเองสุขสบายชั่วอายุขัยหนึ่ง ทว่าในวัฏสงสารที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เราย่อมต้องศึกษาจุดประสงค์ จุดกำเนิด และจุดแตกดับ จิตใจเราจะได้ปล่อยวาง ไม่ทะเยอทะยาน หลักทางศาสนาเป็นปรัชญาการดำรงชีพ กินมาก มีความโลภมากเกินไป ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองหรือครอบครัว เราต้องมองชีวิต คนเรากำเนิดด้วยดวงจิต กุศล อกุศล หาภพ หาภูมิ ส่วนงานวาดภาพเป็นการฝึกใจ มันเป็นการปฏิบัติ สมาธิเกิดจากปฏิบัติ จิตเราจะนิ่งจดจ่อ เป็นสมาธิ นานเข้าจะ มีความฉลาด มีความเข้าใจ นั่นคือเรื่องของธรรมมะ